ผู้เขียน: น้าแดง

  • หุ้นกู้คืออะไร ข้อดี-ด้อย วิธีเลือกเบื้องต้นทำไง?

    หุ้นกู้คืออะไร ข้อดี-ด้อย วิธีเลือกเบื้องต้นทำไง?

    การลงทุนในหุ้นกู้ (Corporate Bonds หรือ Debenture) เคยเป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนไทยที่มองหาผลตอบแทนที่มั่นคง และความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหุ้น แต่ว่าหลังๆเริ่มไม่นิยมหลังบริษัทสีเทาๆหันมาใช้ช่องว่างออกหุ้นกู้ขายให้กับประชาชนที่ไม่มีความรู้ ทำให้ผลตอบแทนไม่คุ้มความเสี่ยง(มหาศาล) เช่น ลงทุนหวังกำไรปีละ 4% แต่พอโดน ก็เจ๊งเกลี้ยงเลย 100% ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความรู้จักกับหุ้นกู้ตั้งแต่พื้นฐาน วิธีการทำงาน การลงทุน ไปจนถึงเกล็ดการเลือกหุ้นกู้ง่ายๆ จะได้เลือกลงทุนได้ถูก เพราะเอาจริงๆ หุ้นกู้ดีๆก็ยังมีอีกเยอะครับ


    หุ้นกู้คืออะไร?

    หุ้นกู้คือเครื่องมือทางการเงินประเภทหนึ่งที่บริษัทออกมาเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน ในทางปฏิบัติ การซื้อหุ้นกู้ก็คือการที่คุณปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทเหล่านั้น โดยในฐานะผู้ถือหุ้นกู้ คุณจะได้รับดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และบริษัทจะคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดระยะเวลาของหุ้นกู้

    ตัวอย่างง่ายๆ: สมมติว่าคุณซื้อหุ้นกู้มูลค่า 100,000 บาท ที่มีอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี คุณจะได้รับดอกเบี้ยปีละ 5,000 บาท และเมื่อครบกำหนดในปีที่ 3 บริษัทจะคืนเงินต้น 100,000 บาทให้คุณนั่นเอง


    หุ้นกู้ทำงานอย่างไร?

    1. การออกหุ้นกู้: บริษัทต้องการเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจหรือชำระหนี้เก่า จึงออกหุ้นกู้ให้กับนักลงทุน ซึ่งการออกแต่ละครั้งต้องอยู่ภายใต้การกำกับของทางการ (กลต.) เพราะเป็นการกู้เงินกับประชาชนทั่วไป
    2. การซื้อหุ้นกู้: นักลงทุนซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรก (Primary Market) หรือในตลาดรอง (Secondary Market) โดยหาซื้อได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือ ซื้อที่ธนาคาร ก็ได้
    3. ผลตอบแทน: นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น รายปี หรือรายครึ่งปี โดยดอกเบี้ยจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%
    4. คืนเงินต้น: เมื่อครบกำหนดอายุของหุ้นกู้ บริษัทจะคืนเงินต้นให้กับผู้ถือหุ้นกู้

    ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกู้

    • รายได้ที่มั่นคง: ดอกเบี้ยจากหุ้นกู้เป็นรายได้ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้ลงทุนสามารถวางแผนการเงินได้ง่าย
    • ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น: หุ้นกู้มีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น เนื่องจากราคาหุ้นกู้ในตลาดรอง จะไม่ผันผวน และอ่อนไหวไปกับผลประกอบการของบริษัทโดยตรงนัก ภาวะตลาด และ เครดิตเรตติ้ง จะมีผลต่อราคามากกว่า
    • เหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยง: หุ้นกู้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้

    ข้อควรระวังในการลงทุนในหุ้นกู้

    1. ความเสี่ยงด้านเครดิต: ในกรณีที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ จากปัญหาทางการเงิน ก็จะส่งผลต่อเงินลงทุนของเราทั้งหมดได้ (แม้ว่าต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องก็ตาม แต่จะใช้เวลานานหลายปี เพราะต้องเคลียร์กับเจ้าหนี้อื่นๆด้วย)
    2. อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น: เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น ราคาของหุ้นกู้ในตลาดรองมักลดลง เพื่อชดเชยการเสียโอกาสของผู้ซื้อในตลาดรอง
    3. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง: หุ้นกู้บางประเภทอาจขายต่อในตลาดรองได้ยาก เนื่องจากในประเทศไทย ตลาดรองหุ้นกู้ไม่ค่อยนิยมเหมือนตลาดหุ้น ทำให้ซื้อมาขายไปยาก และนำมาซึ่งราคาที่มีส่วนลดและไม่ได้สะท้อนมูลค่าแท้จริงของหุ้นกู้นั้นๆ

