ป้ายกำกับ: ออม

  • #5เรื่องต้องรู้ก่อนเกษียณ #ฉบับใช้งานจริง

    #5เรื่องต้องรู้ก่อนเกษียณ #ฉบับใช้งานจริง

    จัดให้ตามคำขอ แผนนี้ครอบครัว 3 คนพ่อแม่ลูก ม.3 ซึ่งน้าเลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ตอนอายุ 4x ขวบ เอาจริงๆแผนนี้จะพร้อมใน 2 ปีข้างหน้า แต่อะไรก็เกิดขึ้นเร็วกว่าคาดได้ ทว่าแผนมันก็ดีพอเอาตัวรอดมาได้ ลองดูนะ

    เริ่มเตรียมแผนจริงจังเมื่อ 5 ปีก่อน เพราะอุตสาหกรรมหลักทรัพย์จะอ่อนแอเรื่อยๆ จบยุคมนุษย์ทองคำเหลือแต่คนเงินเดือนสูงๆที่ทำหนักมาก..แต่ร่างกายพัง เวลาไม่มี สุดท้ายถูกถีบออกในที่สุด

    เพื่อให้เห็น base ว่าคุณก็ทำได้ ของน้าก็คือ ไม่ได้มีมรดกอะไร พ่อแม่ให้การศึกษาเลี้ยงดูถึง ป.ตรี จากนั้นก็ตะลุยทำงาน เก็บเงินเรียน ป.โทไปด้วย แล้วเข้าวงการหลักทรัพย์ ในเวลา 20 ปี เปลี่ยน บล. 4 ครั้งเป็นการ challenge ไปทำงานยากขึ้นทุกรอบ อยากเก่งขึ้นไม่ได้เน้นเงิน

    👉เอาล่ะ เตรียมแผนยังไง? วางเป็น 5 บท

    1️⃣เตรียมรับมือค่าใช้จ่าย

    – ค่าเทอมลูก จองซื้อ IPO กอง REIT อายุ 25 ปี ยีลด์ 7%+ ตัวนึง โดยขนาดซื้อใหญ่พอให้ปันผล = ค่าเทอมแต่ละปี ซึ่งตอนซื้อลูกเหลือเวลาเรียนอีก 10 ปีถึงจะจบตรี ทำให้วันนั้น REIT จะเหลืออายุ 15 ปี แปลว่า REIT ตัวนี้น่าจะส่งลูกเรียนฟรีโดยเงินต้นไม่ลดได้**แค่ระวังตอนดอกเบี้ยกลับเป็นขาขึ้น ซึ่งยังอีกนาน (REIT แบบ Leasehold ห้ามถือตัวที่อายุต่ำกว่า 10 ปี พวกนั้นยิ่งปันผลราคาจะยิ่งลง!)

    – ค่าไฟ เกษียนอยู่บ้านยิ่งใช้เยอะ เลยติด Solar Rooftop แบบ On-grid ขนาด 6.9Kw บ้านเดี่ยว แต่ไม่ได้ติดแบตเตอรี่เพราะ 3 ปีก่อนยังแพงอยู่ (ตอนนี้ราคาลงมากว่า 30% แล้วถูกมาก) ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นแบบ TOU เพื่อรีดค่าไฟลงอีกในช่วง Off-peak (กลางคืน+วันหยุด) สรุปประหยัดไป 30-40% ค่าไฟตกเดือนละ 2,000 บาท +/- จาก 3,000-9,000 บาท แล้วแต่ฤดูกาล **แนะใช้แอร์ Inverter ช่วยได้เยอะ

    – ค่าน้ำมัน เกษียณแล้วยังมีธุระนะ ไปเที่ยว ไปจ่ายตลาด ดูทีวีอยู่บ้านไม่น่าใช่ คำตอบของคนเกษียณ คือ รถไฟฟ้า EV น้าประหยัดค่าน้ำมันไปเดือนละ 7,000-9,000 บาท ส่วนค่าบำรุงรักษาถูกจนจำไม่ได้ปีละ 1,000 บาทมั้ง ไม่ต้องกังวลซื้อแล้วติดดอย เพราะเราซื้อมาใช้ 10-15 ปี ก่อนเกษียณแนะหาจังหวะเปลี่ยนรถน้ำมันเป็น EV นะยิ่งเข้าคู่กับ Solar Rooftop โคตรเริ่ด!

    – ค่าใช้จ่ายรายเดือน น้าใช้กอง REIT (อีกละ) ซื้อในจังหวะต่ำๆปลอดภัยๆ ในปริมาณที่ปันผลรายเดือน cover รายจ่ายรายเดือน ส่วน Capital gain เอาจริงๆไม่หวัง ขอแค่ซื้อแล้วไม่ลงก็ ok เพราะเราหวัง cash flow จากปันผลมากกว่า ถ้าเราซื้อในจุดที่ปลอดภัย + ผลการดำเนินงานไม่ได้แย่ + อุตสาหกรรมไม่ได้เป็นขาลง ก็ถือต่อไปได้ แต่ก็ย้ำอีก duration ของสัญญาเช่าต้องยาวกว่า 15-20 ปี จะถือสบายใจ

