ผู้เขียน: น้าแดง

  • Windows 10 Disk 100% แก้ยังไง คอมพ์อืด เปิดช้าเป็นเต่า

    Windows 10 Disk 100% แก้ยังไง คอมพ์อืด เปิดช้าเป็นเต่า

    เพื่อนๆคงเคยเจอปัญหาคอมพิวเตอร์ หรือ โน้ตบุ๊ค เปิดช้ามาก ทางทีต้องเปิดเครื่องแล้วเดินไปทำธุระ 10 นาที เครื่องถึงพร้อมทำงาน พอกด Control + Alternate + Delete ดูก็พบว่าฮาร์ดัสวิ่งชนเพดาน 100% พยายามกด End taks บางอันตามเทพว่ามาก็ยังช้าเป็นเต่า

    ผมก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน ลอง reset Windows ใหม่ ล้างเครื่อง แม่มก็ยังช้าเหมือนเดิม กำลังชั่งใจว่าย้ายไปซื้อ MacBook ดีไหม แต่พี่แกก็แพงมากเริ่มต้นกันก็ 4 หมื่นแล้ว วอนจะไปซื้อ Macbook Air M1 ที่ราคาลดลงมาแล้วเหลือ 25,000 บาท ก็ทำใจไม่ได้ รุ่นนี้มันเลิกผลิตแล้ว 3 ปี แถมตอนนี้เทคโนโลยี ก็ใช้ M4 กันแล้ว

    เลยเอางี้ดีกว่า ยกโน้ตบุ๊คไปให้ช่างดู ตั้งใจว่าเพิ่ม RAM จาก 8G เป็น 16G เผื่อจะเร็วขึ้นบ้าง ปรากฏ DDR3 เค้าเลิกใช้กันแล้วหาไม่ได้

    ช่างก็เลยขอเช็ค HDD ปรากฏว่าโป๊ะเลย ก็มันหมดสภาพแล้ว อัตราการหมุนมันช้าไม่เหมือนซื้อมาใหม่ๆ

    ช่างเลยแนะว่า ให้เปลี่ยน HDD เป็น SSD จากจานหมุน เป็น solid state ใช้งบเพียงแค่ 1,000 บาท ก็เหมือนได้โน้ตบุ๊คใหม่เลย เปิดเร็วเป็นจรวดไม่ถึง 30 วินาที พร้อมใช้ทันที

    ส่วน Windows 10 แท้ที่อยู่ใน HDD ไม่ต้องกลัว เพราะ Windows มัน detect กับเมนบอร์ดอยู่แล้ว พอเปลี่ยนเป็น SSD ก็สามารถถ่ายโอน Windows 10 มาได้ทันที ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่แต่อย่างใด

    เชื่อว่าปัญหานี้เจอกันเยอะมาก เก็บเงินหมื่นไปทำอย่างอื่นนะ ลองทำวิธีนี้ ให้ช่างทำให้แป๊บเดียวเสร็จ รับรอง Happy แน่นอนครับ

  • กอง LTF ซื้อปี 2562 จะขายได้เมื่อไหร่? ขายแล้วไปไหนดี?

    กอง LTF ซื้อปี 2562 จะขายได้เมื่อไหร่? ขายแล้วไปไหนดี?

    กอง LTF ในตำนาน สำหรับชุด 2 เริ่มทยอยขายคืนได้แล้วนะ จะได้สิ้นเวรกรรมกับมันเสียที แล้วไปหาทางลงทุนอย่างอื่นแทน วันนี้ไปดูกันว่าแต่ละชุดที่ซื้อ จะขายได้เมื่อไหร่?