    วิธีเลือกหุ้นกู้เบื้องต้น

    1. ตรวจสอบเครดิตเรตติ้ง (Credit Rating):
      • เครดิตเรตติ้งแสดงถึงความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ โดยเรตติ้งที่สูง (เช่น AAA, AA) หมายถึงความเสี่ยงต่ำ แต่ก็จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่า ในขณะที่เรตติ้งต่ำ (เช่น BBB หรือต่ำกว่า) มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าแต่มีความเสี่ยงสูงขึ้น นั่นก็คือหลักของ High risk, High return นั่นเอง
    2. เลือกตามระยะเวลาใช้เงินของเรา :
      • หุ้นกู้ระยะสั้น (1-3 ปี): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงและมีเงินทุนหมุนเวียน และไม่ได้มีความต้องการใช้เงินเร่งด่วนในขณะนั้นๆ
      • หุ้นกู้ระยะยาว (>5 ปี): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนในระยะยาวและพร้อมรับความผันผวนของดอกเบี้ยได้ และก็คล้ายกันคือ ไม่ได้มีความต้องการใช้เงินในช่วงเวลานั้น
    3. พิจารณาอัตราดอกเบี้ย:
      • เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้กับอัตราดอกเบี้ยในตลาด เช่น พันธบัตรรัฐบาล เพื่อประเมินความคุ้มค่า รวมถึงเปรียบเทียบกับหุ้นกู้ที่ได้เรตติ้งใกล้ๆกันด้วย และ หุ้นกู้ที่ขายโดยบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันด้วย ย้ำคือ ต้องเปรียบเทียบให้รอบด้านนะก่อนซื้อ
    4. ตรวจสอบเงื่อนไขพิเศษ:
      • หุ้นกู้บางประเภทอาจมีเงื่อนไขพิเศษ เช่น Callable Bond ที่บริษัทสามารถไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของคุณ

    การเริ่มต้นลงทุนในหุ้นกู้

    1. ศึกษาและเลือกประเภทหุ้นกู้:
      • สำหรับมือใหม่ อาจเริ่มต้นด้วยหุ้นกู้ของรัฐหรือบริษัทที่มีเครดิตเรตติ้งสูงๆ เช่น AAA หรือ AA
    2. ซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรกหรือรอง:
      • ตลาดแรก: ซื้อหุ้นกู้ที่เพิ่งออกใหม่ผ่านธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์
      • ตลาดรอง: ซื้อขายหุ้นกู้ที่มีอยู่แล้วในตลาด เช่น ตลาดตราสารหนี้ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
    3. ติดตามข้อมูลและสถานะของบริษัท:
      • ตรวจสอบสถานะทางการเงินของบริษัทที่ออกหุ้นกู้อย่างสม่ำเสมอผ่านรายงานทางการเงินและการจัดอันดับเครดิต

    บทสรุป

    หุ้นกู้เป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนที่มั่นคงและต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นกู้ยังคงมีความเสี่ยงที่ควรพิจารณา เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต และความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและการเลือกหุ้นกู้ที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณเป็นสิ่งสำคัญ

    ผมย้ำว่า การเปรียบเทียบ compare เป็นสิ่งสำคัญมากในการเลือกหุ้นกู้ รวมถึงระยะเวลาอายุหุ้นกู้ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เงินของเราด้วยนะ

    ยิ่งไปกว่านั้น เราควรต้องเข้าใจ Nature ของธุรกิจที่ออกหุ้นกู้ด้วยว่า มันเหมาะสมกับการใช้เครื่องมือหรือไม่ กล่าวคือ หากธุรกิจไม่ได้มีรายได้แน่นอนสม่ำเสมอ เราก็ไม่ควรซื้อหุ้นกู้บริษัทนี้ แต่ถ้าหากเค้าออกหุ้นกู้จริง อัตราดอกเบี้ยก็ต้องสะท้อนความเสี่ยงนี้ด้วยเป็นอัตราที่สูงกว่าปกติด้วย

    ย้ำว่า ระวังพวก High risk, Low return นะ โปรดดูดีๆ การฝึกเปรียบเทียบ หรือ compare รอบด้าน จะช่วยการติดสินใจได้เยอะมาก ฝึกเยอะๆครับ

  • Easy e-receipt ซื้อได้กี่บาท ซื้ออะไรได้บ้าง?

