ป้ายกำกับ: ออม

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    #เป็นคำถามที่ดี เลยนำมาแชร์แบ่งปันครับ ถามโดยพี่ FC ท่านนึงของรายการ LIB Talks ว่า “หุ้นที่ปันผล ปีละ 1 หรือ 2 (ครึ่งปีจ่ายปี) หรือ 4 ครั้ง(ไตรมาสละที) มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนไหม?”

    👉ตอบว่ามีผลนะ ถ้าสมมติว่ามีหุ้น 3 ตัว จ่ายปันผลตามข้างต้นที่ยอดรวมปีละ 1.00 บาท ซึ่งถ้าความเสี่ยงธุรกิจพอๆกัน การเติบโตพอๆกัน ตัวที่จ่าย 4 ครั้งจะเป็นตัวเลือกแรก เพราะ…

    ไตรมาส 1 จ่าย 0.25 บาท เราสามารถเอาเงินก้อนนี้ ไปซื้อหุ้นตัวเดิมนี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จำนวนหุ้นนี้ในพอร์ตก็จะเยอะขึ้น

    พอไตรมาส 2 จ่ายอีก 0.25 บาท เราก็จะยิ่งได้เงินเยอะขึ้น เพราะหุ้นเราเยอะขึ้นมากจากเอาเงินปันผลไตรมาส 1 มาซื้อหุ้นเพิ่มไง

    อันนี้แหล่ะเค้าเรียกว่า มหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น(ในรูปแบบเงินปันผล)นั่นเองครับ

    ส่วนตัวที่จ่ายปันผลแบบป๋าๆทุกเดือน (12 ครั้ง) แล้วถ้าธุรกิจดี ความเสี่ยงต่ำ แล้วเราเอาปันผลมาวนๆซื้อหุ้นเติมไป ก็ยิ่งบังเกิดผลดีกับพอร์ตการออมการลงทุนของเพื่อนๆครับ 😀

    แต่ย้ำอีกครั้ง เลือกหุ้นปันผล อย่าเริ่มที่ Dividend yield นะครับ เริ่มที่ธุรกิจก่อนนะ ไปฟังย้อนหลังในรายการ หรือ คลิปตัดแยกให้ช่องสีแดงของ Liberator Securities นะครับ 💙

  • ดอกเบี้ยขาลง เก็บเงินที่ไหนดี? รวม 5 ทางเลือกออมเงิน ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ย และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

    ดอกเบี้ยขาลง เก็บเงินที่ไหนดี? รวม 5 ทางเลือกออมเงิน ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ย และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

    ในช่วงที่ดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มปรับตัวลง หลายคนเริ่มมีคำถามว่า “ควรเก็บเงินไว้ที่ไหนดี?” ให้ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ยพอสมควรกับความเสี่ยง และที่สำคัญ ต้องไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงที่กำลังระบาดอยู่ในยุคนี้

    เลยไปสำรวจ 5 ทางเลือกการออมเงินที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมตัวอย่างผลตอบแทนแบบเข้าใจง่ายๆ เผื่อช่วยให้เพื่อนๆพิจารณากัน

    ทางเลือกแรกที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยคือ การฝากออมทรัพย์ หรือฝากประจำแบบดั้งเดิม จุดเด่นคือความเสี่ยงต่ำมาก เงินฝากได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากสูงสุดถึง 1 ล้านบาท/ บัญชี

    แต่ข้อเสียคือดอกเบี้ยต่ำมาก โดยบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปให้ดอกเบี้ยเฉลี่ยราว 0.25% – 1.5% ต่อปี ส่วนฝากประจำ 3 เดือนอาจได้ราว 1.75% – 2.25% ซึ่งในภาวะดอกเบี้ยขาลง ตัวเลขเหล่านี้มีแนวโน้มจะลดลงอีก การฝากประเภทนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องสูง และไม่อยากจะเสี่ยงเลย

