ผู้เขียน: น้าแดง

  • ร้านอุปกรณ์กีฬา Decathlon ที่แจ้งเกิดได้ท่ามกลางแบรนด์ระดับโลก

    ร้านอุปกรณ์กีฬา Decathlon ที่แจ้งเกิดได้ท่ามกลางแบรนด์ระดับโลก

    เพื่อนๆเคยเข้าร้านขายอุปกรณ์กีฬาไหม เท่าที่จำความได้ ผมเริ่มเข้าที่ร้านตึกแถวใกล้บ้าน ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องเขียนที่มีตู้ส่วนหนึ่งขายอุปกรณ์กีฬา มีตั้งแต่ลูกฟุตบอล ไม้ปิงปอง ไม้แบด เสื้อกีฬา โดยแบรนด์ประจำแรกๆที่ซื้อก็จะเป็น Local brand เช่น FBT หรือ Grand Sport

    พอเวลาผ่านไป ก็เริ่มเข้าไปในห้างฯละ ซึ่งมันมีสินค้าหลากหลายให้เลือก และมีแบรนด์ระดับโลกให้เลือกซื้อมากมาย เช่น Nike Adidas Puma New Balance บลาๆ

    ต่อมาการซื้อหาก็เริ่มไปอยู่บน platform online ที่ซื้อได้ทุกแบรนด์ในโลก ซึ่งดูเหมือนว่าไอ่ร้านเครื่องกีฬานอกห้างฯ มันควรจะถูกปิดเกมส์ไปแล้ว…

    แต่ทว่าเรากลับเห็นร้าน Decathlon ที่ยืนอยู่ได้ ซึ่งด้วยความสงสัยเลยขอไปซักประวัติความเป็นมา และเรียนรู้กลยุทธ์ของเค้าสักหน่อย วันนี้มาเล่าให้ฟังฮะ

    เครดิตรูป Decathlon.co.th

    Decathlon ก่อตั้งในปี 1976 ที่เมืองลีล ประเทศฝรั่งเศส โดย Michel Leclercq และเพื่อน ๆ อีก 7 คนที่เป็นนักกีฬาที่มีหัวธุรกิจ พวกเค้าอยากปฏิวัติการขายอุปกรณ์กีฬา โดยจะมุ่งเน้นผลิตอุปกรณ์กีฬาที่ดีที่สุด ในราคาที่เข้าถึงได้

    ปัจจุบัน Decathlon เป็นหนึ่งในผู้ค้าปลีกอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีร้านค้ากว่า 1,751 สาขาทั่วโลก และมีรายได้รวมถึงพันล้านยูโรต่อปี

    ในปี 2022 Decathlon มีสาขาทั่วโลก 1,751 แห่ง โดยในฝรั่งเศสมี 325 สาขา และมียอดขายทั่วโลกมูลค่า 15,400 ล้านยูโร และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนในไทย Decathlon เข้ามาปี 1996 โดยเปิด Decathlon Outlet แรกที่บางนา ทาวเวอร์ เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโรงงาน NTF ต่อมาในปี 2015 Decathlon เปิดสาขาอย่างเป็นทางการในห้างโลตัส 5 สาขา ได้แก่ บางนา, พระราม 4, สุขาภิบาล 1 (ปัจจุบันคือ สาขานวมินทร์), รัตนาธิเบศร์ และหลักสี่

    การเข้ามาของ Decathlon ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคไทย เนื่องจากสินค้าที่มีคุณภาพ และราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ Decathlon สามารถขยายสาขาและเติบโตในตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง

    น่าเสียดาย Decathlon ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น เลยไม่มีพวกอัตราส่วนการเงินอย่าง P/E หรือ Market cap ให้เปรียบเทียบคนอื่น อย่างไรก็ตามถ้าไปเจาะในเว๊บของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะพบว่า

    Decathlon (Thailand) ในปี 2564 มีรายได้ 1,967 ล้านบาท ปี 2565 มีรายได้ 2,297 ล้านบาท และปี 2566 มีรายได้ 2,432 ล้านบาท โตทุกปี และล่าสุดโต +5.8% y-y และในปี 2565-66 เริ่มพลิกมีกำไรได้ที่ 102 ล้านบาท และ 31 ล้านบาท ตามลำดับ ไม่เลวเลยนะครับ

