ป้ายกำกับ: หุ้นไทย

  • สรุปหุ้นปี 2567 และประเด็นติดตามปี 2568 รายกลุ่ม

    สรุปหุ้นปี 2567 และประเด็นติดตามปี 2568 รายกลุ่ม

    สวัสดีครับ content ของขวัญปีใหม่ 2568 แก่ลูกเพจทุกๆปี ปีนี้ขอสรุปประเด็นติดตามแต่ละ sector ให้นะครับ บันทึกมาจากการจัดรายการ LIB Talks ที่พูดคุยกันทุกๆเช้า สรุปสั้นๆแต่เร้าใจเอาไปใช้ติดตามต่อได้ครับ

    ตลาดหุ้นจริงๆไม่มีอะไร ถ้าเราเข้าใจ ไม่ยึดติด งมงาย เลือกฟัง เสพ อย่างมีสติ ทำความเข้าใจมันก็พอไหว ยังไงดูเรื่องความเสี่ยงไว้ด้วยนะ หุ้นไทยมันมีแค่ 2 แบบ 1.ดีแล้วดีต่อ 2.แย่แล้วกลับมาดี

    แต่สิ่งต้องระวังคือ “บริษัทไม่ดี” ซึ่งวิธีดูง่ายๆ คือ หุ้นขึ้นไม่มีเหตุผล, สภาพคล่องค่อยๆแย่ (ดู CFO, ดู cash cycle ก็อ่านออกไม่ยาก), จงใจ missed match funding (logic ง่ายๆ ไว้จะมาสอนนะ), แอบเอาเงินออกผิดประเภท (ย้ำเสมอว่า ผบห.เอาเงินออกที่ถูกต้อง และ แฟร์สุด คือ ปันผล) เอาล่ะ ไปกันเลย

    พลังงานต้นน้ำ และโรงกลั่น ปัญหาปี 2567 คือ การใช้น้ำมันมันแย่กว่าคาด ตามภาวะเศรษฐกิจ และต้องไม่ลืมคือ EV ยังเป็นศัตรูที่แกร่งขึ้นเรื่อยๆ นี่ขนาดมีสงคราม และโอเปกก็ช่วยชะลอการขึ้นกำลังการผลิต ก็ทำได้เพียงประคองราคาน้ำมันได้แถว 70-80 เหรียญ ปีหน้า 2568 จีน สหรัฐ รบกันแน่นอน สิ่งที่จะทำให้กลับมาคือ มันรบกัน “เบากว่าคาด” แต่ถามว่ามันจะทำให้ราคาน้ำมันดิบ rally ไหมก็คงยากส์ เทรดดิ้ง swing trade ได้แค่นั้น buy & hold ไม่ใช่แน่ๆ จงเปลี่ยน mindset กับหุ้นกลุ่มนี้นะ กลุ่มนี้มี PTT PTTEP TOP BCP SPRC BSRC

    ปิโตรฯ – อาการคล้ายๆกันกับข้างบน แต่ความหนักกว่าคือ กำลังการผลิตใหม่ new capacity ฝั่งจีนมาอีกเพียบว่ากันว่าจนถึงปี 2573 ถ้า ศก.ยังเป็นแบบนี้ จุดเปลี่ยนคือ หากจีนสวนหมัดสหรัฐ หลังทรัมป์แถลงนโยบายที่ปฏิบัติจริงในเดือน ม.ค. ด้วยมาตรการกระตุ้นแบบเศรษฐกิจแบบ “นิวเคลียร์” (รอบที่แล้วแค่บาซูก้า) ก็อาจดึงอุปสงค์กลับมาดึง spread Petro ให้ขึ้นได้บ้าง กลุ่มนี้ตลาดพร้อมเล่นนะ เพราะ valuation P/BV ต่ำมากๆ 0.5-0.7x กลุ่มนี้มี SCC IVL PTTGC IRPC แต่ถ้าจีนไม่สู้ แต่หุ้นไปเจาะตลาดอื่นแทนสหรัฐ มันก็กลับมาภาพเดิม

    ปั๊มน้ำมัน – ปัญหาปี 2567 จริงๆคือ อุปสงค์ไม่มากพอ เลยมาซวยกับการที่รัฐแทรกแซงราคาขายปลีก ยังไม่พอ ราคาน้ำมันดิบผันผวนทำให้บริหาร stock ได้ยาก ใครที่ inventory days ยาวๆก็เหนื่อยหน่อย เช่น OR สิ่งที่ทุกบริษัทพยายามแก้คือ ทำธุรกิจ non oil ให้ปังให้ได้ ก็คือ ขายอาหาร ขายกาแฟ ว่ากันไป PTG เร่งกาแฟได้ดีนะมาเร็วมาก ส่วน OR ถ้าจะบอกว่า OKJ มาแรง แต่ว่ามันก็เล็กมากๆใน OR แถมถือหุ้นแค่ 20% จุดเปลี่ยนปี 2568 คือ เศรษฐกิจในประเทศก่อนนะ เอ้อจับตาปั๊มจีนด้วยนะ เริ่มเห็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ

    โรงพยาบาล – ปี 2567เหมือนเป็นการเปิดแผลให้มันชัดขึ้นของระบบสาธารณสุขไทย ต้นตอคือ งบประมาณไม่พอ การใช้จ่ายไม่พอเหมาะพอควร เราเลยเห็น ปัญหาเจรจาเรื่องประกันสังคมโรคซับซ้อน RW>=2, การเข้าสู่ระบบ Co-Pay ของประกัน (มีเรื่องฮา ลองไปเล่นดูนะ ตรวจ CT scan ถ้าบอกว่าเบิกประกัน 100 บาท แต่ถ้าบอกว่าจะจ่ายเองจะได้ราคา 50 บาท!!) อีกเรื่องคือ ตัวเลขผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะ ตอ.กลาง เริ่มไม่พุ่ง อันนี้ระวังหน่อยเพราะ ตอ.กลาง เค้าลงทุนด้าน healthcare facilities มากพอแล้ว เลยไม่ได้ต้องพึ่ง รพ.ในไทยมากเหมือนก่อนแล้ว จากทั้งหมดกำลังบอกว่า กลุ่มนี้ยังดีนะปัจจัย 4 แต่แผลเหล่านี้ทำให้กำไรอาจไม่แกร่งเหมือนก่อน rerating อาจเกิดขึ้น เมื่อก่อนเทรด P/E 25-35x อาจต้องถอยมา 20-25x ถึงจะเหมาะสมกับ สวล.ตอนนี้ เดาว่าเราอาจเห็นเรื่องการควบรวมเพื่อ synergy สู้กับ สวล.ใหม่

    เนื้อสัตว์ – ปี 2567 เป็นปีที่ดีของพวกเค้านะ เพราะความติดขัดฝั่งอุปทาน (โรคระบาด น้ำท่วม) ทำให้ราคา ไก่ หมู ดีหมด แต่ปี 2568 นวค.มองกันว่าแม้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้มจะลดลง แต่ราคาเนื้อสัตว์ก็จะลงด้วยจาก peak ในปี 2024 จะเห็นว่าตลาดคาดกำไรหดกันหมด ดังนั้น เวลาหุ้นถูกหมายหัวว่ากำไรมันลง พวก นลท.สถาบันเค้าจะยังไม่เล่น กลุ่มนี้น่าจะเหงากันใน 1H25 แล้วค่อยมาดูกันอีกที

    ท่องเที่ยว – ปี 2567 แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะแถวๆ 35-36 ล้าน ตามเป้าทางการ แต่ แต่ มันก็ยังต่ำกว่าปี 2019 (Pre-COVID) ราว 8% ซึ่งถือว่าไม่ดีนะ เพราะเราอัดมาตรการเยอะมาก โดยเฉพาะ free VISA จีน แต่ผลที่ได้กลับมาไม่ดีเท่าที่ควร เพื่อนไป ตปท.มาบอก นทท.จีน แห่ไป ญี่ปุ่น เกาหลี เยอะมาก?? กลุ่มนี้วัดที่ฝีมือจริงๆบาง โรงแรม RevPAR พุ่งดีมากจากการสร้างจุดขายของตัวเอง แต่ที่เกาะกับอุตสาหกรรมกลับทำได้ไม่ดีนัก ส่วนสายการบิน BA AAV เล่นมารอ high season นานแล้ว (ออกตัวมาตั้งแต่กลางปี 2567) แม้ว่าวันนี้เราอยู่ high season ก็ตาม หุ้นก่องเที่ยวคงไม่ไปไหนแล้ว sideway ดูสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยปี 2568 จะมีอะไรใหม่ไหม เห็นวางเป้าเว่อร์วัง 40 ล้านคนเป็นสถิติใหม่ ยังนึกไม่ออกจะเอามุกไหนมาดัน

    ขนส่ง – เรือตู้ เรือเทกอง โลจิสติกส์ ผันผวนทั้งปี 2567 คือ อธิบายง่ายๆได้ว่า ตราบที่อุปสงค์ มันน้อยกว่า อุปทาน เวลาหมาเห่าเนี่ย ค่าระวางมันพร้อมลงได้ทันที และบนสถานการณ์สหรัฐ-จีน เตรียมรบกัน ทุกคนเลยเข้าสู่โหมดระวัง wait & see เป็นหลัก แต่มีจุดน่าสนใจคือ PSL (เรือเทกอง ซึ่ง ผบห.เก่งมากเรื่องการซื้อขายเรือ คือ เค้ามองเรือ คือ Asset play) ทำเทนเดอร์ซื้อเรือ VL (เรือ tanker ขนน้ำมันสำเร็จรูป) อันนี้มันสะท้อนว่า valuation เรือบางประเภทถูกเกินเหตุมากๆ ดังนั้น ถ้าใครมองเรือเป็น asset play เหมือนเค้า การลงทุนใน pure play เรือแบบยาวๆๆๆๆ ก็น่าสนใจ แต่ถ้าใครมอง earnings play เวลานี้ยังไม่ใช่

