ผู้เขียน: น้าแดง

  • First Jobber ต้องเริ่มจ่ายภาษีเมื่อไหร่?

    First Jobber ต้องเริ่มจ่ายภาษีเมื่อไหร่?

    การเริ่มต้นทำงานครั้งแรกของชีวิต (First Jobber) นอกจากเรื่องการปรับตัวในที่ทำงานแล้ว อีกเรื่องที่ควรรู้คือการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นหน้าที่สำคัญของพลเมือง เรามาดูกันว่าเมื่อไหร่คุณต้องเริ่มจ่ายภาษี และต้องทำอย่างไรบ้าง

    1. รายได้เท่าไหร่ถึงต้องเสียภาษี?

    สำหรับคนทำงาน การเสียภาษีจะขึ้นอยู่กับ “รายได้สุทธิ” ซึ่งหมายถึงรายได้หลังหักค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด หากรายได้สุทธิประจำปีเกิน 150,000 บาท คุณจะต้องเริ่มเสียภาษี โดยตัวเลขนี้มาจากอัตราเสียภาษีที่กำหนดว่า รายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทแรกจะได้รับการยกเว้นภาษี

    ตัวอย่าง:

    • เงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน
    • รายได้ทั้งปี = 20,000 × 12 = 240,000 บาท
    • หักค่าใช้จ่าย (50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) = 100,000 บาท
    • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท

    รายได้สุทธิ = 240,000 – 100,000 – 60,000 = 80,000 บาท (ไม่ถึง 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี)

    แต่หากคุณมีรายได้พิเศษ เช่น โบนัส ค่าโอที หรือรายได้เสริมอื่น ๆ ต้องนำมาคำนวณรวมด้วย เช่น

    • โบนัส 30,000 บาท

    รายได้ทั้งปี = 240,000 + 30,000 = 270,000 บาท รายได้สุทธิ = 270,000 – 100,000 – 60,000 = 110,000 บาท (ยังคงไม่ถึง 150,000 บาท)

    2. การเริ่มทำงานระหว่างปี มีผลต่อการเสียภาษีไหม?

    หากคุณเริ่มทำงานระหว่างปี เช่น เริ่มทำงานในเดือนมิถุนายน รายได้ทั้งปีของคุณจะน้อยกว่าการทำงานเต็มปี ซึ่งมีผลต่อการเสียภาษี

    ตัวอย่าง:

    • เริ่มงานเดือนมิถุนายน เงินเดือน 15,000 บาท
    • รายได้ครึ่งปี (มิถุนายน-ธันวาคม) = 15,000 × 7 = 105,000 บาท
    • หักค่าใช้จ่าย = 52,500 บาท (50% ของรายได้)
    • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท

    รายได้สุทธิ = 105,000 – 52,500 – 60,000 = -7,500 บาท (ไม่ถึง 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี)

    อย่างไรก็ตาม หากคุณมีรายได้จากแหล่งอื่น เช่น ขายของออนไลน์หรือรับงานฟรีแลนซ์ คุณต้องนำรายได้ทั้งหมดมาคำนวณรวมกัน และอาจทำให้คุณต้องเสียภาษี

    3. วิธีการคำนวณภาษีง่าย ๆ

    สมมติว่าเงินเดือนของคุณทั้งปีทำให้รายได้สุทธิสูงกว่า 150,000 บาท และต้องเสียภาษี ตัวอย่างการคำนวณมีดังนี้:

    • เงินเดือน: 30,000 บาท
    • รายได้ทั้งปี: 30,000 × 12 = 360,000 บาท
    • หักค่าใช้จ่าย: 100,000 บาท
    • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท

    รายได้สุทธิ = 360,000 – 100,000 – 60,000 = 200,000 บาท

    อัตราภาษีสำหรับรายได้สุทธิ 200,000 บาท:

    • 0-150,000 บาท: ยกเว้นภาษี
    • 150,001-200,000 บาท: เสียภาษี 5% ของ 50,000 บาท = 2,500 บาท

    ดังนั้น คุณต้องจ่ายภาษีปีนี้ = 2,500 บาท

    4. สิ่งที่ First Jobber ต้องทำ

    • ตรวจสอบเงินเดือนและรายได้: รู้ว่าเงินเดือนและรายได้รวมทั้งปีของคุณอยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีหรือไม่
    • เก็บเอกสารสำคัญ: เช่น สลิปเงินเดือน ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) อันนี้แผนก HR จะส่งให้ประมาณเดือน มกราคม
    • ยื่นภาษีประจำปี: ผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปครับ

    5. คำถามที่พบบ่อย

    Q: หากลาออกก่อนสิ้นปี ต้องยื่นภาษีไหม? A: ต้องยื่นนะ หากรายได้ทั้งปีเกิน 150,000 บาท หรือมีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย คุณอาจขอคืนภาษีได้

    Q: โบนัสมีผลต่อการเสียภาษีอย่างไร? A: โบนัสนับเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณรวม และอาจทำให้รายได้สุทธิของคุณเกิน 150,000 บาท โดยจังหวะการได้โบนัส ถ้าตกในปีไหน จะถือว่าเป็นรายได้ในปีนั้น แม้ว่ามันจะเป็นการจ่ายจาก performance ในปีก่อนหน้าก็ตาม

    Q: ถ้าทำงานฟรีแลนซ์ต้องเสียภาษีไหม? A: ต้องเสีย โดยนำรายได้สุทธิทั้งหมดมาคำนวณเหมือนรายได้ประจำครับ

    การเสียภาษีอาจดูซับซ้อนในช่วงแรก แต่หากเข้าใจหลักการเบื้องต้นและปฏิบัติตามหน้าที่พลเมืองอย่างถูกต้อง คุณจะสามารถจัดการเรื่องภาษีได้อย่างง่ายดายและถูกต้องตั้งแต่ก้าวแรกในโลกการทำงาน!

    เค้าว่ากันว่า สิ่งที่คนเราหนีไม่ได้ คือ โรคภัยไข้เจ็บ และ ภาษี ….

  • PM2.5 คืออะไร อันตรายขนาดไหน?

    PM2.5 คืออะไร อันตรายขนาดไหน?

    PM2.5 หรือ “ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน” เป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งมีแหล่งกำเนิดหลากหลาย ทั้งจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง การผลิตในอุตสาหกรรม และการเผาป่า ฝุ่นชนิดนี้สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานและแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดของมนุษย์ได้ง่าย ทำให้ส่งผลต่อสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาว

    แหล่งกำเนิดของ PM2.5

    PM2.5 มีแหล่งกำเนิดหลักจากหลายกิจกรรม เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงที่เกิดจากการขนส่ง เช่น รถยนต์ดีเซลและมอเตอร์ไซค์ รวมถึงโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินและน้ำมัน นอกจากนี้ ยังเกิดจากการเกษตรและการเผาป่า เช่น การเผาพืชผลและเศษซากการเกษตรอย่างการเผาอ้อย รวมถึงไฟป่าที่ปล่อยควันพิษจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ กิจกรรมในครัวเรือน เช่น การใช้เตาถ่านหรือเตาไม้ในชนบท การปรุงอาหาร และการเผาขยะ ก็เป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 เช่นกัน

    ผลกระทบของ PM2.5 ต่อสุขภาพ

    ฝุ่น PM2.5 มีผลกระทบที่รุนแรงต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้น ฝุ่นนี้สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองตา จมูก และคอ รวมถึงอาการหายใจลำบากและหอบหืดกำเริบ ในระยะยาว ฝุ่น PM2.5 อาจนำไปสู่การพัฒนาโรคปอด เช่น โรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอด รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังส่งผลกระทบต่อเด็กโดยทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น หอบหืดและภูมิแพ้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 7 ล้านคนต่อปีทั่วโลกจากมลพิษทางอากาศ โดย PM2.5 เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

    PM2.5 ยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน โดยค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นจากการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ เช่น โรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ อีกทั้งยังส่งผลต่อแรงงานเนื่องจากการลาป่วยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตแรงงานลดลง นอกจากนี้ การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในเมืองที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูง เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะนักท่องเที่ยวลดลงในพื้นที่เหล่านี้

