ผู้เขียน: น้าแดง

  • 50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    เวลาออมเงิน บางทีเราก็ออมเงินแบบตามความรู้สึกว่าต้องออม แต่ว่าถ้าใครอยากทำแบบมีวินัยและยั่งยืน วันนี้ผมมีสูตรยอดฮิตอันนึงมาเล่าให้ฟังครับ สูตรนี้คือ 50/30/20 ครับ

    สูตรนี้เป็นแนวคิดที่ถูกพัฒนาโดย Elizabeth Warren และลูกสาว Amelia Warren Tyagi ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือชื่อ “All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan” ที่ตีพิมพ์ในปี 2005

    โดยเป้าหมายหลักของสูตรนี้คือช่วยให้ผู้คนบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสมดุลระหว่างการใช้จ่ายและการออม แถมยังแบ่งเงินไว้สำหรับมอบความสุขให้กับเราด้วย ซึ่งความ Balance นี้ ก็น่าจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนนะครับ

    วิธีทำ

    หลักคิดคือการแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

    50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหารและของใช้จำเป็น ค่าบริการสาธารณูปโภค ค่าประกันสุขภาพ หรือหนี้สินที่จำเป็น

    30% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ (desier) เช่น กินอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยวและความบันเทิง ซื้อของฟุ่มเฟือย ค่าสมาชิก Netflix หรือ Spotify และงานอดิเรกที่ทำให้เรามีความสุข

    20% เป็นการออมและการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น เงินออมฉุกเฉิน การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง และการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว

    แล้วปี 2025 นี้ยังใช้ได้ไหม?

    ด้วยสิ่งที่เปลี่ยนๆไปในปี 2025 ผมคิดว่าแนวคิดนี้อาจต้องได้รับการปรับเปลี่ยนบ้างนะ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ 50% แรกอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น

    ขณะที่รายได้ที่ไม่แน่นอนมากขึ้นจากการที่คนรุ่นใหม่หันไปทำฟรีแลนซ์ หรือทำงานแบบไม่ประจำมากขึ้น ส่งผลให้ผมคิดว่าต้องมีเงินออมมากขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ในระดับต่ำมากๆๆๆๆ การออมเพียง 20% เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอนะ ควรเพิ่มเด้อ

    ดังนั้น ถ้าภาระมันเยอะอาจต้องเริ่มต้นที่ 60/20/20 ไปก่อน ขณะที่ใครยังคุมค่าใช้จ่ายได้ดีแล้ว การดันไปหา 40/30/30 เพื่อเพิ่มการลงทุนให้เงินงอกเงยเร็วขึ้นเอาชนะเงินเฟ้อก็ควรทำนะ

    ตัวอย่างการใช้งานจริง

    ตัวอย่างที่ 1 : พนักงานประจำที่มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน สามารถแบ่งใช้จ่ายได้ดังนี้

    50% หรือ 25,000 บาท ใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า 10,000 บาท ค่าอาหาร 5,000 บาท ค่าผ่อนรถ 8,000 บาท และค่าสาธารณูปโภค 2,000 บาท

    30% หรือ 15,000 บาท ใช้กับสิ่งที่ต้องการ เช่น กินข้าวนอกบ้าน 5,000 บาท เที่ยวและช้อปปิ้ง 7,000 บาท ค่าสมาชิก Netflix และ Spotify 1,000 บาท

    20% หรือ 10,000 บาท ใช้สำหรับการออมและลงทุน เช่น ฝากเงิน 5,000 บาท ลงทุนในหุ้น/กองทุน 3,000 บาท และจ่ายหนี้บัตรเครดิต 2,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 2 : คนทำฟรีแลนซ์ที่มีรายได้เฉลี่ย 40,000 บาทต่อเดือน อาจต้องปรับสูตรให้เหมาะสม เช่น 40% หรือ 16,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับการออมและสำรองเผื่อรายได้ลดลง

    คุณเหมาะกับสูตรนี้ไหม?