    ธนาคาร – ธนาคาร ก็ยังเป็นธนาคาร นี่ยังนึกไม่ออกตั้งแต่จำความเข้าตลาดได้ เคยขาดทุนบ้างไหม(ฮา) ปี 2567 นี้ประคองตัวรักษากำไรได้ ระมัดระวังตัวมาก เราง่ายๆงดปล่อยสินเชื่อ เก็บกินลูกหนี้ดีๆต่อไป บีบคอคนที่พอมีกำลัง ก็เอาตัวรอดได้สบายๆ กลุ่มรู้ว่ายังไง ธปท.ต้องรักษาระบบสถาบันการเงินไทย ล้มไม่ได้ ต้องแข็งแรงไว้ก่อน ยังไงก็ไม่โดนทำร้ายนะ ขนาดมาตรการ “คุณสู้เราช่วย” ธนาคารยอม waive ดอกเบี้ยให้ 3 ปี ธปท.ก็ช่วยธนาคารด้วยการลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ให้ 50% งานนี้มองภาพใหญ่คือ “หยุด NPL ไม่ให้เพิ่ม เพื่อหวัง Loan กลับมา Growth ให้ ศก.เดินต่อนั่นเอง” ดังนั้น สายปันผลลูบปากเลย แบงก์ไทยแข็งแรงมาก การ drain ปันผลออกมาเพื่อเร่ง ROE ยังเป็น motto หลักของเค้า โอกาสเห็น bottom out มีสูงมาก (แต่หุ้นก็ขึ้นมาประมาณนึงละนะ) จุด sprint คือ เมื่อไหร่เป็น Loan growth กลับมาบวกได้ เมื่อนั้นแหละ rerating ทางขึ้นจะมา มองเป้า P/BV 1.0 เท่าได้เลย

    ไฟแนนซ์ – รับไม้ต่อจากธนาคาร ปี 2567 นี้เหนื่อยมากกับการแก้ NPL ประคองหนี้ Stage 2 อย่าให้ไหลลงมาเป็น NPL มาก ซึ่งสัญญาณเริ่มดีใน 3Q67 บ้างแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้เป็นกลุ่มที่เข้าร่วมโดยตรงกับโครงการฯ แต่ก็เป็นกลุ่มที่ ธปท.บอกกำลังพิจารณา (ประเด็นคือ ไฟแนนซ์ไม่ได้จ่าย FIDF และที่ผ่านมาก็โดนกดเพดานดอกเบี้ยมาหลายรอบแล้ว จนบ่นกันว่า ถ้ากดกว่านี้ก็เลิกทำดีกว่า เมิงมาทำเองเหอะ ทำให้ ธปท.ยังหาท่ามาเล่นไม่ได้) กลุ่มนี้ยังต้องจับตา NPL ต่อไป และคล้ายกัน Loan กลับมา Growth ชัดๆได้ rerating มาเช่นกัน ตอนนี้เทรดครึ่งนึงของภาวะปกติ(ก็พอเข้าใจได้)      

    อสังหาฯ – เอาหน่อยก็ได้ ปี 2567 นี้ถ้าดูกำไรถือว่าโอเคนะ ยอดโอนก็พอมีใน segment ที่พอมีตังค์ real demand ยังพอมีใน mid-high end โดยเฉพาะ บ้านจัดสรร แต่ว่ายอดเปิดตัวโครงการนี่ missed กันเป็นว่าเล่น ผู้ประกอบการก็อ้างนู่นนี่ แต่จริงๆมันก็ไม่มั่นใจภาวะเศรษฐกิจแหล่ะ ผนวกกับยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง (แม้ว่าบาง บจ.จะ screen ตั้งแต่แรกแล้วนะ) อาการยังหนัก วันก่อนไปอ่านบทวิจัยอสังหาฯ absorption rate ระบายสต๊อกบ้านเรายังช้า 1.9% หรืออีก 49 เดือนถึงจะหมด นี่ร่ำนายกจะผลิตบ้านให้ผู้มีรายได้น้อยมาอีก โอ้ว!! ปี 2568 น่าจะเป็นปีแห่งการ refinance หุ้นกู้กันเป็นหลัก แม้ว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ยให้แล้ว 1 ดอก แต่เชื่อขนมได้เลยว่าดอกเบี้ยรอบ refin ใหม่แพงกว่าเดิมแน่นวล จาก industry ที่ยังเปราะบาง นลท.มีประสบการณ์กับหุ้นกู้เยอะแล้ว รอบนี้ฉลาดขึ้นเยอะ เดาว่าอาจมีระเบิดลงในบาง บจ.ที่ติดขัด refin ไม่ได้อีก ดูดีๆนะ แต่ยอมรับนะ valuation ถูกและดึงดูดใจมาก เซียนหุ้นดังๆ ก็โตจากหุ้นอสังหาฯเยอะ แต่เค้าซื้อตอนพังในหุ้นที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งนะ ดูดีๆเช่นกัน