    ถ้าซื้อปี 2560 ถือครบตามปีปฏิทิน จะขายได้ในปี 2566

    ถ้าซื้อปี 2561 ถือครบตามปีปฏิทิน จะขายได้ในปี 2567

    ถ้าซื้อปี 2562 ถือครบตามปีปฏิทิน จะขายได้ในปี 2568

    ขณะที่การขาย หากมีกำไร(ฮา) จะได้รับการยกเว้นภาษี

    ส่วนใครที่ทำใจไม่ได้ เพราะยังขาดทุนอยู่ ก็ยังคงถือครองต่อไปได้นะ แต่ว่ามันจะไม่ได้ช่วยลดภาษีแล้ว แต่ก็จะมี ผจก.กองทุน คอยบริหารจัดการกองให้อยู่นะ แต่ผมแนะนำว่า ยังไงก็ควรขาย เพื่อ switching ไปเอา tax benefit รอบใหม่ และไปหานโยบายที่น่าจะสร้างผลตอบแทนดีๆคืนมาได้ เพราะกองอย่าง RMF SSF น่าไปมาก เพราะมีความยืดหยุ่นกว่า เช่น ไปลงในต่างประเทศได้ด้วย ซึ่งเป็นข้อเสียเปรียบของ LTF ที่ต้องติดกับอยู่กับหุ้นไทยอย่างน้อย 65% ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้โตอย่างที่หวัง

  • อยากร่วมโครงการแก้หนี้ “คุณสู้เราช่วย” ต้องทำไง? ใครกระทบบ้าง?

    อยากร่วมโครงการแก้หนี้ “คุณสู้เราช่วย” ต้องทำไง? ใครกระทบบ้าง?

    ในที่สุดแบ้งก์ชาติ ก.คลัง และ ธนาคารพาณิชย์ ก็ได้ข้อสรุปโครงการแก้หนี้ครัวเรือนกองมหึมาของประเทศแล้ว วันนี้ 11 ธ.ค. ได้มีการแถลงรายละเอียดโครงการ “คุณสู้ เราช่วย ปิดหนี้ได้ไว ไปต่อได้เร็ว” ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 โครงการย่อยดังนี้

    1. “จ่ายตรง คงทรัพย์” รายละเอียดคือ

    จะลดค่างวดให้ 3 ปี โดยปีที่ 1 จ่ายเพียง 50% ของค่างวด , ปีที่ 2 จ่าย 70% และ ปีที่ 3 จ่าย 90% ซึ่งค่างวดทั้งหมดที่จ่าย จะหักต้นล้วนๆเลย เพราะ 3 ปีนี้จะ waive ดอกเบี้ยให้ด้วย

    หนี้อะไรใช้ได้บ้าง?

    • สินเชื่อบ้าน มีภาระคงเหลือไม่เกิน 5 ล้าน
    • สินเชื่อรถ ไม่เกิน 8 แสน
    • สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ 5 หมื่น
    • สินเชื่อธุรกิจ SMEs ไม่เกิน 5 ล้าน
    • สินเชื่อบัตรเครดิต และ Personal loan (วงเงินเอาไปรวมกับทั้ง 4 ด้านบน)

    เงื่อนไขที่จะเข้าร่วมโครงการได้คือ

    1. หนี้เหล่านี้ต้องมาก่อน 1 ม.ค. 67 พูดง่ายๆ หนี้ที่เพิ่งเกิดปีนี้เอามาร่วมโครงการไม่ได้
    2. ณ 31 ตุลาคม 2567 ต้องอยู่ในภาวะ ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 365 วัน / หรือ ไม่ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่เคยปรับโครงสร้างหนี้แล้ว คล้ายๆปรับโครงสร้างแล้วก็ยังผ่อนไม่ไหว

    ** แต่มีอีกเงื่อนไขสำคัญ คือ คนเข้าโครงการ ห้ามก่อหนี้ใหม่ใน 12 เดือนแรก ซึ่งคนเข้าโครงการจะถูกบันทึกในระบบ NCB ว่าร่วมโครงการอยู่นะ **

    2. “จ่าย-ปิด-จบ”

    หนี้อะไรใช้ได้บ้าง

    • ทุกประเภทเลย ทั้งมีหลักประกัน และ ไม่มีหลีักประกัน แต่มีเงื่อนไขคือ ยอดคงค้าง(รวมดอกเบี้ย) ต้องไม่เกิน 5,000 บาท/ บัญชี และ ณ 31 ต.ค. 2567 อยู่ในสถานะค้างชำระเกิน 90 วัน

    ลูกหนี้ – Happy แน่นอน โครงการแรก เหมือนเป็นการจูงใจคนที่ยังผ่อนพอจะไหว ว่าให้สู้นะ 3 ปีนี้ เพราะคุณจะลดเงินต้นได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะปลดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น แต่เงื่อนไขคือ คุณต้องมีวินัยนะ งดก่อหนี้ใหม่ 12 เดือนข้างหน้า