    สูตรนี้เหมาะกับคนที่ต้องการบริหารเงินแบบง่ายๆ และเป็นระบบ ผู้ที่เริ่มต้นวางแผนการเงิน และคนที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง เช่น พนักงานเงินเดือน

    อย่างไรก็ตามสูตรนี้ อาจไม่เหมาะกับคนที่มีภาระหนี้สูงๆ ซึ่งข้อแนะนำแรกสำหรับคนกลุ่มนี้จากผมก็คือ จงไปรีบเคลียร์หนี้ให้เร็วที่สุดก่อนนะครับ ยิ่งเราลดภาระหนี้ได้เร็ว เราก็จะเข้าสู่สูตรนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    ไว้วันหลังจะมาสอนสูตรในการปลดภาระหนี้อย่างเร็วๆให้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

  • สรุป Copayment ประกันภัย เงื่อนไข และ ผลกระทบ

    สรุป Copayment ประกันภัย เงื่อนไข และ ผลกระทบ

    ในปีนี้ ธุรกิจประกันภัยของไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยการนำระบบ “copayment” หรือการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาใช้ ระบบนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ทำประกัน โรงพยาบาลที่ให้บริการ และบริษัทประกันที่ต้องบริหารความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรตระหนักนะ

    ระบบ copayment มีกำหนดเริ่มใช้ในวันที่ 20 มีนาคม 2568 โดยจะมีผลบังคับใช้กับกรมธรรม์ใหม่ที่ออกตั้งแต่วันที่กำหนดเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ประกันภัยกลุ่ม และ กรมธรรม์ฉบับเดิมที่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาคุ้มครองจะไม่ได้รับผลกระทบจนกว่าจะมีการต่ออายุหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใหม่ โดยบริษัทประกันจะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ล่วงหน้า และอาจมีทางเลือกให้ผู้ถือกรมธรรม์สามารถปรับแผนประกันให้เหมาะสมกับความต้องการของตน

    ล่าสุด สมาคมประกันชีวิตไทยได้กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับการร่วมจ่ายในกรมธรรม์ที่ต่ออายุ โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่

    • หากผู้เอาประกันมีการเคลมโรคทั่วไปเกิน 3 ครั้งต่อปี และมีอัตราการเคลมเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัยสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาในปีถัดไป
    • ในกรณีที่อัตราการเคลมสูงกว่า 400% ของเบี้ยประกันสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาสำหรับโรคทั่วไป
    • แต่หากเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ ผู้เอาประกันจะต้องร่วมจ่าย 50% ของค่ารักษาในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม หากในปีต่อไปการเคลมลดลงจนไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ระบบ copayment ก็จะถูกยกเลิก และกรมธรรม์จะกลับสู่สถานะปกติ

    จะเห็นว่าระบบ copayment จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนจากการรักษาพยาบาล แทนที่จะให้บริษัทประกันรับผิดชอบทั้งหมด

    ข้อดีที่สำคัญคือ ช่วยลดภาระของบริษัทประกัน ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น และส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการทางการแพทย์มีความรับผิดชอบในการใช้บริการมากขึ้น ลดปัญหาการใช้สิทธิ์เกินความจำเป็น รวมถึงเป็นการป้องปรามสถานพยาบาลที่ชาร์จราคา และจ่ายยาเกินควรเกินจำเป็น

    ผมเคยไป รพ.นึง ถ้าจ่ายด้วยประกัน 100 บาท แต่ถ้าจ่ายเองฝ่ายบัญชีบอก 50 บาท ก็พอ??

    มีอีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ Mediacal Inflation ของไทยสูงถึง 14.3% ต่อปี นั่นแปลว่า ค่ายาค่าหมอเพิ่มขึ้นแรงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป 10 เท่าต่อปี copayment จึงจะเข้ามาแก้ปัญหานี้

    เรื่องของภาษี นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ทำประกันสุขภาพ OPD ยังสามารถใช้เบี้ยประกันเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ตามที่กรมสรรพากรกำหนด

    โดยสามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

    ทำให้ประกันสุขภาพกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้

    ตัวอย่างกรณีที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ระบบ copayment เช่น หากผู้ทำประกัน OPD ต้องการเข้ารับการรักษาอาการไข้หวัดในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาท และเงื่อนไข copayment กำหนดให้ผู้ป่วยต้องจ่ายเอง 20% หมายความว่าผู้ป่วยต้องจ่ายเอง 400 บาท และบริษัทประกันจะรับผิดชอบส่วนที่เหลืออีก 1,600 บาท การใช้ระบบนี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายและป้องกันการใช้สิทธิ์โดยไม่จำเป็น