    6 กลยุทธ์ที่แตกต่าง

    1. การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Eco-Design)
      • Decathlon เน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุที่ลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ปัจจุบัน สินค้า 55% ถูกผลิตภายใต้แนวคิด Eco-Design และมีเป้าจะเพิ่มสัดส่วนนี้เป็น 100% ในอนาคต
    2. การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
      • Decathlon ใช้แนวทาง Circular Economy โดยลดการใช้ถุงพลาสติกและกระดาษ รวมถึงการออกแบบสินค้าให้นำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการรับซื้อคืนสินค้า (Buy Back) ที่ลูกค้าสามารถนำสินค้าที่ไม่ใช้แล้วมาขายคืนได้อีกด้วย เก๋มากๆ เพื่อให้ Decathlon นำไปปรับปรุง และจำหน่ายเป็นสินค้ามือสองในราคาย่อมเยา
    3. การขยายสาขาและการลงทุนในตลาดใหม่
      • Decathlon ขยายสาขาต่อเนื่องในหลายประเทศ อย่างในอินเดีย บริษัทลงทุนไป 100 ล้านยูโร เพื่อขยายสาขาเพิ่มขึ้นจาก 110 เป็น 190 สาขาภายในปี 2026 และเพิ่มการผลิตในประเทศจาก 68% เป็น 85%
    4. การปรับโครงสร้างแบรนด์ภายในให้กระชับ
      • เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ Decathlon ได้ปรับลดจำนวนแบรนด์ภายใน (House Brand) จาก 49 แบรนด์เหลือเพียง 12 แบรนด์ภายในปี 2024 การปรับลดนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านโลจิสติกส์และการผลิต และทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น
    5. การไม่ใช้ Influencer ในการโฆษณา
      • Decathlon เลือกที่จะไม่ใช้งบประมาณในการจ้างนักกีฬาหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซนเตอร์(ซึ่งราคาแพงมาก) แต่เน้นที่คุณภาพของสินค้า และการบอกต่อจากลูกค้า ซึ่งช่วยลดต้นทุนและทำให้สินค้ามีราคาที่เข้าถึงได้ ผมว่าอันนี้ลดต้นทุนได้เยอะมากๆ
    6. การให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้า
      • Decathlon เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองสินค้าในร้าน และมีนโยบายการคืนสินค้าภายใน 365 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจให้กับลูกค้า อันนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการซื้อซ้ำเรื่อยๆ

    กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยให้ Decathlon ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างดี และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดอุปกรณ์กีฬาทั่วโลกได้ ขณะที่ตลาด online เค้าก็ไม่ได้ทิ้งนะ เพราะมันเป็น trend ใหญ่ของโลกที่ยากจะมองข้าม แม้สินค้าจะดีมีคุณภาพสูงอย่างไร

    ใครอยากลองดูสินค้าเค้าก็ลองไปดูนะ ตอนนี้มีโปร ซื้อครบ 1,500 บาท ส่งฟรีทั่วไทย ซะด้วย

    ดูสินค้าจัดโปรโมชั่น

  • 50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    เวลาออมเงิน บางทีเราก็ออมเงินแบบตามความรู้สึกว่าต้องออม แต่ว่าถ้าใครอยากทำแบบมีวินัยและยั่งยืน วันนี้ผมมีสูตรยอดฮิตอันนึงมาเล่าให้ฟังครับ สูตรนี้คือ 50/30/20 ครับ

    สูตรนี้เป็นแนวคิดที่ถูกพัฒนาโดย Elizabeth Warren และลูกสาว Amelia Warren Tyagi ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือชื่อ “All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan” ที่ตีพิมพ์ในปี 2005

    โดยเป้าหมายหลักของสูตรนี้คือช่วยให้ผู้คนบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสมดุลระหว่างการใช้จ่ายและการออม แถมยังแบ่งเงินไว้สำหรับมอบความสุขให้กับเราด้วย ซึ่งความ Balance นี้ ก็น่าจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนนะครับ

    วิธีทำ

    หลักคิดคือการแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

    50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหารและของใช้จำเป็น ค่าบริการสาธารณูปโภค ค่าประกันสุขภาพ หรือหนี้สินที่จำเป็น

    30% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ (desier) เช่น กินอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยวและความบันเทิง ซื้อของฟุ่มเฟือย ค่าสมาชิก Netflix หรือ Spotify และงานอดิเรกที่ทำให้เรามีความสุข

    20% เป็นการออมและการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น เงินออมฉุกเฉิน การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง และการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว

    แล้วปี 2025 นี้ยังใช้ได้ไหม?