    อีกทางเลือกที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นคือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งถือว่าเป็นการพักเงินแบบที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากแบงก์เล็กน้อย โดยกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นหรือเงินฝากสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง

    ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีของกองทุนกลุ่มนี้อยู่ในช่วงประมาณ 1.8% – 2.4% ต่อปี แม้จะไม่การันตีผลตอบแทน แต่ถือว่าเสมือนมีความเสี่ยงต่ำมาก แนะนำให้ซื้อผ่านแอปหรือโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพนะ

    เซียนบอกว่าวิธีนี้ป้องกันมิจฉาชีพได้ด้วยนะ เพราะเวลาถอนเงินมันจะวิ่งไปหาบัญชีชื่อของเราที่ฝากไว้เท่านั้น บัญชีม้าหมดสิทธิ เพียงแต่ว่ามันจะมี lag time ประมาณ 1 วันในการถอน เราก็แค่วางแผนดีๆก็ง่ายละครับ

    สำหรับสายดิจิทัลที่อยากได้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากออมทรัพย์ แต่ยังต้องการความยืดหยุ่นในการถอนเงิน บัญชีเงินฝากดิจิทัล (Digital Savings) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เช่น SCB Easy Saving ที่ให้ดอกเบี้ยถึง 2%, K-eSavings 1.5%, หรือ ttb All Free ที่ให้สูงสุด 1.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานควรระวังการใช้งานผ่านแอปหรือเว็บไซต์ปลอม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้ช่องทางทางการของธนาคารเท่านั้นนะ!!

    หากคุณมีเงินเย็น และไม่รีบร้อนใช้ การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล หรือสลากออมสินก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสูง เพราะมีรัฐค้ำประกัน พันธบัตรบางรุ่นให้ดอกเบี้ยคงที่ราว 2.4% – 3.0% ต่อปี ขึ้นกับระยะเวลาถือ ส่วนสลากออมสินแม้ให้ดอกเบี้ยน้อยกว่าราว 0.5% – 1.5% แต่ได้สิทธิ์ลุ้นรางวัลทุกเดือน เหมาะสำหรับคนที่อยากออมเงินระยะกลางถึงยาว และชอบความมั่นคง แถมว่ากันว่าได้บุญด้วยนะ เงินของเราจะเป็นเครื่องมือให้ธนาคารรัฐแห่งนี้เอาไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้าได้อีกด้วย

    จุดสำคัญข้อนี้คือ ต้องมั่นใจว่าเงินเราเย็นจริง เย็นกี่เดือน กี่ปี จะได้เลือก tenor การฝากได้ตรงกัน เช่น เงินเย็นก้อนนี้ 2 ปี ก็เลือกออมในธนบัตรอายุ 2 ปี ให้มัน match กันนะ

    ส่วนใครที่อยากเพิ่มผลตอบแทนขึ้นอีกเล็กน้อย โดยยังอยู่ในขอบเขตความเสี่ยงที่พอรับได้ ตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (Investment Grade Bonds) หรือ หุ้นกู้ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ หากเลือกบริษัทที่มีเครดิตดี เช่น Rating A ขึ้นไป จะมีโอกาสได้รับดอกเบี้ยราว 3.0% – 4.5% ต่อปี แต่ทั้งนี้ควรตรวจสอบข้อมูลบริษัทผู้ออก และข้อมูลกองทุนกับ ก.ล.ต. เสมอก่อนลงทุนด้วยนะ

    ผมแนะอีกนิดว่า ให้ดูแนวโน้มธุรกิจของบริษัทที่ขายหุ้นกู้ด้วยนะ ผู้ออกควรมีกระแสเงินสดเป็นบวก “อย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้เหวี่ยงมากเกินไป” อีกจุดที่ควรดูคือ D/E ratio ไม่ควรสูงเกินไป (<2 เท่า กำลังพอรับได้) นอกจากนั้นธรรมาภิบาลของ ผบห.ในการทำธุรกิจก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาจใช้ google เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบที่ดี โดยการ search คำง่ายๆ เช่น “บริษัท ….. โกง” “บริษัท…. เบี้ยว ผิดนัด” “บริษัท… ปัญหา” เหล่านี้พอช่วยได้

    แต่ย้ำว่า CG score นั้นไม่ได้เป็นตัวการันตีนะ ย้ำ!