    อย่างไรก็ตาม ระบบ copayment อาจเป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาเป็นประจำ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลอาจต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการจัดการระบบเรียกเก็บเงินและการรับมือกับความไม่พอใจของผู้ป่วยที่ไม่คุ้นเคยกับระบบใหม่นี้ ส่วนบริษัทประกันภัยเองก็ต้องปรับปรุงระบบบริหารจัดการ และสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้าเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

    ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าระบบนี้เป็นเรื่องที่ดีต่อภาพรวมเพราะ

    • น่าจะทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างบริษัทประกันมากขึ้นในแง่ของการให้ส่วนลดแข่งกัน
    • เบี้ยประกันสุขภาพรายปีควรจะลดลง เนื่องจากผู้บริโภคยอมจ่ายบางส่วนให้ ซึ่งจะทำให้จำนวนกรมธรรม์รองรับ OPD ควรจะมากขึ้น
    • การกำหนดราคาสูงเกินจริงของ รพ. ควรจะลดลง แม้ว่าอัตรากำไรมีแนวโน้มจะลดลง แต่อาจแลกมาด้วย volume การใช้บริการที่มากขึ้น (แต่ประเด็นหมอทำงานหนักขึ้น ก็ต้องไปเคลียร์กันเองนะ)
    • ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น เบี้ยควรถูกลง และราคาบริการการแพทย์ควรสมเหตุสมผลขึ้น

    แต่ที่แน่ๆในแง่ valuation ของกลุ่ม รพ. อาจต้อง derate ลงก่อนในช่วงแรกๆ เมื่อก่อนซื้อขาย P/E 25-35x อาจต้องถอยมา 15-25 เท่า มากน้อยแล้วแต่ว่า รพ.ใด พึ่งพิงลูกค้าประกันมาน้อยอย่างไรน่ะครับ

    เรื่องอุตสาหกรรมประกันสุขภาพ ปัจจุบัน คนไทยให้ความสำคัญกับประกันสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแบบ OPD ในโรงพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้นถึง 62.1% ในช่วงปี 2013–2020 และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    ขณะที่สัญญาเพิ่มเติมของประกันสุขภาพก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เบี้ยประกันภัยรับรวมของสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพอยู่ที่ 51,450 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 14.3% y-y แสดงให้เห็นถึงความตระหนักของประชาชนต่อความสำคัญของการมีหลักประกันด้านสุขภาพ

    ใครยังไม่มีประกันสุขภาพ แนะนำว่า รีบทำก่อน 20 มีนาคม นะครับ ของ FWD เจ้านี้ก็ไม่เลวนะ เดี๋ยวนี้มีสำหรับสายกีฬาด้วย เก๋มากๆ ลองไปส่องดูได้ ที่นี่

  • ทำไม OKJ  ถึงปรับตัวลงแรงติด floor -30% วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    ทำไม OKJ ถึงปรับตัวลงแรงติด floor -30% วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    (1.) OKJ รายงานกำไรสุทธิงวดปี 2024 ที่ 202 ลบ. +43% y-y มันก็ดูดี สาขาเพิ่มจาก 33 เป็น 41 สาขา อัตรากำไรขั้นต้น 44.5% พอๆปีก่อน 45.2% ภาพใหญ่ดูดีมีการโต แต่ในโลกลงทุนตลาดจะ monitor งบไตรมาสด้วย ซึ่งความสำคัญคือ เพื่อดูว่า ไตรมาสที่ออกมานี้ มันสนับสนุนภาพใหญ่หรือเปล่า ซึ่งและ crack งบไตรมาส 4Q24 ออกมาดูก็พบว่า มันไม่ได้ดีเท่ากับความคาดหวัง 👉 งบปีเอาไว้มองภาพใหญ่ งบไตรมาสเอาไว้ recheck ว่าแผนใหญ่ยังเดินไปทางนั้นไหม