    ค้าปลีก และบริโภค – ปี 2567 ก็โอเคนะ กำไรก็ฟื้นตามสภาพตัว C ที่ฟื้นมาจากฐานต่ำ ก็ได้รัฐบาลสักที การผลักดันต่างๆก็มาตามนัดบ้าง ไม่ตามนัดบ้าง แต่จะคิดกันบ้างไหมว่า e-commerce เป็นอะไรที่แย่งยอดขายไปเยอะมาก ปีหน้ามีความเสี่ยงนึงที่ควรตระหนักคือ หากจีนทานสหรัฐไม่ไหว สินค้าจีนราคาถูกมันจะไหลมาบ้านเรานี่แหล่ะ ดังนั้นปีหน้าสู้กันดุเดือดแน่นอน ไม่รวมเรื่องดราม่าที่ยังไม่จางหาย ถ้ารักจะเล่น ก็ไม่ควรไล่หุ้นนะ อดทนรอคอยที่แนวรับสำคัญน่าจะดีกว่า ส่วนกลุ่มร้านอาหาร พวกสาขาน้อยฐานต่ำ น่าจะยังเป็นที่สนใจต่อไป ส่วนพวกเครื่องดื่ม คงต้องรอปรับฐานให้เรียบร้อยก่อนค่อยว่ากัน

    REIT IFF ปันผล – กลุ่มนี้คิดว่ายังปลอดภัยนะ แม้ว่าแนวโน้มเฟดอาจลดดอกเบี้ยไม่เยอะเท่าที่ตลาดอยากได้ (อยาก 4 อาจได้แค่ 2) ทำให้ความ sexy ด้อยลงไปนิด แต่ว่ายังไงดอกเบี้ยยังเป็นขาลงสู่ มาคิดอีกแง่ทรัมป์ก็ไม่ชอบดอกเบี้ยสูงอยู่แล้วด้วย ใครมีเงินนะ รอสอยหุ้นในจังหวะที่ราคาหล่นจนเกิด yield สูงๆขณะที่การดำเนินงานยังเป็นปกติ ผมยังชอบพวกอิงท่องเที่ยว โทรคมนาคม เหมือนเดิม

    สารพัดตีม

    // เรื่อง Data center อันนี้มาแน่ ปี 2568 เป็นปีแห่งการลงมือทำ แต่จงระวัง มันมีของจริงและของปลอมที่แอบสอดมาเล่นข่าวแบบนี้ด้วยดูดีๆ และที่ย้ำคือ ลำดับการเล่นที่ถูกต้อง อย่าเพิ่งไปเล่นข้ามลำดับการพัฒนาเร็วเกินไปนะติดดอยไม่รู้ด้วย (ที่ผมเข้าใจลำดับนะ นิคม-รับเหมาดาต้าเซ็นเตอร์-วัสดุที่เกี่ยวข้อง-โรงไฟฟ้าแบบ Private PPA-พวกการเชื่อมต่อ network gateway-พวก implement ด้าน s/w clients-พวก transformation) // เรื่อง Digital banking ธปท.จะให้ license กลางปี 2568 เพื่อรันกลางปี 2569 ย้ำว่า 2 ปีแรกขาดทุน winner คือ คนที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้วเยอะ (ไม่จำเป็นต้องลูกค้าธนาคารนะ)

    // เรื่อง Entertainment complex ก็ทะเลาะกันอยู่ แต่จริงๆนะ ผมว่าควรไปทำในจังหวะทางผ่านที่ไม่ใช่ท่องเที่ยวไปเลย จะได้กระจายความเจริญ และต้องมีระบบ screen คนไทยดีๆ  

    // เรื่อง new EPL broadcasting อันนี้น่าสนุกมาก ไม่ go big ก็ go home มาลุ้นว่า gap เกือบ 5 หมื่นล้านบาท ของสัมปทานเรา กับ ยุโรปตะวันออก ในระยะเวลา 6 ปีเท่ากัน ผู้ประกอบการใหม่จะดึงคนจากช่องทางธรรมชาติได้เยอะไหมจาก potential mkt. 6 ล้านคน vs คนดูถูกกฎหมายวันนี้ 1.2 ล้านคน การตลาด 4P ได้ใช้กันเต็มที่แน่นอน จุดดีของวันนี้คือ technology streaming นี่แหล่ะที่มันจะเปลี่ยนภาพที่แตกต่าง เอาไปรอดูกัน

    // แถมตีม US ฝากดูเรื่อง Quantum computing ด้วยนะ ใกล้จะ commercial ได้จริงๆจังๆแล้วไม่เกิน 10 ปี(ฮา) หลัง Google ทำชิป Willow ได้แล้ว ค่อยๆศึกษากันนะ

    เอาประมาณนี้ละกันครับ สำหรับบทสรุปปี 2567 และประเด็นปี 2568 ที่ต้องติดตาม หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ แล้วเจอกันในรายการ LIB Talks ทุกเช้า 8.15 น. นะจ๊ะ สวัสดีปีใหม่ 2568 ขอให้เพื่อนสุขภาพแข็งแรง เอาตัวรอดได้ในตลาดที่ยากขึ้นทุกปีนะ  

  • เลือกหุ้น IPO ไงไม่ให้เจ๊ง

    เลือกหุ้น IPO ไงไม่ให้เจ๊ง

    .