    Easy e-receipt ซื้อได้กี่บาท ซื้ออะไรได้บ้าง?

    โครงการ “Easy E-Receipt 2.0” เป็นมาตรการที่รัฐบาลไทยนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2568 โดยให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการภายในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท

    ระยะเวลาโครงการ: เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568

    การแบ่งวงเงินลดหย่อน:

    • ส่วนที่ 1: ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าและบริการทั่วไปจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน
    • ส่วนที่ 2: ลดหย่อนได้เพิ่มเติมตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าหรือบริการจากกลุ่มต่อไปนี้:
      • สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
      โดยต้องมี e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เป็นหลักฐาน

    สินค้าที่สามารถซื้อได้และนำมาลดหย่อนภาษี:

    • สินค้าและบริการทั่วไปที่ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้
    • หนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร รวมถึง e-Book
    • สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
    • สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม

    สินค้าที่ไม่เข้าร่วมมาตรการ:

    • สุรา เบียร์ และไวน์
    • ยาสูบ
    • น้ำมัน ก๊าซ และค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะ
    • รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
    • ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบริการสัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต
    • ค่าเบี้ยประกันวินาศภัย
    • ค่าบริการจัดนำเที่ยวและค่าที่พักโรงแรม

    ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามโครงการนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าร้านค้าที่ซื้อสินค้าหรือบริการนั้นสามารถออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ที่มีชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขประจำตัวประชาชน) ของผู้ซื้อเป็นหลักฐานนะจ๊ะ

  • The First Take รายการโชว์พลังเสียงสดๆดิบๆครั้งเดียวในโลกออนไลน์, Soft power สไตล์ญี่ปุ่น

    The First Take รายการโชว์พลังเสียงสดๆดิบๆครั้งเดียวในโลกออนไลน์, Soft power สไตล์ญี่ปุ่น

    พอดีตื่นมาเจอคลิปรายการ The First Take ของวง Baby Monster เลยได้ฟังหน่อย ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ คิดว่าคงเป็น k-pop สายแดนซ์โชว์สวยน่ารัก แต่พอฟัง อ้าวเฮ้ย ร้องดีเลย แบบว่าปั้นมาเป็นนักร้องที่เต้นได้ ไม่ได้เป็นนักเต้นที่พยายามร้อง เลยเข้าไปสืบต่อว่าทำไมรายการนี้เอาน้องๆมาร้องโชว์พาวกันดิบๆแบบนี้ได้ ก็พอเข้าใจละ วันนี้เรามารู้จักรายการ The First Take กันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ความพิเศษของรายการมีอะไรบ้าง ทำไมรายการนี้จึงทำให้มุมมองต่อนักร้อง k-pop เปลี่ยนไป

    ความเป็นมาของ The First Take

    The First Take เป็นรายการเพลงออนไลน์ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 บนแพลตฟอร์ม YouTube โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเน้นเสียงร้องและความสามารถของศิลปินผ่านการแสดงสดในรูปแบบ “ครั้งเดียวเท่านั้น” (One Take) รายการนี้ได้รับการผลิตโดย Sony Music Entertainment Japan และสร้างชื่อเสียงระดับสากลภายในเวลาไม่นาน

    แนวคิดของรายการมาจากความต้องการนำเสนอความบริสุทธิ์ในเสียงดนตรีและความเป็นธรรมชาติของศิลปิน ที่ไม่ผ่านการตัดต่อหรือปรุงแต่งใด ๆ โดยให้ผู้ชมได้สัมผัสกับอารมณ์ที่แท้จริงของเพลงในเวอร์ชันที่แตกต่างจากสตูดิโอ