    (2.) งบ 4Q24 กำไรสุทธิ 39 ลบ. หดแรง -35% q-q และแน่นอน มันยังโต +7% y-y เพราะมีขยายสาขา แต่ประเด็นคืออัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 43.9% จาก 44.7% ในปีก่อน และ 45.2% ในไตรมาส 3 ซึ่งในโลกธุรกิจ การหายไประดับ 1% ก็ต้องตระหนัก และยิ่งไปดูบรรทัดสุดท้าย อัตรากำไรสุทธิ เหลือเพียงแค่ 5.6% จาก 7.4% ปีก่อน และ 6.8% ในไตรมาส 3 ส่งสัญญาณที่ไม่น่าไว้ใจ 👉 อัตรากำไรขั้นต้นที่หายไปรายไตรมาส เป็นสิ่งที่ต้องตระหนัก

    (3.) ความคาดหวังอย่างมากก่อนหน้าคือเครื่องดื่ม Oh Juice! ซึ่งเป็นน้ำผักผลไม้ราคาแพง เปิดตัวในไตรมาส 3 ซึ่งมีอัตรากำไรสูงมาก นลท.หวังว่าการเริ่มรับรู้รายได้เต็มไตรมาส 4 มันจะยิ่งทำให้อัตรากำไร 4Q24 ควรจะสวยมาก แต่มันให้ภาพตรงข้าม ซึ่งใน MD&A อธิบายว่าไตรมาสนี้เจอ ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าพนักงาน บั่นทอนกำไรออกไป ขณะที่การเปิดตัวสินค้าใหม่ในพื้นที่ใหม่อย่างอีสาน การออกแบรนด์ใหม่(Oh Juice!) มันต้องใช้ค่า start-up การตลาดที่สูงอยู่ MD&D ระบุว่ามีการใช้ Brand Admirer ด้วย ตัวเลข ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายเลยพุ่งจาก 34.6% ปีก่อน เป็น 37.1% ในปีนี้ 👉 เวลาเปิดตัวอะไรใหม่ อย่าเพิ่งไปมองโลกสวยถึงผลที่จะได้ แต่ให้มองต้นทุนในช่วงแรกๆด้วย

    (4.) ยอดขายต่อสาขาเดิม SSSG ที่ 4Q24 พลิกเป็น -1.8% แม้ยอดรวมทั้งปี +7.7% ทำให้เกิดภาพหลอน เพราะธุรกิจอาหารสิ่งสำคัญคือ การซื้อซ้ำกินซ้ำ เพื่อประคองยอดขายสาขานั้นๆ ยิ่งคนกินซ้ำ และ มีคนมากินเพิ่ม(ด้วยความชอบ หรือ ด้วยการมีสินค้าใหม่ให้ลอง) จะทำให้ SSSG นี่เป็น + ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่ง นลท.สถาบันเค้าจะดูกันมาก การเห็น SSSG ใน 4Q24 เป็น ลบ ทำให้เกิดความกังวลว่า คนหายเห่อหรือเปล่า? หรือ ศก.มันอาจแย่มากๆจนกินไม่ไหว ซึ่ง คหสต.นะ ผมว่าเค้าตั้งราคาแรงไปหน่อย GPM ระดับ 45+/-% ถ้ากดลงราคาลงมานิดให้คนเข้าถึงง่ายหน่อยน่าจะดี เพราะอาหารเพื่อสุขภาพใครๆก็ชอบ แต่ถ้ามันแพงไป ก็นานๆค่อยเจอกันที แต่ถ้าราคาลงมาให้เข้าถึงง่าย ร้านก็อาจได้ขายทำรอบต่อวันได้มากขึ้น เผลอๆ GPM แทบจะไม่ลด แต่ได้ NPM พุ่งๆก็ได้ แถมการขยายสาขาก็ง่ายด้วย คิดดูว่าอาหารแพงๆ มันจะไปจำกัดการขยายสาขาในต่างจังหวัดนะ เหมือนกับที่ After You เจออยู่ การวาง position ของสินค้าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ไม่มีใครรู้ว่าถูกผิดต้องใช้เวลาพิสูจน์ 👉 ตัวเลข SSSG สำคัญมาก เพราะมันบอกแทบจะทุกอย่างของธุรกิจบริการ ที่ต้องการการซื้อซ้ำ ซื้อเพิ่ม เมื่อไหร่ ไม่ซื้อซ้ำ ไม่ซื้อเพิ่ม เป็นสิ่งที่ต้องระวัง