    2️⃣ รายได้ใหม่ก็ยังต้องมีนะ นอนเฉยๆไม่ได้นา

    ถ้าเราไม่มี cash flow เข้า จะเครียดแน่นอน แม้บางคนจะสะสมเงินนอนเล่นได้ 15 ปีก็จริง แต่การเห็น wealth ลดลงทุกเดือน ชีวิตจะมีแต่ความกังวล ไม่กล้าใช้ชีวิต กลัวเกิดเหตุสุดวิสัย ดังนั้นต้องหารายได้มาเติมนะ

    ถ้าเติมได้ดีจน net ออกมาเป็นบวกทุกเดือนอันนี้สุดยอด หรือถ้า net ออกมาไม่ลดลง ก็ดีงามแล้ว ตัวอย่างที่น้าทำ คือ

    – ทำสิ่งที่ชอบ/คุ้นเคยให้เป็นรายได้ คุณจะไม่เหนื่อย แม้มันจะไม่ได้มากเท่าเงินเดือน แต่ทุกบาทมันคือความสนุก ไม่ใช่ความต้องรับผิดชอบในหน้าที่ อย่างน้าก็จัด Live ทุกเช้า เพราะก็ลงทุนหาข้อมูลอยู่แล้ว ก็เอาไอเดียมาแบ่งปันเพื่อนๆ ได้ลับสมอง ลับฝีปาก เพื่อนๆได้ประโยชน์ มันก็ดีนะ

    ซึ่งรายการ Talad WHY ก็สร้างรายได้กลับมามากกว่าที่คิดเสียอีก เพื่อนๆลองดูตัวเองนะชอบทำอะไร นั่นแหล่ะ เอามาทำเป็นรายได้สิ

    – Trick สำหรับงานหลังเกษียณคือ ควรเป็นงานที่ “เบาลง” จากงานประจำ ห้ามหนักเท่าเดิม แต่ให้เราใช้ประสบการณ์/connection ไป Leverage ให้มันทำน้อยๆ แต่ได้ผลเยอะๆ ซ้ำๆ และทวีคูณ ยิ่งทำเยอะแม้ได้เงินเพิ่มแต่ยิ่งเหนื่อยอันนี้ไม่เหมาะเป็นงานเกษียณ

    ตัวอย่างง่ายๆ ทำ Live เสร็จ ก็ตัดคลิปแยกแล้วโพสซ้ำเป็นต้น หรือโพสแล้วเอาไปใช้พูดซ้ำใน Live หรือ Live ทุกวัน วีคนี้มี 1 sponsor สัปดาห์หน้า 2 sponsor แต่ก็ยังทำงานเท่าเดิม จะเห็นว่ามันเป็นการ “เหนื่อย 1 ที” แต่ได้ผลหลายรอบ เสร็จ Live แล้วก็พักแบบที่คนเกษียณควรได้พัก(ฮา) อย่าไปตรากตรำเกิน

    – ลงทุนหากำไรส่วนเพิ่ม อันนี้ต่างกับข้อ 1 ที่จะเป็นการลงทุนเพื่อหา cash flow มาชนค่าใช้จ่าย (เรียกว่า Core port ก็ได้) ซึ่งเมื่อ core port พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายหลักได้แล้ว ในข้อนี้ก็เหมือนเป็นการสร้างโบนัส รายได้เสริม รางวัลแห่งความพยายามที่มากขึ้นอีกนิด (เรียกว่า Satellite port)

    ซึ่งมันก็เป็นผลลัพธ์มาจากกิจวัตรหาข้อมูลในการทำ Live ทุกเช้า ยิ่งเรารอบรู้ทุกตลาด ทุกสินทรัพย์ เราจะทำ asset allocation หาจังหวะทำตังค์ได้ไม่ยาก

    แต่ข้อนี้เน้นว่า คุณควรมีฐานเงินลงทุนที่ใหญ่พอนะ เป็นหัวใจเลย ผลตอบแทน 1% หาไม่ยากนะ ทว่า 1% บน 10,000 บาท กับ 1% บน 1,000,000 บาท มันต่างกันมากๆในแง่ impact ต่อชีวิต ดังนั้นคุณต้องมีการออมที่ดีมาแล้วก่อนหน้า (จะแนะนำในข้อสุดท้าย)

    – รายได้อื่นๆ พวกค่าเช่าบ้าน/คอนโดฯ ถ้ามีก็ดีนะ แต่ถ้าไม่ถนัดก็อย่ามีดีกว่า(ฮา) ไปทำในสิ่งที่เราถนัดน่าจะดีกว่า รายได้ส่วนนี้ของน้าไม่ได้-ไม่เสีย(รายได้เท่ากับเงินผ่อน) แต่เสียเวลา รู้งี้ไม่ยุ่งอสังหาฯดีกว่า ไม่เหมาะกับคนใจอ่อนแบบเรา(ฮา) นี่กำลังหาทางขายอยู่ ถือเป็นบทเรียน…. แต่ใครถนัดด้านนี้ก็เดินต่อได้นะครับ