    จริงๆตั้งใจจะเขียนนานแล้ว แต่คิดไปมารอให้ตลาดหุ้นปิดปี 2565 ก่อนดีกว่า จะได้เริ่มปีพร้อมๆมีไอเดียติดอาวุธกัน ก่อนไปที่หลักการเลือกหุ้น IPO เราต้องเข้าใจกฏเหล็ก 4 ข้อก่อนแบบไม่โลกสวยกันเลย

    1. หุ้น IPO ไม่ได้เป็นภาคบังคับ ไม่ซื้อ ก็ไม่มีใครว่าโง่

    2. คนซื้อ อยากขายราคาสูงๆวันแรก

    3. คนขาย(เจ้าของ) อยากได้เงินเยอะๆวันจอง และตัวเองต้องสูญเสียความเป็นเจ้าของ (dilution) น้อยสุด

    4. คนทำดีลขาย(FA,UW) อยากได้ค่าธรรมเนียมเยอะๆ

    .

    จะเห็นว่า ข้อ 3 และ 4 สมประโยชน์กันอยู่ เลยเป็นที่มาของการตั้งราคาขายสูงๆเพื่อให้ deal size ใหญ่ๆ เจ้าของได้เงินเยอะ FA ได้ค่าธรรมเนียม % เยอะ แถมบางทีมีอมหุ้นไว้เอง(ดูด float) ไว้อีก กะแจกปาให้เต็มคาราเบลในวันแรกที่ราคาลอยๆ ดังนั้นหากเราโลภจัด กาวข้อ 2 เยอะไป โอกาสเป็นเหยื่อสูงมาก จรรยาบรรณเรื่องการ balance ระหว่างข้อ 2-3-4 มันหาไม่ได้ง่ายในวันที่เงินหายากแบบนี้ด้วยความสัจจริง

    .

    เข้าใจแล้วนะ เราไปกันต่อกับ 8 หลักการช่วยเลือกจองหุ้น IPO เพื่อให้เราเอาไป action ในข้อ 1 เริ่มด้วย basic ก่อนค่อยไป advance ตอนท้ายๆ เพื่อตอบคำถามให้ตัวเองว่าหุ้นตัวนี้ “น่าจองซื้อหรือไม่”

    .

    1️⃣ ราคา IPO – ใน Exclusive summary ของหนังสือชี้ชวน มันจะคำนวน P/E เสนอขาย แบบ fully diluted มาให้ (เสมือนว่าหุ้น IPO เข้ามาหมดแล้ว) วิธีดูง่ายๆคือ มันควรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน กลุ่มที่ทำธุรกิจคล้ายๆกัน ตรงนี้ให้ลืมไปเลยนะว่า

    (1) SET หรือ mai อย่าไปแคร์ ตลาดมันไม่มี boundary แล้ว ตลาดทั้งสองไม่ได้ทำให้การทำธุรกิจเสียเปรียบอะไรกัน บางบริษัทเก่งมาก แต่ก็ยังอยู่ mai

    (2) มอง Trailing P/E ถูกต้องแล้ว อย่าเพิ่งไปมอง Forward P/E ข้างหน้า ไม่มีอะไรชัวร์ทั้งหุ้นที่จะ IPO และ ตัวเปรียบเทียบ มัน make กันได้ ถ้า P/E เสนอขาย 20x ส่วนกลุ่มเทรด P/E 25x แบบนี้มีส่วนลด 20% อ๊ะใช้ได้ แต่ถ้าไม่ให้ส่วนลดเลย ก็ต้องมีคำตอบให้ทำนองว่า หุ้น IPO นี่เก่งมาก ตัวพ่อ เทพกว่าหุ้นในตลาดเยอะ IPO เสร็จแล้วจะเป็นเสือติดปีกทิ้งห่างอย่างเหนือชั้น มาร์เก็ตแชร์ทะยาน ดุดันไม่เกรงใจใคร!! ** สรุป ดูส่วนลด Discount

    .

