ผู้เขียน: น้าแดง

  • สรุปหุ้นสหรัฐ 14 มีนาคม 2025 + Deep valuation idea

    สรุปหุ้นสหรัฐ 14 มีนาคม 2025 + Deep valuation idea

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เด้งแรง +2.1% หลังจากร่วงต่อเนื่องหลายวัน แม้ Michigan Consumer Sentiment จะต่ำคาด ต่ำกว่าเดือน ก.พ. ก็ตาม แต่ความคืบหน้าที่พรรคเดโมแครตมีท่าทีสนับสนุนร่างกฎหมายงบประมาณของพรรครีพับลิกัน ทำให้ความเสี่ยง Government shutdown ลดลง (มีทุกปี รอดทุกปี ฮา..) ซึ่งตลาดเลือกกินข่าวนี้มากกว่า

    เลยเป็นจังหวะหุ้นกลุ่มเทคฯได้เด้งกันบ้างถ้วนหน้า NVDA +5% หรือ TSLA +4% แต่ยังต่ำกว่าปีก่อน 50% แต่ที่เด้งมันส์สุดเป็นพวก Quantum computer อย่าง RGTI บินเป็นนกกัน +28% IONQ +17%

    จุดที่น่าดูคือ “ทองคำ” ที่พุ่งทะลุไปสูดอากาศ $3,000 แล้วย่อลงมา ตอนนี้ทองคำทำหน้าที่เป็น safehaven เต็มรูปแบบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สินทรัพย์ปลอดภัย (ทอง พันธบัตร) จึงเป็นที่ต้องการมากกว่าสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น growth)

    หันมาดูหุ้นไทยเพื่อนๆจะเห็นว่าหุ้น Deep valuation และมี Dividend yield สูงๆ (ประพฤติตัวเหมือน bond) เริ่มลงยากแล้ว ใครเงินเย็นทยอยเก็บได้สบายใจ

    วิธีดู Deep valuation ก็คือ การเทียบกับในอดีตด้วย valuation ratio ต่างๆ เช่น P/E หรือ P/BV เป็นต้น หรือแม้กระทั่งเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มก็ได้เช่นกัน ยิ่งเราใช้ข้อมูลในอดีตยาวนานมากเท่าไหร่ 5 ปี 10 ปี หรือ ตั้งแต่ IPO บลาๆ จุดเปรียบเทียบเราจะหนักแน่นมากขึ้น เราจะตัดสินใจได้ดีครับ แต่จุดอ่อนคือ เราต้องเข้าใจธุรกิจ/อุตสาหกรรมด้วยนะว่า ในช่วง period นั้นๆ มันมี change อะไรแรงๆหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไร แต่ราคาหุ้นทรุดตัวลงมา นั่นแหล่ะโอกาสครับ

    สรุป ตอนนี้ยังเป็นช่วงที่ฟันด์โฟลว์กำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ trade war และ การตอบโต้ล่าสุดของคู่ต่างๆ ส่วนการ relocation มาไทย หรือไม่ ก็ต้องแข่งกันด้วยความเก่งระหว่างเศรษฐกิจแต่ละประเทศครับ ใจเย็นๆนะครับ

  • [อย่าบอกหัวหน้า] สงกรานต์นี้หยุดได้ 11 วัน!! มีกิจกรรมเที่ยวต่างประเทศที่ไหนน่าไป?

    [อย่าบอกหัวหน้า] สงกรานต์นี้หยุดได้ 11 วัน!! มีกิจกรรมเที่ยวต่างประเทศที่ไหนน่าไป?

    ทุกๆ เดือนเมษายน คนไทยจะมีวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ และปีนี้ 2568 หากเพื่อนๆลางาน 4 วัน คือ วันที่ 8-9-10-11 เราจะมีวันหยุดยาวรวมเสาร์อาทิตย์ถึง 11 วัน คือ 5-15 เมษายน เลยทีเดียว

    หลายคนเลือกพักผ่อนอยู่บ้าน บางคนออกไปสาดน้ำ แต่ถ้าใครอยากใช้โอกาสนี้ออกไปเปิดโลก ผมหาลิสต์เทศกาล และกิจกรรมสุดน่าสนใจจากทั่วโลกที่น่าสนใจมาชวนวางแผนเที่ยวกัน!

    1. Coachella – เทศกาลดนตรีที่ใครๆก็ฝันจะไปเยือน

    📍 สถานที่: อินดิโอ, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา
    📅 วันที่: 11-13 เมษายน 2025 (สัปดาห์แรก) และ 18-20 เมษายน (สัปดาห์ที่สอง)
    🎤 ศิลปินที่คาดจะเข้าร่วม: Post Malone, Lady Gaga, Green Day, Travis Scott และที่คนไทยคุ้นเคย เค้าก็ลุ้นกันว่าจะเป็น NewJeans, LISA, Jennie, ENHYPEN, XG หรือ SEVENTEEN ก็ได้ลุ้น เช็ค line-up ที่จะแสดงได้ที่นี่

    ทำไมต้อง Coachella

    Coachella คือเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเหมือน “งาน Met Gala ของวงการดนตรี”! ศิลปินระดับโลกมารวมตัวกันเพื่อแสดงโชว์สุดอลังการ

