ใครที่ค้าขายกับต่างประเทศ หรือลงทุนในหุ้นส่งออก คงพอได้ยินข่าวว่า 2 เมษานี้ มร.โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐ เตรียมเดินหน้ามาตรการภาษีชุดใหม่ที่ชื่อว่า “Reciprocal Tariff ” หรือภาษีแบบตอบโต้เท่าเทียม
แนวคิด?
ทรัมป์เชื่อว่าประเทศอื่นเอาเปรียบสหรัฐฯมาโดยตลอด จนสหรัฐต้องขาดดุลค้า (Trade Deficit) มายาวนาน ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ ตัวอย่าง เช่น จีน เวียดนาม เม็กซิโก ที่ส่งออกของมาขายสหรัฐเพียบ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เปิดตลาดให้สินค้าอเมริกันเข้าไปง่าย ๆ ซึ่งบริบทนี้ทรัมป์หมายถึงข้อขัดขวางด้วยภาษีการค้า ดังนั้น
แนวคิด “Reciprocal Tariff” ก็คือ ถ้าประเทศไหนเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 20% สหรัฐก็จะเก็บสินค้าจากประเทศนั้น 20% กลับเหมือนกัน ไม่ยอมให้เก็บข้างเดียวอีกต่อไป เอาให้มันแฟร์ ๆ
โดยหลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง สหรัฐฯ ก็เริ่มเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก และอะลูมิเนียม 25% ไปเมื่อ 12 มี.ค. 2025 แล้ว ทำให้หลายประเทศเริ่มมีมาตรการตอบโต้ เช่น EU ประกาศเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ มูลค่า 28,000 ล้านดอลลาร์ เริ่ม 1 เม.ย. ซึ่งในนั้นก็มีวิสกี้ สหรัฐก็สวนทันควันด้วยขึ้นภาษี ไวน์ แชมเปญ แก่ EU ทันที ขณะที่แคนาดาเตรียมเก็บภาษีสินค้าสหรัฐมูลค่า 20,700 ล้านดอลลาร์อีกด้วย เป็นต้น
ประเทศไหนเสี่ยงโดนหนัก?
เป้าหมายหลักคือประเทศที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ เยอะ และมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ สูง ได้แก่ จีน ซึ่งส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์, ญี่ปุ่นและเกาหลี ก็โดดเด่นเรื่องรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สหภาพยุโรปที่ส่งออกรถหรู ไวน์ และชีสจำนวนมาก รวมถึงเม็กซิโกที่ส่งออกทั้งรถยนต์ เบียร์ และอะโวคาโด รวมถึงแคนาดาที่เป็นซัพพลายเออร์หลักของเหล็ก อะลูมิเนียม และเครื่องดื่มให้กับสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี เพื่อนๆอย่าเพิ่งไปตระหนกมากกับเรื่องนี้ เพราะนี่คือตัวเลขสรุปการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ ตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามการค้าในปี 2018 จนถึงปี 2024 จะเห็นว่า มันจะมียุบหนักๆ 2 ปีแรก -16% แล้วก็ค่อยๆไต่ขึ้นมา แล้วไปทำ new high ไปเลยในปี 2024 ใช้เวลารวมประมาณ 4 ถึงกลับไปที่เดิม
มูลค่าการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ (2010–2024)
ปี มูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ (พันล้านเหรียญ) 2010 365.0 2011 399.4 2012 425.6 2013 440.4 2014 468.5 2015 481.9 2016 462.8 2017 505.6 2018 539.5 ← จุดเริ่มสงครามการค้า 2019 452.2 ↓ ลดลงหนัก 2020 435.4 ↓ ลดลงต่อเนื่อง 2021 506.4 ↑ ฟื้นกลับมา 2022 536.8 ↑ เกือบเท่าก่อนสงคราม 2023 501.2 ↓ สะดุดนิดหน่อย 2024 583.0 ↑ สูงสุดในประวัติการณ์
source : Trading Economics, U.S. Census Bureau, Statista
จะเห็นว่าการตอบโต้ด้วยภาษี อาจทำให้ volume การส่งออกชะลอได้ในระยะสั้น แต่หากสินค้าและซัพพลายยังจำเป็นสำหรับผู้บริโภค ตลาดก็จะปรับตัวหาทางกลับมาหากันจนได้นะ
แล้วไทยเสี่ยงไหม?
สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปี 2024 โดยไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่ารวมประมาณ 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน +15.6% ของการส่งออกทั้งหมด และยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัว +18.3% y-y สูงกว่าตลาดคาดอีกด้วย
สินค้าหลักที่ไทยส่งไปสหรัฐ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, ยางและผลิตภัณฑ์ยาง, อาหารแปรรูป, เสื้อผ้า, และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ใช่เป้าหมายตรงของมาตรการภาษี
แต่บางกลุ่ม เช่น อาหารแปรรูปและเสื้อผ้า อาจได้รับผลกระทบหากเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวจากสงครามการค้าในครั้งนี้
ซึ่งก็พูดได้ว่าไทยไม่ใช่เป้าหมายโดยตรง แต่มีโอกาสโดน “ลูกหลง” ได้ใน 3 ทาง:
1. Supply Chain กระเทือน
หลายโรงงานในไทยผลิตชิ้นส่วนส่งให้จีนหรือญี่ปุ่น แล้วประเทศเหล่านั้นนำไปประกอบและส่งออกต่อไปยังสหรัฐ หากสหรัฐเก็บภาษีสินค้าจากจีนหรือญี่ปุ่น ก็อาจทำให้คำสั่งซื้อชิ้นส่วนจากไทยลดลง เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ หรืออิเล็กทรอนิกส์
2. Demand โลกหด
ถ้าสงครามการค้าบานปลาย อารมณ์การใช้จ่ายของโลกจะหดตัว ธุรกิจสหรัฐอาจชะลอการนำเข้าสินค้า เช่น อาหารแปรรูป หรือเสื้อผ้า ซึ่งไทยก็ส่งออกกลุ่มนี้ไม่น้อย
3. แต่โอกาสก็มี!
ในทางกลับกัน ถ้าสหรัฐเก็บภาษีจีนหนักขึ้น อเมริกาอาจหันมาซื้อสินค้าจากไทยแทน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท
นักลงทุนไทยควรทำยังไง?
นักลงทุนควรติดตามการตอบโต้จากแต่ละประเทศ โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และ EU ว่าจะตอบโต้กลับอย่างไร พร้อมทั้งจับตาหุ้นในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอาหาร รวมถึงมองหาโอกาสในกลุ่มที่อาจได้อานิสงส์อย่างสินค้าเกษตร หรือผู้ส่งออกอาหารไปสหรัฐ
สงครามภาษีอาจไม่ใช่ของใหม่ แต่ถ้าทรัมป์กลับมาเดินเกมนี้จริง ไทยแม้ไม่โดนตรง ๆ ก็อาจมีสะเทือนเบา ๆ ได้เหมือนกัน ใครที่ปรับตัวได้เร็ว หรือ ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่มีปัญหา ก็น่าจะเอาตัวรอดได้ครับ