ป้ายกำกับ: Netflix

  • Big jump!! อีกครั้งของ Soft power เกาหลี

    Big jump!! อีกครั้งของ Soft power เกาหลี

    K-POP 🇰🇷 ก้าวไปอีกขั้นแล้ว! ระหว่างเรากำลังตามหา soft power เจ้าแม่พลังละมุนตัวจริง เกาหลีใต้ กำลังก้าวกระโดดอีกครั้งแบบยิ่งใหญ่มาก วันนี้น้าแดงจะอธิบายให้ฟังครับ

    จุดเริ่มต้นของความปังมาจากอนิเมชั่นชื่อ K-Pop Demon Hunters ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง Sony กับ Netflix เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อ 20 มิ.ย. 2025 (ตอนนี้ฉายในไทยด้วย)

    ในหนังเล่าเรื่องของเกิร์ลกรุ๊ปชื่อ Huntr/x (อ่านว่า Huntrix) ที่กลางวันจะเป็นไอดอลโชว์พลังเสียงบนเวทีให้แฟนๆ แต่กลางคืนต้องเป็นฮีโร่ต่อสู้กับปีศาจที่จะกลืนกินวิญญาณมนุษย์โดยเฉพาะแฟนเพลง (plot เรื่องเก๋ดี)

    เครดิตรูป YouTube

    ใช่! มันต้องมีตัวร้าย ซึ่งในเรื่องก็คือ Saja Boys บอยแบนด์สุดฮอตที่จริง ๆ แล้วคือปีศาจในคราบมนุษย์ เนื้อหาจึงตีคู่ทั้งให้ความเป็น K-Pop เป็นฮีโร่ และเสียดสีวงการบันเทิงเกาหลีในเวลาเดียวกัน (บ้านเค้ามีสงครามระหว่าง SM vs YG Entertainment ที่ Blackpink สังกัด ส่วนบ้านเราสมัยก่อนก็ Grammy vs RS นั่นเอง)

    หนังเรื่องนี้ไม่ได้ดังแค่ในหมู่วัยรุ่น แต่เป็นหนังที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ Netflix ด้วยยอดวิวกว่า 236 ล้านครั้ง ภายในเวลาไม่นาน (หุ้น Netflix ใช้เวลา 7 วันจากหนังฉาย พุ่งทำ new record high ไปเลยที่ $1,331 ในวันที่ 30 มิ.ย. 2025)

    ไม่แค่หนัง แต่เพลงประกอบ “Golden” ก็ทะยานขึ้นอันดับ 1 ทั้ง Billboard Global 200 และ Billboard Hot 100 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ซาวด์แทร็กอนิเมชันขึ้นชาร์ตได้สูงขนาดนี้

    นอกจากนี้ เพลงจากหนังยังติด Top 10 ของ Billboard Hot 100 ถึง 4 เพลงพร้อมกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับซาวด์แทร็กภาพยนตร์มาก่อน

    ด้วยความเป็นหนังอนิเมชั่น ก็เลยไม่เห็นหน้าคนร้อง คนก็เลยสงสัยกันว่าใครเป็นคนร้องเพลง “Golden” เพราะนอกจากเพลงจะเพราะมากๆแล้ว พลังเสียงแบบว่าโหดมากกกก จนลือกันว่าใช้ AI ช่วยร้อง?!?!?

    จนในที่สุดต้องมาเฉลยว่ามันเป็นเสียงของคนพากษ์เสียงสมาชิกวง Huntr/x นั่นเอง ซึ่งเบื้องหลังจริงๆ พวกเธอก็คือศิลปิน 3 คน ประกอบด้วย

    Ejae (Kim Eun-jae) ร้องเป็นตัวละคร Rumi ที่เป็น main vocal ของวง Huntr/x นอกจากนี้ Ejae ยังเป็นหนึ่งในคนแต่งเพลง Golden ด้วย เธอเล่าติดตลกว่าทำนองเพลงนี้ผุดขึ้นในหัวระหว่างเธอไปหาหมอฟัน! นอกจากนี้ก็มี Audrey Nuna ร้องให้เสียงเป็น Mira และ Rei Ami เป็น Zoey