    3️⃣ จัดการหนี้สินให้เรียบร้อย

    อย่าไว้ใจว่าจะได้เกษียนตอน 60 ขวบ โลกใบนี้มันเร็วมาก 50 ขวบก็โดนได้ และไม่รู้จะเร็วขึ้นหรือเปล่า สิ่งที่น้าทำคือ พอรายได้เริ่มหนาขึ้นในช่วงท้ายๆการทำงาน เช่น ค่ากินใช้รายเดือน 30% ของรายได้ ก็จะเก็บเงินสดไว้ 20% แล้วอีก 50% เน้นโป๊ะหนี้อย่างเดียว

    ขณะที่ปีไหนมีโบนัส ก็จะกัน 10% ให้ครอบครัวเป็นรางวัลพวกเค้า อีก 90% ก็ฟาดโป๊ะหนี้ไปเลย นี่คือหน้าที่ของโบนัส ยิ่งคุณปิดหนี้ได้ไว คุณจะได้ออมถึงเดือนละ 70% ช่วยเร่งให้มีฐานเงินที่ใหญ่สำหรับสร้าง Core port และ Satellite port ยิ่งฐานใหญ่ คุณยิ่งจัดการง่าย

    อีกเรื่องของข้อนี้คือการมี fixed asset (สินทรัพย์ถาวร) เท่าที่จำเป็นต้องใช้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ มีแค่ได้ใช้ก็พอ เอาเงินไปไว้ที่สินทรัพย์ลงทุนดีกว่า น้ามีอย่างละ 50 : 50 หวังว่าสินทรัพย์ลงทุนจะแซงไปไกลๆ สาธุ

    4️⃣ หลักประกันห้ามขาด แต่ต้องมีแบบฉลาด

    อะไรก็เกิดขึ้นได้ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เป็นสิ่งที่ต้องมี แต่เชื่อไหม ถ้าไม่ได้ออกจากงานนะ น้าก็ไม่รู้ว่าพอร์ตประกันเละเทะมาก

    น้ามีกรมธรรม์ถึง 7 ฉบับ!! ซื้อเพราะรู้ว่ามันดี แต่ลืมดูความคุ้มค่า คราวนี้พอกำลังจะออกจากงาน ก็เอากรมธรรม์มานั่งเรียงดูก็พบว่า ค่าใช้จ่ายเบี้ยประกันกลายเป็นรายจ่ายสูงสุดของตัวเอง งานเข้าสิ!

    วานน้องตัวแทนประกัน analyze ให้ดูหน่อยว่าไอ่ 7 เล่ม มันซ้อนทับ เกินจำเป็นอะไรยังไง ซึ่งผลออกมาคือ ตัดออกได้ 4 เล่ม โดยไม่ได้ทำให้ชีวิตแย่ลง!!

    เจ็บแล้ว ก็ศึกษาต่อ ก็ได้เรียนรู้ว่า ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ในยุคนี้ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีเลย vs ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit link) เอาง่ายๆ ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ให้ผลตอบแทน 1-2% ต่อปีตลอดสัญญา 10-20 ปี แพ้เงินเฟ้อ และโดนค่าเสียโอกาสมหาศาล

    แต่ Unit link ด้วยเงินก้อนเดียวกัน ถ้าเราเอาความรู้ด้านการลงทุนที่มีไปใช้ ผลตอบแทน 7-10% ต่อปี ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เลือกให้เป็น จัดให้ถูกแค่นั้นเอง

    Unit link เลยเป็นอาวุธชั้นดีของยุคนี้ เพราะได้ความคุ้มครองขนาดใหญ่ ได้ลงทุนไปด้วยไม่เสียโอกาส แถมส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างดี โคตรเริ่ด เดี๋ยววิชาน้าแก่กล้าจะทำเป็น session เรื่องนี้ใน Live เลย มันดีมาก อยากให้รู้จัก

    5️⃣ Mind set

    ทั้ง 4 ข้อข้างต้น จะเดินไม่ได้เลยถ้าความคิดเริ่มต้นเราไม่ถูก ซึ่งสูตรที่ตลาดหลักทรัพย์ฯให้น้าไปสอนเด็กๆในต่างจังหวัดเมื่อก่อน คือ “หลัก 4 รู้”

    รู้หา – หารายได้เสริมหลายทาง

    รู้ใช้ – ไม่ฟุ่มเฟือย เพื่อการออมที่มากขึ้น

    รู้เก็บ – ออมก่อนใช้

    รู้ขยายดอกผล – ฉลาดลงทุน

    ซึ่งน้าก็ใช้เป็นหลักมานานแล้ว ข้อที่สำคัญสุด คิดว่าเป็น “รู้เก็บ” เพราะเมื่อไรที่คุณหัด “ออมก่อนใช้” ก็ถือว่าคุณก็เริ่มนับ 1 ของการวางแผนเกษียณแล้วล่ะ

    พอคุณทำข้อ 5 ได้ดี ข้อ 1-2-3-4 ก็คือขนม แนะอาจไปเน้นแก้หนี้ข้อ 3 ก่อนแล้วกระจายๆกันทำข้ออื่นๆเมื่อโอกาสมาเยือนนะครับ สู้ๆนะ

    ปล. อันนี้คือ แผนดิบๆที่ใช้จริงนะ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกๆคน เริ่มต้นเร็วยิ่งปลอดภัย แต่ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะ เอาไปปรับใช้ตามสถานการณ์ของเพื่อนๆดูนะครับ❤️

    #น้าแดงxนักลงทุน

    #RetireFun

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    #เป็นคำถามที่ดี เลยนำมาแชร์แบ่งปันครับ ถามโดยพี่ FC ท่านนึงของรายการ LIB Talks ว่า “หุ้นที่ปันผล ปีละ 1 หรือ 2 (ครึ่งปีจ่ายปี) หรือ 4 ครั้ง(ไตรมาสละที) มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนไหม?”

