ป้ายกำกับ: valuation

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • #สรุปดีลออมสุชาร์ ใครแพ้ ใครชนะในโลกการเงิน เราได้บทเรียนอะไรบ้าง?

    #สรุปดีลออมสุชาร์ ใครแพ้ ใครชนะในโลกการเงิน เราได้บทเรียนอะไรบ้าง?

    สรุปออมจ่าย 25 ล้านบาท และกับหุ้นซื้อหุ้น 48% ของแบรนด์เครื่องสำอาง Fleen Beauty ที่ถือโดย พ. แลกกับการถอนฟ้องกันทุกคดี หลังไกล่เกลี่ยในศาล 9 ชั่วโมง ทำให้ออมกลายเป็นผู้ถือหุ้น 100% หลังก่อนหน้าจ่ายเงิน 2.5 ล้านบาทสำหรับหุ้น 4% ให้ผู้จัดการเก่า

    #วิเคราะห์

    Fleen Beauty ปี 2566 มีกำไร 4 ลบ. ถ้าสมมติให้โต +15% ตามอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง กำไร 2567 น่าจะอยู่ราวๆ 4.6 ลบ. แปลว่า P/E ซื้อ(อิงราคา พ.) จะอยู่ที่ 11.4 เท่า (=25 ลบ.หารด้วยกำไรส่วน พ. 48%*4.6 ลบ.) ** การซื้อกิจการคือการมองข้างหน้า เลยมอง Forward P/E **

    เทียบกับ Forward P/E หุ้นในตลาด KAMART 13.5 เท่า, KISS 12.7 เท่า ดูเหมือนว่าออมจะซื้อถูกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม -13% ดูเหมือนออมจะชนะ

    แต่จริงๆ หุ้นนอกตลาดอย่าง Fleen Beauty นั้น สภาพคล่องน้อย ไม่มีกระดานซื้อขาย ขณะที่ Brand Awareness เอาจิงๆยังห่างจากเพื่อนมากๆ สะท้อนจากกำไร เช่น KAMART กำไรปีละ 650+ ลบ. KISS 160+ ลบ. ส่วน Fleen เพิ่งมีกำไร +4 ลบ.

    ดังนั้น P/E ที่ซื้อขาย 11.4x มีส่วนลด -13% ผมมองว่าส่วนลดน้อยไป คหสต. ควรสัก -30% ขึ้นไปถึงจะเหมาะสม แปลว่า พ. ควรได้ตังค์เต็มที่ไม่เกิน 20 ลบ. (จาก P/E 9.4 เท่า) และอย่างที่เคยเล่าว่า value ของ Fleen คือ ออม ส่วนลดมากกว่า 30% ก็ไม่ผิดนะ เพราะคนซื้อ(ออม)เป็นเจ้าของ value นี้ ไม่ใช่ พ.

    #ผู้ชนะ

    ดังนั้น คนชนะเกมส์การเงินนี้คือ พ. ที่ขายได้แพงมาก! เหลือเชื่อ แต่ที่แซบสุดคือ อดีต ผจก. ไม่ต้องช้ำอะไรมาก ลงเงิน 1 แสน ได้กลับมา 2.5 ล้านบาท ตีเป็น P/E 13.9x แปลว่าขายได้แพงสุด แอบตลกที่บอกว่าเหมือนโดนหลอกขายถูกๆ ถถถถถถถถถถ

    คิดอีกท่านะ ลงเงิน 1 แสน ได้กลับมา 2.5 ล้าน กำไร 25 เท่า ในเวลา 20 เดือน เป็นสุดยอด investment ในสากลโลกเลย วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังอาย น่าไปเปิดคอร์สสอนลงทุนต่อ อดีต ผจก.คือผู้ชนะตัวจริง!!

    #ผู้แพ้

    ออมเป็นผู้แพ้ไหม? ตอบยากส์นะ เพราะราคาทางใจที่ออมมอง Fleen มันคงสูงมาก เธอถึงกล้าจ่าย อย่างน้อยเธอได้ความสบายใจ, บริหารคล่องตัว แต่ที่สำคัญคนไทยสัก 20 ล้านคนคงได้รู้จักชื่อ Fleen Beauty แน่ๆ (ผมก็เพิ่งรู้) ออมได้ทำการตลาดไปแล้วในตัว

    เชื่อว่าคะแนนเห็นใจสงสารถูกรังแกคงมาแบบถาโถม ไม่แน่นะ Fleen อาจขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หักล้างสิ่งที่จ่ายไปได้เลยใน 6-12 เดือน เผลอๆเดินหน้า IPO เข้าตลาดหุ้นแบบบริษัทของแฟนซึ่งถนัดด้านตลาดทุนอยู่แล้ว

    แพ้วันนี้ อาจกลายเป็นผู้ชนะในวันหน้าได้ ถ้ามีพี่เลี้ยงที่ดี, ผลิตภัณฑ์ที่ดี, มี mindset ที่ดี และ จริงใจต่อลูกค้า

    ซึ่งอย่างน้อยประชาชนได้เห็นอย่างนึงแล้วว่า ออม รักและทุ่มเทกับ Fleen มาก เค้าคงไม่ทำให้พังคามือแน่ๆ มีเท่าไหร่คงใส่หมดทั้งแรงทั้งใจ

    เครดิตรูป Fleen

    #เราได้เรียนรู้อะไร

    การจัดสรรหุ้นแรกเริ่มสำคัญมาก Unity of command สำคัญ บริษัทต้องมีคนฟันธงคนเดียว, อย่าไว้ใจใครเกินไป ยิ่งไม่ใช่สายเลือด ร้อยพ่อพันแม่ยิ่งต้องระวัง, จะซื้อขายหุ้นอะไร จงถามผู้มีความรู้ความเข้าใจธุรกิจจริงๆก่อน พวกทนาย หรือ นักอาชญวิทยา เค้าไม่ได้รู้ทุกเรื่อง เวลาเราจะเลือกฟัง หรือ

    จะเชื่ออะไร จงดูลักษณะความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันของคนเหล่านั้นด้วยว่าเค้าจะให้ comment ที่แม่นยำจริงไหม

    จบป่ะ

    ปล. ตัวเลขข้างต้นอาจเปลี่ยนแปลงได้นะ พอดีงบ 2567 ยังไม่เห็น คำนวนเร็วๆตามประสบเกินมาให้เข้าใจกันครับ TGIF

  • วิธีมองราคาหุ้น กับ ราคาบนกระดาน

    วิธีมองราคาหุ้น กับ ราคาบนกระดาน

    บ่ายวันศุกร์นั่งสงบใจจากสงคราม ส่องข้อมูลใน Bloomberg มีเรื่องมาแชร์เผื่อเป็นไอเดียกัน

    1. หุ้นใน SET ที่ลงทุนได้มี 694 ตัว

    2. หุ้น 235 ตัว มีนักวิเคราะห์ส่งคำแนะนำเข้าไปในระบบ คิดเป็น 33.8%

    3. ในนั้นมีหุ้นอยู่ 21 ตัว ที่ ราคาหุ้น “สูงกว่า” ราคาเหมาะสมเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนได้หลายมุม

    3.1 คิดแบบซื่อๆ คือ มันแพง

    3.2 คิดลึกหน่อย หุ้นขึ้นมาเร็ว แล้วนักวิเคราะห์ปรับประมาณการไม่ทัน

    3.3 คิดมากไป คือ หุ้นมันแค่เด้งกับข่าว เดี๋ยวก็ลงมา

    หุ้นทั้ง 21 คือ DELTA THG M KCE HENG DOHOME RCL AOT PSL PSH SCC TOP BAM ASK GLOBAL SAPPE TISCO KKP VGI LPN AH

    4. มองแบบเฉลี่ยหุ้นในตลาดไทย มี upside เฉลี่ย 26.9%

    ****************

    สิ่งที่ควรเข้าใจคือ บางทีราคา(บนกระดาน)มันนำความคิดคน(ราคาเหมาะสม) แต่ในบางที ถ้าเราคิดได้ก่อนเห็นก่อน ราคาเหมาะสมก็นำราคาในกระดานได้ บริบทหุ้นแต่ละตัวมันต่างกัน

    ดังนั้นเวลาเราเห็น ราคาบนกระดาน ราคาเหมาะสม เราก็ต้องมาตะหนักคิดว่าตอนนี้หุ้นมันอยู่ใน phase อะไร? หุ้นม้ามืด หรือ หุ้นคนรู้แล้วทั้งตำบล..

    ขอบคุณรูปจาก Golf monthly

    โปรบอกว่า ทุกๆการหวดตี คุณต้องมี pre-shot routine นะ เช่น ส่องหลังลูก จับไม้ จัดมือ ตั้งท่า บลาๆ ในหุ้นก็คงเหมือนกัน

    เพื่อนๆควรตั้ง process ในการคิดตัดสินใจเป็นระบบ ลองทำซ้ำทุกครั้งก่อนซื้อ แล้วจากนั้นก็เอาผลลัพธ์มาทบทวนว่า process เหล่านี้ขาดเหลือต้องแก้อะไร คุณก็จะได้ pre-short routine ในหุ้นของคุณครับ 😊

  • ธุรกิจประกันภัย เบื้องต้นที่ควรรู้

    ธุรกิจประกันภัย เบื้องต้นที่ควรรู้

    ธุรกิจประกันภัยถือเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพราะเป็นกลไกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับทั้งบุคคล และบริษัทต่างๆ

    อีกทั้งยังมีรูปแบบรายได้ที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะในส่วนของ “รายได้จากการลงทุน” ที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

    เดี๋ยววันนี้จะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับพื้นฐานเบื้องต้นของธุรกิจประกันภัย, วิธีวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้ และเรื่องของทิศทางดอกเบี้ยต่อแนวโน้มผลประกอบการกันครับ

    พื้นฐานของธุรกิจประกันภัย

    ธุรกิจประกันภัย ง่ายๆก็คือ ธุรกิจที่รับความเสี่ยงแทนลูกค้า โดยลูกค้าจะจ่าย “เบี้ยประกันภัย” เพื่อให้บริษัทรับความเสี่ยงนั้นไว้แทน หากเกิดเหตุการณ์ที่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ บริษัทก็จะจ่ายค่าสินไหมชดเชยให้ตามที่ตกลงไว้

    ธุรกิจนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่:

    1. ประกันชีวิต (Life Insurance): ให้ความคุ้มครองชีวิต และมักมีส่วนผสมของการออมเงิน หรือการลงทุนด้วย ตัวอย่างบริษัทในตลาดหุ้นไทย เช่น BLA (กรุงเทพประกันชีวิต), TLI (ไทยประกันชีวิต), และ THREL (ไทยรี – บริษัทประกันภัยต่อ ที่รับประกันจากบริษัทประกันชีวิตอื่น) เป็นต้น
    2. ประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance): คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน อุบัติเหตุ สุขภาพ รถยนต์ ฯลฯ เช่น TIPH (ทิพย กรุ๊ป), BKI (กรุงเทพประกันภัย), NSI, SMK, และ THRE เป็นต้น
    3. นายหน้าประกันภัย (Broker) : จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยขายประกัน ทำช่องทางการขาย เพื่อส่งเบี้ยประกันให้บริษัทประกันภัย บริษัทพวกนี้จะไม่รับความเสี่ยงไว้ แต่จะมีรายได้จากส่วนแบ่งในเบี้ยประกันภัยในอัตราที่แน่นอน เช่น TQM, JMT, ASN เป็นต้น

    วิเคราะห์หุ้นประกันภัยต้องดูอะไรบ้าง?

    การวิเคราะห์หุ้นประกันภัยมีความเฉพาะตัวพอสมควร เพราะรายได้ และต้นทุนไม่ได้เหมือนธุรกิจทั่วๆ ไป โดยอัตราส่วนทางการเงิน และตัวเลขสำคัญๆที่ใช้ดูกันก็เช่น :

    • เบี้ยประกันภัยรับ (Premium Income): ใช้ดูการเติบโตของธุรกิจ เช่น TIPH และ BKI มีการเติบโตของเบี้ยรับประมาณ 5-10% ต่อปีหลังโควิด-19 ส่วนใหญ่ระดับ 3-5% ก็ถือเป็น normal growth แล้วสำหรับไทย
    • อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio): วัดว่าบริษัทต้องจ่ายเคลมมากน้อยแค่ไหน เทียบกับเบี้ยประกันที่รับเข้ามา โดยทั่วไปอยู่ที่ 55-65% เช่น TIPH อยู่ที่ 57% ในปี 2023 สรุป คือ ถ้าตัวเลขนี้เยอะ หรือมากกว่าอุตสาหกรรม แปลว่าไม่ดี
    • อัตราค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Expense Ratio): ใช้ดูประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน เฉลี่ยอยู่ที่ 20-30% เช่น BKI อยู่ที่ประมาณ 23% ค่าใช้จ่ายมักวิ่งๆไปมาๆกับกิจกรรมด้านการตลาด
    • Combined Ratio: นำ Loss Ratio และ Expense Ratio มารวมกัน ถ้าค่ารวมต่ำกว่า 100% แสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรจากธุรกิจประกันได้ ซึ่งโดยทั่วไปบริษัทที่แข็งแรงจะมีค่ารวมอยู่ในช่วง 85-95% แต่ถ้าเกิน 100% อันนี้ก็ต้องไปพึ่งรายได้จากข้อถัดไป
    • รายได้จากการลงทุน (Investment Income): ถือเป็นรายได้อีกช่องทางสำคัญของบริษัทประกัน ซึ่งมันก็จะเป็นบางจังหวะในบางปีด้วยนะ เช่น TIPH มีรายได้จากการลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท หรือกว่า 40% ของกำไรสุทธิในปี 2023 ซึ่งรายได้ช่องทางนี้จะใช้ skill จากฟันด์เมเนเจอร์ ผสมกับภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยด้วยนะ
    • มาตรฐานบัญชีและการตั้งสำรอง: โดยเฉพาะมาตรฐานใหม่อย่าง TFRS 17 ที่ส่งผลต่อวิธีการรับรู้รายได้และสำรองความเสี่ยง อาจทำให้ผลประกอบการผันผวนมากขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
    • แนวโน้มเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากร: เช่น สังคมสูงวัยและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้บริษัทประกันต้องปรับตัว ทั้งเรื่องช่องทางขายและรูปแบบผลิตภัณฑ์

    ทำความเข้าใจรายได้จากการลงทุน : อีก 1 เสาหลักของรายได้ในธุรกิจประกันภัย

    สำหรับบริษัทประกัน รายได้จากการลงทุนอาจคิดเป็น 30-50% ของกำไรสุทธิต่อปี เพราะเงินเบี้ยประกันที่เก็บจากลูกค้ายังไม่ต้องจ่ายออกทันที บริษัทจึงนำไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นสามัญ กองทุนรวม หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์

    คราวนี้รายได้จากธุรกิจนี้ มักจะมีความสอดคล้องกับทิศทางภาวะดอกเบี้ยในตลาด เนื่องจากสินทรัพย์ลงทุนหลักส่วนใหญ่จะเป็นตราสารหนี้ และ พันธบัตร

    Source : Bloomberg.com

    คราวนี้ ถ้าดอกเบี้ยขาขึ้น มันจะส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตล่ะ? จะเกิดผลใน 2 ด้าน

    • รายได้จากการลงทุนใน “สินทรัพย์ใหม่” เพิ่มขึ้น เพราะได้ลงทุนในอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่สูงขึ้น
    • แต่ มูลค่า “สินทรัพย์เดิม” อาจลดลง ให้นึกภาพง่ายๆ ดอกเบี้ยขึ้น ราคาตารางหนี้ หรือหุ้นกู้จะลดลง ดังนั้นพอร์ตลงทุนอาจต้องรับรู้ขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss)

    กล่าวคือ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เป็นเหมือนดาบสองคม ในระยะสั้นอาจทำให้มูลค่าตราสารหนี้ที่ถืออยู่ลดลง (กระทบงบการเงิน) แต่ในระยะยาวถือว่าเป็นบวก เพราะลงทุนใหม่ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดังนั้นต้องเข้าไปดูโครงสร้างพอร์ตว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

    บริษัทที่มีพอร์ตใหม่มากๆ ได้เปรียบในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะได้ลงทุนในอัตราดอกเบี้ยใหม่

    บริษัทที่ถือพันธบัตรเดิมเยอะๆ อาจเสียเปรียบในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะต้องบันทึกขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง

    อันนี้ก็คือพื้นฐานเบื้องต้นที่ควรรู้ครับ

    คราวนี้มาดูเรื่อง Valuation กันต่อ หุ้นกลุ่มประกันภัยมีโครงสร้างรายได้และต้นทุนที่ไม่เหมือนธุรกิจทั่วไป ดังนั้นการประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) จึงต้องใช้วิธีเฉพาะให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละบริษัท

    ซึ่งมีทั้งรายได้จากเบี้ยประกัน และรายได้จากการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง วิธีที่นิยมใช้มีดังนี้:

    • Price to Book Value (P/BV): เป็นวิธีที่นิยมที่สุดในตลาดหุ้นไทย เหมาะกับบริษัทที่มีฐานทุนมั่นคง เช่น TIPH หรือ BKI มักเทรดอยู่ในช่วง P/BV 1.2–2.0 เท่า หาก P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า อาจสะท้อนโอกาสสำหรับการลงทุน แต่ก็อาจหมายถึงว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องจับตาหรือไม่
    • Price to Earnings Ratio (P/E): ใช้ในกรณีที่กำไรสม่ำเสมอ แต่ต้องระวังเพราะกำไรของบริษัทประกันอาจผันผวนจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ อาจจะไม่เหมาะช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนเทรนด์นะ แต่ถ้าเทรนด์ชัดๆ วิธีนี้ก็น่าจะดี
    • Embedded Value (EV) และ Value of New Business (VNB): อัตราส่วน EV/ VNB เป็นวิธีที่นิยมในต่างประเทศ เหมาะกับบริษัทประกันชีวิต เช่น TLI โดย EV คือ มูลค่ารวมของพอร์ตกรมธรรม์ปัจจุบัน + ทุนผู้ถือหุ้น ส่วน VNB สะท้อนศักยภาพการเติบโตจากกรมธรรม์ใหม่ที่ขายได้ในแต่ละปี แต่วิธีนี้ในไทยไม่ค่อยนิยมนักเพราะซับซ้อน ยากต่อการเข้าใจ
    • Discounted Cash Flow (DCF): เหมาะกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้สม่ำเสมอ ใช้ได้เมื่อสามารถประมาณการกระแสเงินสดได้แม่นยำ และต้องอาศัยสมมติฐานที่เหมาะสม เช่น อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนเงินทุน ใช่ครับ ในช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศจะใช้ยากมาก

    ดังนั้น การเลือกวิธีประเมินขึ้นอยู่กับประเภทของบริษัทประกันและความเสถียรของผลประกอบการ เช่น ถ้าเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีเบี้ยรับต่อเนื่องและการเติบโตระยะยาว ควรใช้ EV/VNB

    แต่ถ้าเป็นบริษัทประกันวินาศภัยทั่วไป ทิศทางดอกเบี้ยไม่ได้ผันผวนอะไรมาก พวก P/BV และ P/E ก็เพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบในอุตสาหกรรมแล้วครับ

  • วิธีหาราคาเหมาะสม เป้าหุ้น มี 2 เหลี่ยมที่ต้องรู้

    วิธีหาราคาเหมาะสม เป้าหุ้น มี 2 เหลี่ยมที่ต้องรู้

    การประเมินมูลค่าหุ้น มี 2 เหลี่ยมที่ต้องรู้ (ที่ไม่มีใครสอน)

    1. Undervalue approach (basic) คือ หามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นให้เจอ ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ ก็ BUY ซะ วิธีนี้ต้องขยันเปรียบเทียบเยอะๆ เทียบกลุ่ม เทียบตัวเอง เทียบสถานการณ์ เทียบกับ ตปท. ทำได้แล้วก็แค่รอคอย ให้ undervalue เยอะๆ buffer หนาๆ ค่อย take action

    2. IF YES approach (advance) หลักเหมือนทำ scenario ว่า ถ้าทำอันนี้ได้ กำไรจะเป็นเท่าไหร่ ราคาหุ้นจะวิ่งไปแค่ไหน วิธีนี้ต้องทำ forcecast เก่งๆ และ ต้องตามสถานการณ์-ประเด็น-เงื่อนไข โดยรอบที่จะส่งผลต่อประมาณการกำไรอย่างใกล้ชิดมากๆ แทบจะเหมือนนั่งอยู่ในบริษัทเค้า แทบจะนอนใต้เตียงเจ้าของ ตามติดทุกๆ indicator factor price cost บลาๆ ไม่งั้นที่ forecast ไว้จะพลาดหมด …. เพราะรากของวิธีนี้ คือ การวัดกับอนาคต วัดกับเป้าหมายบริษัท ถ้าทำได้ ราคาหุ้นก็ยืนได้ ในทางตรงข้าม ถ้าจะทำไม่ได้ ราคาก็จะพัง เพราะหุ้นที่ใช้ approach นี้จะยืนบนความคาดหวังสูง

    เราจะพบว่า Trailing P/E หรือแม้กระทั่ง Forward P/E จะสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่ม หรือ อดีต อย่างมีนัยสำคัญ เพราะมันแบก hope ไว้เยอะ ใครเล่นสไตล์นี้ก็ต้องเป็นคน alert ตลอดเวลา ติดตามใกล้ชิด และต้องมี stop loss ด้วยนะ เมื่อไหร่เงื่อนไขไม่ใช่ ก็ไปนะ ลุกช้าจ่ายรอบวงนะครับ

    ดังนั้น อ่านให้ออกว่า เป้าในใจเรา มันคือ เป้าแบบไหน และเราควรจะประพฤติตัวอย่างไรหากลงทุนกับหุ้นนั้นๆ ราตรีสวัสดิ์ครับ 😇