    ด้วยสิ่งที่เปลี่ยนๆไปในปี 2025 ผมคิดว่าแนวคิดนี้อาจต้องได้รับการปรับเปลี่ยนบ้างนะ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ 50% แรกอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น

    ขณะที่รายได้ที่ไม่แน่นอนมากขึ้นจากการที่คนรุ่นใหม่หันไปทำฟรีแลนซ์ หรือทำงานแบบไม่ประจำมากขึ้น ส่งผลให้ผมคิดว่าต้องมีเงินออมมากขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ในระดับต่ำมากๆๆๆๆ การออมเพียง 20% เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอนะ ควรเพิ่มเด้อ

    ดังนั้น ถ้าภาระมันเยอะอาจต้องเริ่มต้นที่ 60/20/20 ไปก่อน ขณะที่ใครยังคุมค่าใช้จ่ายได้ดีแล้ว การดันไปหา 40/30/30 เพื่อเพิ่มการลงทุนให้เงินงอกเงยเร็วขึ้นเอาชนะเงินเฟ้อก็ควรทำนะ

    ตัวอย่างการใช้งานจริง

    ตัวอย่างที่ 1 : พนักงานประจำที่มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน สามารถแบ่งใช้จ่ายได้ดังนี้

    50% หรือ 25,000 บาท ใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า 10,000 บาท ค่าอาหาร 5,000 บาท ค่าผ่อนรถ 8,000 บาท และค่าสาธารณูปโภค 2,000 บาท

    30% หรือ 15,000 บาท ใช้กับสิ่งที่ต้องการ เช่น กินข้าวนอกบ้าน 5,000 บาท เที่ยวและช้อปปิ้ง 7,000 บาท ค่าสมาชิก Netflix และ Spotify 1,000 บาท

    20% หรือ 10,000 บาท ใช้สำหรับการออมและลงทุน เช่น ฝากเงิน 5,000 บาท ลงทุนในหุ้น/กองทุน 3,000 บาท และจ่ายหนี้บัตรเครดิต 2,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 2 : คนทำฟรีแลนซ์ที่มีรายได้เฉลี่ย 40,000 บาทต่อเดือน อาจต้องปรับสูตรให้เหมาะสม เช่น 40% หรือ 16,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับการออมและสำรองเผื่อรายได้ลดลง

    คุณเหมาะกับสูตรนี้ไหม?

    สูตรนี้เหมาะกับคนที่ต้องการบริหารเงินแบบง่ายๆ และเป็นระบบ ผู้ที่เริ่มต้นวางแผนการเงิน และคนที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง เช่น พนักงานเงินเดือน

    อย่างไรก็ตามสูตรนี้ อาจไม่เหมาะกับคนที่มีภาระหนี้สูงๆ ซึ่งข้อแนะนำแรกสำหรับคนกลุ่มนี้จากผมก็คือ จงไปรีบเคลียร์หนี้ให้เร็วที่สุดก่อนนะครับ ยิ่งเราลดภาระหนี้ได้เร็ว เราก็จะเข้าสู่สูตรนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    ไว้วันหลังจะมาสอนสูตรในการปลดภาระหนี้อย่างเร็วๆให้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

  • สรุป Copayment ประกันภัย เงื่อนไข และ ผลกระทบ

    สรุป Copayment ประกันภัย เงื่อนไข และ ผลกระทบ

    ในปีนี้ ธุรกิจประกันภัยของไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยการนำระบบ “copayment” หรือการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาใช้ ระบบนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ทำประกัน โรงพยาบาลที่ให้บริการ และบริษัทประกันที่ต้องบริหารความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรตระหนักนะ

    ระบบ copayment มีกำหนดเริ่มใช้ในวันที่ 20 มีนาคม 2568 โดยจะมีผลบังคับใช้กับกรมธรรม์ใหม่ที่ออกตั้งแต่วันที่กำหนดเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ประกันภัยกลุ่ม และ กรมธรรม์ฉบับเดิมที่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาคุ้มครองจะไม่ได้รับผลกระทบจนกว่าจะมีการต่ออายุหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใหม่ โดยบริษัทประกันจะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ล่วงหน้า และอาจมีทางเลือกให้ผู้ถือกรมธรรม์สามารถปรับแผนประกันให้เหมาะสมกับความต้องการของตน

    ล่าสุด สมาคมประกันชีวิตไทยได้กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับการร่วมจ่ายในกรมธรรม์ที่ต่ออายุ โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่