    👉ตอบว่ามีผลนะ ถ้าสมมติว่ามีหุ้น 3 ตัว จ่ายปันผลตามข้างต้นที่ยอดรวมปีละ 1.00 บาท ซึ่งถ้าความเสี่ยงธุรกิจพอๆกัน การเติบโตพอๆกัน ตัวที่จ่าย 4 ครั้งจะเป็นตัวเลือกแรก เพราะ…

    ไตรมาส 1 จ่าย 0.25 บาท เราสามารถเอาเงินก้อนนี้ ไปซื้อหุ้นตัวเดิมนี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จำนวนหุ้นนี้ในพอร์ตก็จะเยอะขึ้น

    พอไตรมาส 2 จ่ายอีก 0.25 บาท เราก็จะยิ่งได้เงินเยอะขึ้น เพราะหุ้นเราเยอะขึ้นมากจากเอาเงินปันผลไตรมาส 1 มาซื้อหุ้นเพิ่มไง

    อันนี้แหล่ะเค้าเรียกว่า มหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น(ในรูปแบบเงินปันผล)นั่นเองครับ

    ส่วนตัวที่จ่ายปันผลแบบป๋าๆทุกเดือน (12 ครั้ง) แล้วถ้าธุรกิจดี ความเสี่ยงต่ำ แล้วเราเอาปันผลมาวนๆซื้อหุ้นเติมไป ก็ยิ่งบังเกิดผลดีกับพอร์ตการออมการลงทุนของเพื่อนๆครับ 😀

    แต่ย้ำอีกครั้ง เลือกหุ้นปันผล อย่าเริ่มที่ Dividend yield นะครับ เริ่มที่ธุรกิจก่อนนะ ไปฟังย้อนหลังในรายการ หรือ คลิปตัดแยกให้ช่องสีแดงของ Liberator Securities นะครับ 💙

  • ดอกเบี้ยขาลง เก็บเงินที่ไหนดี? รวม 5 ทางเลือกออมเงิน ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ย และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

    ดอกเบี้ยขาลง เก็บเงินที่ไหนดี? รวม 5 ทางเลือกออมเงิน ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ย และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

    ในช่วงที่ดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มปรับตัวลง หลายคนเริ่มมีคำถามว่า “ควรเก็บเงินไว้ที่ไหนดี?” ให้ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ยพอสมควรกับความเสี่ยง และที่สำคัญ ต้องไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงที่กำลังระบาดอยู่ในยุคนี้

    เลยไปสำรวจ 5 ทางเลือกการออมเงินที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมตัวอย่างผลตอบแทนแบบเข้าใจง่ายๆ เผื่อช่วยให้เพื่อนๆพิจารณากัน

    ทางเลือกแรกที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยคือ การฝากออมทรัพย์ หรือฝากประจำแบบดั้งเดิม จุดเด่นคือความเสี่ยงต่ำมาก เงินฝากได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากสูงสุดถึง 1 ล้านบาท/ บัญชี

    แต่ข้อเสียคือดอกเบี้ยต่ำมาก โดยบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปให้ดอกเบี้ยเฉลี่ยราว 0.25% – 1.5% ต่อปี ส่วนฝากประจำ 3 เดือนอาจได้ราว 1.75% – 2.25% ซึ่งในภาวะดอกเบี้ยขาลง ตัวเลขเหล่านี้มีแนวโน้มจะลดลงอีก การฝากประเภทนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องสูง และไม่อยากจะเสี่ยงเลย

    อีกทางเลือกที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นคือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งถือว่าเป็นการพักเงินแบบที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากแบงก์เล็กน้อย โดยกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นหรือเงินฝากสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง

    ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีของกองทุนกลุ่มนี้อยู่ในช่วงประมาณ 1.8% – 2.4% ต่อปี แม้จะไม่การันตีผลตอบแทน แต่ถือว่าเสมือนมีความเสี่ยงต่ำมาก แนะนำให้ซื้อผ่านแอปหรือโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพนะ

    เซียนบอกว่าวิธีนี้ป้องกันมิจฉาชีพได้ด้วยนะ เพราะเวลาถอนเงินมันจะวิ่งไปหาบัญชีชื่อของเราที่ฝากไว้เท่านั้น บัญชีม้าหมดสิทธิ เพียงแต่ว่ามันจะมี lag time ประมาณ 1 วันในการถอน เราก็แค่วางแผนดีๆก็ง่ายละครับ

    สำหรับสายดิจิทัลที่อยากได้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากออมทรัพย์ แต่ยังต้องการความยืดหยุ่นในการถอนเงิน บัญชีเงินฝากดิจิทัล (Digital Savings) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เช่น SCB Easy Saving ที่ให้ดอกเบี้ยถึง 2%, K-eSavings 1.5%, หรือ ttb All Free ที่ให้สูงสุด 1.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานควรระวังการใช้งานผ่านแอปหรือเว็บไซต์ปลอม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้ช่องทางทางการของธนาคารเท่านั้นนะ!!

