ป้ายกำกับ: หุ้นสหรัฐ

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • Fear & Greed Index คืออะไร?

    Fear & Greed Index คืออะไร?

    #FearAndGreedIndex ทุกๆครั้งที่ตลาดหุ้นเหวี่ยงแรงๆ ส่วนใหญ่มันก็ขับเคลื่อนด้วย “กลัวจัด” หรือ “โลภสุดๆ” โลกตลาดทุนก็เลยพยายามเปลี่ยนอารมณ์เหล่านี้เป็นตัวเลขเพื่อสะท้อนอารมณ์เหล่านั้น ซึ่งก็นำมาซึ่งการสร้าง Fear & Greed Index สร้างสรรค์โดย CNN ครับ

    ที่มา CNN

    Fear & Greed Index คือดัชนีที่ CNN พัฒนาขึ้นมาวัด “อารมณ์ในภาพรวม” ของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ว่าตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ฝั่งกลัว (Fear) หรือฝั่งโลภ (Greed) ขนาดไหนใช้สเกลง่ายๆ 0–100

    คะแนน

    0–24 = Extreme Fear (กลัวขั้นสุด)

    25–44 = Fear (กลัว)

    45–55 = Neutral (กลางๆ)

    56–75 = Greed (เริ่มโลภ)

    76–100 = Extreme Greed (โลภจัด)

    แต่ตัวเลขนี้ มันคือ “อุณหภูมิอารมณ์ตลาด” ณ ตอนนั้น ไม่ใช่ค่าทำนายอนาคตนะว่าตลาดจะขึ้นต่อ หรือลงต่อ

    คราวนี้ไอ่ 0–100 : มันคิดมาจากอะไรบ้าง?

    คำตอบคือ CNN เอา 7 indicators ในตลาดจริงๆ มาคิดเป็นคะแนน แล้วแปลงแต่ละตัวให้เป็นสเกล 0–100 เช่นกัน ก่อนที่เอามาเฉลี่ยกันทั้ง 7 ตัว

    7 มีดังนี้ :

    1. Stock price momentum – โดยจะดูว่าดัชนี S&P 500 ตอนนี้อยู่เหนือหรือต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 125 วัน แค่ไหน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก = ตลาดกำลัง “มั่นใจจัด” → เอนไปทาง Greed แต่ถ้า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเยอะ = ตลาด “เครียดละ” → ก็คือเอนไปทาง Fear

    2. Stock price strength – จะนับจำนวนหุ้นที่ทำ New High 52 สัปดาห์ เทียบกับ New Low 52 สัปดาห์ ถ้า High เยอะกว่า Low มากๆ = ภาวะ risk-on คนมั่นใจ → Greed ในทางตรงข้าม Low ท่วม High = ตลาดท้อใจ → Fear

    3. Stock price breadth – เค้าจะดูว่า ปริมาณซื้อของหุ้นที่ขึ้น เทียบกับ ปริมาณขายของหุ้นที่ลง มันเป็นยังไง ถ้า Volume ไหลเข้าหุ้นขาขึ้น = ตลาดพร้อมเสี่ยง → Greed และในทางตรงข้าม Volume ไปกองฝั่งหุ้นลง = ตลาดหนีความเสี่ยง → Fear

    4. Put/Call Options – ก็ดูสัดส่วนปริมาณซื้อ Put vs Call options ง่ายๆคือ

    คนแห่ซื้อ put (ประกันขาลง) เยอะ = กลัว

    คนเน้น call (เก็งขาขึ้น) เยอะ = โลภ

    5. Market volatility (VIX) – ใช้ดัชนี VIX ซึ่งสะท้อนความผันผวนคาดการณ์ของ S&P 500 ซึ่งถ้า VIX พุ่งๆสูงผิดปกติเทียบอดีต = กลัว ส่วนเมื่อ VIX ต่ำๆนอนๆ = ตลาดสงบชิลๆเกินเหตุ ไม่ค่อยกลัว = โลภ

    6. Safe haven demand – เอาผลตอบแทน หุ้น vs พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ถ้าเงินไหลเข้าพันธบัตร (ของปลอดภัย) มากกว่าหุ้น = นักลงทุนกำลังกลัว และถ้าเงินไหลเข้า equity มากกว่าบอนด์ = ก็เริ่มมั่นใจ → Greed

    7. Junk bond demand – เค้าจะเอาส่วนต่างยีลด์ของ High-yield (junk) bond เทียบกับ Treasury สเปรดแคบ = คนยอมเสี่ยงไปซื้อพันธบัตรเครดิตต่ำๆ → เท่ากับ Greed ส่วนถ้าสเปรดกว้าง = นักลงทุนไม่เอาความเสี่ยงเลย ยีลด์ดีแค่ไหนก็ไม่เอา → เท่ากับ Fear นั่นเอง