    • หากผู้เอาประกันมีการเคลมโรคทั่วไปเกิน 3 ครั้งต่อปี และมีอัตราการเคลมเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัยสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาในปีถัดไป
    • ในกรณีที่อัตราการเคลมสูงกว่า 400% ของเบี้ยประกันสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาสำหรับโรคทั่วไป
    • แต่หากเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ ผู้เอาประกันจะต้องร่วมจ่าย 50% ของค่ารักษาในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม หากในปีต่อไปการเคลมลดลงจนไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ระบบ copayment ก็จะถูกยกเลิก และกรมธรรม์จะกลับสู่สถานะปกติ

    จะเห็นว่าระบบ copayment จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนจากการรักษาพยาบาล แทนที่จะให้บริษัทประกันรับผิดชอบทั้งหมด

    ข้อดีที่สำคัญคือ ช่วยลดภาระของบริษัทประกัน ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น และส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการทางการแพทย์มีความรับผิดชอบในการใช้บริการมากขึ้น ลดปัญหาการใช้สิทธิ์เกินความจำเป็น รวมถึงเป็นการป้องปรามสถานพยาบาลที่ชาร์จราคา และจ่ายยาเกินควรเกินจำเป็น

    ผมเคยไป รพ.นึง ถ้าจ่ายด้วยประกัน 100 บาท แต่ถ้าจ่ายเองฝ่ายบัญชีบอก 50 บาท ก็พอ??

    มีอีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ Mediacal Inflation ของไทยสูงถึง 14.3% ต่อปี นั่นแปลว่า ค่ายาค่าหมอเพิ่มขึ้นแรงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป 10 เท่าต่อปี copayment จึงจะเข้ามาแก้ปัญหานี้

    เรื่องของภาษี นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ทำประกันสุขภาพ OPD ยังสามารถใช้เบี้ยประกันเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ตามที่กรมสรรพากรกำหนด

    โดยสามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

    ทำให้ประกันสุขภาพกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้

    ตัวอย่างกรณีที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ระบบ copayment เช่น หากผู้ทำประกัน OPD ต้องการเข้ารับการรักษาอาการไข้หวัดในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาท และเงื่อนไข copayment กำหนดให้ผู้ป่วยต้องจ่ายเอง 20% หมายความว่าผู้ป่วยต้องจ่ายเอง 400 บาท และบริษัทประกันจะรับผิดชอบส่วนที่เหลืออีก 1,600 บาท การใช้ระบบนี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายและป้องกันการใช้สิทธิ์โดยไม่จำเป็น

    อย่างไรก็ตาม ระบบ copayment อาจเป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาเป็นประจำ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลอาจต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการจัดการระบบเรียกเก็บเงินและการรับมือกับความไม่พอใจของผู้ป่วยที่ไม่คุ้นเคยกับระบบใหม่นี้ ส่วนบริษัทประกันภัยเองก็ต้องปรับปรุงระบบบริหารจัดการ และสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้าเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

    ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าระบบนี้เป็นเรื่องที่ดีต่อภาพรวมเพราะ

    • น่าจะทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างบริษัทประกันมากขึ้นในแง่ของการให้ส่วนลดแข่งกัน
    • เบี้ยประกันสุขภาพรายปีควรจะลดลง เนื่องจากผู้บริโภคยอมจ่ายบางส่วนให้ ซึ่งจะทำให้จำนวนกรมธรรม์รองรับ OPD ควรจะมากขึ้น
    • การกำหนดราคาสูงเกินจริงของ รพ. ควรจะลดลง แม้ว่าอัตรากำไรมีแนวโน้มจะลดลง แต่อาจแลกมาด้วย volume การใช้บริการที่มากขึ้น (แต่ประเด็นหมอทำงานหนักขึ้น ก็ต้องไปเคลียร์กันเองนะ)
    • ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น เบี้ยควรถูกลง และราคาบริการการแพทย์ควรสมเหตุสมผลขึ้น

    แต่ที่แน่ๆในแง่ valuation ของกลุ่ม รพ. อาจต้อง derate ลงก่อนในช่วงแรกๆ เมื่อก่อนซื้อขาย P/E 25-35x อาจต้องถอยมา 15-25 เท่า มากน้อยแล้วแต่ว่า รพ.ใด พึ่งพิงลูกค้าประกันมาน้อยอย่างไรน่ะครับ