    (5.) จากความคาดหวังที่สูงมาก ว่าจะโตดี โตปัง มาร์จิ้นขยาย แต่พองบไตรมาส ทำให้เอ๊ะว่า มันไม่ง่ายขนาดนั้น ความคาดหวังที่สูงจนดัน P/E25E พุ่งไปไกล 26.5x ขณะที่เพื่อนๆร้านอาหารอยู่ 17.0x (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 55%) ทำให้มีแนวโน้มที่ นวค.ต้องปรับประมาณการกำไรลง และแน่นอนว่า Valuation P/E ที่เคยสูงมาก ก็จะถูกลดทอนลงด้วยเพราะมันไม่ได้สวยงามขนาดทุ่งลาเวนเดอร์ 👉 เมื่ออะไรมันไม่สวยตามคาด P/E จะต้อง derate ลงมาหาระดับที่สมเหตุสมควร

    (6.) ฉากถัดไป ผบห.ก็ต้องมาอธิบายถึงไส้ในที่แย่กว่าคาด และแนวทางในการพามันกลับมาอยู่ในร่องในรอยของความคาดหวังก่อนหน้า นลท. ควรเฝ้าติดตามให้ดีนะครับ แต่ใจเย็นๆ หันมาดูศักยภาพของเค้า ผมก็ยังดีนะ แค่มัน missed จากที่ตลาดเคยคิด เพื่อนๆอาจใช้ floor P/E 17.0 + x เท่า ที่เพื่อนเชื่อก็ได้ว่า OKJ ยังควรมี premium จากกลุ่มเท่าไหร่ เป็นจุดรับของการลงทุนระยะยาวรอบถัดไปก็ได้ครับ รอบนี้ถือว่าได้เรียนรู้กันไป 👉 ความคาดหวังสูง เวลาผิดคาด จะโดนลงโทษแรงมาก และหุ้นจะวิ่งหาจุดที่ตลาดเชื่อว่าเหมาะสมกับความเป็นจริง ดังนั้นไม่ต้องรีบหวดก็ได้ รอแรงขายหมด ก็อาจบอกว่าตรงนั้นแหล่ะ

    คิดเห็นอย่างไร แลกเปลี่ยนไอเดียกันครับ 😊

    สมัครดูกราฟ Trading View ฟรี กดที่นี่

  • ดาบวิเศษ Executive Order ของ ทรัมป์

    ดาบวิเศษ Executive Order ของ ทรัมป์

    เราจะได้ยินตามหน้าข่าวที่ ปธน.ทรัมป์ ใช้คำสั่งบริหาร หรือ Executive Order ทันทีหลังการเข้ารับตำแหน่งที่ผ่านมา ซึ่งเราอาจงงๆว่ามันใช่มติ ครม.ไหม หรือว่า มันไม่ต้องสภาเหรอ? วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่องนี้กันครับ เพราะคิดว่าตลอด 4 ปีข้างหน้านี้ โลกเราคงเจอคำนี้อีกหลายครั้ง

    คำสั่งบริหาร (Executive Order) เป็นคำสั่งที่ออกโดยประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อจัดการการดำเนินงานของรัฐบาลกลาง ซึ่งคำสั่งเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้คล้ายกฎหมาย และโดยปกติจะถูกใช้เพื่อสั่งการหน่วยงานของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามกฎหมาย หรือนโยบายที่รัฐสภากำหนด

    คำสั่งบริหารนั้น ได้อำนาจมาจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และกฎหมายที่รัฐสภาผ่าน ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เพื่อ

    • กำหนดแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่
    • สั่งให้หน่วยงานของรัฐดำเนินงานในลักษณะเฉพาะ
    • รับมือกับเหตุฉุกเฉินหรือประเด็นเร่งด่วน

    อย่างไรก็ตาม คำสั่งบริหารก็มีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถออกกฎหมายใหม่ หรือจัดสรรงบประมาณโดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา, ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่มีอยู่ และเป็นคำสั่งที่สามารถถูกตรวจสอบได้โดยศาล และถูกยกเลิกได้หากขัดต่อกฎหมาย

    คำสั่งบริหาร ที่พบเห็นกันบ่อยๆ เช่น

    • ความมั่นคงแห่งชาติ เช่น การจัดตั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง
    • นโยบายเศรษฐกิจ เช่น การกำหนดภาษีนำเข้า หรือการคว่ำบาตรประเทศอื่น
    • สิทธิพลเมือง เช่น การออกคำสั่งยกเลิกการแบ่งแยกเชื้อชาติในกองทัพ
    • สาธารณสุข เช่น การกำหนดมาตรการกักกันโรคระบาด