    สถาบันการเงิน – อันนี้ต้องวัดดวง เพราะรัฐอนุโลมให้ลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ลง 50% เพื่อมีทุนมา absorb การที่ต้องเฉือนเนื้ออดได้ดอกเบี้ยรับ 3 ปี ดังนั้น หากมีคนมีสมัครร่วมโครงการเยอะ จนธนาคารเสียรายได้ดอกเบี้ยรับ มากกว่า เงินนำส่ง FIDF ถ้าออกมาแบบนี้ธนาคารจะเจ็บตัว (ว่ากันว่ามีลูกหนี้ราว 1.9 ล้านคน) ดังนั้นกว่าจะรู้ว่าเจ็บไม่เจ็บ ก็ต้องรอจนกว่าจะเห็นตัวเลขสุดท้ายของการลงทะเบียนที่เสร็จในวันที่ 28 ก.พ. 2568

    อีกประเด็นหนึ่งคือ แม้จะมีข้อดีคือครั้งนี้ เสมือนการ break ไม่ให้ NPL เกิดเพิ่มได้แล้ว แต่ก็ยังต้องวัดใจว่า ธนาคารจะกล้ากลับมาปล่อยสินเชื่อตามปกติไหม? เพราะคนกลุ่มนี้ถูกห้ามก่อหนี้ใหม่ 12 เดือน ซึ่งถ้าธนาคารยังอิดออดปล่อยสินเชื่อใหม่จากลูกค้ากลุ่มอื่น สิ่งที่จะเห็นในปีหน้าคือ Loan จะไม่ Growth นั่นเอง ซึ่งไม่ดีต่อหุ้นธนาคาร เพราะตลาดอยากเห็นว่ามาตรการนี้ หยุด NPL ได้ และสินเชื่อกลับมาหมุนมาโตปกติ

    สรุปคือ ธนาคาร คงเจ็บบ้างเพราะรายได้ดอกเบี้ยรับหาย แต่ไม่น่ามากเพราะลดเงินนำส่ง FIDF 50% มาช่วยได้บ้าง ซึ่งจะบรรเทาได้อีก ก็ต้องกล้ากลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้ง(อย่างระมัดระวัง ไม่เข้มจนเกินเหตุ) นั่นเอง

    non bank – อันนี้ยังไม่ชัด ทางการจะศึกษาอีกที แต่อาจดีในทางอ้อม จากกำลังซื้อ กำลังผ่อนที่ฟื้นของลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ ส่วนฝั่งบริหารสินทรัพย์(เก็บหนี้) 2 โครงการนี้ทำให้ NPL จะหยุดเพิ่มได้ ทำให้ NPA (สินทรัพย์รอการขาย) จะไม่ออกมาให้เหล่า AMC ได้ซื้อไปบริหารมากนัก ส่วนฝั่งหนี้ไม่มีหลักประกัน(บัตรเครดิต, P-loan)อาการคล้ายๆกัน แต่คิดว่าผู้ประกอบการ AMC ที่เน้น Unsecured Loan ก็ไม่ได้อยากซื้อหนี้สักเท่าไหร่นะช่วงนี้ อ่วมอยู่(ฮา)

  • วิธีแก้พอร์ต “ขาดทุน” กองทุนลดหย่อนภาษี

    วิธีแก้พอร์ต “ขาดทุน” กองทุนลดหย่อนภาษี

    หลายคนคงยังคงเข็ดหลาบ และขาดทุนอยู่กับกองทุนประหยัดภาษี ตั้งแต่ร่างเดิม LTF ไปจนถึงร่างใหม่ SSF RMF และ ร่างล่าสุดที่กำลังจะมาหลอกหลอนเรา Thai ESG

    จริงๆเครื่องมือเหล่านี้ ถือว่าดีมากนะ นอกจากจะช่วยประหยัดภาษีตามวัตถุประสงค์แล้ว จริงๆมันช่วยเรากระจายความเสี่ยงได้ดี เพียงแต่ว่า ความเข้าใจที่ผิดๆ มันเลยกลายเป็นตัวทำลายความมั่งคั่งเสียนี่

    ทุกอย่างแก้ไขได้ วันนี้มาแก้พอร์ตด้วย 3 วิธี กัน

    1. ปรับ mindset ก่อนว่า “ประหยัดภาษี” คือของแถมนะ ไม่ใช่อาหารหลัก อาหารหลักของเราคือ ลงทุนในกองไหนที่จะมีกำไร เราต้องยึดหลักนี้ก่อน เพราะมันจะทำให้เรา ปราณีตในการเลือกกอง ไม่ใช่เลือกมั่วซั่วเพราะจะเอาแค่ประหยัดภาษี
    2. ระวังกระจุกตัว!! แม้ว่าเกมส์กองทุนลดหย่อนภาษี มันจะเป็นเกมส์หวังผลระยะยาว ดังน้้นการกระจายความเสี่ยง Diversify เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะสิ่งที่ถูกวันนี้ พรุ่งนี้มันผิดได้ ดังนั้น ควรกระจายมันออกไป ทั้งระหว่าง Asset class และระหว่าง Segment เช่น ไม่ใช่มีกองหุ้นอย่างเดียว แต่ควรมีกองตราสารหนี้ด้วย …. ไม่ใช่กองหุ้นพลังงานอย่างเดียว ก็ควรมี Healthcare หรือ Technology ด้วย …. ไม่ใช่มีตราสารหนี้ไทยอย่างเดียว กองตราสารหนี้ต่างประเทศ ก็ควรมีด้วย เป็นต้น จงระวังการลงทุนซ้ำๆกองเดิมมากไป จนพอร์ตมันกระจุกตัว เพราะมันอาจเจ๊งยาวๆได้นะ ดังนั้น Allocation สำคัญ จงระวังการลงทุนซ้ำๆในกองเดิม หรือ นโยบายของกองที่ใกล้ๆกัน มันจะทำให้พอร์ตกระจุกตัว และเพิ่ม Risk ให้พอร์ตนั่นเอง
    3. Switching ควรหัดทำด้วยนะ ทางอุตสาหกรรม มันเคยดี แต่ข้างหน้ากำลังจะไม่ดี เราก็อย่าไปเพิ่มน้ำหนักซ้ำๆในกองทุนเหล่านั้น เราจำเป็นต้องดูให้ออก(ซึ่งไม่ยาก)ว่า อุตสาหกรรมไหนจะมา จะไป ตัวอย่างง่ายๆ พลังงานฟอสซิล(น้ำมัน) ยังไงก็ยากที่จะเป็นขาขึ้น โลกพยามเน้นพลังสะอาด รถ EV มาเรื่อยๆ ยังไงพลังงานฟอสซิลก็ตายวันยังค่ำ ดังนั้น อย่าเอาเงินใหม่ถมหรือถัวไปกับกลุ่มนี้ จงค่อยๆลดน้ำหนักออกมา และ/หรือ เอาเงินใหม่ไปใส่ใน sector อื่นที่เป็นขาขึ้นแทน

    ซึ่งเพื่อนๆรู้ไหมว่าสามารถสลับกองเหล่านี้ได้โดยยังไม่เสียสิทธิทางภาษีนะ แต่ว่าต้องเปลี่ยนกับกลุ่มเดียวกัน RMF กับ RMF หรือ SSF ก็ต้องกับ SSF โดยถ้าเปลี่ยนในภายใต้ บลจ.เดียวกันจะง่ายที่สุดครับ

  • จัดพอร์ตลงทุนยังไง ให้รอดตายในระยะยาว

    จัดพอร์ตลงทุนยังไง ให้รอดตายในระยะยาว

    ปัญหาที่เจออย่างหนึ่งของนักลงทุนคือจัดพอร์ตไม่เป็น ก็เรื่องอย่าเอาไข่ใบเดียวใส่ในตระกร้า ส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันถึงเรื่องกระจายความเสี่ยงอยู่แล้ว

    แต่การออกแบบพอร์ตให้รอดในระยะยาว เป็นศิลปะที่สำคัญมาก บางทีมันมากกว่าการเลือกตัวหุ้นเสียอีก เพราะถ้าจัดได้ดี วิ่งมาราธอนครั้งนี้ก็จะไปกันได้ยาวๆ แต่ถ้าจัดไม่ดี 100 เมตรแรกพอร์ตอาจโตดี แต่ผ่านไป 1 กิโลเมตร อาจพังได้

    วันนี้เลยจะมาเล่า concept ง่ายๆ คือ การจัดพอร์ตแบบผสมผสานระหว่าง ความมั่นคง และ การเติบโต

    คือ มั่นคงไปด้วย โตไปด้วยก็ได้

    ในวงการจัดการลงทุนเค้าเรียกกว่า core พอร์ต + sattelite พอร์ต นั่นเอง

    กล่าวคือในพอร์ต จะแบ่งหุ้นออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มมั่นคง เราจะเรียกมันว่า core port กลุ่มนี้เปรียบเสมือนหัวใจ แกนลำตัว ที่ห้ามตาย! ดังนั้น สินทรัพย์ลงทุนในกลุ่มนี้ จะต้องเป็นอะไรที่มั่นใจมาก ชัวร์มาก และยิ่งมีผลตอบแทนสม่ำเสมออย่างปันผล จะดีมากๆ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นพอร์ตหุ้น เราจะใส่หุ้น defensive ที่มี dividend สูงๆ ราคาไม่ผันผวน กำไรสม่ำเสมอทนทานกับภาวะเศรษฐกิจ เช่น พวกหุ้น น้ำประปา ทางด่วน ธนาคาร หรืออาจเป็น กอง REIT ท่องเที่ยว-อุตสาหกรรม หรือ Infra fund โทรคมนาคม ที่มาอายุสัญญาคงเหลือยาวนาน

    ส่วน satellite พอร์ต ก็เปรียบเสมือนแขนขาของร่างกาย โดยเราจะเน้นใส่หุ้นที่เล่นเป็น theme ด้าน growth ระยะสั้นๆ-กลางๆ-ยาวๆ เพื่อเอามาช่วยดันพอร์ตให้วิ่งเร็วมากขึ้น ซึ่งขึ้นชื่อว่า growth ก็แปลว่ามันจะมีความคาดหวังสูง

    high risk, high return คือ คุณลักษณะของ satellite พอร์ต ดังนั้นจะลด risk ได้ ก็ต้องทำการบ้านศึกษา theme นั้นเยอะๆให้แม่นยำ สิ่งที่ต้องระวังมากๆคือ theme นั้นชาวบ้านรู้กันหมดหรือยัง เราอาจเป็นคนสุดท้ายที่เข้าไปดอยได้

    จุดที่นักลงทุนพลาดบ่อยคือ เอาหุ้น satellite หรือ หุ้นตีม ไปเป็น core port ซึ่งอันตรายมาก เพราะความคาดหวังสูง เวลาพลาด มันจะตกแรงมาก

    เพื่อนๆคงเคยเห็นหุ้นสหรัฐ วันเดียวลงกัน 30-60% ก็ยังมี ถ้าเอาไปเป็น core port นี่ตื่นมาอาจช๊อคตายได้ หรือ หุ้นไทยบางตัวเจอปัญหาช่อโกง ก็ลงติด floor ได้เช่นกัน

    ตัวอย่างที่ผมแนะนำเพื่อนๆเสมอเวลาจัดพอร์ตคือปุ๋ยสูตร 60-20-20

    core port 60% เป็นหุ้นไทย defensive ที่มีปันผลสูง และไม่อยู่ในอุตสาหกรรมขาลง

    satellite ไทย 20% หา theme หุ้นไทยในปีนั้นๆเค้าเล่นอะไรกัน อ่านให้ขาด ฟาดเข้าไป เพื่อนรู้ไหมในปี 2024 มีหุ้นไทยวิ่งกันระดับ 50-300% เกือบ 30 ตัว หาไม่ยาก เล่นกับ theme ทั้งนั้น

    satellite สหรัฐ 20% เน้นไปที่หุ้น mega trend โดยเฉพาะหุ้นเบอร์ 1 หรือ 2 ของเทรนด์นั้นๆ

    เพียงจัดพอร์ตแบบนี้ คุณก็พร้อมสู้ทุกศึกแล้วล่ะ แขนขามีถลอกบ้างบางเวลา แต่หัวใจยังแข็งแรงไปได้เรื่อยๆ สู้กันยาวๆได้ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะ

    ปล. ลืมบอกว่า จัดแล้ว ก็เข้าศูนย์ เช็คสภาพเรื่อยๆนะ ทุกไตรมาสก็ยังดีครับ

  • จัดสเปคคอม เทรดหุ้น 3 จอ ลื่นหัวแตก ไม่เกิน 14,000 บาท

    จัดสเปคคอม เทรดหุ้น 3 จอ ลื่นหัวแตก ไม่เกิน 14,000 บาท

    เพื่อนๆหลายคนคงเคยไปถามร้านประกอบคอมพ์ว่า อยากประกอบคอมพ์เอาไว้ทำงาน หรือ เทรดหุ้น 3 จอ ต้องจัดสเปคยังไงบ้าง?

    ซึ่งหลายๆคนคงหน้าหงายกลับมาเพราะพี่ช่างก็จะจัดสเปคเทพฉีกกระเป๋ามาให้ ทั้งๆที่วัตถุประสงค์หลักเราจะเอาไว้เทรดหุ้น ไม่ได้เล่นเกมส์ หรือ ตัดต่องานกราฟฟิก

    แล้วยิ่งช่วงไหน Bitcoin พุ่งๆ ราคาการ์ดจอซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการประกอบคอมพ์ยุคนี้ ก็จะยิ่งพุ่ง ยิ่งสมัย Hash rate ไม่โหดแบบปัจจุบัน การ์ดจะมีดีมานด์สูงมาก ตกใบละ 6-7 หมื่น ก็เจอมาแล้ว

    แต่วันนี้กระแสเหมืองขุดเริ่มหมดไป แต่ถ้าเราไปถามซื่อๆกับร้าน ก็อาจเจอสเปคแบบ 3-4 หมื่น (ไม่รวม 3 จอได้) ซึ่งก็ไม่ไหวอยู่ดี

    พอดีผมได้ไปศึกษาเพิ่มเติม ก็ได้สเปคดีๆ แบบสบายกระเป๋ามาแนะนำดังนี้

    1. CPU คือหัวใจของเรื่องนี้ ต้องใช้รุ่น INTEL gen 12 รุ่น i5-12400 เพราะรุ่นนี้ มันมี GPU (graphic user interfase) อยู่ในนั้น ใช่ครับ เราไม่ต้องซื้อการ์ดจอ!! CPU ตัวนี้ 4,990 บาท
    2. เมนบอร์ด ใช้ Gigabyte B760M DDR4 เพราะมันรองรับปล่อยสัญญาณภาพ 3 ช่องพอดี VGA, Display port และ HDMI นั่นหมายความว่าเราต่อ 3 จอได้สบายๆ *แต่ต้องหาจอที่มีพอร์ตสอดคล้องกันด้วยนะ ตัว Gigabyte นี้ตก 3,050 บาท
    3. เลิกคบ HDD แล้วไป SSD สัก 512G ได้เลย 1,290 บาท
    4. ใส่ RAM DDR4 16GB เพื่อความลื่นปรื๊ด 1,150 บาท
    5. ที่เหลือก็ไม่ยากละตามชอบได้เลย Windows 11, กราฟ wifi TP-LINK AX1800 Wifi 6, เคสเบาๆ, Power Supply สัก 550w ก็เหลือเฟือ

    รวมเบ็ดเสร็จหมดไปเพียง 13,870 บาท ไม่รวมจอ แค่นี้ก็ได้คอมพ์ซิ่งๆเอาไปเทรดหุ้นได้แล้วครับ เหลือเงินอีก 2-3 หมื่น เอาไปลงคอร์สเรียนหุ้น หรือสมัคร TradingView หรือเอาไปลงทุนในหุ้น หรือ เหรียญ อะไรก็ได้สบายๆ

    หมายเหตุ : จอเดี๋ยวนี้ไม่แพง 2,300-4,500 บาท แล้วแต่แบรนด์ แนะว่าเน้น Hz สูงๆ 100-120 จะเนียนตาดีครับ แต่ถ้าจะเอาแค่เทรดจริงๆไม่แว๊บไปดูหนังนะ จอ 21 นิ้ว 2 พันนิดๆไม่ติดแบรนด์ มีให้เลือกเพียบ

    เพื่อนๆเอาสเปคนี้ไปคุยกับช่างร้านคอมพ์ได้เลย ผมประกอบที่ JIB ใกล้บ้าน ไม่คิดค่าประกอบ มีประกัน แต่ไม่มี sponsor นะ ฮ่าๆๆ