    2️⃣ อุตสาหกรรมขาขึ้น/ขาลง – บางคนดูแค่ข้อ 1 อาจตกม้าตายได้ เพราะส่วนลดที่ให้ บางทีมันเกิดจากอุตสาหกรรมที่เป็นขาลงอยู่ได้เช่นกัน ตัวอย่างสมมติ ธุรกิจโบร๊คเกอร์หุ้น แข่งกันหั่นค่าคอมกันเละ นี่ได้ยินจะมีเทรดฟรี แล้วจะเอากำไรจากไหน พวกนี้จะเสนอขายแพงไม่ได้ ดังนั้นแม้ ราคา IPO จะมีส่วนลดกลุ่มก็จริง แต่ถ้ามันอยู่ในธุรกิจขาลง มันก็ไม่น่าลงทุนอยู่ดี การ IPO จะกลายเป็นการ exit ของเจ้าของนั่นเอง (ขนหุ้นมาขาย แจกไม่อั้น) ข้อนี้เพื่อนๆต้องไปทำการบ้าน อ่านเยอะๆทั้งในตลาดไทย ตลาดต่างประเทศ ** สรุป จองขาขึ้น ขาลงไม่น่าจอง ถ้าจะจองต้อง discount ลึกมากๆ

    .

    3️⃣ เอาเงินไปทำอะไร – อันนี้เหมือนจะพื้นๆ แต่มันให้เบื้องหลังที่น่าสนใจ คือ ในหนังสือชี้ชวนต้องระบุว่า เงินที่ระดมมาได้จากประชาชน จะเอาไปทำอะไร เป็นบริษัทมหาชนไม่ใช่กงสี จะเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ ทุกๆบาทต้องทำเพื่อผู้ถือหุ้นทุกคน บริษัทที่ดีจะมีแผนชัดเจน 3-5 ปีข้างหน้า เช่น จะเอาเงินไปซื้อเครื่องจักร ขยายกำลังการผลิต ขยายสาขา เอาไปเปลี่ยนสายการผลิตเป็น robot เอาไปทำ R&D คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นต้น ให้คิดง่ายๆนะ เอาไปใช้อะไรก็ได้ให้บริษัทเก่งขึ้น ดีขึ้น ทำกำไรมากขึ้น แบบนี้ถือว่า ok

    แต่ถ้าในหนังสือชี้ชวนฯดันระบุว่า ส่วนใหญ่เอาไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working capital : W/C) รู้ไหมว่ามันจะเกิดคำถามอะไรในหัวนักการเงินที่มีประสบการณ์ มันจะถามว่า ที่ผ่านมา run ธุรกิจมาได้ไง ไม่มี working cap เหรอ แล้วเดินมาได้ไง กำไรที่แสดงมา make ป่าว? การระบุกว้างๆว่าเอาเงินไปเป็น W/C มันดูไม่มีกึ๋น และก่อให้เกิดความสงสัย และพาลไปในเชิงลบมากกว่า แต่มีข้อยกเว้นในพวกธุรกิจที่เน้นซื้อมาขายไป, งานบริการธุรกิจ พวกนี้ capacity ของเค้าคือ W/C เพราะเค้าต้อง สต๊อกสินค้า และต้องให้เครดิตเทอมลูกค้าหลายเดือน พวกนี้ถ้าระบุว่าเงินที่ได้เพื่อเป็น W/C อันนี้ ok

    คราวนี้มีคำถามแน่ว่า ถ้า IPO มา เพื่อเอาเงินไปคืนหนี้สินล่ะ? ตอบแบบนักการเงินง่ายๆไม่ ok นะ เพราะต้นทุนกู้ยืม 3-5% กับ ต้นทุนจากการระดมทุนด้วยการออกหุ้นเพิ่มทุน IPO 10%++ (ค่าเสียโอกาส ค่าโดน dilution ความเป็นเจ้าของ ค่า FA ค่าประชาสัมพันธ์) มันต่างกันเยอะ ถ้าเจ้าของฉลาด(แบบเจ้าสัว) นายธนาคาร หรือ การออกหุ้นกู้ คือเพื่อนที่น่าคบที่สุด ใครๆก็อยากได้เงินถูกๆมาทำธุรกิจ ** สรุป วัตถุประสงค์ใช้เงิน ส่อเจตนา ทำธุรกิจ หรือ ทำหุ้น

    .

    4️⃣ การกระจายหุ้น – การออกหุ้นใหม่แล้วขาย IPO ที่ดี ผู้ถือหุ้นเดิม(เจ้าของ) จะต้องยังคงครองความเป็นใหญ่ ทั้งสัดส่วนการถือ การบริหาร ตรงนี้ไม่ค่อยมีปัญหา สมบัติยากส์ที่จะกระเด็นไปให้คนอื่น แต่หัวข้อนี้ มันหมายถึง การกระจายตัวของหุ้น IPO ว่าจะไปตกในมือใครบ้าง? อันนี้ไม่มีสูตรตายตัว แต่หลักคิดง่ายๆนะ มันควรจะกระจายไปให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดหุ้น กอง-ฝรั่ง-เม่า เพื่อให้หุ้นตัวนั้นเข้ามาในตลาดแบบ smooth ราบรื่น หลากความคิด หลากพฤติกรรม ผสมกันไป