    เรื่องอุตสาหกรรมประกันสุขภาพ ปัจจุบัน คนไทยให้ความสำคัญกับประกันสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแบบ OPD ในโรงพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้นถึง 62.1% ในช่วงปี 2013–2020 และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    ขณะที่สัญญาเพิ่มเติมของประกันสุขภาพก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เบี้ยประกันภัยรับรวมของสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพอยู่ที่ 51,450 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 14.3% y-y แสดงให้เห็นถึงความตระหนักของประชาชนต่อความสำคัญของการมีหลักประกันด้านสุขภาพ

    ใครยังไม่มีประกันสุขภาพ แนะนำว่า รีบทำก่อน 20 มีนาคม นะครับ ของ FWD เจ้านี้ก็ไม่เลวนะ เดี๋ยวนี้มีสำหรับสายกีฬาด้วย เก๋มากๆ ลองไปส่องดูได้ ที่นี่

  • ทำไม OKJ  ถึงปรับตัวลงแรงติด floor -30% วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    ทำไม OKJ ถึงปรับตัวลงแรงติด floor -30% วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    (1.) OKJ รายงานกำไรสุทธิงวดปี 2024 ที่ 202 ลบ. +43% y-y มันก็ดูดี สาขาเพิ่มจาก 33 เป็น 41 สาขา อัตรากำไรขั้นต้น 44.5% พอๆปีก่อน 45.2% ภาพใหญ่ดูดีมีการโต แต่ในโลกลงทุนตลาดจะ monitor งบไตรมาสด้วย ซึ่งความสำคัญคือ เพื่อดูว่า ไตรมาสที่ออกมานี้ มันสนับสนุนภาพใหญ่หรือเปล่า ซึ่งและ crack งบไตรมาส 4Q24 ออกมาดูก็พบว่า มันไม่ได้ดีเท่ากับความคาดหวัง 👉 งบปีเอาไว้มองภาพใหญ่ งบไตรมาสเอาไว้ recheck ว่าแผนใหญ่ยังเดินไปทางนั้นไหม

    (2.) งบ 4Q24 กำไรสุทธิ 39 ลบ. หดแรง -35% q-q และแน่นอน มันยังโต +7% y-y เพราะมีขยายสาขา แต่ประเด็นคืออัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 43.9% จาก 44.7% ในปีก่อน และ 45.2% ในไตรมาส 3 ซึ่งในโลกธุรกิจ การหายไประดับ 1% ก็ต้องตระหนัก และยิ่งไปดูบรรทัดสุดท้าย อัตรากำไรสุทธิ เหลือเพียงแค่ 5.6% จาก 7.4% ปีก่อน และ 6.8% ในไตรมาส 3 ส่งสัญญาณที่ไม่น่าไว้ใจ 👉 อัตรากำไรขั้นต้นที่หายไปรายไตรมาส เป็นสิ่งที่ต้องตระหนัก

    (3.) ความคาดหวังอย่างมากก่อนหน้าคือเครื่องดื่ม Oh Juice! ซึ่งเป็นน้ำผักผลไม้ราคาแพง เปิดตัวในไตรมาส 3 ซึ่งมีอัตรากำไรสูงมาก นลท.หวังว่าการเริ่มรับรู้รายได้เต็มไตรมาส 4 มันจะยิ่งทำให้อัตรากำไร 4Q24 ควรจะสวยมาก แต่มันให้ภาพตรงข้าม ซึ่งใน MD&A อธิบายว่าไตรมาสนี้เจอ ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าพนักงาน บั่นทอนกำไรออกไป ขณะที่การเปิดตัวสินค้าใหม่ในพื้นที่ใหม่อย่างอีสาน การออกแบรนด์ใหม่(Oh Juice!) มันต้องใช้ค่า start-up การตลาดที่สูงอยู่ MD&D ระบุว่ามีการใช้ Brand Admirer ด้วย ตัวเลข ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายเลยพุ่งจาก 34.6% ปีก่อน เป็น 37.1% ในปีนี้ 👉 เวลาเปิดตัวอะไรใหม่ อย่าเพิ่งไปมองโลกสวยถึงผลที่จะได้ แต่ให้มองต้นทุนในช่วงแรกๆด้วย