    อีกอันที่กำลังมาแรงคือ บัญชีเงินฝาก FCD (ฝากในสกุลต่างประเทศ) อันนี้ดอกเบี้ยแรงได้ใจ 4-5% แต่คุณต้องวัดกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ต้องหาจังหวะ THB แข็งๆ เข้าแนวรับสำคัญแล้วค่อยเข้าไปฝากนะ แม้ดอกเบี้ยจะเป็นขาลง แต่ผลตอบแทนยังสูงมาก หากไม่เจ๊งค่าเงินเสียก่อน(ฮา)

    โดยสรุป หากคุณไม่อยากเสี่ยง และเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก การเลือกใช้หลายเครื่องมือผสมกันก็เป็นแนวทางที่ดี เช่น เงินที่ใช้จ่ายประจำวันอาจเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีดิจิทัล เงินที่รอจังหวะลงทุนอาจพักในกองทุนตลาดเงิน หรือฝากประจำ ส่วนเงินระยะยาวอาจพิจารณาพันธบัตรหรือแม้แต่ตราสารหนี้เกรดดีครับ

    และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าเพื่อนๆจะออมด้วยวิธีไหน ต้องระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยควรตรวจสอบชื่อกองทุนหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนกับเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ที่ www.checkfirst.sec.or.th อย่ากดลิงก์จาก SMS หรือไลน์ที่ไม่รู้จัก

    และถ้ามีใครบอกว่าลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน “การันตี” เว่อร์ๆแบบ 20% ต่อปี อันนี้ให้สงสัยไว้ก่อนเสมอเลยว่า ไอ่นี้โกงแน่ๆ ให้จำไว้ว่า ของดีง่ายๆ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงแบบนี้มันไม่ตกถึงมือเม่าอย่างเราๆหรอก

    การออมเงินในช่วงดอกเบี้ยขาลงอาจดูน่าเบื่อ แต่ถ้าทำถูกทางและไม่ถูกหลอก เงินของคุณจะยังคงเติบโตอย่างมั่นคง และรอจังหวะใหม่ของการลงทุนได้อย่างปลอดภัยจ้า

    และสุดท้ายครับ อย่าเอาไข่ทุกใบใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวนะครับ กระจายความเสี่ยงด้วยล่ะ

  • แบบนี้ก็มีด้วย เงินฝาก 4.56% และแต้มต่อที่นักลงทุน(ควร)ตีความได้

    แบบนี้ก็มีด้วย เงินฝาก 4.56% และแต้มต่อที่นักลงทุน(ควร)ตีความได้

    เมื่อวานนี้พาแม่ไปกินข้าวในห้างฯ แล้วแกขอให้พาไปธนาคาร พอดีแกมีตังค์อยู่ก้อนนึงที่ KTB จากการออมจนลืมสมัยรับราชการครู ก็เลยว่าจะไปถอนแล้วเอาไปฝากประจำ 7 เดือน พวก 1.65% ไรสักอย่าง ซึ่งแกก็ถามว่า ok ไหม?

    ในฐานะนักการเงินการลงทุน ก็ต้องบอกว่า “ม่ายยย!!” 1.65% vs เงินเฟ้อ 2.0% ฝากไงก็แพ้ ยิ่งฝากยิ่งจน แต่ก็เข้าใจแม่ได้ สำหรับคนแก่ ความมั่นคง ปลอดภัยมันสำคัญกว่าความคุ้มค่า ถ้ามันยอมเจ็บนิดหน่อยแต่มั่นคง ก็อาจเหมาะกับแก

    คราวนี้กำลังเดินผ่านประตูเข้าไป ก็เอ๊ะ ป้ายอะไรวะ? เปิดบัญชี FCD ฝากประจำ 4.56% !!