    เครดิตรูป Korea Portal

    Ejae วัย 33 ปี มีประวัติน่าสนใจ เธอเคยเป็นเด็กฝึกหัดของ SM Entertaiment แต่สุดท้ายไม่ได้เดบิวเนื่องจากอายุเยอะไปสำหรับ Girl group ตอนนั้น เธอเลยไปตามความฝันต่อด้วยการไปเรียนดนตรีที่ Ney York University Tisch School of the Arts ที่สหรัฐ และได้เป็นเบื้องหลังเพลงดังๆหลายเพลงที่เกาหลีตอนเธอกลับมา เธอให้สัมภาษณ์กว่า เธอร้องไห้ทั้งวันเมื่อรู้ว่าเพลง Golden ติด Billboard เธอบอกว่าความฝันในเส้นทางดนตรีของเด็กคนนึงในที่สุดก็สำเร็จแล้ว

    “Golden” ไม่ได้เป็นเพียงเพลงประกอบที่ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย แต่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางดนตรี เพราะเสียงร้องอันทรงพลังผสานเมโลดี้ติดหูที่มีกลิ่นอาย K-pop และโลกตะวันตก ทำให้เพลงนี้โด่งดังไปทั่วโลก TikTok, ฟานอาร์ต, แฟนแคมต่าง ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

    ในด้านรายได้ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อเวอร์ชัน sing-along (มีเนื้อเพลงบนจอ) พอเข้าฉายในโรง ก็ทำเงินเกือบ 19 ล้านดอลลาร์ ภายใน 2 วันแรก ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับอนิเมชั่นเอเชีย แถมยังดันให้ K-Pop Demon Hunters เตรียมมีภาค 2 รวมถึงเป็นซีรีส์ยาวอีกด้วย

    ว่ากันว่าครั้งนี้เป็นการผสมผสาน K-Pop กับแฟนตาซีแบบไม่เคยมีใครทำมาก่อน อีกทั้งเนื้อเพลงที่ไม่ได้แค่ประกอบเรื่องแต่ยังเป็นเพลงที่ปังในชีวิตจริงของคนหลายคนอีกด้วย ประโยคฮุคคนฟัง เช่น

    I was a ghost, I was alone ….. คนเราก็มีด้านเลวๆ แบบเหงาๆ

    I lived two lives, tried to play both sides …… ชีวิตด้านมืด ด้านสว่าง มีกันทุกคน

    I’m done hidin’, now I’m shinin’ ….. พอละ กุจะฉายแสงแล้ว

    Gonna be, gonna be golden ….. ชั้นก็คือทองแท้นะโว้ย

    Put these patterns all in the past now ….. ลืมอดีตของกุซะนะ กุจะไปละ

    No more hiding, I’ll be shining… Like I’m born to be

    …. กุจะไม่ซ่อนตัวอีกแล้ว กุเป็นตัวของกุนี่แหล่ะ ใครจะทำไม

    ตัวอย่างเหล่านี้เลยกลายเป็นซาวด์แทร็กชีวิตจริงของคนทั้งโลกได้

    นอกจากนี้ ความดังของ “Golden” ทำให้เกิดการ cover เพลงนี้มากมายทั่วโลก และ version ที่ว่ากันว่าดีที่สุดเป็นของ Park Dahye ร้องโชว์พลังเสียงไปเมื่อ 1 เดือนที่แล้วก็ฟาดไป 14 ล้านวิว และยังมีนักร้อง cover ตะวันตกอีกมากมาย

    เครดิตรูป YouTube

    ประเด็นที่อยากชี้ให้เห็นคือเพลง K-pop นั้นเริ่มใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักได้แล้วอย่างกลมกล่อม โดยเพลง “Golden” เขียนด้วยคำทั้งหมด 124 คำ ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษ 117 คำ หรือ 94% ของทั้งเพลง ที่เหลือ 6% เป็นภาษาเกาหลี

    นอกจากเนื้อหาของหนัง เพลงภาษาอังกฤษได้พา K-pop เข้าสู่ตลาดโลกได้เต็มตัวแบบไร้พรมแดนแล้ว นี่ไม่กล้าคิดเลยว่า soft power เหล่านี้จะสร้างเงินมหาศาลให้กับเกาหลีใต้ได้อีกเท่าไหร่

    เกาหลีใต้สร้างเงินด้วยศิลปะ ความรักชอบ อิ่มอกอิ่มใจ สันติภาพ แถมไม่ต้องใช้อาวุธ หรือ กำแพงภาษี Tariff แม้แต่น้อย ช่างน่าอิจฉาจริงๆ

    บทความโดย #น้าแดงคุยกับนักลงทุน😊

    อาทิตย์ 7 กันยายน 2568 เวลา 01.38 น.

    ปล. คลิปที่น่าสนใจ

    Cover โดย Dahye https://www.youtube.com/watch?v=uSAPVDS2LUo…

    KPop Demon Hunters https://www.youtube.com/watch?v=AzCAwdp1uIQ

  • รู้จักธุรกิจ Streaming มาเงียบๆแต่เฉียบขาด มาตรฐานใหม่ชาวโลก

    รู้จักธุรกิจ Streaming มาเงียบๆแต่เฉียบขาด มาตรฐานใหม่ชาวโลก

    ทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยี Streaming เข้ามาปฏิวัติวงการทีวีทั่วโลก โดยเข้ามาแทนที่การรับชมผ่านระบบดาวเทียม (Satellite TV) อย่างต่อเนื่อง

    สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การดูคอนเทนต์แบบออนดีมานด์ (On-Demand) ก็คือ อยากดูเมื่อไหร่ก็ได้ดู ดูย้อนหลังก็ได้ ประกอบกับต้นทุนที่ต่ำกว่า ความสะดวกในการเข้าถึง และความสามารถของเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว Streaming จึงกลายเป็นโครงสร้างหลักของอุตสาหกรรมบันเทิงในยุคปัจจุบัน

    ช่วงต้นปี 2025 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 กลุ่มสื่อและบันเทิงปรับตัวลดลงกว่า 4% แต่หุ้นของ Netflix กลับสวนทาง

    โดย Netflix ปรับตัวขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี และสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เหนือระดับ $1,150 ต่อหุ้นหน้าตาเฉย

    แม้จะมีข่าวการประกาศภาษี 100% สำหรับภาพยนตร์ที่ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้หุ้น Netflix ร่วงลงถึง 4% ระหว่างวัน แต่สุดท้ายราคาหุ้นก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    ความแข็งแกร่งของ Netflix สะท้อนผ่านผลกำไรที่ดีงามเหนือความคาดหมายใน 1Q25 มีรายได้รวม $10.5 พันล้าน เพิ่มขึ้น +13% y-y กำไรสุทธิอยู่ที่ $2.9 พันล้าน +24% y-y และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ $6.61 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ $5.67

    นอกจากนี้ Netflix ยังมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 31.7% ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้าจะขยายได้อีก โดยกลยุทธ์การเพิ่มรายได้จากโฆษณา (Advertising) ทำให้โฆษณาของบริษัทเติบโต 65-70% ต่อไตรมาสในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา หน่วยธุรกิจนี้น่าสนใจ ยิ่งคนดูเยอะ สมาชิกเยอะ eyeballs ยิ่งเยอะ ยิ่งขายโฆษณาได้ง่าย ได้แพงยิ่งขึ้น

    แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษี แต่ Netflix ยังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่อง Streaming กันครับ

    เทคโนโลยี Streaming ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากระบบการบีบอัดข้อมูล (Compression) ที่ทันสมัย โดยมาตรฐานล่าสุดอย่าง H.265 หรือ HEVC สามารถลดขนาดไฟล์วิดีโอ 4K ที่ความเร็ว 60 เฟรม/ วินาที ให้สามารถรับชมได้ด้วยความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียง 15-25 Mbps เท่านั้น

    ในขณะที่ระบบ CDN (Content Delivery Network) ช่วยกระจายคอนเทนต์ไปยังผู้ชมทั่วโลกผ่านเครือข่าย Edge Servers ที่ใกล้ที่สุด ลดความล่าช้า (latency) ลงจนสามารถดูวิดีโอแบบเรียลไทม์ได้ แม้ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุด ดังนั้นที่ไหนมี Data center ที่ดีๆ มี Internet ที่พอใช้ได้ คุณก็สามารถเสพความบันเทิงดีๆได้

    ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่พัฒนาแล้วมากที่สุดด้านนี้ มีผู้ใช้งานบริการ Streaming รวมกันมากกว่า 225 ล้านบัญชี โดย penetration rate อยู่ที่กว่า 80% ของครัวเรือนทั้งหมด Netflix มีค่าสมัครราว $15.49/เดือน สำหรับแพ็กเกจมาตรฐาน

    ขณะที่ Hulu และ Peacock มีแพ็กเกจแบบมีโฆษณา (AVOD) เริ่มต้นที่ $7.99/เดือน ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย โดย AVOD สามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาได้อย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่

    ในญี่ปุ่น แม้จะเข้าสู่ตลาดช้ากว่าสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันมี penetration rate อยู่ที่ประมาณ 50% โดย Netflix มีผู้ใช้งานราว 8 ล้านบัญชี และ Amazon Prime Video ครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด โดยค่าบริการ Prime อยู่ที่ 500 เยน/เดือน (ประมาณ 3.3 ดอลลาร์สหรัฐ) ความนิยมในประเทศนี้ยังรวมถึงแพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง U-NEXT และ AbemaTV ที่ผสมผสานการให้บริการแบบ Live และ On-Demand ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการหลากหลายของผู้ชม

    เกาหลีใต้เป็นอีกตลาดหนึ่งที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย โดยมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้งาน Streaming สูงถึง 20% ต่อปี และมี penetration rate ประมาณ 70% ของครัวเรือน แพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง TVING และ Wavve แข่งขันกับ Netflix อย่างสูสี โดยเน้นการผลิต Original Content ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ค่าบริการโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000-10,000 วอน/เดือน (ประมาณ 6-8 ดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้โมเดลแบบ AVOD ยังไม่เติบโตมากนักในเกาหลี เนื่องจากผู้บริโภคยังนิยมรับชมแบบไม่มีโฆษณามากกว่า

    ขอบคุณรูปจาก : kapanlagi.com

    ในอินเดีย ตลาดมีผู้ชมออนไลน์มากกว่า 400 ล้านคน แต่รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU) ยังต่ำ ทำให้โมเดล AVOD ได้รับความนิยมสูงมาก แพลตฟอร์มอย่าง Hotstar (Disney+) และ JioCinema เสนอคอนเทนต์ฟรีพร้อมโฆษณาเป็นหลัก ค่าบริการหากเลือกแบบไม่มีโฆษณาจะอยู่ที่ราว 299 รูปี/เดือน (ประมาณ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐ) penetration rate โดยรวมยังต่ำกว่า 40% แต่แนวโน้มการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานมือถือในเมืองระดับ Tier 2-3

    สำหรับไทย ผู้ใช้งาน Netflix อยู่ที่ราว 2.3 ล้านบัญชีในปี 2024 คิดเป็น penetration rate ราว 25-30% ของครัวเรือน โดยผู้ให้บริการอื่นเช่น YouTube, TrueID และ AIS Play ยังมีบทบาทสูงในกลุ่มโมเดลแบบ AVOD และ Freemium

    ค่าบริการ Netflix แพ็กเกจมาตรฐานอยู่ที่ 349 บาท/เดือน ขณะที่ผู้เล่น Local อย่าง MonoMAX ก็กำลังถูกจับตาอย่างมาก หลังจับมือกับ JAS เตรียมถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษในฤดูกาลหน้า

    ด้าน AVOD อย่าง YouTube และ Line TV ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มผู้ชมที่ไม่ต้องการจ่ายเงิน การเติบโตของตลาดขึ้นอยู่กับคุณภาพอินเทอร์เน็ตและการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจในประเทศ

    แนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรม Streaming คือการมุ่งไปสู่ความละเอียดสูงยิ่งขึ้น เช่น 8K การใช้ AI เพื่อแนะนำคอนเทนต์แบบเฉพาะบุคคล รวมถึงการผสานกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น VR, AR และ Cloud Gaming ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบของการบริโภคสื่อให้มีความโต้ตอบ (interactive) และหลากหลายยิ่งขึ้น

    ดังนั้น Streaming ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกของการรับชมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลก โดยมีเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นรองรับพฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ตอนนี้ธุรกิจ Streaming เลยกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของคนทั้งโลกนั่นเอง