    (4.) ยอดขายต่อสาขาเดิม SSSG ที่ 4Q24 พลิกเป็น -1.8% แม้ยอดรวมทั้งปี +7.7% ทำให้เกิดภาพหลอน เพราะธุรกิจอาหารสิ่งสำคัญคือ การซื้อซ้ำกินซ้ำ เพื่อประคองยอดขายสาขานั้นๆ ยิ่งคนกินซ้ำ และ มีคนมากินเพิ่ม(ด้วยความชอบ หรือ ด้วยการมีสินค้าใหม่ให้ลอง) จะทำให้ SSSG นี่เป็น + ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่ง นลท.สถาบันเค้าจะดูกันมาก การเห็น SSSG ใน 4Q24 เป็น ลบ ทำให้เกิดความกังวลว่า คนหายเห่อหรือเปล่า? หรือ ศก.มันอาจแย่มากๆจนกินไม่ไหว ซึ่ง คหสต.นะ ผมว่าเค้าตั้งราคาแรงไปหน่อย GPM ระดับ 45+/-% ถ้ากดลงราคาลงมานิดให้คนเข้าถึงง่ายหน่อยน่าจะดี เพราะอาหารเพื่อสุขภาพใครๆก็ชอบ แต่ถ้ามันแพงไป ก็นานๆค่อยเจอกันที แต่ถ้าราคาลงมาให้เข้าถึงง่าย ร้านก็อาจได้ขายทำรอบต่อวันได้มากขึ้น เผลอๆ GPM แทบจะไม่ลด แต่ได้ NPM พุ่งๆก็ได้ แถมการขยายสาขาก็ง่ายด้วย คิดดูว่าอาหารแพงๆ มันจะไปจำกัดการขยายสาขาในต่างจังหวัดนะ เหมือนกับที่ After You เจออยู่ การวาง position ของสินค้าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ไม่มีใครรู้ว่าถูกผิดต้องใช้เวลาพิสูจน์ 👉 ตัวเลข SSSG สำคัญมาก เพราะมันบอกแทบจะทุกอย่างของธุรกิจบริการ ที่ต้องการการซื้อซ้ำ ซื้อเพิ่ม เมื่อไหร่ ไม่ซื้อซ้ำ ไม่ซื้อเพิ่ม เป็นสิ่งที่ต้องระวัง

    (5.) จากความคาดหวังที่สูงมาก ว่าจะโตดี โตปัง มาร์จิ้นขยาย แต่พองบไตรมาส ทำให้เอ๊ะว่า มันไม่ง่ายขนาดนั้น ความคาดหวังที่สูงจนดัน P/E25E พุ่งไปไกล 26.5x ขณะที่เพื่อนๆร้านอาหารอยู่ 17.0x (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 55%) ทำให้มีแนวโน้มที่ นวค.ต้องปรับประมาณการกำไรลง และแน่นอนว่า Valuation P/E ที่เคยสูงมาก ก็จะถูกลดทอนลงด้วยเพราะมันไม่ได้สวยงามขนาดทุ่งลาเวนเดอร์ 👉 เมื่ออะไรมันไม่สวยตามคาด P/E จะต้อง derate ลงมาหาระดับที่สมเหตุสมควร

    (6.) ฉากถัดไป ผบห.ก็ต้องมาอธิบายถึงไส้ในที่แย่กว่าคาด และแนวทางในการพามันกลับมาอยู่ในร่องในรอยของความคาดหวังก่อนหน้า นลท. ควรเฝ้าติดตามให้ดีนะครับ แต่ใจเย็นๆ หันมาดูศักยภาพของเค้า ผมก็ยังดีนะ แค่มัน missed จากที่ตลาดเคยคิด เพื่อนๆอาจใช้ floor P/E 17.0 + x เท่า ที่เพื่อนเชื่อก็ได้ว่า OKJ ยังควรมี premium จากกลุ่มเท่าไหร่ เป็นจุดรับของการลงทุนระยะยาวรอบถัดไปก็ได้ครับ รอบนี้ถือว่าได้เรียนรู้กันไป 👉 ความคาดหวังสูง เวลาผิดคาด จะโดนลงโทษแรงมาก และหุ้นจะวิ่งหาจุดที่ตลาดเชื่อว่าเหมาะสมกับความเป็นจริง ดังนั้นไม่ต้องรีบหวดก็ได้ รอแรงขายหมด ก็อาจบอกว่าตรงนั้นแหล่ะ

    คิดเห็นอย่างไร แลกเปลี่ยนไอเดียกันครับ 😊

    สมัครดูกราฟ Trading View ฟรี กดที่นี่

  • ดาบวิเศษ Executive Order ของ ทรัมป์

    ดาบวิเศษ Executive Order ของ ทรัมป์

    เราจะได้ยินตามหน้าข่าวที่ ปธน.ทรัมป์ ใช้คำสั่งบริหาร หรือ Executive Order ทันทีหลังการเข้ารับตำแหน่งที่ผ่านมา ซึ่งเราอาจงงๆว่ามันใช่มติ ครม.ไหม หรือว่า มันไม่ต้องสภาเหรอ? วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่องนี้กันครับ เพราะคิดว่าตลอด 4 ปีข้างหน้านี้ โลกเราคงเจอคำนี้อีกหลายครั้ง

    คำสั่งบริหาร (Executive Order) เป็นคำสั่งที่ออกโดยประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อจัดการการดำเนินงานของรัฐบาลกลาง ซึ่งคำสั่งเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้คล้ายกฎหมาย และโดยปกติจะถูกใช้เพื่อสั่งการหน่วยงานของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามกฎหมาย หรือนโยบายที่รัฐสภากำหนด

    คำสั่งบริหารนั้น ได้อำนาจมาจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และกฎหมายที่รัฐสภาผ่าน ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เพื่อ

    • กำหนดแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่
    • สั่งให้หน่วยงานของรัฐดำเนินงานในลักษณะเฉพาะ
    • รับมือกับเหตุฉุกเฉินหรือประเด็นเร่งด่วน

    อย่างไรก็ตาม คำสั่งบริหารก็มีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถออกกฎหมายใหม่ หรือจัดสรรงบประมาณโดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา, ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่มีอยู่ และเป็นคำสั่งที่สามารถถูกตรวจสอบได้โดยศาล และถูกยกเลิกได้หากขัดต่อกฎหมาย

    คำสั่งบริหาร ที่พบเห็นกันบ่อยๆ เช่น

    • ความมั่นคงแห่งชาติ เช่น การจัดตั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง
    • นโยบายเศรษฐกิจ เช่น การกำหนดภาษีนำเข้า หรือการคว่ำบาตรประเทศอื่น
    • สิทธิพลเมือง เช่น การออกคำสั่งยกเลิกการแบ่งแยกเชื้อชาติในกองทัพ
    • สาธารณสุข เช่น การกำหนดมาตรการกักกันโรคระบาด

    และนี่คือตัวอย่างคำสั่งบริหารล่าสุดของทรัมป์หลังการสาบานตนเมื่อ 20 มกราคม ที่ผ่านมาครับ

    1. การกำหนดภาษีนำเข้า (เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2025) โดยทรัมป์ออกคำสั่งบริหารกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากแคนาดา เม็กซิโก เป็น 25% และจีน 10%
    2. นิยามเพศในนโยบายของรัฐบาลกลาง (เมื่อ 20 มกราคม 2025) กำหนดให้ใช้คำว่า “เพศ” (sex) ตามลักษณะทางชีวภาพตั้งแต่เกิด แทนที่คำว่า “อัตลักษณ์ทางเพศ” (gender) และสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลาง ยกเลิกเอกสารและโครงการที่ส่งเสริมอุดมการณ์ทางเพศ รวมถึงยกเลิกนโยบายที่อนุญาตให้ประชาชนเลือกเพศในหนังสือเดินทางและวีซ่าเอง

    งานนี้เชื่อว่า คงมีอะไรมาให้พวกเราได้ตื่นเต้นเรื่อยๆครับ เตรียมตัวให้ดี….

  • ทำไงให้กู้บ้านผ่าน? ตอนเจอโปรโมชั่นถูกใจ

    ทำไงให้กู้บ้านผ่าน? ตอนเจอโปรโมชั่นถูกใจ

    ปัจจุบัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับปริมาณสต็อกคอนโดมิเนียม และบ้านที่สร้างเสร็จแต่ยังรอการขายจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ซึ่งตอนนี้มีสต็อกสะสมราว 230,000 หน่วย โดยพื้นที่ที่มีคอนโดมิเนียมรอการขายสูงสุด ได้แก่ เมืองสมุทรปราการ บางนา และนนทบุรี คิดเป็น 26.1% ของสต็อกคอนโดมิเนียมทั้งหมดในเขตนี้

    สถานการณ์นี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีเงินสดในมือสามารถเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในทำเลดีได้ในราคาที่น่าสนใจ!!

    ขณะที่การเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม มีข้อดีหลายอย่างเมื่อเทียบกับการเช่า เช่น การสร้างสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจากสถิติแล้วพบว่า ราคาที่ดินใน กทม. จะปรับตัวขึ้น 3-6% ต่อปี ซึ่งแม้จะดูไม่มาก แต่รู้ไหมว่าก่อน COVID-19 แพร่ระบาดนั้น ในภาวะปกติราคาที่ดินจะปรับตัวขึ้น 14.8% ต่อปี

    นอกจากนั้น การเป็นเจ้าของบ้าน หรือคอนโดฯ ก็จะมีอิสระในการปรับปรุงหรือตกแต่งตามความต้องการ และยังไม่ต้องกังวลเรื่องการย้ายที่อยู่เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดอีกด้วย

    ใครที่มีเงินสดพร้อม ไม่ได้มีภาระหนี้มากเกินไป ก็น่าจะขออนุมัติสินเชื่อจากธนาคารฉลุย ส่วนใครที่ยังไม่แน่ใจจะกู้ผ่านหรือไม่ แนะลองเอาสูตรที่ธนาคารใช้เอาไประเมินเบื้องต้นดูนะ จะได้ประเมินกำลังได้ถูก หรือเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการประเมินจริงครับ

    1. อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt-to-Income Ratio: DTI)

    • หนี้ทั้งหมดไม่ควรเกิน 40-50% ของรายได้ต่อเดือน
    • ค่างวดผ่อนบ้านควรอยู่ที่ไม่เกิน 30-40% ของรายได้ต่อเดือน
    • เช่น ถ้าคุณมีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน ควรผ่อนบ้านไม่เกิน 15,000-20,000 บาท ต่อเดือน

    2. คำนวณจากวงเงินกู้

    • ธนาคารมักให้กู้ได้ประมาณ 40-50 เท่าของรายได้ต่อเดือน
    • เช่น ถ้ามีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน วงเงินกู้ที่เป็นไปได้คือ 2-2.5 ล้านบาท

    3. เงินดาวน์ที่ควรเตรียม

    • ควรมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10-20% ของราคาบ้าน
    • เช่น หากบ้านราคา 3 ล้านบาท ควรเตรียมเงินดาวน์ 300,000-600,000 บาท

    4. ระยะเวลาการกู้

    • ระยะเวลาผ่อนที่นิยมคือ 20-30 ปี เพื่อให้ค่างวดไม่สูงเกินไป
    • โดยปกติ ถ้ากู้ระยะยาวขึ้น ค่างวดต่อเดือนจะลดลง แต่ดอกเบี้ยที่จ่ายรวมจะมากขึ้น

    5. ลองใช้สูตรคำนวณค่างวดเบื้องต้นว่าไหวไหม?

    • คำนวณแบบง่าย:
    • ตัวอย่าง: กู้ 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6% ต่อปี ระยะเวลา 30 ปี จะมีค่างวดประมาณ 18,000 บาท/เดือน เป็นต้น

    💡 สรุปแนวทางปลอดภัยในการขอเงินกู้ไว้ประมาณนี้นะ

    ✅ ผ่อนบ้าน ไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้
    ✅ หนี้สินรวมทั้งหมดทุกอย่าง (บัตรเครดิต การศึกษา รถยนต์ บ้าน) ผ่อนไม่ควรเกิน 50% ของรายได้
    ✅ เตรียมเงินดาวน์ไว้อย่างน้อย 10-20%
    ✅ เช็คอัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาการผ่อนที่เหมาะสมที่สอดคล้องกับอายุงานของเรานะ

    ตอนนี้มีโปรฯน่าสนใจอยู่อันนึงเป็นของกลุ่ม อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่ได้เปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษ “I SAY YES” ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2568 เพื่อสนับสนุนผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม และบ้านคุณภาพในทำเลศักยภาพ โดยโปรโมชั่นนี้ประกอบด้วย

    • ส่วนลดสูงสุดถึง 4,000,000 บาท
    • ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 10 ปี (อันนี้ดีมาก ใครมีบ้านจะรู้ว่าค่าส่วนกลางเป็นภาระไม่ใช่น้อยนะ)
    • บัตรกำนัลทองคำจากห้างทองอโรร่ามูลค่าสูงสุด 450,000 บาท

    จะเห็นว่าส่วนลดนี่น่าสนใจมาก ซึ่งถือได้ว่าตอนนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อที่มีศักยภาพอย่างแท้จริงนะครับ ใครสนใจรีบเข้าไปดู ผมว่าไม่แพง จับต้องได้ แถมส่วนลดนี่สุดๆไปเลย ดูโปรฯอนันดาที่นี่