    เดี๋ยวๆมันมากกว่าเป้าหมายของแม่เยอะ มากกว่าออมทรัพย์ Saving 0.25-0.3% มากกว่าฝากประจำ 1-2 ปีที่ 1.4-1.9% เยอะมากด้วย เลยพาแม่ไปคุยกับสาวแบงก์กันหน่อย

    คาตาเลย อัลไลกันนี่!?!?!?

    หลังสนทนาได้ความว่า

    • เค้าจะเอาเงินสกุลบาทของแม่ แปลงแล้วเอาไปฝากในรูปสกุลเหรียญสหรัฐ USD
    • ดอเบี้ยรับจะโดนภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ตามปกติ
    • เป็นฝากประจำระยะสั้น 1 หรือ 2 หรือ 3 เดือน
    • สมมติพอครบ 3 เดือน ก็มี 2 ทางเลือก 1.โอนกลับไปฝากบัญชี Global Saving (อันนี้ก็ดอกดีอยู่นะ 2.5%) หรือ ทิ้งไว้ในบัญชี FCD แล้วรอประกาศเรตใหม่ว่า 4.xx% หรืออาจลงเป็น 0.00% ก็ได้ แล้วเราคิดทำไรอีกที

    ผมลองถามน้องว่า ธนาคารเอาเงินแม่ไปทำไร ทำไมให้ดอกเบี้ยกลับมาเยอะกว่าฝากออมทรัพย์ หรือ ฝากประจำแบบไทยๆ น้องบอกไม่แน่ใจค่ะพี่ แต่พี่มีความเสี่ยงเรื่องค่าเงินนะ เช่น วันที่ครบ 3 เดือน พี่ถอนเงินออก แล้วเรตมันแข็งกว่านี้ สมมติ 32.7x (วันฝาก 33.7x) พี่จะขาดทุน -1.00 บาท/ ดอลล่าร์ ถ้าพี่ฝาก 1,000 เหรียญ พี่ก็เจ็บตัว 1,000 บาท ค่ะ โอเคเข้าใจได้

    อ่านตัวเลขแล้ว ตีความได้เลยว่าธนาคาร เอาเงินแม่ไปลงทุนตลาดเงิน หรือ ตราสารหนี้ระยะสั้นที่สหรัฐ ซึ่งตอนนี้

    Fed fund rate 4.25-4.50% ส่วน risk free asset เช่น พันธบัตรสหรัฐ 1 ปี ก็ 4.10% ถ้า 10 ปี ก็ 4.32% ดังนั้น พอเอกชนเอาไป reference เหล่านี้ไปทำงานต่อ ก็ต้องบวก spread ตามความเสี่ยงเข้าไปอีก มันก็จะวิ่งไป 5%+++ เพิ่มไปตามความเสี่ยง

    ธนาคารก็คงเอาเงิน USD ที่เราฝากเหล่านี้ไปหาประโยชน์จากสินทรัพย์เหล่านี้นั่นเอง พอหักกำไรส่วนต่าง และค่าธุรกรรมต่างๆ น้ำไฟออกไป ก็จะเหลือเป็นดอกเบี้ยให้เรา 4.56% นั่นเอง

    Ok เข้าใจได้ มันมีโอกาส และ ความเสี่ยง ซึ่งก่อนตัดสินใจกับแม่ มันมีเรื่อง 2 เรื่องที่ต้องอธิบายให้แม่เข้าใจก่อน