    และนี่คือตัวอย่างคำสั่งบริหารล่าสุดของทรัมป์หลังการสาบานตนเมื่อ 20 มกราคม ที่ผ่านมาครับ

    1. การกำหนดภาษีนำเข้า (เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2025) โดยทรัมป์ออกคำสั่งบริหารกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากแคนาดา เม็กซิโก เป็น 25% และจีน 10%
    2. นิยามเพศในนโยบายของรัฐบาลกลาง (เมื่อ 20 มกราคม 2025) กำหนดให้ใช้คำว่า “เพศ” (sex) ตามลักษณะทางชีวภาพตั้งแต่เกิด แทนที่คำว่า “อัตลักษณ์ทางเพศ” (gender) และสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลาง ยกเลิกเอกสารและโครงการที่ส่งเสริมอุดมการณ์ทางเพศ รวมถึงยกเลิกนโยบายที่อนุญาตให้ประชาชนเลือกเพศในหนังสือเดินทางและวีซ่าเอง

    งานนี้เชื่อว่า คงมีอะไรมาให้พวกเราได้ตื่นเต้นเรื่อยๆครับ เตรียมตัวให้ดี….

  • ทำไงให้กู้บ้านผ่าน? ตอนเจอโปรโมชั่นถูกใจ

    ทำไงให้กู้บ้านผ่าน? ตอนเจอโปรโมชั่นถูกใจ

    ปัจจุบัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับปริมาณสต็อกคอนโดมิเนียม และบ้านที่สร้างเสร็จแต่ยังรอการขายจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ซึ่งตอนนี้มีสต็อกสะสมราว 230,000 หน่วย โดยพื้นที่ที่มีคอนโดมิเนียมรอการขายสูงสุด ได้แก่ เมืองสมุทรปราการ บางนา และนนทบุรี คิดเป็น 26.1% ของสต็อกคอนโดมิเนียมทั้งหมดในเขตนี้

    สถานการณ์นี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีเงินสดในมือสามารถเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในทำเลดีได้ในราคาที่น่าสนใจ!!

    ขณะที่การเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม มีข้อดีหลายอย่างเมื่อเทียบกับการเช่า เช่น การสร้างสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจากสถิติแล้วพบว่า ราคาที่ดินใน กทม. จะปรับตัวขึ้น 3-6% ต่อปี ซึ่งแม้จะดูไม่มาก แต่รู้ไหมว่าก่อน COVID-19 แพร่ระบาดนั้น ในภาวะปกติราคาที่ดินจะปรับตัวขึ้น 14.8% ต่อปี

    นอกจากนั้น การเป็นเจ้าของบ้าน หรือคอนโดฯ ก็จะมีอิสระในการปรับปรุงหรือตกแต่งตามความต้องการ และยังไม่ต้องกังวลเรื่องการย้ายที่อยู่เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดอีกด้วย

    ใครที่มีเงินสดพร้อม ไม่ได้มีภาระหนี้มากเกินไป ก็น่าจะขออนุมัติสินเชื่อจากธนาคารฉลุย ส่วนใครที่ยังไม่แน่ใจจะกู้ผ่านหรือไม่ แนะลองเอาสูตรที่ธนาคารใช้เอาไประเมินเบื้องต้นดูนะ จะได้ประเมินกำลังได้ถูก หรือเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการประเมินจริงครับ

    1. อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt-to-Income Ratio: DTI)

    • หนี้ทั้งหมดไม่ควรเกิน 40-50% ของรายได้ต่อเดือน
    • ค่างวดผ่อนบ้านควรอยู่ที่ไม่เกิน 30-40% ของรายได้ต่อเดือน
    • เช่น ถ้าคุณมีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน ควรผ่อนบ้านไม่เกิน 15,000-20,000 บาท ต่อเดือน

    2. คำนวณจากวงเงินกู้

    • ธนาคารมักให้กู้ได้ประมาณ 40-50 เท่าของรายได้ต่อเดือน
    • เช่น ถ้ามีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน วงเงินกู้ที่เป็นไปได้คือ 2-2.5 ล้านบาท