    หากคุณมีเงินเย็น และไม่รีบร้อนใช้ การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล หรือสลากออมสินก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสูง เพราะมีรัฐค้ำประกัน พันธบัตรบางรุ่นให้ดอกเบี้ยคงที่ราว 2.4% – 3.0% ต่อปี ขึ้นกับระยะเวลาถือ ส่วนสลากออมสินแม้ให้ดอกเบี้ยน้อยกว่าราว 0.5% – 1.5% แต่ได้สิทธิ์ลุ้นรางวัลทุกเดือน เหมาะสำหรับคนที่อยากออมเงินระยะกลางถึงยาว และชอบความมั่นคง แถมว่ากันว่าได้บุญด้วยนะ เงินของเราจะเป็นเครื่องมือให้ธนาคารรัฐแห่งนี้เอาไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้าได้อีกด้วย

    จุดสำคัญข้อนี้คือ ต้องมั่นใจว่าเงินเราเย็นจริง เย็นกี่เดือน กี่ปี จะได้เลือก tenor การฝากได้ตรงกัน เช่น เงินเย็นก้อนนี้ 2 ปี ก็เลือกออมในธนบัตรอายุ 2 ปี ให้มัน match กันนะ

    ส่วนใครที่อยากเพิ่มผลตอบแทนขึ้นอีกเล็กน้อย โดยยังอยู่ในขอบเขตความเสี่ยงที่พอรับได้ ตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (Investment Grade Bonds) หรือ หุ้นกู้ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ หากเลือกบริษัทที่มีเครดิตดี เช่น Rating A ขึ้นไป จะมีโอกาสได้รับดอกเบี้ยราว 3.0% – 4.5% ต่อปี แต่ทั้งนี้ควรตรวจสอบข้อมูลบริษัทผู้ออก และข้อมูลกองทุนกับ ก.ล.ต. เสมอก่อนลงทุนด้วยนะ

    ผมแนะอีกนิดว่า ให้ดูแนวโน้มธุรกิจของบริษัทที่ขายหุ้นกู้ด้วยนะ ผู้ออกควรมีกระแสเงินสดเป็นบวก “อย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้เหวี่ยงมากเกินไป” อีกจุดที่ควรดูคือ D/E ratio ไม่ควรสูงเกินไป (<2 เท่า กำลังพอรับได้) นอกจากนั้นธรรมาภิบาลของ ผบห.ในการทำธุรกิจก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาจใช้ google เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบที่ดี โดยการ search คำง่ายๆ เช่น “บริษัท ….. โกง” “บริษัท…. เบี้ยว ผิดนัด” “บริษัท… ปัญหา” เหล่านี้พอช่วยได้

    แต่ย้ำว่า CG score นั้นไม่ได้เป็นตัวการันตีนะ ย้ำ!

    อีกอันที่กำลังมาแรงคือ บัญชีเงินฝาก FCD (ฝากในสกุลต่างประเทศ) อันนี้ดอกเบี้ยแรงได้ใจ 4-5% แต่คุณต้องวัดกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ต้องหาจังหวะ THB แข็งๆ เข้าแนวรับสำคัญแล้วค่อยเข้าไปฝากนะ แม้ดอกเบี้ยจะเป็นขาลง แต่ผลตอบแทนยังสูงมาก หากไม่เจ๊งค่าเงินเสียก่อน(ฮา)

    โดยสรุป หากคุณไม่อยากเสี่ยง และเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก การเลือกใช้หลายเครื่องมือผสมกันก็เป็นแนวทางที่ดี เช่น เงินที่ใช้จ่ายประจำวันอาจเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีดิจิทัล เงินที่รอจังหวะลงทุนอาจพักในกองทุนตลาดเงิน หรือฝากประจำ ส่วนเงินระยะยาวอาจพิจารณาพันธบัตรหรือแม้แต่ตราสารหนี้เกรดดีครับ

    และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าเพื่อนๆจะออมด้วยวิธีไหน ต้องระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยควรตรวจสอบชื่อกองทุนหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนกับเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ที่ www.checkfirst.sec.or.th อย่ากดลิงก์จาก SMS หรือไลน์ที่ไม่รู้จัก

    และถ้ามีใครบอกว่าลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน “การันตี” เว่อร์ๆแบบ 20% ต่อปี อันนี้ให้สงสัยไว้ก่อนเสมอเลยว่า ไอ่นี้โกงแน่ๆ ให้จำไว้ว่า ของดีง่ายๆ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงแบบนี้มันไม่ตกถึงมือเม่าอย่างเราๆหรอก