    แต่อนิจจา ปัจจุบันการกระจายหุ้น IPO มันขับเคลื่อน drive ด้วย อุปสงค์ในหุ้นตัวนั้นเสียมากกว่า ใครเสียงดัง มือใหญ่ สาวได้สาวเอา คนขายก็อยากขายได้ทีละเยอะๆ 10-20 ล๊อตขายหมด จัดการง่าย ก็ยิ้ม ไม่วุ่นวายขายเหมือนให้เม่าหลักหมื่นคน พวก FA จึงชอบจัดสรรให้ นักลงทุนสถาบัน และ รายใหญ่ มากกว่า และบางทีเจ้าของก็เข้าใจผิดว่าถ้าหุ้นตัวเอง สถาบันถือเยอะ รายใหญ่แบรนด์เนมถือ จะถูกมองว่า เป็นหุ้นดีหุ้นเทพ หารู้ไม่เวลาพี่ๆเคลื่อนออกนี่ ก็เละนะครับ (จริงๆการมีเม่าถือเยอะกระจายกันน่าจะทำให้ราคาหุ้นมีเสถียรภาพมากกว่าด้วยซ้ำ)

    กลับมาเรื่องนี้ก่อน ด้วยความเชื่อข้างต้น หุ้น IPO จึงมักจะถูกเลือก หรือให้ priority กับ สถาบัน หรือ รายใหญ่ ได้เลือกก่อน เหลือเท่าไหร่ เม่าค่อยมาแย่งเอากันอีกที มันเลยมีประโยคทำนองว่า “หุ้น IPO ดีๆ มันไม่ตกมาถึงรายย่อยหรอก เมื่อใดที่โบร๊คประเคนหุ้น IPO มาให้ย่อย เมื่อนั้นแหล่ะ จงระวัง” แอบเล่า วิธีนึงที่จะสื่อสารถึงความไม่น่าจองหุ้น X ที่น้ามักใช้บ่อยๆเวลาเจอหุ้นไม่ค่อย sexy แล้วมีคนถาม ด้วยเราเองก็ไม่ได้อยากทำร้ายธุรกิจใคร หรือ มันอาจมีพลังวิเศษถีบหุ้นขึ้นก็ได้ น้าก็มักใช้ประโยคเอาตัวรอดว่า “จองได้นะ แต่เอาแค่กันเพื่อนล้อก็พอ อย่าไปเยอะ” ดังนั้นเพื่อกันตกรถ แม้ว่ารถมันเบี้ยวๆบูดๆ ก็เอาแค่กันเพื่อนล้อไปพอ(ฮา) คราวนี้พอจองหุ้นกันเสร็จ เราจะเห็นข้อมูลว่าหุ้นไปกระจุกตัวอยู่ที่ใคร ซึ่งอันนี้กว่าเราจะรู้ เราก็จ่ายเงินจองไปแล้ว ยากจะแก้เกมส์ ** สรุปง่ายๆคือ ถ้าหุ้นดี(ดูในหัวข้ออื่นๆ)กอง/รายใหญ่จะไม่รีบขาย แต่ถ้าไม่ดี พรี่ๆพร้อมเปิด

    .

    5️⃣ ทิศทาง(อัตรา)กำไร – ทุกคนก็คงบอกแหงดิ จะจองหุ้นก็ต้องเอาหุ้นที่เค้าโม้ว่ากำไรจะโตมันถึงน่าจอง ยังๆ มีมากกว่านั้น สิ่งที่ต้องดูมากๆคือ อัตรากำไร ไม่ว่าจะเป็น อัตรากำไรขั้นต้น(Gross profit margin : GPM) อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT margin) อัตรากำไรสุทธิ (Net profit margin : NPM) อัตรากำไรจากเงินสด (EBITDA margin) สิ่งที่เราดูคือ trend (แนวโน้มครับ) อันนี้สำคัญมาก อัตราเหล่านี้ มันบอกเราว่าทิศทางบริษัท การแข่งขันในอุตสาหกรรมมันเป็นอย่างไร ต่อให้กำไรสุทธิดี ปีที่แล้ว 90 กำไรนี้คาด 100 ปีหน้าคาด 120 ปีถัดไปคาด 130 ลบ. กำไรโตจริงเว้ย!! แต่ถ้า GPM เริ่มจาก 8% เหลือ 7% 6% และ 5% เทรนด์แบบนี้ ไม่ตัวบริษัท ก็ อุตสาหกรรมมีปัญหาละ (เช่น คู่แข่งเข้ามาเพียบ วัตถุดิบพุ่ง สินค้าตกเทรนด์คนไม่ใช้ละเลยต้องลดราคา) เทรนด์แบบนี้ พี่กอง พี่หรั่ง เค้าอ่านออก เค้าจะไม่จอง IPO นะจ๊ะ เพื่อนๆน่าจะเจอคำนึง “ขายตอน peak” อันนี้ไม่ได้หมายถึงการ IPO ตอนกำไรสุทธิสูงสุดนะ แต่มันหมายถึง การขายในจังหวะที่ดีที่สุดของบริษัท ซึ่งก็คือ อัตราการทำกำไรที่ดีที่สุดนั่นเอง ดังนั้นหุ้น IPO ที่เทรนด์อัตรากำไรขาลงแบบนี้ถือว่าไม่น่าเอา แต่ถ้าอัตรากำไรยืนได้สม่ำเสมอ หรือขยายตัวขึ้น อันนี้ยิ่งน่าจอง IPO ** สรุป ดูเทรนด์อัตรากำไร มากกว่า ดูกำไรสุทธิ

