ป้ายกำกับ: หุ้นไทย

  • OPB – One Person Business

    OPB – One Person Business

    ไหนๆน้าก็ทำ #OPB (One Person Business) มา 3 เดือนกว่าๆ และ OPB กำลังเป็นที่ถกกันในโลก social คุณน้าเลยเอาประสบการณ์อันน้อยนิดมาแชร์เพื่อเปิดมุมมองเพื่อนๆตามที่น้าเข้าใจนะ

    1️⃣ไม่ว่าจะตั้งใจทำ หรือตกกระไดพลอยโจรจำเป็นต้องทำ เจ้า OPB ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี ระหว่างการเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือ การลุยเอง แต่ประเด็นสำคัญคือ คุณมีความพร้อมที่จะทำ(ทักษะ) ทุน(ประสบการณ์-เงิน) และ เข้าใจ(แก่น)มันดีพอไหม แล้วสุดท้ายใจคุณกล้าพอไหม? ถ้าไม่ ก็กลับไปสมัครงาน ฝืนๆทำไป ยอมรับสังคม และผลตอบแทนนั้นไป แล้วเลิกบ่น(ฮา)

    2️⃣ไปที่แก่นก่อน OPB มันไม่ใช่แค่การทำงานคนเดียวเพื่อประหยัด cost แต่จริงๆที่น้าเข้าใจคือ การวางระบบงานที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น แล้วจุดสำคัญคือ ต้องเป็นระบบที่ scale ขยายใหญ่โดยไม่ต้องใส่แรงเพิ่ม(หรือใส่น้อยแต่ได้ผลเยอะ)

    ตัวอย่างงาน Live น้านับเป็น 1 แรง (2 ชั่วโมง) ช่วงแรกๆทำเงินได้ x บาท พอระบบลงตัวปรับนู่นนี่นั่นให้ดีขึ้น ตอนนี้ 1 แรงได้ 5x บาท เป็นต้น พอเห็นภาพเนอะ ซึ่งคุณน้าก็กำลังต่อแขนขาไปอีกบน 1 แรง(รอดู) แบบเค้าเรียกกว่า Leverage

    3️⃣ สินทรัพย์ของ OPB ที่สำคัญคือ Personal skill ที่มันแตกต่าง(อะไรก็ได้นะ ที่มันต่าง) แล้วเอามาเป็น Operating asset ที่ทำรายได้แบบ unlimited บางคนอาจเขียน e-book, online class, influencer เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่า online เป็นพื้นที่เปิดสำหรับ OPB เลย บาง asset type มันทำรายได้แบบตลอดกาลเลยนะ เรียกว่านอนหลับก็สร้างรายได้ นี่เป็น best case เลย อยากเป็นแบบนี้มาก

    4️⃣Speed คือ เสน่ห์ของ OPB นอกจาก leverage, unlimited แล้ว ความไว ยืดหยุ่น ทำให้ OPB ปรับตัวได้เร็ว เค้าบอกว่าเกิดให้ไว-สะสมความเจ็บ-ทบทวนแก้ไขทุกวัน แล้วมันจะมีทางไปเอง small is beautiful

    5️⃣แต่คนจะทำ OPB ได้ ต้องมีความเป็น Generalist นะ น้าขอใช้คำว่า “โคตรเป็ดที่มีเขี้ยวเล็บ” นอกจาก personal skill ในแบบฉบับของตัวเองแล้ว(=niched อะไรก็ได้ที่คุณถนัด ชอบ รัก) คุณต้องพอทำ/รู้ เกือบทุกเรื่อง เช่น

    a. เข้าใจตลาดของคุณ ใครคือลูกค้า เค้าต้องการอะไร ทำไงให้เค้าจ่ายซื้อบริการ ไปเริ่มโน่น 4P

    b. เข้าใจ content เข้าใจ Social Platform ว่าต้องสื่อสารยังไงให้เกิดธุรกิจ

    c. ต้องเป็น IT นะ (+แต่มีตัวช่วยเพียบ) Capcut, Canva, Chat GPT, Gemini สารพัด Tools ที่เกี่ยวข้อง, Website

    d. การบริหารรายรับจ่าย/การเงิน/บัญชี/ภาษี เบื้องต้น Excel นี่ต้องคล่อง เห็นเค้าว่า Claude Co-Work ช่วยได้ ว่าจะไปลองอยู่

    6️⃣ “ทุน” อันนี้ก็ต้องมีนะ ทุนประสบการณ์ และ เงินทุนอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งผมว่าเงินทุนไม่ได้เยอะนะ แต่ไอ่ทุนประสบการณ์นี่แพงใช้เวลาสะสมนานอยู่ ถ้าทุนตรงนี้ดี จะไปต่อได้ง่าย-เร็ว แต่ถ้าไปแบบลองผิดลองถูกก็เสียเวลานะ เงินอาจหมดก่อนได้ ดังนั้นใครคิดจะทำ OPB รีบสะสมประสบการณ์ด่วนๆ ขยันๆ เจ้านายให้ทำไรยากๆใหม่ๆ ก็ก้มหน้าก้มตาทำ ถือว่าได้เรียนรู้

    7️⃣ OPB ต้องคู่กับ การลงทุน น้าเชื่อว่าพอร์ตลงทุนเปรียบเสมือนแผนกการเงิน ระหว่างเราปลุกปล้ำ OPB เหล่าหุ้นปันผลก็ feed เงินมาเรื่อยๆ เราก็ทำงานได้สบายใจมีเครื่องจักรผลิตเงินให้ เอ้อและก็อย่าประมาท ประกันชีวิต-ประกันสุขภาพ OPB ต้องมีนะ

    เราทำงานเสี่ยง หลักประกันต้องมี โดยแบบที่แนะนำมากๆๆๆ คือ Unit Linked เพราะมันทำให้เงิน 1 ก้อนของเราทำงาน 3-4 หน้าที่ไปพร้อมๆกันแบบทวีคูณ ใครเป็นนักลงทุนแล้วไม่รัก Unit Linked นี่แปลกมาก สงสัยเข้าซอยผิดแหงๆ(ฮา) ใครอยากรู้ทำไง inbox มา น้าดูแลให้ ตอนนี้กำลังมันส์มาก

    8️⃣สรุป OPB เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคน(พอที่จะ)พร้อมนะ กับสิ่งที่ต้องมีข้างต้น แต่เอาจริงๆคุณไม่ต้องรอให้พร้อม 100% ค่อยทำนะ ส่วนใหญ่มันมักเริ่มจากความไม่พร้อมหรอก(ฮา) แต่น้าแค่อยากให้ mindset ว่า OPB มันเป็นสิ่งที่ควรศึกษา/เตรียมตัวไว้ เพราะโลก AI มันแรงมาก(แรงจริงๆ) มันกำลังทดแทน manpower ในทุกๆองค์กรอย่างที่คุณคิดไม่ถึง ตกงานได้ง่ายๆเลยล่ะ

    9️⃣ โดย OPB ที่น้าคิดว่าจะรอดได้ (เพราะมันไม่รอดทุกคนนะ) ก็ต้องยึดหลักว่า “ทำตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆวัน” ยิ่งเราดีขึ้น และเปลี่ยนให้ AI เป็นผู้ช่วยไม่ใช่ศัตรู ช่วยกันทำงานแก้ปัญหาให้มนุษย์โดยรอบมีความสุขได้ OPB นั้นๆก็น่าจะเป็นที่ต้องการของคนนะ

    🔟จบละ ส่วนเรื่องเวลา/ความเหนื่อย ยอมรับว่าช่วงแรกเหนื่อยตอนวางระบบต่างๆ แต่เอาจริงๆนับเวลานอนแล้ว เมื่อก่อนวันละ 4-5 ชั่วโมงทำงานประจำ เดี๋ยวนี้ 6-7 ชั่วโมง + นอนเรี่ยราดระหว่างวันอีก 1-2 รอบ(ฮา) และไม่เสียเวลาบนท้องถนนอีก 1-2 ชั่วโมงต่อวัน มีเวลาออกกำลัง มันก็ ok มั้ยล่ะ!

    ทุกวันนี้มีคนมาชวนไปทำงานประจำอยู่เรื่อยๆ แต่คิดๆดูแล้ว ก็ยังคงทำ OPB อยู่และทำต่อไป😄 ซึ่งต้องขอบคุณ อ.ทอย Kasidis Satangmongkol และตูน Pavalin Limthongchai ที่มอบไฟฉายโลก OPB มาให้ เลยคลำทางได้เร็วอ่ะครัช🙏

    เป็นกำลังใจให้ทุกๆคนที่มีความฝันนะครับ ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม ศึกษา+เตรียมตัว แล้วลงมือทำไปเลย ไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่คำว่าได้เรียนรู้!!

    #น้าแดงxนักลงทุน#OPB

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • ฟังประชานิยมอย่าเพลิน

    ฟังประชานิยมอย่าเพลิน

    #ฟังประชานิยมอย่าเพลิน เมื่อเช้าฟังข่าวแต่ละพรรคอัดประชานิยมกันดุมาก บำนาญผู้สูงอายุ รถไฟฟ้า ค่าแรงขั้นต่ำ หวยเกษียณ ค่าไฟ คนละครึ่ง พักหนี้ ทหาร/พยาบาลอาสา พักหนี้ บลาๆ คนไทยก็ตื่นเต้นเปรียบเทียบกันใครแจกเก่ง ใครให้ไว ใครให้เยอะ แบบนี้พรรคไหนจะมา? ตลาดหุ้นจะยังไง?

    😅แต่ผมฟังแล้วขนลุก เพราะจริงๆไม่ควรดูแค่ว่าแจกแล้วคนชอบไหม แต่มันควรดูว่า ประเทศเราแบกไหวไหม มี 4 ประเด็นชวนคิด คือ

    1️⃣ วินัยการคลัง — ตอนนี้ยังไม่ชนเพดาน 70% แต่ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะบอกเดือน พ.ย. เรามีหนี้สาธารณะ 12.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 65.7% ของ GDP (ที่ 18.8 ล้านล้านบาท) ยังไม่ชนเพดาน 70% แต่พื้นที่กันชนเหลือน้อยลง ซึ่งต้องไม่ลืมนะก่อน Covid-19 เพดานคือ 65% และมีการขยายให้หายใจหายคอคล่องขึ้น วันนี้ผ่านมา 6 ปีแล้ว เรายังกลับลงไปไม่ได้

    2️⃣ ระวัง GDP โตช้าทำวินัยการคลังตึง — ล่าสุด กนง.คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโต +1.5% เพิ่งปรับลงจากคาดก่อนหน้าที่ +1.6% แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า GDP โตช้าลง ทำให้ตัวหาร (GDP) โตช้านะ ซึ่งถ้ารัฐยังทำงบขาดดุลต่อเนื่อง(กู้มาบริหารประเทศ)ต่อไป อัตราส่วน หนี้ ต่อ GDP ก็อาจเร่งขึ้น โดยไม่ต้องมีวิกฤตใหญ่ก็ได้ ซึ่งจริงๆมันควรอยู่ในเทรนด์ลงได้นานแล้ว!

    3️⃣ งบขาดดุลเป็นตัวปัญหา — พรบ.งบประมาณปี 2569 ระบุขาดดุลราว 860,000 ล้านบาท (4.3% ของ GDP) เอาจริงๆก็พอเข้าใจได้ แต่ทว่ามันดันควบคู่ไปกับ GDP ที่โตต่ำ ขณะที่รายได้รัฐ(เก็บภาษี)ก็โตไม่ทันกับรายจ่าย ทำให้นโยบายต่างๆที่โม้ไว้มันจะทำได้ยากขึ้นไปอีก และเมื่อภาระหนี้ไม่ลดสักที ภาระดอกเบี้ยในการกู้ยืมมาช่วยเศรษฐกิจก็จะทบมากขึ้นไปอีก อีกหน่อยจะคิดทำโครงการอะไรก็ยากขึ้นไปอีก

    4️⃣ บาทแข็ง เป็นภัยเงียบ…– ปี 2568 บาทแข็งขึ้นเกือบ 10% จน ธปท.ต้องเปิดโต๊ะแถลงเข้าดูแลเข้มข้นเพื่อลดความผันผวน ประเด็นเรื่องนี้ คือ บาทแข็งไม่ได้ช่วยเรื่องภาระหนี้ที่ลดลงเพราะวิกฤติ 2540 ไทยหันมาใช้หนี้สกุลบาทเกือบหมดแล้ว แต่ด้วยอัตราส่วน หนี้ต่อ GDP ดันคิดในหน่วยสกุลบาท ทำให้ค่าเงินบาทที่แข็งนอกจากจะไม่ได้ช่วยลดหนี้(สกุลต่างประเทศ)ลงมา แต่มันไปกระทบกับ “รายได้ประเทศ” ภาคส่งออก/ท่องเที่ยว ดังนั้นปัญหาหลัก คือ “รายได้โตช้า(บาทแข็งกดดันส่งออก/ท่องเที่ยว) แต่ภาระผูกพันการคลังยังจะโตต่อ(งบประมาณขาดดุล)” นี่ยังไม่นับรวมเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ต่ำต้อย โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมอีกด้วย

    แล้วประชานิยมแบบไหนที่พวกเรา “พอรับได้” ไม่สร้างภาระหนักให้ประเทศ และมีน้ำหนักพอที่จะรับฟังเวลาหาเสียงจะได้ไปลงคะแนนให้ ผมว่าต้องมี 4 ข้อนี้

    1. บอกต้นทุนชัด (ปีแรกเท่าไหร่? 3-4 ปีเท่าไหร่?)

    2. บอกแหล่งเงินชัด (ขึ้นภาษี? ตัดงบไหน? กู้เพิ่ม?)

    3. มีวันสิ้นสุด (ไม่ใช่แจกแล้วต่ออายุอัตโนมัติทุกปี)

    4. วัดผลได้จริง (ตัวชี้วัด kpi, ตรวจสอบได้, เปิดข้อมูล)

    ผมว่าตอนนี้ประเทศเรายังอยู่ในจุดที่ “พอจะแจกได้” ประชานิยม รัฐสวัสดิการเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องเลือกแจกแบบฉลาด เพราะ GDP เราโตต่ำ (2569 = +1.5%) + หนี้/GDP 65.7% เข้าใกล้เพดาน 70% แล้ว + บาทแข็งภัยเงียบกดดันฝั่งรายได้อีก ถ้าแข่งกันแจกโดยไม่คิด มันจะฉิบหายต่อลูกหลานเรา ค่อยๆฟังเค้าหาเสียงนะ ใจเย็นๆค่อยๆเลือกนะเธอว์

    หนังสื่อน่าอ่าน Psychology of Money ดีงามมากครับ

    #การเมือง#เศรษฐกิจ#ประชานิยม#น้าแดง

  • วิธีมองราคาหุ้น กับ ราคาบนกระดาน

    วิธีมองราคาหุ้น กับ ราคาบนกระดาน

    บ่ายวันศุกร์นั่งสงบใจจากสงคราม ส่องข้อมูลใน Bloomberg มีเรื่องมาแชร์เผื่อเป็นไอเดียกัน

    1. หุ้นใน SET ที่ลงทุนได้มี 694 ตัว

    2. หุ้น 235 ตัว มีนักวิเคราะห์ส่งคำแนะนำเข้าไปในระบบ คิดเป็น 33.8%

    3. ในนั้นมีหุ้นอยู่ 21 ตัว ที่ ราคาหุ้น “สูงกว่า” ราคาเหมาะสมเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนได้หลายมุม

    3.1 คิดแบบซื่อๆ คือ มันแพง

    3.2 คิดลึกหน่อย หุ้นขึ้นมาเร็ว แล้วนักวิเคราะห์ปรับประมาณการไม่ทัน

    3.3 คิดมากไป คือ หุ้นมันแค่เด้งกับข่าว เดี๋ยวก็ลงมา

    หุ้นทั้ง 21 คือ DELTA THG M KCE HENG DOHOME RCL AOT PSL PSH SCC TOP BAM ASK GLOBAL SAPPE TISCO KKP VGI LPN AH

    4. มองแบบเฉลี่ยหุ้นในตลาดไทย มี upside เฉลี่ย 26.9%

    ****************

    สิ่งที่ควรเข้าใจคือ บางทีราคา(บนกระดาน)มันนำความคิดคน(ราคาเหมาะสม) แต่ในบางที ถ้าเราคิดได้ก่อนเห็นก่อน ราคาเหมาะสมก็นำราคาในกระดานได้ บริบทหุ้นแต่ละตัวมันต่างกัน

    ดังนั้นเวลาเราเห็น ราคาบนกระดาน ราคาเหมาะสม เราก็ต้องมาตะหนักคิดว่าตอนนี้หุ้นมันอยู่ใน phase อะไร? หุ้นม้ามืด หรือ หุ้นคนรู้แล้วทั้งตำบล..

    ขอบคุณรูปจาก Golf monthly

    โปรบอกว่า ทุกๆการหวดตี คุณต้องมี pre-shot routine นะ เช่น ส่องหลังลูก จับไม้ จัดมือ ตั้งท่า บลาๆ ในหุ้นก็คงเหมือนกัน

    เพื่อนๆควรตั้ง process ในการคิดตัดสินใจเป็นระบบ ลองทำซ้ำทุกครั้งก่อนซื้อ แล้วจากนั้นก็เอาผลลัพธ์มาทบทวนว่า process เหล่านี้ขาดเหลือต้องแก้อะไร คุณก็จะได้ pre-short routine ในหุ้นของคุณครับ 😊

  • หนังสือหุ้นยอดฮิต #ตีแตก โดย อ.นิเวศน์

    หนังสือหุ้นยอดฮิต #ตีแตก โดย อ.นิเวศน์

    ช่วงตลาดหุ้นแย่ๆ สิ้นหวัง น้าว่ามันเหมาะอย่างยิ่งกับการกลับมาเริ่มลงทุนแนว VI แบบแท้ๆนะครับ เริ่มตอนนี้โคตรได้เปรียบมาก ค่ำนี้เรามาทวนแนวคิดของอาจารย์นิเวศน์เรียกสติกันหน่อยกับหนังสือหุ้นยอดฮิต #ตีแตก

    ✍️ 5 ข้อคิดจาก “ตีแตก”

    1. มองหุ้นเป็นธุรกิจ ไม่ใช่ราคาบนกระดาน นักลงทุนที่ดีคือเจ้าของกิจการ ไม่ใช่แค่เทรดเดอร์รายวัน

    2. เลือกหุ้นดี แล้วถือยาว บริษัทที่แข็งแรงจะสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น

    3. อย่าหวั่นไหวกับราคาหุ้นระยะสั้น

    ราคาคือสิ่งที่ตลาดบอก แต่มูลค่าคือสิ่งที่ธุรกิจเป็นจริง

    4. กิจการที่ดีมักเรียบง่าย ไม่หวือหวา หุ้นที่ใช่มักไม่ต้องมี “เรื่องให้เล่า” ทุกวัน แต่อยู่รอดและโตเงียบ ๆ

    5. การลงทุนที่ดี คือการใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ ความโลภและความกลัวคือศัตรูตัวจริงของนักลงทุน

    น้าแดง —> แม้หนังสือจะเก่าแล้ว แต่เชื่อว่ายังใช้ได้ดีเพียงแต่ว่าเพื่อนๆ อาจจะต้องเสริมเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปแล้วเอามาประกอบการคิดและตัดสินใจด้วยนะครับ 😎

    👉 สำหรับใครที่กำลังหาเข็มทิศท่ามกลางความผันผวนในตลาดหุ้นไทย หยิบ “ตีแตก” ขึ้นมาอ่านฉบับเต็มๆอีกสัก 3 รอบ อาจได้แรงบันดาลใจอีกครั้งนะครับ ตอนนี้เดินหาตามร้านเริ่มยากแล้ว สั่งซื้อออนไลน์ที่ลิ้งค์ ซีเอ็ด ตรงนี้ได้เลยครับ ซื้อหนังสือตีแตก

    #ตีแตก#ดรนิเวศน์#ValueInvesting#หุ้นพื้นฐาน#ลงทุนระยะยาว