    1. ที่เค้าให้เรตสูงได้ เพราะที่สหรัฐ ตอนนี้ดอกเบี้ยมันสูงจริง เงินเฟ้อยังสูง สภาพคล่องที่ปั๊มเงิน QE ออกมายังท่วมระบบ ล่าสุดเงินเฟ้อที่ดูผ่าน Core PCE มันยังสูง 2.8-3.0% แม้จะค่อยๆชะลอการขึ้น แต่ยังสูงกว่าเป้า 2.0% มาก ดังนั้นถ้าเฟดเร่งรีบลดดอกเบี้ย (liquidity จะล้นออกมาในตลาด) ก็จะยิ่งทำให้กด Core PCE ไม่ลง

      ทั้งหมดทั้งมวลแปลว่า แม้ตลาดจะเชื่อว่าดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาลง แต่สถานการณ์คือ “มันลงช้ามาก” ปีนี้มองดอกเบี้ยลง 1-3 ครั้งไม่เกิน แปลว่า ดอกเบี้ยระดับ 4.xx% ยังเห็นไปอีกพัก ซึ่งมันสูงพอเมื่อเทียบกับเงินฝากในประเทศ 0.3% นะแม่
    2. ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน เล่าให้แม่ฟังว่า นึกดีๆนะ ธปท. และเรารู้กันดีว่า ถ้าค่าเงินบาทอ่อน แน่นอนคนส่งออกยิ้ม แต่ในทางตรงข้ามคนนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตก็อ้วก ดังนั้น ธนาคารกลางจะไม่ยอมให้ค่าเงิน อ่อนๆๆๆๆ ไปยาวๆ เช่นเดียวกัน ก็จะไม่ยอมให้แข็งไปยาวๆๆๆ ต้องพยามทำให้มีคนได้และคนเสียพอๆกัน ดังนั้นสิ่งที่เค้าจะทำคือ ใน “ภาวการณ์ปกติ” มันมีกรอบค่าเงินชุดหนึ่งให้ทุกคนทำมาหากินกันได้ หันไปดูกราฟไวๆ ผมเดาว่า 32.00-36.00 บาท

      ซึ่ง ผมได้คุยกับฟันด์เมเนเจอร์หลายคน ในระยะยาว ส่วนใหญ่ take view ว่าค่าเงินบาทอ่อนยาวๆ ก็มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจบ้านเราที่โตต่ำกว่าศักยภาพ GDP growth 3% ยังเต็มกลืน แจกแล้วแจกอีก(ฮา) ประเทศชาวบ้านเค้าพูดกันเองว่าบ้านเค้าต่ำ 5% คือผิดหวัง..

      ดังนั้นวันนี้เรต 33.7x บาท/ เหรียญ ถือว่า ok ถ้าจะเข้าไปนะ และยิ่งสหรัฐทะเลาะกับชาวบ้านเยอะๆ Geopolitical risk เพียบๆ Dollar จะยิ่งอ่อนค่ายาก แต่มันจะพัง(อ่อนแรงๆ)ได้ก็ต้องมี recession แหละ ซึ่งการฝากประจำระยะสั้น 1-2-3 เดือน เชื่อว่าหนีทันนะ (คิดว่า ฮ่าๆๆ) ** แต่ถ้าถอนก่อนกำหนด ก็โดนหัก 2% จากดอกเบี้ย ก็ยังคุ้มกว่า Saving ไทยๆเยอะนะแม่

    หลังจากอธิบาย concept และแต้มต่อให้แม่เข้าใจ แม่ก็เคาะ all in ของเงินก้อนนั้นเลย เพราะเงินมันเย็นมาก และมีคุณลูกค่อยมอนิเตอร์ให้ทุกวัน (หวังว่าจะรอด) ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะตามไปซัดด้วยคน พอดีเมื่อวานไม่ได้เตรียม book เตรียมตังค์ไป (เปิด FCD ฝากประจำ ต้องทำที่หน้า counter น่ะ)