    นอกจากนั้นยังเป็นที่รวมตัวของแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก เสื้อผ้าแนวโบฮีเมียน, ลุค Y2K และเครื่องประดับสุดแนวที่เห็นได้ในงานนี้ ก็จะกลายเป็นเทรนด์ที่ฮิตไปทั้งปี! สักครั้งในชีวิต ก็น่าสนใจนะถ้ายังเต้นไหว (ฮา)

    มี 2 ทางเลือก ถ้าไม่อยากทรมานนอนเต็นท์ ตัวเลือกที่พักยอดนิยมคือ Palm Springs ซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่จัดงาน 30-40 นาที ที่นี่มีโรงแรมและรีสอร์ทหรูมากมาย บรรยากาศฮิป ร้านอาหารและบาร์เพียบ ทำให้เป็นตัวเลือกยอดฮิตสำหรับคนที่อยากสนุกกับเทศกาลและยังมีความสะดวกสบาย จองโรงแรมที่ Palm Spings ราคาพิเศษ

    แต่ถ้าอยากอยู่ใกล้งานสุดๆตื่นมาก็เข้างานเลยก็ที่ Indio เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะอยู่ห่างจากสถานที่จัดงานเพียง 10-15 นาที เดินทางสะดวก แต่ราคาที่พักค่อนข้างสูงนะ และมันเต็มเร็วมากลองไปหาดูละกัน จองโรงแรมที่ Indio

    อีกตัวเลือกหนึ่งคือ La Quinta ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 15-20 นาที จุดเด่นของที่นี่คือรีสอร์ทหรูและบรรยากาศที่เงียบสงบกว่าพื้นที่อื่น จองโรงแรมที่ La Quinta

    ขอบคุณภาพจาก TheQueenBuzz.com

    2. Hanami Festival – เทศกาลชมซากุระที่ญี่ปุ่น

    📍 สถานที่: โตเกียว, เกียวโต, โอซาก้า
    📅 วันที่: ตลอดเดือนเมษายน
    🌸จุดเด่น: นั่งปิกนิกใต้ต้นซากุระ พร้อมกินขนมญี่ปุ่นสุดอร่อย

    เทศกาลฮานามิ โรแมนติก

    ฮานามิ หรือเทศกาลชมดอกซากุระ เป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีมายาวนานกว่า 1,000 ปีแล้ว ในช่วงนี้ชาวญี่ปุ่นจะพาครอบครัวและเพื่อน ๆ ไปนั่งปิกนิกใต้ต้นซากุระ กินข้าว ดื่มสาเก และเพลิดเพลินกับความงามของธรรมชาติ ใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติก ห้ามพลาด!

    ผมเคยไปนั่งๆดูซากุระร่วงหล่นที่แม่น้ำ มันก็เพลินดีนะ หมุนติ้วๆดี ส่วนโรงแรมยอดฮิตที่เดินทางง่ายและอยู่ใกล้แหล่งดูซากุระทั้ง 3 จังหวัด ก็ตามด้านล่างครับ

    ส่วนพยากรณ์ล่าสุด โอซาก้า (บานเต็มที่ 7 เม.ย.) กับ เกียวโต (6 เม.ย.) น่าจะชนกับช่วงสงกรานต์ปีนี้ที่สุดนะครับ ลองวางแผนดูนะ

    ขอบคุณภาพจาก japanshoreexcursions.com

    โรงแรมยอดนิยมดูซากุระที่ โอซาก้า เช่น Imperial Hotel Osaka จะอยู่ริมแม่น้ำโอกาวะ ใกล้โรงกษาปณ์ จุดชมซากุระระดับตำนาน อีกที่ฮิตคือ Hotel New Otani Osaka อยู่ใกล้สวนปราสาทโอซาก้า วิวซากุระ+ปราสาทจากห้องพัก ค้นหาโรงแรมไม่แพงในโอซาก้า

    โรงแรมยอดนิยมดูซากุระที่ โตเกียว ก็เช่น Shinjuku Granbell Hotel ใกล้สวนชินจูกุเกียวเอ็น จุดชมซากุระยอดฮิตที่คนญี่ปุ่นไปกัน Palace Hotel Tokyo ใกล้พระราชวังอิมพีเรียล สามารถเดินไปชมซากุระที่ Chidorigafuchi ได้ ค้นหาโรงแรมไม่แพงในโตเกียว

    โรงแรมยอดนิยมดูซากุระที่ เกียวโต ก็เช่น Hyatt Regency Kyoto เป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่ในย่านฮิกาชิยามะ ใกล้กับวัดเคียมิสึ และสวนมารุยามะ ซึ่งเป็นสถานที่ชมซากุระที่มีชื่อเสียงมากๆของญี่ปุ่น อีกที่ก็ Stay Sakura Kyoto Fuga ที่พักสไตล์อพาร์ตเมนต์ ตั้งอยู่ใกล้กับหอคอยเกียวโตและวัดโทจิ สะดวกต่อการเดินทางไปยังจุดชมซากุระต่างๆ ในเมือง สายลุยใช้โรงแรมนี้น่าจะเหมาะ ค้นหาโรงแรมไม่แพงในเกียวโต