    จุดเด่นของ The First Take

    1. One Take เท่านั้น
      • ศิลปินมีโอกาสร้องเพลงเพียงครั้งเดียว ซึ่งท้าทายความสามารถและแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ
      • ไม่ว่าจะเป็นเพลงในเวอร์ชันต้นฉบับหรือเวอร์ชันเรียบเรียงใหม่ ทุกสิ่งต้องเกิดขึ้นในครั้งเดียว
    2. การออกแบบที่เรียบง่ายและสง่างาม
      • สตูดิโอของรายการเน้นความมินิมอล ด้วยพื้นหลังสีขาวสะอาดหรือบางครั้งใช้แสงไฟเรียบง่าย
      • ทำให้ผู้ชมสามารถโฟกัสที่เสียงร้องและอารมณ์ของศิลปินได้เต็มที่
    3. เปิดโอกาสให้ศิลปินทุกแนวเพลง
      • รายการไม่ได้จำกัดเฉพาะ J-Pop เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างให้ศิลปินจากแนวเพลงอื่น ๆ เช่น J-Rock, Jazz, เพลงประกอบอนิเมะ หรือเพลงอินดี้
      • รวมถึงศิลปินระดับตำนานและศิลปินหน้าใหม่
    4. เผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่น
      • ด้วยศิลปินที่ร้องเพลงประกอบอนิเมะชื่อดัง เช่น LiSA (Gurenge), Aimer (Zankyou Sanka) รายการนี้จึงเป็นเวทีที่เชื่อมโยงแฟนเพลงทั่วโลกกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งน้อง ASA เป็นคนญี่ปุ่นที่อยู่ใน Baby Monster ก็น่าจะเป็นความเชื่อมโยงให้วงได้มาแสดงในรายการนี้

    กติกา: เรียบง่ายแต่ท้าทาย

    1. ร้องเพลงเพียงครั้งเดียว
      • ไม่มีการซ้อมหรือการแก้ตัว ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นแบบสด ๆ
    2. บันทึกสดในสตูดิโอเดียวกัน
      • ใช้ไมโครโฟนคุณภาพสูงและเครื่องดนตรีที่เรียบง่าย
    3. ไม่มีการปรับแต่งเสียงหลังบันทึก
      • สิ่งที่ได้ยินในรายการคือเสียงร้องจริงของศิลปิน

    ความเจ๋งของรายการ The First Take

    The First Take ไม่เพียงแค่สร้างความแปลกใหม่ในวงการเพลง แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ระดับโลก โดยเฉพาะในหมู่แฟนเพลงที่ชื่นชอบการฟังดนตรีแบบสด ๆ ตัวอย่างความสำเร็จของรายการ ได้แก่:

    1. ดึงดูดศิลปินชื่อดัง
      • ศิลปินที่เคยเข้าร่วมรายการ ได้แก่
        • YOASOBI (เพลง Yoru ni Kakeru)
        • LiSA (เพลง Gurenge)
        • Official HIGE DANDism (เพลง Pretender)
        • Aimer (เพลง Zankyou Sanka)
    2. เพลงยอดวิวสูง
      • เพลง Yoru ni Kakeru ของ YOASOBI ใน The First Take มียอดวิวกว่า 200 ล้านครั้ง
      • เพลง Gurenge ของ LiSA จาก Demon Slayer ก็ทะลุ 100 ล้านวิว
    3. ความสำเร็จระดับสากล
      • รายการมีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน บน YouTube (ข้อมูลล่าสุด 2025)
      • มีการแสดงเพลงในหลายภาษา เช่น ภาษาอังกฤษและเกาหลี
    4. เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่
      • หลายศิลปินที่ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน เช่น Vaundy และ Zutto Mayonaka de Iinoni ได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกหลังปรากฏตัวในรายการ

    สถิติและความสำเร็จ

    • ยอดผู้ติดตาม YouTube: กว่า 8 ล้านคน
    • จำนวนวิวรวมของรายการ: มากกว่า 2 พันล้านวิว
    • เพลงที่มียอดวิวสูงสุด:
      • YOASOBIYoru ni Kakeru (200+ ล้านวิว)
      • LiSAGurenge (100+ ล้านวิว)
    • จำนวนประเทศที่ชมรายการ: มากกว่า 100 ประเทศ

