การลงทุนในหุ้นกู้ (Corporate Bonds หรือ Debenture) เคยเป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนไทยที่มองหาผลตอบแทนที่มั่นคง และความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหุ้น แต่ว่าหลังๆเริ่มไม่นิยมหลังบริษัทสีเทาๆหันมาใช้ช่องว่างออกหุ้นกู้ขายให้กับประชาชนที่ไม่มีความรู้ ทำให้ผลตอบแทนไม่คุ้มความเสี่ยง(มหาศาล) เช่น ลงทุนหวังกำไรปีละ 4% แต่พอโดน ก็เจ๊งเกลี้ยงเลย 100% ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความรู้จักกับหุ้นกู้ตั้งแต่พื้นฐาน วิธีการทำงาน การลงทุน ไปจนถึงเกล็ดการเลือกหุ้นกู้ง่ายๆ จะได้เลือกลงทุนได้ถูก เพราะเอาจริงๆ หุ้นกู้ดีๆก็ยังมีอีกเยอะครับ
หุ้นกู้คืออะไร?
หุ้นกู้คือเครื่องมือทางการเงินประเภทหนึ่งที่บริษัทออกมาเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน ในทางปฏิบัติ การซื้อหุ้นกู้ก็คือการที่คุณปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทเหล่านั้น โดยในฐานะผู้ถือหุ้นกู้ คุณจะได้รับดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และบริษัทจะคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดระยะเวลาของหุ้นกู้
ตัวอย่างง่ายๆ: สมมติว่าคุณซื้อหุ้นกู้มูลค่า 100,000 บาท ที่มีอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี คุณจะได้รับดอกเบี้ยปีละ 5,000 บาท และเมื่อครบกำหนดในปีที่ 3 บริษัทจะคืนเงินต้น 100,000 บาทให้คุณนั่นเอง
หุ้นกู้ทำงานอย่างไร?
- การออกหุ้นกู้: บริษัทต้องการเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจหรือชำระหนี้เก่า จึงออกหุ้นกู้ให้กับนักลงทุน ซึ่งการออกแต่ละครั้งต้องอยู่ภายใต้การกำกับของทางการ (กลต.) เพราะเป็นการกู้เงินกับประชาชนทั่วไป
- การซื้อหุ้นกู้: นักลงทุนซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรก (Primary Market) หรือในตลาดรอง (Secondary Market) โดยหาซื้อได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือ ซื้อที่ธนาคาร ก็ได้
- ผลตอบแทน: นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น รายปี หรือรายครึ่งปี โดยดอกเบี้ยจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%
- คืนเงินต้น: เมื่อครบกำหนดอายุของหุ้นกู้ บริษัทจะคืนเงินต้นให้กับผู้ถือหุ้นกู้
ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกู้
- รายได้ที่มั่นคง: ดอกเบี้ยจากหุ้นกู้เป็นรายได้ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้ลงทุนสามารถวางแผนการเงินได้ง่าย
- ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น: หุ้นกู้มีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น เนื่องจากราคาหุ้นกู้ในตลาดรอง จะไม่ผันผวน และอ่อนไหวไปกับผลประกอบการของบริษัทโดยตรงนัก ภาวะตลาด และ เครดิตเรตติ้ง จะมีผลต่อราคามากกว่า
- เหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยง: หุ้นกู้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้
ข้อควรระวังในการลงทุนในหุ้นกู้
- ความเสี่ยงด้านเครดิต: ในกรณีที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ จากปัญหาทางการเงิน ก็จะส่งผลต่อเงินลงทุนของเราทั้งหมดได้ (แม้ว่าต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องก็ตาม แต่จะใช้เวลานานหลายปี เพราะต้องเคลียร์กับเจ้าหนี้อื่นๆด้วย)
- อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น: เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น ราคาของหุ้นกู้ในตลาดรองมักลดลง เพื่อชดเชยการเสียโอกาสของผู้ซื้อในตลาดรอง
- ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง: หุ้นกู้บางประเภทอาจขายต่อในตลาดรองได้ยาก เนื่องจากในประเทศไทย ตลาดรองหุ้นกู้ไม่ค่อยนิยมเหมือนตลาดหุ้น ทำให้ซื้อมาขายไปยาก และนำมาซึ่งราคาที่มีส่วนลดและไม่ได้สะท้อนมูลค่าแท้จริงของหุ้นกู้นั้นๆ
วิธีเลือกหุ้นกู้เบื้องต้น
- ตรวจสอบเครดิตเรตติ้ง (Credit Rating):
- เครดิตเรตติ้งแสดงถึงความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ โดยเรตติ้งที่สูง (เช่น AAA, AA) หมายถึงความเสี่ยงต่ำ แต่ก็จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่า ในขณะที่เรตติ้งต่ำ (เช่น BBB หรือต่ำกว่า) มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าแต่มีความเสี่ยงสูงขึ้น นั่นก็คือหลักของ High risk, High return นั่นเอง
- เลือกตามระยะเวลาใช้เงินของเรา :
- หุ้นกู้ระยะสั้น (1-3 ปี): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงและมีเงินทุนหมุนเวียน และไม่ได้มีความต้องการใช้เงินเร่งด่วนในขณะนั้นๆ
- หุ้นกู้ระยะยาว (>5 ปี): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนในระยะยาวและพร้อมรับความผันผวนของดอกเบี้ยได้ และก็คล้ายกันคือ ไม่ได้มีความต้องการใช้เงินในช่วงเวลานั้น
- พิจารณาอัตราดอกเบี้ย:
- เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้กับอัตราดอกเบี้ยในตลาด เช่น พันธบัตรรัฐบาล เพื่อประเมินความคุ้มค่า รวมถึงเปรียบเทียบกับหุ้นกู้ที่ได้เรตติ้งใกล้ๆกันด้วย และ หุ้นกู้ที่ขายโดยบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันด้วย ย้ำคือ ต้องเปรียบเทียบให้รอบด้านนะก่อนซื้อ
- ตรวจสอบเงื่อนไขพิเศษ:
- หุ้นกู้บางประเภทอาจมีเงื่อนไขพิเศษ เช่น Callable Bond ที่บริษัทสามารถไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของคุณ
การเริ่มต้นลงทุนในหุ้นกู้
- ศึกษาและเลือกประเภทหุ้นกู้:
- สำหรับมือใหม่ อาจเริ่มต้นด้วยหุ้นกู้ของรัฐหรือบริษัทที่มีเครดิตเรตติ้งสูงๆ เช่น AAA หรือ AA
- ซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรกหรือรอง:
- ตลาดแรก: ซื้อหุ้นกู้ที่เพิ่งออกใหม่ผ่านธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์
- ตลาดรอง: ซื้อขายหุ้นกู้ที่มีอยู่แล้วในตลาด เช่น ตลาดตราสารหนี้ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
- ติดตามข้อมูลและสถานะของบริษัท:
- ตรวจสอบสถานะทางการเงินของบริษัทที่ออกหุ้นกู้อย่างสม่ำเสมอผ่านรายงานทางการเงินและการจัดอันดับเครดิต
บทสรุป
หุ้นกู้เป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนที่มั่นคงและต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นกู้ยังคงมีความเสี่ยงที่ควรพิจารณา เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต และความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและการเลือกหุ้นกู้ที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณเป็นสิ่งสำคัญ
ผมย้ำว่า การเปรียบเทียบ compare เป็นสิ่งสำคัญมากในการเลือกหุ้นกู้ รวมถึงระยะเวลาอายุหุ้นกู้ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เงินของเราด้วยนะ
ยิ่งไปกว่านั้น เราควรต้องเข้าใจ Nature ของธุรกิจที่ออกหุ้นกู้ด้วยว่า มันเหมาะสมกับการใช้เครื่องมือหรือไม่ กล่าวคือ หากธุรกิจไม่ได้มีรายได้แน่นอนสม่ำเสมอ เราก็ไม่ควรซื้อหุ้นกู้บริษัทนี้ แต่ถ้าหากเค้าออกหุ้นกู้จริง อัตราดอกเบี้ยก็ต้องสะท้อนความเสี่ยงนี้ด้วยเป็นอัตราที่สูงกว่าปกติด้วย
ย้ำว่า ระวังพวก High risk, Low return นะ โปรดดูดีๆ การฝึกเปรียบเทียบ หรือ compare รอบด้าน จะช่วยการติดสินใจได้เยอะมาก ฝึกเยอะๆครับ