    3. เงินดาวน์ที่ควรเตรียม

    • ควรมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10-20% ของราคาบ้าน
    • เช่น หากบ้านราคา 3 ล้านบาท ควรเตรียมเงินดาวน์ 300,000-600,000 บาท

    4. ระยะเวลาการกู้

    • ระยะเวลาผ่อนที่นิยมคือ 20-30 ปี เพื่อให้ค่างวดไม่สูงเกินไป
    • โดยปกติ ถ้ากู้ระยะยาวขึ้น ค่างวดต่อเดือนจะลดลง แต่ดอกเบี้ยที่จ่ายรวมจะมากขึ้น

    5. ลองใช้สูตรคำนวณค่างวดเบื้องต้นว่าไหวไหม?

    • คำนวณแบบง่าย:
    • ตัวอย่าง: กู้ 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6% ต่อปี ระยะเวลา 30 ปี จะมีค่างวดประมาณ 18,000 บาท/เดือน เป็นต้น

    💡 สรุปแนวทางปลอดภัยในการขอเงินกู้ไว้ประมาณนี้นะ

    ✅ ผ่อนบ้าน ไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้
    ✅ หนี้สินรวมทั้งหมดทุกอย่าง (บัตรเครดิต การศึกษา รถยนต์ บ้าน) ผ่อนไม่ควรเกิน 50% ของรายได้
    ✅ เตรียมเงินดาวน์ไว้อย่างน้อย 10-20%
    ✅ เช็คอัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาการผ่อนที่เหมาะสมที่สอดคล้องกับอายุงานของเรานะ

    ตอนนี้มีโปรฯน่าสนใจอยู่อันนึงเป็นของกลุ่ม อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่ได้เปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษ “I SAY YES” ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2568 เพื่อสนับสนุนผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม และบ้านคุณภาพในทำเลศักยภาพ โดยโปรโมชั่นนี้ประกอบด้วย

    • ส่วนลดสูงสุดถึง 4,000,000 บาท
    • ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 10 ปี (อันนี้ดีมาก ใครมีบ้านจะรู้ว่าค่าส่วนกลางเป็นภาระไม่ใช่น้อยนะ)
    • บัตรกำนัลทองคำจากห้างทองอโรร่ามูลค่าสูงสุด 450,000 บาท

    จะเห็นว่าส่วนลดนี่น่าสนใจมาก ซึ่งถือได้ว่าตอนนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อที่มีศักยภาพอย่างแท้จริงนะครับ ใครสนใจรีบเข้าไปดู ผมว่าไม่แพง จับต้องได้ แถมส่วนลดนี่สุดๆไปเลย ดูโปรฯอนันดาที่นี่

  • ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเงินปันผลถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของบุคคล และในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำหนดให้เงินปันผลต้องเสียภาษีด้วยนะห้ามเบี้ยว

    อัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทย

    สำหรับอัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทยมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเกี่ยวข้องกับภาษี 2 แบบ ดังนี้:

    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของจำนวนเงินปันผลที่ได้รับ และนำส่งกรมสรรพากรโดยบริษัทที่จ่ายเงินปันผล จะเห็นว่ามันหักไปเรียบร้อยแล้วนะ
    2. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผล สามารถเลือกได้ 2 วิธีในยื่นการเสียภาษี
      • ทางแรก คือ นำมูลค่าเงินปันผลตามหน้าเช็คที่ได้รับ(ปัจจุบัน e-dividend) ไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นๆ แล้วใช้สิทธิขอเครดิตภาษี (Tax Credit) คืนในลำดับถัดไปได้
      • เลือกไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น และเสียภาษีเฉพาะ 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็ง่ายดี

    วิธีการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผล

    1. สำหรับ “บริษัท” ผู้จ่ายเงินปันผล
      • ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น นำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปผ่านแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 50 หรือ ภ.ง.ด. 1 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) จากนั้นก็ออกเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น
    2. สำหรับ “ผู้ถือหุ้น” ที่ได้รับเงินปันผล
      • หากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องพิจารณาว่าจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินใจว่าจะเอาไปรวมคำนวน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเคลมภาษีดังต่อไปนี้ครับ