    บทสรุป

    The First Take ไม่ใช่แค่รายการเพลงออนไลน์ แต่เป็นเวทีที่เน้นความเป็นตัวตนของศิลปินอย่างแท้จริง ผ่านการแสดงสดที่บริสุทธิ์และไม่มีการปรุงแต่ง ความเรียบง่ายของรูปแบบรายการกลับกลายเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดผู้ชมจากทั่วโลก ทำให้ศิลปินญี่ปุ่นและวัฒนธรรมดนตรีญี่ปุ่นก้าวไกลในเวทีสากล

    รายการนี้แสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของดนตรีในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยอารมณ์และความจริงใจ สะท้อนถึงพลังของเสียงเพลงที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกันใน One Take เพียงครั้งเดียว และใช่เลย มันคือ Softpower ที่ส่งผ่านศิลปินญี่ปุ่นให้คนทั่วโลกด้วย ใครอยากลองฟังเสียงน้องๆ Bay Monster ลองดูนะ จะเห็นว่าตอนเปิดรายการพวกเธอกล่าว คนนิจิวะ!! สวัสดีเป็นภาษาญี่ปุ่นเสียด้วย ^_^

  • รวมฮิต 10 หุ้นเซมิคอนดักเตอร์โลก ใครทำอะไร สินค้าเด่นคืออะไร?

    รวมฮิต 10 หุ้นเซมิคอนดักเตอร์โลก ใครทำอะไร สินค้าเด่นคืออะไร?

    TSMC หรือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company เป็นบริษัทรับผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดในโลกที่ผลิตชิปให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่ง เช่น Apple และ Qualcomm ส่วน MediaTek เป็นบริษัทที่ออกแบบชิปสำหรับสมาร์ทโฟน ทีวี และอุปกรณ์ IoT โดยมีชื่อเสียงด้านชิปเซ็ตที่มีราคาคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูง

    NVIDIA เป็นผู้นำด้านการออกแบบ GPU สำหรับการเล่นเกมและการประมวลผล AI โดยมีสินค้าเด่นอย่างการ์ดจอ GeForce และแพลตฟอร์ม AI ขณะที่ Broadcom มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชิปสำหรับการสื่อสารไร้สายและระบบเครือข่าย เช่น Router และโมดูล Wi-Fi

    Intel โดดเด่นในฐานะผู้ผลิต CPU รายใหญ่ที่สุด โดยมีโปรเซสเซอร์ Intel Core และ Xeon เป็นสินค้าหลัก คู่แข่งของ Intel อย่าง AMD (Advanced Micro Devices) เป็นที่รู้จักในด้านโปรเซสเซอร์ Ryzen และการ์ดจอ Radeon ที่ได้รับความนิยม

    Texas Instruments เป็นบริษัทที่ผลิตชิปสำหรับการประมวลผลสัญญาณและการควบคุมในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และ IoT ขณะที่ Qualcomm มีชื่อเสียงจากชิปเซ็ต Snapdragon ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนหลากหลายแบรนด์

    Micron Technology ผลิตหน่วยความจำ DRAM และ NAND Flash ซึ่งใช้ในเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล Applied Materials เป็นผู้นำด้านเครื่องมือและโซลูชันสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และจอแสดงผล ส่วน Lam Research เชี่ยวชาญในเครื่องจักรสำหรับการสลักและสะสมวัสดุบนแผ่นเวเฟอร์

    KLA โดดเด่นในด้านโซลูชันสำหรับการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยมุ่งเน้นที่การวิเคราะห์คุณภาพของเวเฟอร์

  • วิธีหาราคาเหมาะสม เป้าหุ้น มี 2 เหลี่ยมที่ต้องรู้

    วิธีหาราคาเหมาะสม เป้าหุ้น มี 2 เหลี่ยมที่ต้องรู้

    การประเมินมูลค่าหุ้น มี 2 เหลี่ยมที่ต้องรู้ (ที่ไม่มีใครสอน)

    1. Undervalue approach (basic) คือ หามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นให้เจอ ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ ก็ BUY ซะ วิธีนี้ต้องขยันเปรียบเทียบเยอะๆ เทียบกลุ่ม เทียบตัวเอง เทียบสถานการณ์ เทียบกับ ตปท. ทำได้แล้วก็แค่รอคอย ให้ undervalue เยอะๆ buffer หนาๆ ค่อย take action

    2. IF YES approach (advance) หลักเหมือนทำ scenario ว่า ถ้าทำอันนี้ได้ กำไรจะเป็นเท่าไหร่ ราคาหุ้นจะวิ่งไปแค่ไหน วิธีนี้ต้องทำ forcecast เก่งๆ และ ต้องตามสถานการณ์-ประเด็น-เงื่อนไข โดยรอบที่จะส่งผลต่อประมาณการกำไรอย่างใกล้ชิดมากๆ แทบจะเหมือนนั่งอยู่ในบริษัทเค้า แทบจะนอนใต้เตียงเจ้าของ ตามติดทุกๆ indicator factor price cost บลาๆ ไม่งั้นที่ forecast ไว้จะพลาดหมด …. เพราะรากของวิธีนี้ คือ การวัดกับอนาคต วัดกับเป้าหมายบริษัท ถ้าทำได้ ราคาหุ้นก็ยืนได้ ในทางตรงข้าม ถ้าจะทำไม่ได้ ราคาก็จะพัง เพราะหุ้นที่ใช้ approach นี้จะยืนบนความคาดหวังสูง

    เราจะพบว่า Trailing P/E หรือแม้กระทั่ง Forward P/E จะสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่ม หรือ อดีต อย่างมีนัยสำคัญ เพราะมันแบก hope ไว้เยอะ ใครเล่นสไตล์นี้ก็ต้องเป็นคน alert ตลอดเวลา ติดตามใกล้ชิด และต้องมี stop loss ด้วยนะ เมื่อไหร่เงื่อนไขไม่ใช่ ก็ไปนะ ลุกช้าจ่ายรอบวงนะครับ

    ดังนั้น อ่านให้ออกว่า เป้าในใจเรา มันคือ เป้าแบบไหน และเราควรจะประพฤติตัวอย่างไรหากลงทุนกับหุ้นนั้นๆ ราตรีสวัสดิ์ครับ 😇

  • เครื่องหมาย CB CS CC CF ในแอปหุ้น คืออะไร?

    เครื่องหมาย CB CS CC CF ในแอปหุ้น คืออะไร?

    เกิดเป็นนักลงทุนไทยต้องแม่นกฏ หลัง 25 มี.ค. 67 ที่ผ่านมา เครื่องหมาย CB, CS, CC, CF แม่มปลิวว่อนตลาด สรุปมันคืออะไร(วะ)? 😤 สรุปคือ มันคือการเตือนความเสี่ยง 4 ท่า มีวิธีจำง่ายๆ ดังนี้

    C ตัวแรก = Caution = ระวัง!

    ส่วนตัวถัดไป…

    B – Business ธุรกิจส่อแววมีปัญหา โดยเริ่มเห็นลางๆในงบดุล, ศาลรับคำร้องฟื้นฟูกิจการ หรือ ฟ้องล้มละลาย, รายได้ห่อเหี่ยวมาก, ขาดทุนรัวๆ 3 ปี เป็นต้น

    S – Fin.Statement ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็น, กลต.สั่งแก้งบ หรือ ให้ตรวจสอบพิเศษ special audit (คุ้นๆมั้ย?)

    C – non-compliance เช่น กรรมการตรวจสอบไม่ครบตามเกณฑ์, สินทรัพย์มีแต่เงิน(ขายธุรกิจทิ้งจนไม่เหลืออะไรแล้ว แล้วจะอยู่ในตลาดทำไม)

    F – Free float ผถห.น้อยกว่า 150 คน หรือน้อยกว่า 15% ของทุนจดทะเบียน จะกลับมาเป็น หจก. บจ. หรือ family business แล้วป่าว?

    เมื่อโดนขึ้น CB, CS, CC, CF —> บริษัทต้องจัดประชุมแถลงภายใน 15 วัน แล้วอธิบายว่าชั้นจะแก้ปัญหานี้ยังไง แล้วให้ update ความคืบหน้าผ่านตลาดฯเรื่อยๆนะ

    ในแง่ผู้ถือหุ้น หรือ คนมือคัน…

    —> ต้องเทรดด้วยบัญชี Cash balance เท่านั้นนะ

    อธิบายอีกทีบ้านๆนะ เธอว์กำลังเล่นกับไฟ ถ้าวันดีคืนดีติดกับโดน SP ยาว ก็คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง….

    รายละเอียดเต็มๆไปอ่านที่นี่ https://www.set.or.th/…/simpl…/disclosure/c-sign-posting