    อันนี้ให้ไว้เป็นอุทาหรณ์ (ฮ่าๆ) เอ๊ย..ไอเดีย เผื่อใครสนใจไปศึกษาต่อนะ คนที่จะเหมาะกับเกมส์นี้คือ เงินเย็นจัด 6-12 เดือนขึ้นไป ที่ปัจจุบันเงินแช่ใน saving แบบไร้ค่า และที่สำคัญคุณต้องมอนิเตอร์ update ข่าวสารฝั่งสหรัฐได้บ่อยๆด้วยนะ เงื่อนไขคือ เมิงอย่า recession !! (วิธีจับสัญญาณ คือ ตลาดแรงงาน อันนี้จะไวสุด)

    เป็นการออม ผสมลงทุน ผสมเก็งกำไรค่าเงินไปในตัว สนุกดีแท้!! แต่ว่า อย่าลงเกินตัวนะ ย้ำ!!

    สวัสดี Have Fun(d) นะ

    บัญชีนี้เอาไว้ พักเงิน USD ตอนจังหวะครบ 3 เดือน ถ้ายังไม่อยากแปลงเป็น THB นะ (ตอนเรตไม่ถูกใจ)

    ลิ้งค์เอาไปดูกันเองต่อนะ ฝาก USD ที่กรุงไทย (ไม่มี sponsor นะ เล่าให้ฟังเฉยๆ)

  • 50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    เวลาออมเงิน บางทีเราก็ออมเงินแบบตามความรู้สึกว่าต้องออม แต่ว่าถ้าใครอยากทำแบบมีวินัยและยั่งยืน วันนี้ผมมีสูตรยอดฮิตอันนึงมาเล่าให้ฟังครับ สูตรนี้คือ 50/30/20 ครับ

    สูตรนี้เป็นแนวคิดที่ถูกพัฒนาโดย Elizabeth Warren และลูกสาว Amelia Warren Tyagi ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือชื่อ “All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan” ที่ตีพิมพ์ในปี 2005

    โดยเป้าหมายหลักของสูตรนี้คือช่วยให้ผู้คนบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสมดุลระหว่างการใช้จ่ายและการออม แถมยังแบ่งเงินไว้สำหรับมอบความสุขให้กับเราด้วย ซึ่งความ Balance นี้ ก็น่าจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนนะครับ

    วิธีทำ

    หลักคิดคือการแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

    50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหารและของใช้จำเป็น ค่าบริการสาธารณูปโภค ค่าประกันสุขภาพ หรือหนี้สินที่จำเป็น

    30% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ (desier) เช่น กินอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยวและความบันเทิง ซื้อของฟุ่มเฟือย ค่าสมาชิก Netflix หรือ Spotify และงานอดิเรกที่ทำให้เรามีความสุข

    20% เป็นการออมและการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น เงินออมฉุกเฉิน การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง และการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว

    แล้วปี 2025 นี้ยังใช้ได้ไหม?

    ด้วยสิ่งที่เปลี่ยนๆไปในปี 2025 ผมคิดว่าแนวคิดนี้อาจต้องได้รับการปรับเปลี่ยนบ้างนะ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ 50% แรกอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น

    ขณะที่รายได้ที่ไม่แน่นอนมากขึ้นจากการที่คนรุ่นใหม่หันไปทำฟรีแลนซ์ หรือทำงานแบบไม่ประจำมากขึ้น ส่งผลให้ผมคิดว่าต้องมีเงินออมมากขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ในระดับต่ำมากๆๆๆๆ การออมเพียง 20% เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอนะ ควรเพิ่มเด้อ

    ดังนั้น ถ้าภาระมันเยอะอาจต้องเริ่มต้นที่ 60/20/20 ไปก่อน ขณะที่ใครยังคุมค่าใช้จ่ายได้ดีแล้ว การดันไปหา 40/30/30 เพื่อเพิ่มการลงทุนให้เงินงอกเงยเร็วขึ้นเอาชนะเงินเฟ้อก็ควรทำนะ

    ตัวอย่างการใช้งานจริง

    ตัวอย่างที่ 1 : พนักงานประจำที่มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน สามารถแบ่งใช้จ่ายได้ดังนี้

    50% หรือ 25,000 บาท ใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า 10,000 บาท ค่าอาหาร 5,000 บาท ค่าผ่อนรถ 8,000 บาท และค่าสาธารณูปโภค 2,000 บาท

    30% หรือ 15,000 บาท ใช้กับสิ่งที่ต้องการ เช่น กินข้าวนอกบ้าน 5,000 บาท เที่ยวและช้อปปิ้ง 7,000 บาท ค่าสมาชิก Netflix และ Spotify 1,000 บาท

    20% หรือ 10,000 บาท ใช้สำหรับการออมและลงทุน เช่น ฝากเงิน 5,000 บาท ลงทุนในหุ้น/กองทุน 3,000 บาท และจ่ายหนี้บัตรเครดิต 2,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 2 : คนทำฟรีแลนซ์ที่มีรายได้เฉลี่ย 40,000 บาทต่อเดือน อาจต้องปรับสูตรให้เหมาะสม เช่น 40% หรือ 16,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับการออมและสำรองเผื่อรายได้ลดลง

    คุณเหมาะกับสูตรนี้ไหม?

    สูตรนี้เหมาะกับคนที่ต้องการบริหารเงินแบบง่ายๆ และเป็นระบบ ผู้ที่เริ่มต้นวางแผนการเงิน และคนที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง เช่น พนักงานเงินเดือน

    อย่างไรก็ตามสูตรนี้ อาจไม่เหมาะกับคนที่มีภาระหนี้สูงๆ ซึ่งข้อแนะนำแรกสำหรับคนกลุ่มนี้จากผมก็คือ จงไปรีบเคลียร์หนี้ให้เร็วที่สุดก่อนนะครับ ยิ่งเราลดภาระหนี้ได้เร็ว เราก็จะเข้าสู่สูตรนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    ไว้วันหลังจะมาสอนสูตรในการปลดภาระหนี้อย่างเร็วๆให้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

  • ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเงินปันผลถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของบุคคล และในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำหนดให้เงินปันผลต้องเสียภาษีด้วยนะห้ามเบี้ยว

    อัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทย

    สำหรับอัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทยมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเกี่ยวข้องกับภาษี 2 แบบ ดังนี้:

    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของจำนวนเงินปันผลที่ได้รับ และนำส่งกรมสรรพากรโดยบริษัทที่จ่ายเงินปันผล จะเห็นว่ามันหักไปเรียบร้อยแล้วนะ
    2. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผล สามารถเลือกได้ 2 วิธีในยื่นการเสียภาษี
      • ทางแรก คือ นำมูลค่าเงินปันผลตามหน้าเช็คที่ได้รับ(ปัจจุบัน e-dividend) ไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นๆ แล้วใช้สิทธิขอเครดิตภาษี (Tax Credit) คืนในลำดับถัดไปได้
      • เลือกไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น และเสียภาษีเฉพาะ 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็ง่ายดี

    วิธีการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผล

    1. สำหรับ “บริษัท” ผู้จ่ายเงินปันผล
      • ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น นำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปผ่านแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 50 หรือ ภ.ง.ด. 1 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) จากนั้นก็ออกเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น
    2. สำหรับ “ผู้ถือหุ้น” ที่ได้รับเงินปันผล
      • หากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องพิจารณาว่าจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินใจว่าจะเอาไปรวมคำนวน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเคลมภาษีดังต่อไปนี้ครับ

    การเคลมภาษีเงินปันผลคืออะไร

    การเคลมภาษีเงินปันผลหมายถึงการขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว หรือการใช้สิทธิเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีของบุคคลธรรมดาที่เลือกนำเงินปันผลมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น โดยสามารถขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วตามอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจริง

    ขั้นตอนการขอเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณเงินได้รวมทั้งหมด รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับ
    2. ใช้สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลตามหลักการ “Gross-up” ซึ่งจะคิดภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วกลับมาเป็นฐานรายได้ก่อนหักภาษี
    3. คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหักออก
    4. ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91) ภายในกำหนดเวลาเพื่อขอคืนภาษีหากมีภาษีที่ชำระเกิน

    ตัวอย่างการเคลมภาษีเงินปันผล

    นายสมชายได้รับเงินปันผลจากบริษัท A เป็นจำนวน 100,000 บาท โดยบริษัท A หักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% หรือ 10,000 บาท

    วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณฐานภาษีก่อนหักเครดิต (Gross-up) ฐานภาษีเงินปันผล=(เงินปันผลที่ได้รับ/90)∗100ฐานภาษีเงินปันผล = (เงินปันผลที่ได้รับ / 90) * 100 ฐานภาษี=(100,000/90)∗100=111,111บาทฐานภาษี = (100,000 / 90) * 100 = 111,111 บาท
    2. คำนวณภาษีที่ต้องชำระตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
      • สมมติว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายสมชายอยู่ที่ 20%
      • ภาษีที่ต้องชำระ = 111,111 * 20% = 22,222 บาท
    3. หักเครดิตภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว
      • ภาษีที่ต้องชำระสุทธิ = 22,222 – 11,111 = 11,111 บาท
    4. หากภาษีที่นายสมชายได้ชำระผ่านการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง นายสมชายสามารถขอคืนภาษีส่วนเกินได้
      • กรณีนี้ นายสมชายสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลไปหักลดภาษีที่ต้องเสีย หรือขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร

    ผลลัพธ์ของการเลือกวิธีเสียภาษี

    • หากเลือก นำเงินปันผลไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะสามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อลดภาระภาษีได้ แต่ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงขึ้นหากมีเงินได้อื่นมากอยู่แล้ว
    • หากเลือก ไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะเสียภาษีเพียง 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและอาจคุ้มกว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้รวมสูงและอยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่า 10%

    ดังนั้น คนที่มีรายได้สูงๆ และมีฐานภาษีเกิน 10% จึงไม่ควรเอาเงินปันผลไปรวมคำนวนเพื่อยื่นภาษี เพราะอาจทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น สู้ยอมให้หักไปเลย 10% จบตรงนั้นจะดีกว่า

    สรุปเรื่องปันผล และ ภาษี

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้จากเงินปันผล โดยมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษี 2 แบบ หากเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อาจสามารถขอเครดิตภาษีและขอคืนภาษีส่วนเกินได้(แต่ไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ)

    แถม เงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ BOI ต้องยื่นภาษีหรือไม่?

    สำหรับนักลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ สิทธิประโยชน์ BOI (Board of Investment) ควรเข้าใจว่าเงินปันผลที่ได้รับอาจมี ผลทางภาษีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของกำไรที่บริษัทใช้ในการจ่ายปันผล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก

    1. เงินปันผลจากกำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (BOI)

    หากบริษัทที่จ่ายเงินปันผล อยู่ในช่วงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก BOI กำไรที่เกิดขึ้นจากกิจการ BOI จะได้รับสิทธิ ไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้ก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย กล่าวคือ …

    ไม่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น ❌ ไม่ได้รับเครดิตภาษี เพราะกำไรนี้ไม่เคยถูกหักภาษี ณ แหล่งที่มา

    2. เงินปันผลจากกำไรที่ต้องเสียภาษี (นอก BOI)

    หากบริษัทมีรายได้จากกิจการที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้ BOI และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้จะต้องเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรนะครับ

    💡 ข้อควรระวัง:
    บางบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลจากทั้ง 2 แหล่ง (BOI และนอก BOI) ควรตรวจสอบ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าระบุประเภทเงินปันผลอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมนะครับ