ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับทรัมป์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ทำคะแนนนิยม (Approval Rating) ได้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นในรอบ 80 ปี
โดยมีคะแนนพึงพอใจเฉลี่ยเพียง 39-45% เท่านั้น สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนอย่างชัดเจนในช่วงต้นวาระดำรงตำแหน่ง

และสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจเรื่อง “Approval Rate” กันมากขึ้นว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร
Approval Rate คืออะไร? Approval Rate หรือตัวชี้วัดความนิยม เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่า “พอใจ” หรือ “ไม่พอใจ” ต่อผู้นำประเทศ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยปกติแล้วการสำรวจนี้จะทำเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อผลงานของผู้นำนั้นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ หรือการจัดการเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น วิกฤตโรคระบาดหรือสงคราม
การวัด Approval Rate เริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสำนัก Gallup ได้ทำการสำรวจเพื่อวัดความนิยมในตัว Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น หลังจากนั้น การวัดคะแนนนิยมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ เพื่อจับชีพจรความพึงพอใจของสาธารณชนต่องานของรัฐบาล
แล้ว Approval Rate สำคัญอย่างไร?
- ด้านการเมือง: Approval Rate เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน ถ้าคะแนนต่ำอย่างต่อเนื่อง ผู้นำอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายตัวเอง เช่น การต่อต้านนโยบาย หรือการเรียกร้องให้ปรับคณะรัฐมนตรี
- การเลือกตั้ง: คะแนนนิยมเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งในระดับกลางเทอม (Midterm Elections) และระดับประธานาธิบดี หากคะแนนต่ำ พรรคของผู้นำมักเสียที่นั่งในสภาคองเกรส
หาก Approval Rate ต่ำ จะเกิดอะไรขึ้น?
- เสถียรภาพทางการเมืองลดลง: ความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งภายในพรรค หรือแม้แต่การถูกร้องขอลาออกในบางกรณี
- นโยบายอาจหยุดชะงัก: การผ่านกฎหมายสำคัญทำได้ยากขึ้น เพราะสมาชิกสภาอาจไม่กล้าเสี่ยงสนับสนุนนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม เพราะหากโหวตให้ มันก็จะทิ่มแทงตัวเองกลับมา
- โอกาสของฝ่ายค้าน: ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะใช้คะแนนต่ำเป็นเครื่องมือโจมตีเพื่อช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้า
จากรูปด้านล่างจะเห็นว่า ประชาชน 72% เชื่อว่านโยบายทรัมป์ จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งไม่มี ปธน.คนไหนอยากให้เกิดในสมัยของเค้า จุดนี้สำคัญ ทรัมป์ควรต้องกลับมาคิดให้มากขึ้นว่าถ้าดึงดันต่อไป American อาจไม่ Great again ซึ่งจะนำมาซึ่ง Republican เตรียมแพ้เลือกตั้งสมัยหน้าได้เลยยาวๆ
นักวิเคราะห์บอกว่า ถ้ายังดำดิ่งแบบนี้ Mid term Election ปีหน้า อาจเสียที่นั่งใน Swing stage และทำให้การขับเคลื่อนนโยบายยิ่งลำบาก หุ้นสหรัฐกลางปีหน้าอาจเหนื่อยอีกรอบ

Approval Rate กับตลาดหุ้น
- ความเชื่อมั่นนักลงทุน: นักลงทุนใช้ Approval Rate เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเสี่ยงทางการเมือง ถ้าคะแนนนิยมต่ำมาก อาจแปลว่านโยบายเศรษฐกิจมีโอกาสถูกขัดขวางหรือล่าช้า
- ความไม่แน่นอน (Uncertainty): ตลาดหุ้นไม่ชอบความไม่แน่นอน หากคะแนนนิยมต่ำต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดความเสี่ยง โดยการขายหุ้นในกลุ่มที่พึ่งพานโยบายรัฐบาล เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และพลังงาน
- ตัวอย่างในอดีต: ในปี 2018 ช่วงที่คะแนนนิยมทรัมป์ตก ตลาด S&P 500 ปรับตัวลดลงแรงในไตรมาสสุดท้าย เพราะความกังวลเรื่องสงครามการค้า และเสถียรภาพของรัฐบาล
Approval Rate เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ถ้าคะแนนสูง มักนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นใจในตลาด แต่ถ้าคะแนนต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเสมอ
สำหรับบ้านเรา การทำโพลไทย อาจคล้าย Approval Rate อเมริกาในทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติต้องดูคุณภาพ และที่มาของโพลเป็นหลัก เพราะมาตรฐานความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน นั่นเลยทำให้ โพลไทย กับ Approval Rate จึงต่างกันมาก เพราะ…
1. ความเป็นกลางของผู้จัดทำ:
- สหรัฐฯ มีสำนักโพลเก่าแก่และมีมาตรฐานสูง เช่น Gallup, Pew Research, Ipsos ซึ่งถูกตรวจสอบโดยสื่อ และมหาวิทยาลัยตลอดเวลา
- ไทยมีสำนักโพลหลายแห่ง แต่ บางแห่งถูกมองว่ามีอคติทางการเมือง หรือมีการทำ “โพลจัดตั้ง” เพื่อสร้างกระแส (manipulate perception)
2. วิธีการสุ่มตัวอย่าง (Sampling):
- สหรัฐฯ ใช้ การสุ่มแบบสุ่มจริง ๆ (random sampling) ตามประชากรศาสตร์ (อายุ, เพศ, รายได้, ศาสนา, ภูมิภาค) เพื่อให้ได้ภาพรวมที่แท้จริง
- ไทยบางครั้งยังใช้ การสำรวจเฉพาะกลุ่ม (เช่น โทรศัพท์, ออนไลน์, หรือในพื้นที่เฉพาะ) ซึ่งอาจ “เบ้” ได้ง่ายมากๆ
3. ขนาดตัวอย่าง (Sample Size):
- สหรัฐฯ มักใช้กลุ่มตัวอย่าง 1,000–2,000 คนขึ้นไป เพื่อให้มี Margin of Error ต่ำ (~±3%)
- ไทยบางโพลใช้แค่หลักร้อย หรือทำในกลุ่มที่คัดเลือกมาแล้ว ทำให้ตัวเลขไม่นิ่ง
4. บริบทการแสดงความคิดเห็น:
- สหรัฐฯ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระแม้ไม่พอใจรัฐบาล
- ไทยในบางยุคสมัย อาจมี self-censorship หรือความกังวลต่อการแสดงความเห็นทางการเมือง เห็นได้จากการตั้งคำถาม บางทีจะเป็นการชี้นำก็มี
อย่างไรก็ดี มีโพล ก็ยังดีกว่าไม่มีนะ เพียงแต่เสพด้วยความระมัดระวังครับ