    การออมเงินในช่วงดอกเบี้ยขาลงอาจดูน่าเบื่อ แต่ถ้าทำถูกทางและไม่ถูกหลอก เงินของคุณจะยังคงเติบโตอย่างมั่นคง และรอจังหวะใหม่ของการลงทุนได้อย่างปลอดภัยจ้า

    และสุดท้ายครับ อย่าเอาไข่ทุกใบใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวนะครับ กระจายความเสี่ยงด้วยล่ะ

  • แบบนี้ก็มีด้วย เงินฝาก 4.56% และแต้มต่อที่นักลงทุน(ควร)ตีความได้

    แบบนี้ก็มีด้วย เงินฝาก 4.56% และแต้มต่อที่นักลงทุน(ควร)ตีความได้

    เมื่อวานนี้พาแม่ไปกินข้าวในห้างฯ แล้วแกขอให้พาไปธนาคาร พอดีแกมีตังค์อยู่ก้อนนึงที่ KTB จากการออมจนลืมสมัยรับราชการครู ก็เลยว่าจะไปถอนแล้วเอาไปฝากประจำ 7 เดือน พวก 1.65% ไรสักอย่าง ซึ่งแกก็ถามว่า ok ไหม?

    ในฐานะนักการเงินการลงทุน ก็ต้องบอกว่า “ม่ายยย!!” 1.65% vs เงินเฟ้อ 2.0% ฝากไงก็แพ้ ยิ่งฝากยิ่งจน แต่ก็เข้าใจแม่ได้ สำหรับคนแก่ ความมั่นคง ปลอดภัยมันสำคัญกว่าความคุ้มค่า ถ้ามันยอมเจ็บนิดหน่อยแต่มั่นคง ก็อาจเหมาะกับแก

    คราวนี้กำลังเดินผ่านประตูเข้าไป ก็เอ๊ะ ป้ายอะไรวะ? เปิดบัญชี FCD ฝากประจำ 4.56% !!

    เดี๋ยวๆมันมากกว่าเป้าหมายของแม่เยอะ มากกว่าออมทรัพย์ Saving 0.25-0.3% มากกว่าฝากประจำ 1-2 ปีที่ 1.4-1.9% เยอะมากด้วย เลยพาแม่ไปคุยกับสาวแบงก์กันหน่อย

    คาตาเลย อัลไลกันนี่!?!?!?

    หลังสนทนาได้ความว่า

    • เค้าจะเอาเงินสกุลบาทของแม่ แปลงแล้วเอาไปฝากในรูปสกุลเหรียญสหรัฐ USD
    • ดอเบี้ยรับจะโดนภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ตามปกติ
    • เป็นฝากประจำระยะสั้น 1 หรือ 2 หรือ 3 เดือน
    • สมมติพอครบ 3 เดือน ก็มี 2 ทางเลือก 1.โอนกลับไปฝากบัญชี Global Saving (อันนี้ก็ดอกดีอยู่นะ 2.5%) หรือ ทิ้งไว้ในบัญชี FCD แล้วรอประกาศเรตใหม่ว่า 4.xx% หรืออาจลงเป็น 0.00% ก็ได้ แล้วเราคิดทำไรอีกที

    ผมลองถามน้องว่า ธนาคารเอาเงินแม่ไปทำไร ทำไมให้ดอกเบี้ยกลับมาเยอะกว่าฝากออมทรัพย์ หรือ ฝากประจำแบบไทยๆ น้องบอกไม่แน่ใจค่ะพี่ แต่พี่มีความเสี่ยงเรื่องค่าเงินนะ เช่น วันที่ครบ 3 เดือน พี่ถอนเงินออก แล้วเรตมันแข็งกว่านี้ สมมติ 32.7x (วันฝาก 33.7x) พี่จะขาดทุน -1.00 บาท/ ดอลล่าร์ ถ้าพี่ฝาก 1,000 เหรียญ พี่ก็เจ็บตัว 1,000 บาท ค่ะ โอเคเข้าใจได้

    อ่านตัวเลขแล้ว ตีความได้เลยว่าธนาคาร เอาเงินแม่ไปลงทุนตลาดเงิน หรือ ตราสารหนี้ระยะสั้นที่สหรัฐ ซึ่งตอนนี้

    Fed fund rate 4.25-4.50% ส่วน risk free asset เช่น พันธบัตรสหรัฐ 1 ปี ก็ 4.10% ถ้า 10 ปี ก็ 4.32% ดังนั้น พอเอกชนเอาไป reference เหล่านี้ไปทำงานต่อ ก็ต้องบวก spread ตามความเสี่ยงเข้าไปอีก มันก็จะวิ่งไป 5%+++ เพิ่มไปตามความเสี่ยง

    ธนาคารก็คงเอาเงิน USD ที่เราฝากเหล่านี้ไปหาประโยชน์จากสินทรัพย์เหล่านี้นั่นเอง พอหักกำไรส่วนต่าง และค่าธุรกรรมต่างๆ น้ำไฟออกไป ก็จะเหลือเป็นดอกเบี้ยให้เรา 4.56% นั่นเอง

    Ok เข้าใจได้ มันมีโอกาส และ ความเสี่ยง ซึ่งก่อนตัดสินใจกับแม่ มันมีเรื่อง 2 เรื่องที่ต้องอธิบายให้แม่เข้าใจก่อน

    1. ที่เค้าให้เรตสูงได้ เพราะที่สหรัฐ ตอนนี้ดอกเบี้ยมันสูงจริง เงินเฟ้อยังสูง สภาพคล่องที่ปั๊มเงิน QE ออกมายังท่วมระบบ ล่าสุดเงินเฟ้อที่ดูผ่าน Core PCE มันยังสูง 2.8-3.0% แม้จะค่อยๆชะลอการขึ้น แต่ยังสูงกว่าเป้า 2.0% มาก ดังนั้นถ้าเฟดเร่งรีบลดดอกเบี้ย (liquidity จะล้นออกมาในตลาด) ก็จะยิ่งทำให้กด Core PCE ไม่ลง

      ทั้งหมดทั้งมวลแปลว่า แม้ตลาดจะเชื่อว่าดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาลง แต่สถานการณ์คือ “มันลงช้ามาก” ปีนี้มองดอกเบี้ยลง 1-3 ครั้งไม่เกิน แปลว่า ดอกเบี้ยระดับ 4.xx% ยังเห็นไปอีกพัก ซึ่งมันสูงพอเมื่อเทียบกับเงินฝากในประเทศ 0.3% นะแม่
    2. ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน เล่าให้แม่ฟังว่า นึกดีๆนะ ธปท. และเรารู้กันดีว่า ถ้าค่าเงินบาทอ่อน แน่นอนคนส่งออกยิ้ม แต่ในทางตรงข้ามคนนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตก็อ้วก ดังนั้น ธนาคารกลางจะไม่ยอมให้ค่าเงิน อ่อนๆๆๆๆ ไปยาวๆ เช่นเดียวกัน ก็จะไม่ยอมให้แข็งไปยาวๆๆๆ ต้องพยามทำให้มีคนได้และคนเสียพอๆกัน ดังนั้นสิ่งที่เค้าจะทำคือ ใน “ภาวการณ์ปกติ” มันมีกรอบค่าเงินชุดหนึ่งให้ทุกคนทำมาหากินกันได้ หันไปดูกราฟไวๆ ผมเดาว่า 32.00-36.00 บาท

      ซึ่ง ผมได้คุยกับฟันด์เมเนเจอร์หลายคน ในระยะยาว ส่วนใหญ่ take view ว่าค่าเงินบาทอ่อนยาวๆ ก็มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจบ้านเราที่โตต่ำกว่าศักยภาพ GDP growth 3% ยังเต็มกลืน แจกแล้วแจกอีก(ฮา) ประเทศชาวบ้านเค้าพูดกันเองว่าบ้านเค้าต่ำ 5% คือผิดหวัง..

      ดังนั้นวันนี้เรต 33.7x บาท/ เหรียญ ถือว่า ok ถ้าจะเข้าไปนะ และยิ่งสหรัฐทะเลาะกับชาวบ้านเยอะๆ Geopolitical risk เพียบๆ Dollar จะยิ่งอ่อนค่ายาก แต่มันจะพัง(อ่อนแรงๆ)ได้ก็ต้องมี recession แหละ ซึ่งการฝากประจำระยะสั้น 1-2-3 เดือน เชื่อว่าหนีทันนะ (คิดว่า ฮ่าๆๆ) ** แต่ถ้าถอนก่อนกำหนด ก็โดนหัก 2% จากดอกเบี้ย ก็ยังคุ้มกว่า Saving ไทยๆเยอะนะแม่

    หลังจากอธิบาย concept และแต้มต่อให้แม่เข้าใจ แม่ก็เคาะ all in ของเงินก้อนนั้นเลย เพราะเงินมันเย็นมาก และมีคุณลูกค่อยมอนิเตอร์ให้ทุกวัน (หวังว่าจะรอด) ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะตามไปซัดด้วยคน พอดีเมื่อวานไม่ได้เตรียม book เตรียมตังค์ไป (เปิด FCD ฝากประจำ ต้องทำที่หน้า counter น่ะ)

    อันนี้ให้ไว้เป็นอุทาหรณ์ (ฮ่าๆ) เอ๊ย..ไอเดีย เผื่อใครสนใจไปศึกษาต่อนะ คนที่จะเหมาะกับเกมส์นี้คือ เงินเย็นจัด 6-12 เดือนขึ้นไป ที่ปัจจุบันเงินแช่ใน saving แบบไร้ค่า และที่สำคัญคุณต้องมอนิเตอร์ update ข่าวสารฝั่งสหรัฐได้บ่อยๆด้วยนะ เงื่อนไขคือ เมิงอย่า recession !! (วิธีจับสัญญาณ คือ ตลาดแรงงาน อันนี้จะไวสุด)

    เป็นการออม ผสมลงทุน ผสมเก็งกำไรค่าเงินไปในตัว สนุกดีแท้!! แต่ว่า อย่าลงเกินตัวนะ ย้ำ!!

    สวัสดี Have Fun(d) นะ

    บัญชีนี้เอาไว้ พักเงิน USD ตอนจังหวะครบ 3 เดือน ถ้ายังไม่อยากแปลงเป็น THB นะ (ตอนเรตไม่ถูกใจ)

    ลิ้งค์เอาไปดูกันเองต่อนะ ฝาก USD ที่กรุงไทย (ไม่มี sponsor นะ เล่าให้ฟังเฉยๆ)

  • 50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    เวลาออมเงิน บางทีเราก็ออมเงินแบบตามความรู้สึกว่าต้องออม แต่ว่าถ้าใครอยากทำแบบมีวินัยและยั่งยืน วันนี้ผมมีสูตรยอดฮิตอันนึงมาเล่าให้ฟังครับ สูตรนี้คือ 50/30/20 ครับ

    สูตรนี้เป็นแนวคิดที่ถูกพัฒนาโดย Elizabeth Warren และลูกสาว Amelia Warren Tyagi ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือชื่อ “All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan” ที่ตีพิมพ์ในปี 2005

    โดยเป้าหมายหลักของสูตรนี้คือช่วยให้ผู้คนบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสมดุลระหว่างการใช้จ่ายและการออม แถมยังแบ่งเงินไว้สำหรับมอบความสุขให้กับเราด้วย ซึ่งความ Balance นี้ ก็น่าจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนนะครับ

    วิธีทำ

    หลักคิดคือการแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

    50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหารและของใช้จำเป็น ค่าบริการสาธารณูปโภค ค่าประกันสุขภาพ หรือหนี้สินที่จำเป็น

    30% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ (desier) เช่น กินอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยวและความบันเทิง ซื้อของฟุ่มเฟือย ค่าสมาชิก Netflix หรือ Spotify และงานอดิเรกที่ทำให้เรามีความสุข

    20% เป็นการออมและการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น เงินออมฉุกเฉิน การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง และการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว

    แล้วปี 2025 นี้ยังใช้ได้ไหม?

    ด้วยสิ่งที่เปลี่ยนๆไปในปี 2025 ผมคิดว่าแนวคิดนี้อาจต้องได้รับการปรับเปลี่ยนบ้างนะ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ 50% แรกอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น

    ขณะที่รายได้ที่ไม่แน่นอนมากขึ้นจากการที่คนรุ่นใหม่หันไปทำฟรีแลนซ์ หรือทำงานแบบไม่ประจำมากขึ้น ส่งผลให้ผมคิดว่าต้องมีเงินออมมากขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ในระดับต่ำมากๆๆๆๆ การออมเพียง 20% เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอนะ ควรเพิ่มเด้อ

    ดังนั้น ถ้าภาระมันเยอะอาจต้องเริ่มต้นที่ 60/20/20 ไปก่อน ขณะที่ใครยังคุมค่าใช้จ่ายได้ดีแล้ว การดันไปหา 40/30/30 เพื่อเพิ่มการลงทุนให้เงินงอกเงยเร็วขึ้นเอาชนะเงินเฟ้อก็ควรทำนะ

    ตัวอย่างการใช้งานจริง

    ตัวอย่างที่ 1 : พนักงานประจำที่มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน สามารถแบ่งใช้จ่ายได้ดังนี้

    50% หรือ 25,000 บาท ใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า 10,000 บาท ค่าอาหาร 5,000 บาท ค่าผ่อนรถ 8,000 บาท และค่าสาธารณูปโภค 2,000 บาท

    30% หรือ 15,000 บาท ใช้กับสิ่งที่ต้องการ เช่น กินข้าวนอกบ้าน 5,000 บาท เที่ยวและช้อปปิ้ง 7,000 บาท ค่าสมาชิก Netflix และ Spotify 1,000 บาท

    20% หรือ 10,000 บาท ใช้สำหรับการออมและลงทุน เช่น ฝากเงิน 5,000 บาท ลงทุนในหุ้น/กองทุน 3,000 บาท และจ่ายหนี้บัตรเครดิต 2,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 2 : คนทำฟรีแลนซ์ที่มีรายได้เฉลี่ย 40,000 บาทต่อเดือน อาจต้องปรับสูตรให้เหมาะสม เช่น 40% หรือ 16,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับการออมและสำรองเผื่อรายได้ลดลง

    คุณเหมาะกับสูตรนี้ไหม?

    สูตรนี้เหมาะกับคนที่ต้องการบริหารเงินแบบง่ายๆ และเป็นระบบ ผู้ที่เริ่มต้นวางแผนการเงิน และคนที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง เช่น พนักงานเงินเดือน

    อย่างไรก็ตามสูตรนี้ อาจไม่เหมาะกับคนที่มีภาระหนี้สูงๆ ซึ่งข้อแนะนำแรกสำหรับคนกลุ่มนี้จากผมก็คือ จงไปรีบเคลียร์หนี้ให้เร็วที่สุดก่อนนะครับ ยิ่งเราลดภาระหนี้ได้เร็ว เราก็จะเข้าสู่สูตรนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    ไว้วันหลังจะมาสอนสูตรในการปลดภาระหนี้อย่างเร็วๆให้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