    โอกาสทางธุรกิจจากปัญหา PM2.5

    แม้ PM2.5 จะส่งผลกระทบในด้านลบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ แต่ก็มีบางธุรกิจที่ได้รับประโยชน์ในสถานการณ์นี้ เช่น ธุรกิจเครื่องกรองอากาศซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดเครื่องกรองอากาศในประเทศไทยมีการเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี โดยแบรนด์ชั้นนำอย่าง Sharp, Dyson และ Xiaomi เป็นผู้นำตลาด และตัวเลขการขายเครื่องกรองอากาศในประเทศไทยปี 2024 มีมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท

    ธุรกิจหน้ากากป้องกันฝุ่นก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยหน้ากาก N95 มีความต้องการเพิ่มขึ้นถึง 30% ในช่วงฤดูมลพิษ แบรนด์อย่าง 3M และแบรนด์ท้องถิ่นต่างได้รับความนิยม

    ธุรกิจเทคโนโลยีตรวจวัดคุณภาพอากาศก็เติบโตเช่นกัน โดยบริษัทที่พัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจวัด PM2.5 เช่น IQAir และ PurpleAir มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายอุปกรณ์และการสมัครใช้บริการแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ ธุรกิจพืชในร่ม เช่น พืชที่ช่วยฟอกอากาศอย่างลิ้นมังกรและเดหลี ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจพืชในร่มมีมูลค่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    การจัดการปัญหา PM2.5 ในอนาคต

    เพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน ต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและการร่วมมือจากหลายภาคส่วน เช่น การปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยมลพิษโดยใช้เชื้อเพลิงสะอาดและพัฒนาเทคโนโลยีที่ลดการปล่อย PM2.5 รวมถึงการส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น สนับสนุนพลังงานลม แสงอาทิตย์ และไฟฟ้าสำหรับการขนส่ง อีกทั้งยังต้องมีการให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ โดยการจัดแคมเปญเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของ PM2.5 และวิธีป้องกัน

    สรุป

    PM2.5 เป็นปัญหาที่ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ในขณะเดียวกัน บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ปัญหานี้ เช่น เครื่องกรองอากาศ หน้ากากป้องกันฝุ่น และเทคโนโลยีตรวจวัดคุณภาพอากาศ กำลังได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ปัญหา PM2.5 สามารถถูกจัดการได้เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

  • อายุหุ้นกู้ ความสำคัญที่ซ่อนอยู่ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

    อายุหุ้นกู้ ความสำคัญที่ซ่อนอยู่ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

    ✌️ ตอนแรกคนชอบคิดแต่มุมว่า อายุหุ้นกู้ ต้องสัมพันธ์กับการใช้เงินของเรา เช่น ถ้าไม่ได้จะใช้เงิน 3 ปี ก็ซื้อหุ้นกู้อายุ 3 ปีได้ แต่จริงๆแล้ว มันต้องดูอายุของ asset ที่หุ้นกู้นี้เอาไป finance ด้วยนะ

    โดยมันมีคำนึงที่เพื่อนๆซื้อหุ้นกู้ ควรรู้ คือ “mismatch funding” ผมได้เรียนรู้ตอนทำงาน corporate banking สมัยเด็กๆ หลักง่ายๆนะ อายุการใช้งานสินทรัพย์+กระบวนการ(ในแง่ของบริษัท) ควรยาวกว่าหรือเท่ากับ “อายุสินเชื่อ” ที่เราปล่อยให้ หลักนี้เป็นหลักพื้นฐานของการปล่อยสินเชื่อ และ มันคือ หลักการลงทุนในหุ้นกู้ ไม่ต่างกัน!

    เอาให้เข้าใจง่ายๆผมผูกกับเรื่องหุ้นกู้เลยจะได้เห็นภาพ

    ตย.1 สร้างโรงงาน 2000 ลบ. 3 ปีเสร็จ หุ้นกู้ที่ออกเพื่อระดมทุนไปสร้าง ก็ควร 1000 ลบ. อายุ 3 ปี (ใช้เงินตัวเองสัก 1000) พอสร้างเสร็จ โรงงานพร้อมทำงาน ก็ refinance หุ้นกู้ ด้วยเงินกู้ระยะยาว มีโรงงานเป็นหลักประกัน ผู้ถือหุ้นกู้ก็ได้เงินกลับบ้านไป แบบนี้โอเค

    ตย.2 สัมปทานโรงไฟฟ้า 20 ปี 10,000 ลบ. ออกหุ้นกู้ 20 ปีมา match คงยาก อันนี้ก็ต้องใช้เงินกู้แบ้งก์ 10+10 ปี หรือ หุ้นกู้ 5 ปีแล้ว roll-over 3 ครั้ง แต่ก็จะเสี่ยงจังหวะ roll ว่าภาวะตลาดเป็นยังไง ดอกแพงขึ้นไหม คนพร้อมซื้อไหม เคสนี้คนถือหุ้นกู้สบายใจหน่อย สินทรัพย์ทำงานได้ยาวๆ แต่เราถือหุ้นกู้อายุสั้นกว่า แหล่งรายได้มั่นคง ขออย่าเจอคนโกงเป็นใช้ได้

    ตย.3 ธุรกิจอสังหาฯ ก็พอจะใช้หุ้นกู้ได้นะ เช่น คอนโดฯ ที่มักออกหุ้นกู้ไปซื้อที่ดิน พอสร้างเสร็จ 4 ปี หุ้นกู้ที่ออก อายุก็ไม่ควรเกิน 4 ปี พอลูกบ้านโอน แบ้งค์โอนเงินให้โครงการ โครงการคืนหุ้นกู้เรา ก็แยกย้ายสบายแฮ เคสนี้เราแค่ถามให้ชัดๆว่า หุ้นกู้ที่ออกนี้ เอาไปทำโครงการ A ก็ต้อง A นะเว้ย ไม่ใช่เอาไปหมุน B เป็นเคสพี่พอทำได้ แต่ต้องระมัดระวัง

    👁️🕧 เพื่อนๆจะเห็นว่า ระยะเวลาในการ สร้าง/พัฒนา/ใช้งานสินทรัพย์ ควรมีความสัมพันธ์กับอายุหุ้นกู้

    ถ้าไม่สัมพันธ์ โดยเฉพาะกรณี อายุใช้งานสินทรัพย์ดัน “สั้นกว่า” อายุหุ้นกู้ที่ออก พอถึงกำหนดชำระคืนหุ้นกู้ แล้วภาวะตลาดไม่เอื้อให้ออกหุ้นกู้ใหม่ได้ (ออกใหม่ เอามาคืนของเดิม เรียกว่า roll-over) ความบรรลัยก็จะเกิดได้

    กรณีออกหุ้นกู้มาลงทุนซื้อ content ซึ่งจริงๆอายุใช้งานมันไม่ยาว ของเก่า outdated เชย ภาพไม่ full HD 4K คนดูน้อยลงเรื่อยๆ เลยต้องออกหุ้นกู้เรื่อยๆวนๆไป ต้องซื้อ content ใหม่เรื่อยๆ มันเลยการเป็นสะสมภาระหนี้พอกพูนไปเรื่อยๆ เพราะเริ่มสะดุด ความเสียวเลยบังเกิดนั่นเอง

    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เวลาออกหุ้นกู้ เราในฐานะคนซื้อ ต้องตอบได้ว่า เค้าเอาเงินไปทำ/พัฒนา “สินทรัพย์อะไร” สินทรัพย์นั้นมีอายุใช้งานสอดคล้องกับอายุหุ้นกู้หรือไม่อย่างไร?

  • ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540: รากเหง้าของปัญหา ผลกระทบ และบทเรียนสู่อนาคต

    ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540: รากเหง้าของปัญหา ผลกระทบ และบทเรียนสู่อนาคต

    ความเป็นมา

    วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อประเทศไทยตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อปกป้องค่าเงินบาทจากการโจมตีของนักเก็งกำไร (speculators) จนไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป

    ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่:

    1. การพึ่งพาหนี้ต่างประเทศมากเกินไป: ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ประเทศไทยเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำและเงินทุนไหลเข้ามาในรูปของเงินกู้ยืมจากต่างประเทศอย่างมหาศาล
    2. ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์: เงินทุนที่ไหลเข้าถูกนำไปลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงการขนาดใหญ่เกินกว่าความต้องการจริง ส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่
    3. การบริหารจัดการที่ผิดพลาดของภาคการเงิน: สถาบันการเงินในประเทศปล่อยสินเชื่ออย่างไม่มีความรอบคอบ ทำให้เกิดหนี้เสียสะสมในระบบ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

    การลอยตัวค่าเงินบาททำให้ค่าเงินลดลงจากประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 50 บาทในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน:

    1. ตลาดหุ้น

    • ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ลดลงจากกว่า 1,400 จุดในปี 2537 เหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541
    • มูลค่าซื้อขาย ลดลงกว่า 70% เนื่องจากนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่น
    • นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเคยเป็นกลุ่มหลักที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย เริ่มถอนตัวออก ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลงอย่างหนัก

    2. ภาคอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร

    • โครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากต้องหยุดชะงักเนื่องจากขาดแหล่งเงินทุน
    • สถาบันการเงินกว่า 56 แห่งต้องปิดกิจการ รวมถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้

    3. การว่างงานและความยากจน

    • การว่างงานพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและการผลิต
    • คนไทยจำนวนมากต้องปรับตัวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

    อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    1. อสังหาริมทรัพย์: โครงการก่อสร้างที่หยุดชะงักและราคาที่ดินที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้พัฒนาโครงการประสบปัญหาสภาพคล่อง
    2. การเงินและธนาคาร: หนี้เสีย (NPLs) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต้องปรับโครงสร้างใหม่
    3. การผลิตเพื่อส่งออก: แม้จะได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว แต่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากวัตถุดิบนำเข้าก็สร้างความลำบาก

    อุตสาหกรรมที่รอดและได้ประโยชน์

    1. การส่งออก: ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาถูกลงในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง
    2. การท่องเที่ยว: ค่าเงินที่ลดลงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเยือนประเทศไทยมากขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในปี 2541
    3. ธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ: ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศสามารถแข่งขันได้ดีกว่าในตลาดโลก

    บทเรียนจากวิกฤติ

    1. การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน: การพึ่งพาหนี้ต่างประเทศโดยไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดีส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวง
    2. ความสำคัญของเสถียรภาพระบบการเงิน: สถาบันการเงินต้องมีระบบตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
    3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน: การเติบโตทางเศรษฐกิจควรอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล ไม่ใช่การพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกมากเกินไป

    สรุป

    วิกฤติต้มยำกุ้งเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงผลกระทบของการบริหารจัดการที่ไม่รอบคอบในระดับประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่บทเรียนที่ได้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ ความท้าทายยังคงมีอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จากอดีตจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันวิกฤติในอนาคต แต่มันมีข้อสังเกตุนะ วิกฤตทางการเงินส่วนใหญ่มักจะเกิดจากหนี้ ดังนั้นการก่อหนี้แต่พอดีไม่มากเกินไป จะทำให้ไม่เกิดวิกฤตนั่นเอง…..

  • ก่อนซื้อกองทุนรวม ทำ 3 ข้อนี้ก่อน

    ก่อนซื้อกองทุนรวม ทำ 3 ข้อนี้ก่อน

    ทุกครั้งก่อนจะกดซื้อกองทุนรวมสักกอง โปรดจงทบทวนหลักการเหล่า่นี้ก่อน โดยหลักการทั้ง 3 ข้อนี้ จะช่วยให้เราเลือกกองทุนได้อย่างแม่นยำ และเกิดประสิทธิผลสูงสุด ลองอ่านดูนะ

    1️⃣ ผลการดำเนินงานย้อนหลัง แม้จะไม่ได้การันตีอนาคต แต่มันสะท้อนถึงความสม่ำเสมอ วิธีการทำงานของกองเป็นแบบ team play หรือ one man show ก็พอดูออก โดยกองที่ติด top 5 ใน segment เดียวกันมาตลอด 10 ปี 5 ปี 3 ปี ควรอยู่ใน list ที่เราควรเริ่มพิจารณา

    2️⃣ ปรัชญาการลงทุนของกองที่สนใจ เข้ากับจริต และความชอบของเราไหม เพราะการได้อยู่ในสิ่งที่เราชอบ มันย่อมสบายใจ และสนุกไปกับมันนะ

    3️⃣ ตัดกันที่ ค่าธรรมเนียมจัดการนะ ลืมเรื่องค่าธรรมเนียมการขาย/ซื้อ/สลับ ไปก่อนนะ อันนั้นนานๆทำที ไม่มีผลกับการถือระยะยาว แต่ไอ่ “ค่าธรรมเนียมจัดการ” คือ หัวใจในการตัดสินใจ ถ้าผลตอบแทนเท่าๆกัน กองที่บริหารด้วยค่าธรรมเนียมจัดการที่ต่ำกว่า ควรเป็นตัวที่ถูกเลือกลงทุน

    ทั้ง 3 นี่เป็นประเด็นที่จดมาตอนสัมภาษณ์ พี่หมอนัดกองทุนรวม ขอบคุณมา ณ ที่นี้

    ‼️👉 ส่วนเพื่อนๆนะ โดยเฉพาะข้อ 3 ที่เรียกรวมๆว่า “ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม” อันนี้เป็นจุดสำคัญมากๆ โดยเฉพาะพวก feeder fund ที่ลงตัวเหมือนๆกัน เราสามารถใช้ตัวนี้ตัดสินใจกันได้ง่ายมากเลย

    ย้ำอีกครั้ง กองทุนรวม คือ การลงทุนที่เน้นได้ประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง และมีผู้เชี่ยวชาญดูแลให้ โดยมอบ “ค่าธรรมเนียฯ” รายปี (แต่คิดเป็นวัน และ อิงกับ NAV ของคุณ)ให้กับพี่กองทุนนะ ดังนั้น ขนาดค่าธรรมเนียม่จึงมีความสำคัญมากๆ ตัวอย่าง ค่าธรรมเนียม 1% ต่อปี ผ่านไป 10 ปี เท่าเราจ่ายไป 10% ดังนั้นผลตอบแทนรวมต้องชนะ 10% ให้ได้แบบขาดๆนะถึงจะคุ้ม ซึ่งก็ต้องเอาไปคิดกันดูว่า คุ้มไหมกับไม่ต้องทำเอง มีคนทำให้ อันนี้แล้วแต่คนจริงๆ

    สรุปให้คือ หากจะหวังกินคำโต alpha มหาศาล ก็ต้องหัดลงทุนตรงๆเองนะ ทำการบ้านเยอะๆ อ่านเยอะๆครับ อยากได้มาก ก็ต้องลงทุนลงเวลาทุ่มเทมากกว่า ไม่ได้มีอะไรได้มาง่ายๆขนาดนั้น 😊

  • บอนด์ยีลด์ กับ ตลาดหุ้น เกี่ยวข้องกันยังไง

    บอนด์ยีลด์ กับ ตลาดหุ้น เกี่ยวข้องกันยังไง

    Bond yield หรือผลตอบแทนพันธบัตร เป็นตัวชี้วัดทางการเงินที่มีผลกระทบต่อทั้งตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงของ bond yield มักสะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอนาคต

    ซึ่งเรื่องนี้จะเล่าให้ฟังถึงถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของ bond yield ปัจจัยที่กำหนดทิศทางดังกล่าว และผลกระทบต่อทิศทางตลาดหุ้นในรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆนะ

    Bond Yield คืออะไร และมันเคลื่อนไหวอย่างไร?

    Bond yield หมายถึงผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรเอกชนในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งตัวเงินมักจะตายตัว เป็น % เทียบกับราคาหน้าตั๋ว

    สมมติราคาซื้อหน้าตั๋ว 1000 บาท ก็ coupon 5% ก็แปลว่าผลตอบแทนปันผล 50 บาท ขณะที่หากราคาตลาดลงไปเหลือ 950 บาท ปันผลเท่าเดิม 50 (อิงกับหน้าตั๋วเดือม) ผลตอบแทนที่ได้ = 50/950 = 5.3% อันนี้แหล่ะเรียกว่า Bond yield

    ซึ่งโดยปกติ bond yield จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาพันธบัตร กล่าวคือ:

    • เมื่อราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น: Bond yield จะลดลง
    • เมื่อราคาพันธบัตรลดลง: Bond yield จะเพิ่มขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงของ bond yield ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น:

    1. นโยบายการเงินของธนาคารกลาง: เมื่อธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย bond yield มักจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนของเงินเพิ่มขึ้น ที่เห็นบ่อยๆก็ Fed หรือ กนง. เป็นต้น
    2. การคาดการณ์เงินเฟ้อ: หากนักลงทุนคาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น bond yield จะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน เพื่อชดเชยการลดค่าของเงินในอนาคต ดังนั้นเวลาดอกเบี้ยขาขึ้น พันธบัตรออกใหม่ต้องให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
    3. ความต้องการพันธบัตร: หากมีความต้องการพันธบัตรสูง ราคาจะเพิ่มขึ้น ทำให้ bond yield ลดลง อันนี้เป็นเรื่อง demand & supply
    4. สถานการณ์เศรษฐกิจ: ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย นักลงทุนมักหันไปถือพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำ ทำให้ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้นและ bond yield ลดลง อันนี้เป็นเรื่อง risk management

    การเคลื่อนไหวของ Bond Yield ในช่วงที่ผ่านมา

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Bond yield มีการเคลื่อนไหวดังนี้:

    • ปี 2008: Bond yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2% เนื่องจากวิกฤตการเงินโลก นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาล
    • ปี 2013: Bond yield เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3% หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศแผนลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Taper Tantrum)
    • ปี 2020: ในช่วงการระบาดของโควิด-19 Bond yield ลดลงต่ำสุดที่ประมาณ 0.5% เนื่องจาก Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ขนานใหญ่
    • ปี 2022: Bond yield เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไปแตะระดับประมาณ 4% หลังจาก Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่สูง

    การเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลาแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากปัจจัยทั้งทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินที่ส่งผลต่อ bond yield อย่างมีนัยสำคัญ

    ความสัมพันธ์ระหว่าง Bond Yield และตลาดหุ้น

    Bond yield ค่อนข้างมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับตลาดหุ้น โดยความสัมพันธ์นี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ:

    1. ความสัมพันธ์เชิงลบ:
      • เมื่อ Bond yield เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมของบริษัทจะเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท และอาจทำให้นักลงทุนลดการถือครองหุ้น เพราะมองว่ากำไรบริษัทจะลดลง
      • Bond yield ที่สูงขึ้นทำให้พันธบัตรน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับหุ้น ซึ่งอาจดึงดูดเงินทุนออกจากตลาดหุ้นไปยังตลาดพันธบัตร พวกกอง hybrid จะทำแบบนี้
    2. ความสัมพันธ์เชิงบวก:
      • ในบางกรณี Bond yield ที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมหรือการบริโภค ก็ได้เช่นกัน จะเห็นว่า ในบางจังหวะ Bond yield ขึ้น ตลาดหุ้นก็ขึ้นได้เช่นกันนะ

    Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อตลาดหุ้นอย่างไร?

    • หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี: Bond yield ที่เพิ่มขึ้นมักส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากบริษัทในกลุ่มนี้มักพึ่งพาการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุน อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของ bond yield ยังทำให้กระแสเงินสดในอนาคตมีมูลค่าลดลงเมื่อคิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
    • หุ้นกลุ่มการเงิน: ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มธนาคารและการเงินมักได้ประโยชน์จาก bond yield ที่สูงขึ้น เนื่องจากธนาคารสามารถขยายส่วนต่างกำไรจากอัตราดอกเบี้ยกู้และอัตราดอกเบี้ยฝากได้มากขึ้น
    • หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย: หาก bond yield เพิ่มขึ้นในบริบทของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หุ้นกลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง

    Bond Yield ที่ลดลงส่งผลต่อตลาดหุ้นอย่างไร?

    • หุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stocks): Bond yield ที่ลดลงช่วยลดต้นทุนในการกู้ยืมและเพิ่มมูลค่าของกระแสเงินสดในอนาคต ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ได้รับผลบวก
    • หุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive Stocks): หุ้นในกลุ่มนี้ เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคหรือสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน มักได้รับความสนใจในช่วงที่ bond yield ลดลง เนื่องจากนักลงทุนมองหาความมั่นคง

    สรุปผลกระทบและการลงทุน

    Bond yield และตลาดหุ้นมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน และในแต่ละช่วงเวลา

    นักลงทุนควรติดตามทั้งทิศทางของ bond yield และปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อมัน เช่น นโยบายการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    การเข้าใจ Marketing thinking ของความสัมพันธ์นี้ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเน้นลงทุนในหุ้นเติบโต หุ้นปลอดภัย หรือการกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในพันธบัตรในแต่ละช่วงเวลาที่เหมาะสม

    ย้ำว่า Allocation ที่ถูกต้องจะทำให้เราอยู่รอดในตลาดได้นานแสนนานครับ การไปมุ่งแต่ Selection ถ้าถูกก็ดีไป พังก็พอร์ตแตกนะครับ