    3. London Marathon – สายวิ่งต้องไป

    📍 สถานที่: ลอนดอน, สหราชอาณาจักร
    📅 วันที่: 27 เมษายน 2025 (แม้ว่าจะเลยวันหยุดไทย แต่บรรยากาศก่อนแข่งก็คึกคักมาก!)
    🏃‍♂️ จุดเด่น: มาราธอนที่มีเส้นทางสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    London Marathon ยิ่งใหญ่

    London Marathon ไม่ใช่แค่งานวิ่งธรรมดา แต่เป็นหนึ่งใน “World Major Marathons” ที่นักวิ่งจากทั่วโลกฝันอยากมาร่วม! เส้นทางจะผ่านแลนด์มาร์กสำคัญ เช่น หอนาฬิกาบิ๊กเบน, สะพานทาวเวอร์บริดจ์ และพระราชวังบักกิงแฮม! นอกจากนั้นยังมีนักวิ่งแต่งตัวแฟนซีสุดฮาให้เห็นตลอดทาง

    ขอบคุณภาพจาก The Independent

    โรงแรมที่เดินทางสะดวกพร้อมเที่ยวต่อได้ย่านที่เค้าแนะนำ ได้แก่ Westminster, South Bank, Tower Bridge และ Covent Garden เพราะอยู่ใกล้เส้นทางวิ่ง มีแหล่งท่องเที่ยวและร้านอาหารเพียบ

    Westminster เป็นตัวเลือกที่ดีหากอยากอยู่ใจกลางลอนดอน ใกล้ Buckingham Palace และ Houses of Parliament ที่พักที่แนะนำคือ The Westminster London, Curio Collection by Hilton ซึ่งอยู่ใกล้เส้นทางมาราธอนและเดินไปเที่ยวสถานที่สำคัญได้ง่ายเลย อันนี้ดีมากๆ

    South Bank เป็นย่านริมแม่น้ำเทมส์ที่มีบรรยากาศดี สามารถเดินไปยัง London Eye และ Tate Modern ได้สะดวก โรงแรมที่แนะนำคือ Sea Containers London ซึ่งให้วิวแม่น้ำสวยๆ และมีบาร์เก๋ๆ ให้แวะพักผ่อน

    Tower Bridge เป็นอีกย่านที่เหมาะสำหรับนักวิ่งเพราะอยู่ใกล้จุดสำคัญของมาราธอน และยังสามารถเดินไปเที่ยว Tower of London และ Borough Market ได้ง่าย โรงแรมที่แนะนำคือ The Tower Hotel ที่ตั้งอยู่ติดสะพาน Tower Bridge วิวสวยและเดินทางสะดวก ของกินเพียบ

    รวมที่พักราคาประหยัดใน London ครับผม

    ส่วนใครจะไปดูบอลด้วยก็ไม่เลวนะ ช่วง เม.ย. มีแมชน่าสนใจส่วนใหญ่จะเป็นของแมนยู นะครับ

    แมนยู vs แมนซิตี้ 6 เม.ย.
    นิวคาสเซิ่ล vs แมนยู 13 เม.ย.

    ขอบคุณภาพจาก Sky Sport

    4. Hong Kong Shopping Festival – ช้อปสุดคุ้ม!

    📍 สถานที่: ฮ่องกง
    📅 วันที่: เมษายน 2025 (วันจัดงานจริงอาจต้องรอติดตามเพิ่มเติม)
    🛍️ จุดเด่น: ลดราคาสินค้าทุกหมวด ตั้งแต่แบรนด์หรูไปจนถึงตลาดนัด

    สนามรบของนักช้อป

    ฮ่องกงขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการช้อปปิ้ง ช่วงเทศกาลลดราคาจะมีโปรโมชันพิเศษจากห้างดัง เช่น Harbour City และ Times Square รวมถึงตลาดกลางคืนสุดคึกคักอย่าง Ladies’ Market ที่ขาช้อปต้องไปลุย! นอกจากนั้นยังมีที่ตะลุยกินอีกมากมาย

    ขอบคุณภาพจาก Repaport

    Causeway Bay (คอสเวย์เบย์) เป็นอีกย่านที่เหมาะกับสายช้อป มีห้างดังอย่าง Times Square, SOGO และ Hysan Place รวมถึงร้านแฟชั่นสตรีทแบรนด์มากมาย โรงแรมที่แนะนำคือ Lanson Place Causeway Bay ที่อยู่ใจกลางย่านช้อป และ The Park Lane Hong Kong – A Pullman Hotel ที่มีวิวสวยและห้องพักกว้างขวาง

    Central (เซ็นทรัล) เป็นย่านหรูที่มีทั้งแบรนด์เนมหรูและร้านบูติกไฮเอนด์ เช่น IFC Mall และ Landmark เหมาะสำหรับคนที่อยากช้อปสินค้าระดับพรีเมียมและพักในโรงแรมหรู โรงแรมแนะนำคือ The Upper House ที่ให้บริการระดับ 5 ดาว และ Mandarin Oriental Hong Kong ที่คลาสสิกและใกล้แหล่งช้อป

    Mong Kok (มงก๊ก) เป็นย่านที่เหมาะกับคนชอบช้อปสไตล์ตลาด เช่น Ladies’ Market, Sneaker Street และ Langham Place Mall โรงแรมแนะนำคือ Cordis, Hong Kong ซึ่งเชื่อมกับห้าง Langham Place และ Royal Plaza Hotel ที่อยู่ติด Mong Kok East Station เดินทางสะดวกนะ

    เช็คโรงแรมที่ยังเหลือที่ฮ่องกง

    ส่วนใครไม่อยากไปไหนไกล ไทยเที่ยวไทย ก็ช่วยกันหมุนเงินในประเทศก็ไม่แล้วนะจ๊ะ จองโรงแรมทั่วไทยราคาประหยัดที่นี่

    ขอบคุณภาพจาก Whileyoustayhome

  • บ้านใร่กาแฟ ตำนานกาแฟสดปั๊มน้ำมันที่พ่ายแพ้ทุนใหญ่ เราได้เรียนรู้อะไร?

    บ้านใร่กาแฟ ตำนานกาแฟสดปั๊มน้ำมันที่พ่ายแพ้ทุนใหญ่ เราได้เรียนรู้อะไร?

    บ้านใร่กาแฟ เคยเป็นชื่อที่คอกาแฟไทยต่างรู้จักกันดี เมื่อ 20 ปีก่อน (เกิดทันใช่ไหม) จุดเริ่มจาก คุณสายชล เพยาว์น้อย ขายทาวน์เฮ้าส์ได้เงิน 300,000 บาท เอามาเปิดร้านกาแฟสดสาขาแรกในปั๊มน้ำมัน ปตท. แถวรังสิต–องครักษ์ ใช้ชื่อแรกว่า “กาแฟร้านแรก สาขา 9” เมื่อ 21 ธ.ค. 2540 และต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านใร่กาแฟ” ** ใช้ไม้ม้วนนะ เจ้าของตั้งใจให้มันดูเก๋ดี

    ตอนแรกๆแกจับตลาดคนเดินทางที่เบื่อกาแฟกระป๋อง ต่อมากลายเป็นการฉีกกฏว่า ร้านกาแฟสดดีๆ คนไทยก็ทำได้ ไม่ต้องอยู่ในห้างฯ คนไทยก็มีกาแฟสดดีๆอยู่ใกล้ๆบ้าน ยอดขายวันแรก 38 แก้ว ช่วงแรกๆกำไรเดือนละ 7-8 พันบาท ไม่เลวเลยนะ

    สาขาทรง 3 เหลี่ยมแรกในปี 2541, ขอบคุณภาพจาก Facebook ตลาดโรงคั่วบ้านใร่กาแฟ

    บ้านใร่กาแฟ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก เนื่องจากรสชาติ และบรรยากาศของร้านที่ร่มรื่นและมีสไตล์ (คุณสายชล จบสถาปัตย์จุฬา จบมาทำงาน LH ถึงปี 2542) ที่คุณสายชล ออกแบบร้านเก๋ๆแนวซุ้มไม้ ทรงสามเหลี่ยมติดแอร์เย็น

    บ้านใร่กาแฟเติบโตรวดเร็ว ขยายสาขาไปจนถึง 110 สาขาในช่วงจุดสูงสุด ซึ่งตอนนั้นมีร้านในปั๊ม JET ราว 80 สาขา และมีใน PTT ด้วย บ้านใร่กาแฟทำยอดขายทะลุ 140 ล้านบาทในปี 2549 ทำให้บ้านใร่กาแฟครองตลาดเป็นอันดับ 2 รองจาก Starbucks ในยุคนั้น

    จุดหักเห ที่ทำให้บ้านใร่กาแฟต้องจบลงอย่างเงียบ ๆ

    บ้านใร่กาแฟ มีความได้เปรียบจากโลเคชั่นในปั๊มน้ำมันหน้าบ้าน พูดง่ายๆว่าสามารถดักลูกค้าคอกาแฟไม่ต้องไปซื้อที่ห้างฯได้ คิดถึงกาแฟเมื่อไหร่ ก็มองหาปั๊ม JET หรือ PTT ก็มีกาแฟดีๆให้กิน ไม่ต้องกลั้นใจไปกาแฟตู้กดในร้านสะดวกซื้อ แต่โชคชะตากลับหันหลังให้ เพราะ 2 เรื่องนี้….

    1. คู่แข่งรายใหญ่ตามเข้ามา เสียทำเลทอง :
      หลัง PTT ซื้อปั๊ม JET ในปี 2550 ก็เริ่มได้เห็นถึงศักยภาพของบ้านใร่กาแฟ และก็เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจกาแฟปั๊มน้ำมันว่ามันน่าจะดีมากในอนาคต เลยตั้ง “คาเฟ่ อเมซอน” ขึ้นในปี 2554 มาโดยใช้ปั๊มน้ำมันของตนเองเป็นฐาน และพอสัญญาเช่าพื้นที่กับบ้านใร่กาแฟหมดลง บ้านใร่กาแฟก็ทยอยถูกแทนที่ด้วย คาเฟ่ อเมซอน ทำให้บ้านใร่กาแฟสูญเสียทำเลทองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    2. ราคา ภาพลักษณ์ เริ่มไม่ตอบโจทย์ :
      บ้านใร่กาแฟ วางตัวเองในระดับมิด-ไฮเอนด์ โดยมีราคาเข้าหากับ Starbucks แต่เมื่อผู้บริโภคเริ่มได้ลองกาแฟไทยคุณภาพสูงเจ้าอื่นๆ แต่กดราคาลงมาอย่างมีนัยสำคัญอย่าง “คาเฟ่ อเมซอน” ของ PTT(OR) ตามมาด้วย “พันธุ์ไทย” ของ PTG ยังไม่พอ ยังมี “อินทนิล” ของ BCP อีก ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันไปทานแบรนด์อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปั๊มน้ำมันทั้ง 3 นี้ ก็มีส่วนแบ่งตลาดน้ำมันปลีกกว่า 86% (ณ ไตรมาส 3/67 : PTT 34%, BCP+ESSO 30%, PTG 22%) ใช่ครับ ไม่มีที่ว่างให้บ้านใร่กาแฟอีกต่อไป

    จาก website ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผลการดำเนินงานของ บ้านไร่กาแฟ หรือ บริษัท ออกแบบ ไร่นา (ประเทศไทย) ก็ถอยต่ำมาเรื่อยๆนับจากนั้น โดยในปี 2558 มีรายได้รวมเหลือเพียง 33.4 ล้านบาท ขาดทุนไป 9.3 ล้านบาท

    แต่ความโชคร้ายยังไม่จบ โรงคั่วกาแฟของบ้านใร่กาแฟ เกิดไฟไหม้อีกในปี 2560 และนั่นก็เป็นปีสุดท้ายที่ คุณสายชล ส่งงบแก่ทางการด้วยการขาดทุน 6.6 ล้านบาท ขณะที่บนงบดุล ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบถึง 76 ล้านบาท และนั่นก็คือเจ๊ง…

    บ้านใร่กาแฟ จดทะเบียนเลิกกิจการเมื่อ 27 พ.ค. 2565 ปิดตำนานร้านกาแฟสดของหนุ่ม จ.สระบุรี ในที่สุด ซึ่งมีข่าวว่า คุณสายชลต้องขายที่ดิน 24 ไร่ในสระบุรีเพื่อระบายหนี้สินที่สูงถึง 30 ล้านบาท

    เปรียบเทียบตัวเลข สงครามกาแฟ

    บ้านใร่กาแฟ ดำเนินธุรกิจภายใต้บริษัท ออกแบบ ไร่นา (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยคุณสายชล เพยาว์น้อย และเป็นนิติบุคคลที่บริหารแบรนด์บ้านใร่กาแฟมาตลอด

    แบรนด์สาขายอดขาย
    บ้านใร่กาแฟเคยสูงสุด 110 สาขาสูงสุด 140 ล้านบาท ในปี 2549
    คาเฟ่ อเมซอน (OR)4,430 สาขาในไทย402 ล้านแก้วในไตรมาส 4/67 ลองคูณ 40 บาท ก็ราว 16,000 ล้านบาท ในปี 2567
    พันธุ์ไทย (PTG)1,126 สาขา (ก.ย. 67)1,540 ล้านบาท +75.1% y-y ในงวด 9 เดือนปี 2567
    อินทนิล (BCP)1,028 สาขา (ปี 2567)ไม่เปิดเผย

    ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, OR, PTG, BCP presentation

    บ้านใร่กาแฟ ในยุครุ่งเรืองเปรียบเสมือนดาราระดับตำนานที่เคยส่องแสง แต่เมื่อเวลาผ่านไป คู่ค้า กลายเป็น คู่แข่ง แถมมีการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ที่มุ่งเน้นความเป็นไทย และราคาย่อมเยา ก็เลยสามารถเอาชนะและแย่งตลาดไปได้ในที่สุด

    ทุกวันนี้ PTT(OR) และ PTG ก็ยังขยายสาขาร้านกาแฟของตนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ BCP ซึ่งเพิ่งเข้าซื้อ ESSO จนทำให้ส่วนแบ่งตลาดน้ำมันขึ้นมาจ่อ PTT แล้ว ก็ตั้งเป้าขยายร้านกาแฟอินทนิลอีกเท่าตัวเป็น 2,400 สาขาในปี 2573 เพื่อเติมเข้าไปในปั๊มที่ได้มาใหม่อีกด้วย

    สงครามกาแฟครั้งนี้ยังไม่จบสำหรับทั้ง 3 แต่จบแล้วสำหรับบ้านใร่กาแฟ

    สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากบ้านใร่กาแฟ

    ธุรกิจของคนตัวเล็ก หากทำดีจนเข้าตารายใหญ่ ก็อาจกลายเป็นภัยได้ เพราะการเป็นเจ้าของที่ หรือ Landlord หากอยู่ในทำเลที่ดี ยังไงก็ได้เปรียบวันยังค่ำ

    เค้าสามารถปรับตัวผันตัว ฝึกชงกาแฟเองก็ได้ ถ้ามันคุ้มที่จะทำ และยิ่งเค้ามีทุนหนามหาศาล เครือข่ายครอบคลุม ก็สามารถเร่ง scale สาขาเพื่อกินประโยชน์จาก economies of scale ได้โดยง่ายและรวดเร็วอีกด้วย เพื่อนๆท่านใดอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกันนี้ โปรดจงระวัง

    เพราะไม่มีคำว่าปรานี หรือเห็นใจในโลกธุรกิจ เราตัวเล็กยิ่งต้องปรับตัวให้ไวต่อความต้องการผู้บริโภค ต้องรีบสร้างอำนาจต่อรองให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าขืนไม่ไหว ทำไงถึงจะมีส่วนร่วมเกาะไปกับคนตัวใหญ่แล้วไปด้วยกัน….

    ยังไงก็ระลึกถึง บ้านใร่กาแฟ นะครับ ร้านที่หลายๆคนเคยเข้าไปจิบกาแฟดีๆฝีมือคนไทยตัวเล็กๆ ผมว่า คุณสายชล น่าจะเรียกได้ว่าเป็น start-up รุ่น 1 ของไทยได้เลย แม้ว่าจะยืนสู้ทุนใหญ่ไม่ไหวก็ตาม แต่แกก็สร้างแรงบันดาลใจให้คนตัวเล็กหลายๆคน

    ขอบคุณภาพจาก http://www.paiduaykan.com

    ปัจจุบัน คุณสายชล ผันมาทำพิพิธภัณฑ์ตลาดโรงคั่วบ้านใร่กาแฟ ที่ตำบลหนองควายโซ อ.หนองแซง สระบุรี มีขายวัตถุดิบกาแฟและชาแก่ผู้มาเยือน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบอกเล่าตำนาน บ้านใร่กาแฟ ให้คนรุ่นหลัง โดยพิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการ จ-ศ 08.00-16.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ 08.00-17.00 น. เชิญไปเยี่ยมกันได้นะครับ

  • ฝรั่งมันเลือกหุ้นปันผลไทยยังไง?

    ฝรั่งมันเลือกหุ้นปันผลไทยยังไง?

    #หุ้นปันผลชั้นมหาลัย เมื่อเช้าผมเวลามีน้อย เลยขอหยิบมาอธิบายกระบวนการเลือกปันผลของฝรั่งอีกสักทีครับ คือฝรั่งเค้าจะดู swap cost ด้วย (เพราะอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันของเงิน 2 สกุล ทำให้ค่าเงินมันเลยไม่เท่ากัน)

    เช่น Fed rate 4.25-4.50% ขณะที่ ธปท. 2.25% จะเห็นว่าส่วนต่างอยู่ประมาณ 2% นั่นแหล่ะ คือต้นทุนเวลาแลกเปลี่ยนเงิน

    แปลว่า ถ้าฝรั่งขนเงินมาซื้อหุ้นปันผลไทย ตอนขากลับ พี่แกต้องโดนอีก 2% เป็นค่า swap

    ดังนั้น หุ้นที่จะดึงดูดฝรั่งได้จริงๆ มันต้องได้ dividend yield สูงมากพอ ที่จะ cover swap cost ด้วย ตัวอย่างเช่น 7% หัก swap 2% เหลือ 5% อ้า มากกว่า Fed rate 4.25% เอ้อ แบบนี้ค่อยน่าลงทุนหน่อย

    ช่วงนี้เพื่อนๆจะสังเกตุว่า หุ้นที่ไม่ได้มีตำหนิด้านผลการดำเนินงาน หรือข่าวสาร แต่ยังให้ Dividend yield ได้ระดับ 7%++ ยืนสู้ได้หมดนะครับ อาจเพราะมีเรื่องนี้เกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง

    ส่วนเราคนไทยไม่มี swap อะไร ยิ่งได้เปรียบครับ ลงมาเหอะ สายปันผลบอกกุพร้อมลุย!! 😅

  • ร้านอุปกรณ์กีฬา Decathlon ที่แจ้งเกิดได้ท่ามกลางแบรนด์ระดับโลก

    ร้านอุปกรณ์กีฬา Decathlon ที่แจ้งเกิดได้ท่ามกลางแบรนด์ระดับโลก

    เพื่อนๆเคยเข้าร้านขายอุปกรณ์กีฬาไหม เท่าที่จำความได้ ผมเริ่มเข้าที่ร้านตึกแถวใกล้บ้าน ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องเขียนที่มีตู้ส่วนหนึ่งขายอุปกรณ์กีฬา มีตั้งแต่ลูกฟุตบอล ไม้ปิงปอง ไม้แบด เสื้อกีฬา โดยแบรนด์ประจำแรกๆที่ซื้อก็จะเป็น Local brand เช่น FBT หรือ Grand Sport

    พอเวลาผ่านไป ก็เริ่มเข้าไปในห้างฯละ ซึ่งมันมีสินค้าหลากหลายให้เลือก และมีแบรนด์ระดับโลกให้เลือกซื้อมากมาย เช่น Nike Adidas Puma New Balance บลาๆ

    ต่อมาการซื้อหาก็เริ่มไปอยู่บน platform online ที่ซื้อได้ทุกแบรนด์ในโลก ซึ่งดูเหมือนว่าไอ่ร้านเครื่องกีฬานอกห้างฯ มันควรจะถูกปิดเกมส์ไปแล้ว…

    แต่ทว่าเรากลับเห็นร้าน Decathlon ที่ยืนอยู่ได้ ซึ่งด้วยความสงสัยเลยขอไปซักประวัติความเป็นมา และเรียนรู้กลยุทธ์ของเค้าสักหน่อย วันนี้มาเล่าให้ฟังฮะ

    เครดิตรูป Decathlon.co.th

    Decathlon ก่อตั้งในปี 1976 ที่เมืองลีล ประเทศฝรั่งเศส โดย Michel Leclercq และเพื่อน ๆ อีก 7 คนที่เป็นนักกีฬาที่มีหัวธุรกิจ พวกเค้าอยากปฏิวัติการขายอุปกรณ์กีฬา โดยจะมุ่งเน้นผลิตอุปกรณ์กีฬาที่ดีที่สุด ในราคาที่เข้าถึงได้

    ปัจจุบัน Decathlon เป็นหนึ่งในผู้ค้าปลีกอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีร้านค้ากว่า 1,751 สาขาทั่วโลก และมีรายได้รวมถึงพันล้านยูโรต่อปี

    ในปี 2022 Decathlon มีสาขาทั่วโลก 1,751 แห่ง โดยในฝรั่งเศสมี 325 สาขา และมียอดขายทั่วโลกมูลค่า 15,400 ล้านยูโร และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนในไทย Decathlon เข้ามาปี 1996 โดยเปิด Decathlon Outlet แรกที่บางนา ทาวเวอร์ เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโรงงาน NTF ต่อมาในปี 2015 Decathlon เปิดสาขาอย่างเป็นทางการในห้างโลตัส 5 สาขา ได้แก่ บางนา, พระราม 4, สุขาภิบาล 1 (ปัจจุบันคือ สาขานวมินทร์), รัตนาธิเบศร์ และหลักสี่

    การเข้ามาของ Decathlon ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคไทย เนื่องจากสินค้าที่มีคุณภาพ และราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ Decathlon สามารถขยายสาขาและเติบโตในตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง

    น่าเสียดาย Decathlon ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น เลยไม่มีพวกอัตราส่วนการเงินอย่าง P/E หรือ Market cap ให้เปรียบเทียบคนอื่น อย่างไรก็ตามถ้าไปเจาะในเว๊บของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะพบว่า

    Decathlon (Thailand) ในปี 2564 มีรายได้ 1,967 ล้านบาท ปี 2565 มีรายได้ 2,297 ล้านบาท และปี 2566 มีรายได้ 2,432 ล้านบาท โตทุกปี และล่าสุดโต +5.8% y-y และในปี 2565-66 เริ่มพลิกมีกำไรได้ที่ 102 ล้านบาท และ 31 ล้านบาท ตามลำดับ ไม่เลวเลยนะครับ

    6 กลยุทธ์ที่แตกต่าง

    1. การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Eco-Design)
      • Decathlon เน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุที่ลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ปัจจุบัน สินค้า 55% ถูกผลิตภายใต้แนวคิด Eco-Design และมีเป้าจะเพิ่มสัดส่วนนี้เป็น 100% ในอนาคต
    2. การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
      • Decathlon ใช้แนวทาง Circular Economy โดยลดการใช้ถุงพลาสติกและกระดาษ รวมถึงการออกแบบสินค้าให้นำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการรับซื้อคืนสินค้า (Buy Back) ที่ลูกค้าสามารถนำสินค้าที่ไม่ใช้แล้วมาขายคืนได้อีกด้วย เก๋มากๆ เพื่อให้ Decathlon นำไปปรับปรุง และจำหน่ายเป็นสินค้ามือสองในราคาย่อมเยา
    3. การขยายสาขาและการลงทุนในตลาดใหม่
      • Decathlon ขยายสาขาต่อเนื่องในหลายประเทศ อย่างในอินเดีย บริษัทลงทุนไป 100 ล้านยูโร เพื่อขยายสาขาเพิ่มขึ้นจาก 110 เป็น 190 สาขาภายในปี 2026 และเพิ่มการผลิตในประเทศจาก 68% เป็น 85%
    4. การปรับโครงสร้างแบรนด์ภายในให้กระชับ
      • เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ Decathlon ได้ปรับลดจำนวนแบรนด์ภายใน (House Brand) จาก 49 แบรนด์เหลือเพียง 12 แบรนด์ภายในปี 2024 การปรับลดนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านโลจิสติกส์และการผลิต และทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น
    5. การไม่ใช้ Influencer ในการโฆษณา
      • Decathlon เลือกที่จะไม่ใช้งบประมาณในการจ้างนักกีฬาหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซนเตอร์(ซึ่งราคาแพงมาก) แต่เน้นที่คุณภาพของสินค้า และการบอกต่อจากลูกค้า ซึ่งช่วยลดต้นทุนและทำให้สินค้ามีราคาที่เข้าถึงได้ ผมว่าอันนี้ลดต้นทุนได้เยอะมากๆ
    6. การให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้า
      • Decathlon เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองสินค้าในร้าน และมีนโยบายการคืนสินค้าภายใน 365 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจให้กับลูกค้า อันนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการซื้อซ้ำเรื่อยๆ

    กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยให้ Decathlon ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างดี และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดอุปกรณ์กีฬาทั่วโลกได้ ขณะที่ตลาด online เค้าก็ไม่ได้ทิ้งนะ เพราะมันเป็น trend ใหญ่ของโลกที่ยากจะมองข้าม แม้สินค้าจะดีมีคุณภาพสูงอย่างไร

    ใครอยากลองดูสินค้าเค้าก็ลองไปดูนะ ตอนนี้มีโปร ซื้อครบ 1,500 บาท ส่งฟรีทั่วไทย ซะด้วย

    ดูสินค้าจัดโปรโมชั่น

  • 50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    เวลาออมเงิน บางทีเราก็ออมเงินแบบตามความรู้สึกว่าต้องออม แต่ว่าถ้าใครอยากทำแบบมีวินัยและยั่งยืน วันนี้ผมมีสูตรยอดฮิตอันนึงมาเล่าให้ฟังครับ สูตรนี้คือ 50/30/20 ครับ

    สูตรนี้เป็นแนวคิดที่ถูกพัฒนาโดย Elizabeth Warren และลูกสาว Amelia Warren Tyagi ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือชื่อ “All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan” ที่ตีพิมพ์ในปี 2005

    โดยเป้าหมายหลักของสูตรนี้คือช่วยให้ผู้คนบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสมดุลระหว่างการใช้จ่ายและการออม แถมยังแบ่งเงินไว้สำหรับมอบความสุขให้กับเราด้วย ซึ่งความ Balance นี้ ก็น่าจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนนะครับ

    วิธีทำ

    หลักคิดคือการแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

    50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหารและของใช้จำเป็น ค่าบริการสาธารณูปโภค ค่าประกันสุขภาพ หรือหนี้สินที่จำเป็น

    30% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ (desier) เช่น กินอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยวและความบันเทิง ซื้อของฟุ่มเฟือย ค่าสมาชิก Netflix หรือ Spotify และงานอดิเรกที่ทำให้เรามีความสุข

    20% เป็นการออมและการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น เงินออมฉุกเฉิน การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง และการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว

    แล้วปี 2025 นี้ยังใช้ได้ไหม?

    ด้วยสิ่งที่เปลี่ยนๆไปในปี 2025 ผมคิดว่าแนวคิดนี้อาจต้องได้รับการปรับเปลี่ยนบ้างนะ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ 50% แรกอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น

    ขณะที่รายได้ที่ไม่แน่นอนมากขึ้นจากการที่คนรุ่นใหม่หันไปทำฟรีแลนซ์ หรือทำงานแบบไม่ประจำมากขึ้น ส่งผลให้ผมคิดว่าต้องมีเงินออมมากขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ในระดับต่ำมากๆๆๆๆ การออมเพียง 20% เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอนะ ควรเพิ่มเด้อ

    ดังนั้น ถ้าภาระมันเยอะอาจต้องเริ่มต้นที่ 60/20/20 ไปก่อน ขณะที่ใครยังคุมค่าใช้จ่ายได้ดีแล้ว การดันไปหา 40/30/30 เพื่อเพิ่มการลงทุนให้เงินงอกเงยเร็วขึ้นเอาชนะเงินเฟ้อก็ควรทำนะ

    ตัวอย่างการใช้งานจริง

    ตัวอย่างที่ 1 : พนักงานประจำที่มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน สามารถแบ่งใช้จ่ายได้ดังนี้

    50% หรือ 25,000 บาท ใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า 10,000 บาท ค่าอาหาร 5,000 บาท ค่าผ่อนรถ 8,000 บาท และค่าสาธารณูปโภค 2,000 บาท

    30% หรือ 15,000 บาท ใช้กับสิ่งที่ต้องการ เช่น กินข้าวนอกบ้าน 5,000 บาท เที่ยวและช้อปปิ้ง 7,000 บาท ค่าสมาชิก Netflix และ Spotify 1,000 บาท

    20% หรือ 10,000 บาท ใช้สำหรับการออมและลงทุน เช่น ฝากเงิน 5,000 บาท ลงทุนในหุ้น/กองทุน 3,000 บาท และจ่ายหนี้บัตรเครดิต 2,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 2 : คนทำฟรีแลนซ์ที่มีรายได้เฉลี่ย 40,000 บาทต่อเดือน อาจต้องปรับสูตรให้เหมาะสม เช่น 40% หรือ 16,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับการออมและสำรองเผื่อรายได้ลดลง

    คุณเหมาะกับสูตรนี้ไหม?

    สูตรนี้เหมาะกับคนที่ต้องการบริหารเงินแบบง่ายๆ และเป็นระบบ ผู้ที่เริ่มต้นวางแผนการเงิน และคนที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง เช่น พนักงานเงินเดือน

    อย่างไรก็ตามสูตรนี้ อาจไม่เหมาะกับคนที่มีภาระหนี้สูงๆ ซึ่งข้อแนะนำแรกสำหรับคนกลุ่มนี้จากผมก็คือ จงไปรีบเคลียร์หนี้ให้เร็วที่สุดก่อนนะครับ ยิ่งเราลดภาระหนี้ได้เร็ว เราก็จะเข้าสู่สูตรนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    ไว้วันหลังจะมาสอนสูตรในการปลดภาระหนี้อย่างเร็วๆให้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