    .

    6️⃣ ก่อน IPO เธอเคยผ่านอะไรมาบ้าง – เรื่องนี้เอาไว้อ่าน money game กันนะ กลับไปที่ basic การ IPO คือ การระดมทุนจากประชาชนเพื่อเอาเงินไปขยายกิจการให้เติบโต ดังนั้นจริงๆแล้ว ก่อน IPO สัก 12 เดือน มันไม่ควรมีการเพิ่มทุนแล้ว เพื่อให้บริษัทนิ่งพร้อมไปเสนอขาย IPO แต่ ในบางกรณีเราจะเห็นบางบริษัทมีการเพิ่มทุนในราคาพาร์ หรือ ราคาต่ำ IPO ก่อนการเสนอขายให้ประชาชนทั่วไปไม่กี่เดือน อันนี้ให้ระวัง เพราะต้นทุนคนเหล่านี้จะต่ำมาก และถ้ายิ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ติด Silent period พวกเค้าก็พร้อมแจกขายให้เต็มข้อแก่ fc คนชอบถาม “หุ้นต่ำจอง มันเอาที่ไหนมาขายวะ” ก็อันนี้แหล่ะจ้า ดังนั้นถ้า money game เยอะจัดๆแพรวพราวเหลือเกิน ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้หล่อขั้นเทพ ราคาขาย IPO ไม่ได้ discount อะไร การเป็นผู้ดู ก็ไม่ผิดนะ ** สรุป Money game เยอะ ตามไม่ทัน นั่งดูก็ได้

    .

    7️⃣ การปันผลก่อน IPO – เอาจริงๆทำได้ และเป็น practice มาตรฐาน เพราะผู้ถือหุ้นใหม่ถือว่าเป็นคนภายนอก กลุ่มผู้ก่อตั้ง(เจ้าของ)ควรต้องเอาผลกำไรก่อน IPO ออกไปก่อนทำ IPO “เพียงแต่” อย่าให้เหลือเป็นภาระกับผู้ถือหุ้นใหม่อย่างเราๆมากนัก ถ้าเอาให้สวย และจำเป็นต้องกู้มาจ่ายปันผลให้ตัวเองก่อน ก็ควรทำก่อน IPO สัก 2 ปีไปเลย คนจะได้เห็นงบชัดๆว่าภาระดอกเบี้ยหน้าตาเป็นไง จองไม่จอง ค่อยไปดูข้ออื่นอีกที ** สรุป การปันผลก่อน IPO ไม่ใช่เงื่อนไขตัดสินใจ

    .

    8️⃣ พี่เป้าขอร้อง – ท่านๆ CEO มักจะมีเป้าหมายไว้เรียกแขกเสมอ อันนี้พูดยากเพราะเราก็เพิ่งรู้จักเค้า ก็ปล่อยแกพูดไปเหอะอย่าไปขัด เพียงแต่เราก็ดูสิ่งแวดล้อมภายนอกว่ามันเอื้อสิ่งที่แกโม้หรือเปล่า คนที่ให้เป้า “สอดคล้อง” กับความเป็นจริงที่สุด ถือว่าสอบผ่าน พวกโม้เกินเบอร์มักมีอะไรแอบแฝง ให้ไปดูข้อ 4-5-6 ประกอบ ** สรุป คนจริงไม่โม้เยอะ

    .

    ครับ น้าคิดว่าหลัก 8 ข้อนี้ น่าจะพอเป็นเหลี่ยมมุมให้คิดตัดสินใจได้บ้าง แล้วอย่าลืมกฏเหล็กข้อ 1 นะ(สำคัญ) สุดท้ายบทความนี้ ถือว่าน้าให้เป็นของขวัญปีใหม่ 2566 กับเพื่อนๆแล้วกัน เอาไว้เป็นอาวุธทางปัญญาสู้ศึกหุ้นปีหน้ากันครับ สวัสดีปีใหม่ครับผม 😁🙏

    ปล.เขียนไว้เพื่อการศึกษา จากประสบการณ์ มิได้ระบุเจาะจงถึงหุ้นใดๆที่เคย IPO มาในอดีตนะครับผม