    การเคลมภาษีเงินปันผลคืออะไร

    การเคลมภาษีเงินปันผลหมายถึงการขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว หรือการใช้สิทธิเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีของบุคคลธรรมดาที่เลือกนำเงินปันผลมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น โดยสามารถขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วตามอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจริง

    ขั้นตอนการขอเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณเงินได้รวมทั้งหมด รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับ
    2. ใช้สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลตามหลักการ “Gross-up” ซึ่งจะคิดภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วกลับมาเป็นฐานรายได้ก่อนหักภาษี
    3. คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหักออก
    4. ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91) ภายในกำหนดเวลาเพื่อขอคืนภาษีหากมีภาษีที่ชำระเกิน

    ตัวอย่างการเคลมภาษีเงินปันผล

    นายสมชายได้รับเงินปันผลจากบริษัท A เป็นจำนวน 100,000 บาท โดยบริษัท A หักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% หรือ 10,000 บาท

    วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณฐานภาษีก่อนหักเครดิต (Gross-up) ฐานภาษีเงินปันผล=(เงินปันผลที่ได้รับ/90)∗100ฐานภาษีเงินปันผล = (เงินปันผลที่ได้รับ / 90) * 100 ฐานภาษี=(100,000/90)∗100=111,111บาทฐานภาษี = (100,000 / 90) * 100 = 111,111 บาท
    2. คำนวณภาษีที่ต้องชำระตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
      • สมมติว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายสมชายอยู่ที่ 20%
      • ภาษีที่ต้องชำระ = 111,111 * 20% = 22,222 บาท
    3. หักเครดิตภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว
      • ภาษีที่ต้องชำระสุทธิ = 22,222 – 11,111 = 11,111 บาท
    4. หากภาษีที่นายสมชายได้ชำระผ่านการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง นายสมชายสามารถขอคืนภาษีส่วนเกินได้
      • กรณีนี้ นายสมชายสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลไปหักลดภาษีที่ต้องเสีย หรือขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร

    ผลลัพธ์ของการเลือกวิธีเสียภาษี

    • หากเลือก นำเงินปันผลไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะสามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อลดภาระภาษีได้ แต่ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงขึ้นหากมีเงินได้อื่นมากอยู่แล้ว
    • หากเลือก ไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะเสียภาษีเพียง 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและอาจคุ้มกว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้รวมสูงและอยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่า 10%

    ดังนั้น คนที่มีรายได้สูงๆ และมีฐานภาษีเกิน 10% จึงไม่ควรเอาเงินปันผลไปรวมคำนวนเพื่อยื่นภาษี เพราะอาจทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น สู้ยอมให้หักไปเลย 10% จบตรงนั้นจะดีกว่า

    สรุปเรื่องปันผล และ ภาษี

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้จากเงินปันผล โดยมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษี 2 แบบ หากเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อาจสามารถขอเครดิตภาษีและขอคืนภาษีส่วนเกินได้(แต่ไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ)

    แถม เงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ BOI ต้องยื่นภาษีหรือไม่?

    สำหรับนักลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ สิทธิประโยชน์ BOI (Board of Investment) ควรเข้าใจว่าเงินปันผลที่ได้รับอาจมี ผลทางภาษีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของกำไรที่บริษัทใช้ในการจ่ายปันผล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก

    1. เงินปันผลจากกำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (BOI)

    หากบริษัทที่จ่ายเงินปันผล อยู่ในช่วงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก BOI กำไรที่เกิดขึ้นจากกิจการ BOI จะได้รับสิทธิ ไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้ก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย กล่าวคือ …

    ไม่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น ❌ ไม่ได้รับเครดิตภาษี เพราะกำไรนี้ไม่เคยถูกหักภาษี ณ แหล่งที่มา

    2. เงินปันผลจากกำไรที่ต้องเสียภาษี (นอก BOI)

    หากบริษัทมีรายได้จากกิจการที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้ BOI และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้จะต้องเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรนะครับ

    💡 ข้อควรระวัง:
    บางบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลจากทั้ง 2 แหล่ง (BOI และนอก BOI) ควรตรวจสอบ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าระบุประเภทเงินปันผลอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมนะครับ