ป้ายกำกับ: Trump

  • Boeing โกยแหลกกับ Reciprocal Traiff

    Boeing โกยแหลกกับ Reciprocal Traiff

    ✈️🇺🇸 เพื่อนๆสงสัยมั๊ยทำไม “ทรัมป์ไปไหน” Boeing มักได้ออเดอร์กลับมาตลอด? ดูในกราฟสิหุ้น BA (Boeing) ปรับตัวขึ้น +57% ในเวลา 1 เดือน!! ทะลุทะลวงวันคุณทรัมป์ประกาศ Reciprocal tariff 2 เม.ย. ไปแล้ว และล่าสุด Qatar ซึ่งสั่งซื้อ Boeing ล๊อตประวัติศาสาตร์ 210 ลำ วันนี้มาดูเหตุผลกันว่าทำไมต้อง Boeing

    ภาพที่เห็นบ่อยช่วงหลังๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศของ “ทรัมป์” หรือการพบปะผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ ก็มักมีข่าวตามมา เช่น…

    ✅ Qatar Airways สั่งซื้อเครื่องบิน Boeing

    ✅ อินเดียประกาศขยายฝูงบิน Boeing

    ✅ ญี่ปุ่น, อินโดฯ, ซาอุ ฯลฯ มีคำสั่งซื้อใหม่

    ทำไม “ต้องเป็น Boeing”? เค้าว่ากันว่า “มันคือการเมือง + การค้า + ภาพลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์รวมกัน”

    1️⃣ Boeing คือ “ตัวแทนความเป็นอเมริกา”

    เพราะ Boeing ไม่ใช่แค่บริษัทผลิตเครื่องบิน แต่คือ “สินค้าส่งออกอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ” และเป็นหนึ่งในตัวชูโรงของเศรษฐกิจอเมริกัน ทรัมป์หรือผู้นำสหรัฐฯ หลายคนจึงใช้ Boeing เป็นเครื่องมือทางการทูต

    2️⃣ ใช้ปิดดีลการค้า/การเมืองแบบ win-win

    เวลาบางประเทศอยากได้ดีลพิเศษจากสหรัฐฯ เช่น ขอเปิดตลาด, ขอผ่อนคลายภาษี, ขอซื้ออาวุธ ฯลฯ 🇺🇸 ฝั่งสหรัฐฯ ก็ขอกลับว่า “ถ้าคุณซื้อสินค้าจากเราบ้าง เช่น เครื่องบิน Boeing เราก็ช่วยเจรจาให้ง่ายขึ้น”

    ที่มา : Business Today

    3️⃣ สะท้อนแนวคิด “America First”

    Boeing มีโรงงานในรัฐสำคัญ เช่น Washington, Missouri, South Carolina เวลามีออเดอร์ใหญ่ แปลว่ามีงานเกิด แน่นอนว่าฐานเสียงของทรัมป์ยิ้มกว้าง ดังนั้นการผลักดัน Boeing จึงเป็นการดันเศรษฐกิจสหรัฐแบบรูปธรรมให้เห็น

    4️⃣ ถ้าไม่ซื้อ Boeing ก็ต้องซื้อ Airbus (ยุโรป)

    ทางเลือกในตลาดมีแค่ 2 เจ้าใหญ่:

    ✈️ Boeing (สหรัฐฯ)

    ✈️ Airbus (ยุโรป)

    เวลาเจรจากับสหรัฐฯ การเลือกซื้อ Boeing จึง “ส่งสัญญาณ” ความเป็นมิตรต่ออเมริกานั่นเอง

    5️⃣ ภาพลักษณ์ระดับโลก

    ทรัมป์เป็นนักสร้างภาพ (ในเชิงการตลาด)

    การได้เห็นภาพ “ผู้นำประเทศนั้น ๆ ยืนจับมือกับเขา พร้อมประกาศซื้อ Boeing 100+ ลำ” คือ ภาพแห่งชัยชนะของการเจรจาเชิงการค้าที่เขานำมาใช้ตอกย้ำความสำเร็จนั่นเอง

    สรุปคือ Boeing ไม่ได้ขายแค่เครื่องบิน แต่ขาย “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” หลายดีลไม่ได้เกิดจากความจำเป็นล้วน ๆ แต่เกิดจาก “ยุทธศาสตร์ด้านภาพลักษณ์-การเมือง-เศรษฐกิจ” ที่โยงกันลึกกว่าที่คิดนั่นเองค้าบบบบบบบบบบบบ ! 😆

    อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "Boeing Company (The)• 1D·NYSE 3 0207.35 H208.60 L205.4 C206.24 +1.52 0.74%) USD 210.00 206.24 Post 206.00 190.00 180.00 Boeing Company (lhe) 172.57 170:00 Tnah Ml unlh 1% Sep Oct 160.00 Nov 150.00 Dec 140.00 2025 nnu Feb Mar 130.00 Apr 120.00 May Jun 9.58M 110:90 Jul"
    ที่มา : TradingView 15 May 2025

  • 4 กลยุทธ์เจรจาสไตล์ โดนัลด์ ทรัมป์ ศาสตร์แห่งการปั่น และได้เป้า

    4 กลยุทธ์เจรจาสไตล์ โดนัลด์ ทรัมป์ ศาสตร์แห่งการปั่น และได้เป้า

    ถ้าจะพูดถึงนักเจรจาที่ “เล่นใหญ่ ใจถึง” ที่สุดในโลกการเมืองยุคใหม่ คงไม่มีใครโดดเด่นไปกว่า Donald J. Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ใช้ทักษะการต่อรองจากสนามธุรกิจเข้าสู่สนามการเมืองได้อย่างสุดเดือด โฉ่งฉ่างและโจ่งแจ้ง ดุดัน จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    กลยุทธ์ของ Trump ส่วนใหญ่ไม่ได้อิงมาจากการสร้างสถานการณ์แบบ win-win ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันเหมือนที่ Business School นิยมสอน แต่เฮียแกชอบเล่นแบบ Zero-Sum Game คือ “กูต้องได้ มึงต้องเสีย” ซึ่งแนวทางนี้เองที่สร้างแรงกระแทก และผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากในทางตัวเลขและในหลายกรณี เรามาดู 4 กลยุทธ์ที่ Trump ใช้บ่อยๆกัน

    1. ข้อเสนอสุดโต่ง (Anchor Extreme First)

    Trump มักเริ่มเจรจาด้วยข้อเสนอที่สูงเว่อร์ หรือต่ำเว่อร์เกินกว่าจะรับได้จริง ตัวอย่างเช่น กรณีการเก็บภาษีนำเข้าล่าสุด

    • Trump ประกาศว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศด้วยฐาน Base Tariff 10% และภาษีตอบโต้ Reciprocal Tariff ถึง 10-49% มีผลภายใน 3 วัน (ใครจะไปปรับตัวทัน)
    • ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงทันที (ใครจะไปปรับตัวทัน)
    • แต่สุดท้าย หลายๆประเทศก็เข้าเจรจาทันที ตัวอย่างที่ชัด คือ เวียดนาม ที่ยอมหมอบทันที ยอมจะเก็บ 0% จากที่เคยเก็บสหรัฐ 90% (อันนี้สหรัฐคำนวนเอง)

    2. ขู่ถอนตัว (Walk-Away Threat)

    อีกหนึ่งแท็กติกที่ Trump ใช้บ่อยคือการขู่ walk out หรือถอนตัวจากข้อตกลง ก่อนหน้านี่ก็คือ กรณี NAFTA (ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ)

    • ในปี 2017-2018 Trump เคยขู่จะถอนตัวจาก NAFTA แบบไม่มีเงื่อนไข
    • สร้างแรงกดดันให้แคนาดาและเม็กซิโกกลับเข้ามาเจรจาใหม่
    • สุดท้ายสหรัฐไม่ได้ออกจาก NAFTA แต่ได้ข้อตกลงใหม่ชื่อ USMCA ซึ่งสหรัฐฯ ได้ดีลที่ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและยานยนต์ ซึ่งหลังจากนั้น สินค้าเกษตรสหรัฐส่งไปเม็กซิโกเพิ่มขึ้น 8.5% ทันที และยอดขายรถยนต์ไปแคนาดาก็เพิ่ม 5.3%

    โดย Trump ยังคงใช้กลยุทธ์นี้อย่างต่อเนื่อง NATO และ WHA โดนกันมาหมดแล้ว

    เครดิตรูป FOX 32

    3. สร้างความโกลาหลให้คู่เจรจาปวดหัว (Chaos Strategy)

    Trump ชอบพูดหรือทำอะไรที่ดูเพี้ยนๆในมุมของนักการทูต เช่น เปลี่ยนท่าทีแบบ 180 องศา เอาจนฝ่ายตรงข้ามมึนงง ตัวเองพูดอย่าง แต่หลังบ้านให้ทีมงานไปเจรจาอีกอย่าง ทำให้คู่เจรจาคาดเดาไม่ถูก หรือบางทีก็โพสต์ทวิตแปลก ๆ ตอนตีสาม อย่างเช่นกรณี เกาหลีเหนือ

    • วันหนึ่งในปี 2017 ปธน. Trump เรียก Kim Jong-un ว่า “Little Rocket Man” และขู่ว่าจะระเบิดเกาหลีเหนือให้ราบ
    • ไม่กี่เดือนต่อมาในปี 2018 ก็จัดประชุมซัมมิทกับ Kim แถมยังภาพมีจับมือแน่นหวานปานจะกลืนกิน
    • บทสรุปคือ Kim ยอมระงับการทดสอบขีปนาวุธระยะไกล(ICBM) ชั่วคราวนานกว่า 15 เดือน (2018-2019) ส่วน Trump ก็ได้ภาพคนกลางรักสันติภาพไปซะงั้น

    4. ใช้สื่อกดดัน (Public Pressure)

    Trump มักใช้ Twitter เป็นอาวุธเจรจา เขามัก tweet ข้อความกดดันคู่ค้า (ก่อนที่แกจะมาทำ Social ของตัวเอง เพราะโดนแบน) เคสนี้ ก็เช่นกรณี การเจรจาหาทุนสร้างกำแพงสหรัฐฯ-เม็กซิโก

    • Trump โพสต์ว่า “ถ้าไม่ให้เงินสร้างกำแพง จะปิดหน่วยงานรัฐทั้งหมด”
    • ผลคือเกิด government shutdown 35 วัน (ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์)
    • แต่สุดท้ายสภาต้องผ่านงบประมาณบางส่วนเพื่อให้ระบบกลับมาเดินต่อได้ บนความเสียหายทางเศรษฐกิจจาก shutdown ประมาณ $11 พันล้านเหรียญ (แต่ Trump ได้งบสร้างกำแพงบางส่วนที่ต้องการ)

    อีกเคสนึง Trump เคยทวีตว่า “จีนไม่ซื่อสัตย์ การเจรจ จบนะ” ทำเอาหุ้นร่วง แต่จากนั้น ทวีตใหม่ว่า “จีนโทรมา อยากเจรจานะ” หุ้นก็เด้งสิ

    เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ Trump เคยใช้ ซึ่งพวกเราคงปวดหัวอีกกว่า 3 ปี ….