    จากนั้น CNN จะเอาทั้ง 7 ตัวนี้มาทำคะแนนเป็น 0–100 แล้วเฉลี่ย กลายเป็นค่า Fear & Greed index ที่เราเห็นบนหน้าเว็บวันต่อวันนั่นเองฮะ

    ดู Fear & Greed Index ได้จากที่ไหน? ก็เว๊บนว CNN Business ค่านี้อัปเดตรายวันตามข้อมูลตลาดจริงเลยครัช ส่วนบางเจ้า เช่น MacroMicro, Finhacker จะเอาค่าจาก CNN มาทำกราฟยาวๆ ไว้ดูสถิติย้อนหลังด้วย จะได้เห็น เช่น ช่วงวิกฤตโควิด 2020 หรือช่วง panic ใหญ่ๆ ว่าดัชนีลงไปต่ำแค่ไหน

    เวลาอ่านค่า นำไปใช้

    Extreme Fear – บ่อยครั้งตลาดจะลงแรง คนแห่หนี เสียงในตลาดจะเต็มไปด้วยข่าวร้าย ก็อาจสะท้อนว่า “ส่วนหนึ่ง” ของความเสี่ยงถูกสะท้อนไปในราคาแล้ว ชาวสวนถือเป็นโอกาสเริ่มทยอยสะสม ถ้าพื้นฐานยังดีอยู่

    Extreme Greed – อาจสะท้อนว่าราคาอาจวิ่งแรงกว่าพื้นฐาน คนเริ่มพูดแต่เรื่องรวยเร็ว FOMO หนัก กาวกันยับๆ อันนี้ก็ใช้เป็นธงเตือนว่า “อย่าลืมถามตัวเองว่าตลาดไปไกลเกินพื้นฐานหรือยัง”

    แต่จุดสำคัญที่ต้องย้ำ คือ Fear & Greed Index เป็นเหมือน “ภาพถ่ายอารมณ์วันนี้” ไม่ใช่สัญญาณเข้าออกนะจ๊ะ!!

    น้าว่า ถ้าให้ใช้แบบมีประสิทธิภาพ ควรเอาพวก Valuation และพื้นฐานมาประกอบดูด้วย ที่สำคัญระวังเรื่อง leverage ด้วยนะ ถ้าตลาดกำลัง Greed หนักๆ ขณะที่เราใช้ Leverage เยอะๆ ถ้าตลาดเริ่มแตก พอร์ตก็ระเบิดได้เลยนะ ดังนั้นเราก็อาจเอาดัชนีพวกนี้ใช้ในการวางแผน money mangement ก็ไม่เลวนะครับ 😊

  • วิธีมองราคาหุ้น กับ ราคาบนกระดาน

    วิธีมองราคาหุ้น กับ ราคาบนกระดาน

    บ่ายวันศุกร์นั่งสงบใจจากสงคราม ส่องข้อมูลใน Bloomberg มีเรื่องมาแชร์เผื่อเป็นไอเดียกัน

    1. หุ้นใน SET ที่ลงทุนได้มี 694 ตัว

    2. หุ้น 235 ตัว มีนักวิเคราะห์ส่งคำแนะนำเข้าไปในระบบ คิดเป็น 33.8%

    3. ในนั้นมีหุ้นอยู่ 21 ตัว ที่ ราคาหุ้น “สูงกว่า” ราคาเหมาะสมเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนได้หลายมุม

    3.1 คิดแบบซื่อๆ คือ มันแพง

    3.2 คิดลึกหน่อย หุ้นขึ้นมาเร็ว แล้วนักวิเคราะห์ปรับประมาณการไม่ทัน

    3.3 คิดมากไป คือ หุ้นมันแค่เด้งกับข่าว เดี๋ยวก็ลงมา

    หุ้นทั้ง 21 คือ DELTA THG M KCE HENG DOHOME RCL AOT PSL PSH SCC TOP BAM ASK GLOBAL SAPPE TISCO KKP VGI LPN AH

    4. มองแบบเฉลี่ยหุ้นในตลาดไทย มี upside เฉลี่ย 26.9%

    ****************

    สิ่งที่ควรเข้าใจคือ บางทีราคา(บนกระดาน)มันนำความคิดคน(ราคาเหมาะสม) แต่ในบางที ถ้าเราคิดได้ก่อนเห็นก่อน ราคาเหมาะสมก็นำราคาในกระดานได้ บริบทหุ้นแต่ละตัวมันต่างกัน

    ดังนั้นเวลาเราเห็น ราคาบนกระดาน ราคาเหมาะสม เราก็ต้องมาตะหนักคิดว่าตอนนี้หุ้นมันอยู่ใน phase อะไร? หุ้นม้ามืด หรือ หุ้นคนรู้แล้วทั้งตำบล..

    ขอบคุณรูปจาก Golf monthly

    โปรบอกว่า ทุกๆการหวดตี คุณต้องมี pre-shot routine นะ เช่น ส่องหลังลูก จับไม้ จัดมือ ตั้งท่า บลาๆ ในหุ้นก็คงเหมือนกัน

    เพื่อนๆควรตั้ง process ในการคิดตัดสินใจเป็นระบบ ลองทำซ้ำทุกครั้งก่อนซื้อ แล้วจากนั้นก็เอาผลลัพธ์มาทบทวนว่า process เหล่านี้ขาดเหลือต้องแก้อะไร คุณก็จะได้ pre-short routine ในหุ้นของคุณครับ 😊

  • อิหร่านไม่น่าจะกล้าปิดฮอร์มุส แต่ถ้ายิงเรือวิ่งผ่าน ก็อาจเป็นไปได้..

    อิหร่านไม่น่าจะกล้าปิดฮอร์มุส แต่ถ้ายิงเรือวิ่งผ่าน ก็อาจเป็นไปได้..

    หลังสหรัฐโจมตีอิหร่าน สภาอิหร่านก็ลงมติให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซเลย แต่ว่ายังคงต้องรอคณะมนตรีความมั่นคงสูงสุดของอิหร่านเป็นคนกดปุ่มจริงๆ

    ช่องแคบฮอร์มุซกว้าง 40 กม. แต่เป็นทางผ่านเรือน้ำมันกว่า 18-19 ล้านบาร์เรล/วัน หรือ 20 % ของอุปสงค์โลก + LNG อีกก้อนโต ซึ่งถ้าปิดช่องแคบจริง ราคาน้ำมันมีสิทธิ์พุ่งไป $100–150 ได้ง่ายๆ เพราะอุปทานหายไปทันที 20%

    นอกเรื่องนิด ทำไมเรียกว่าช่องแคบ ทั้งๆที่กว้างตั้ง 40 กม. คนเรือบอกว่าช่องนี้ก็คือถนน มันจะแบ่งเป็น 2 เลน มีขาเข้า 2 ไมล์ ขาออก 2 ไมล์ และต้องเผื่อเกาะไว้หน่อย 2 ไมล์ ใหญ่ให้ช่วยลดแรงคลื่นมาชน รวมเป็นวิ่งจริงๆ 6 ไมล์ หรือ 11 กม.เท่านั้น ซึ่งถือว่าแคบมาก ยิ่งเทียบกับช่องแคบมะละกาที่กว้าง 65 กม.

    ต่อๆ แล้วอิหร่านจะปิดจริงไหม?
    นักวิเคราะห์พลังงานฝรั่งบอกว่า น่าจะ “ขู่” มากกว่า เพราะถ้าอิหร่านปิดเอง พี่แกก็จะโดนตัดรายได้ส่งออกน้ำมันตัวเอง แถมวอนจะเจอกองเรือที่ 5 ของสหรัฐบุกถล่มเปิดทางอีก

    ที่มา : Yahoo.finance

    นักวิเคราะห์เชื่อว่า
    โอกาส “ปิดเต็มรูปแบบ” ยังต่ำนะ แต่ “การยิงรบกวนเรือขนส่ง” จะมีโอกาสสูงขึ้น เพราะเอาแค่โดน 1 ลำ ก็เขย่าขวัญได้แล้ว

    แต่ถ้าปิดเกิน 48 ชม. ราคาน้ำมันอาจทะลุ $120 /บาร์เรล ได้ และจะนำมาซึ่งเงินเฟ้อขึ้นทั้งโลก เจอโรม โพเวล คงไม่ชอบสิ่งนี้…. คงต้องติดตามต่อไปครับ ตอนนี้น้ำมันดิบ เริ่ม -0.3% แล้ว (ณ 20.49 น.) 😇

  • รู้จักธุรกิจ Streaming มาเงียบๆแต่เฉียบขาด มาตรฐานใหม่ชาวโลก

    รู้จักธุรกิจ Streaming มาเงียบๆแต่เฉียบขาด มาตรฐานใหม่ชาวโลก

    ทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยี Streaming เข้ามาปฏิวัติวงการทีวีทั่วโลก โดยเข้ามาแทนที่การรับชมผ่านระบบดาวเทียม (Satellite TV) อย่างต่อเนื่อง

    สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การดูคอนเทนต์แบบออนดีมานด์ (On-Demand) ก็คือ อยากดูเมื่อไหร่ก็ได้ดู ดูย้อนหลังก็ได้ ประกอบกับต้นทุนที่ต่ำกว่า ความสะดวกในการเข้าถึง และความสามารถของเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว Streaming จึงกลายเป็นโครงสร้างหลักของอุตสาหกรรมบันเทิงในยุคปัจจุบัน

    ช่วงต้นปี 2025 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 กลุ่มสื่อและบันเทิงปรับตัวลดลงกว่า 4% แต่หุ้นของ Netflix กลับสวนทาง

    โดย Netflix ปรับตัวขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี และสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เหนือระดับ $1,150 ต่อหุ้นหน้าตาเฉย

    แม้จะมีข่าวการประกาศภาษี 100% สำหรับภาพยนตร์ที่ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้หุ้น Netflix ร่วงลงถึง 4% ระหว่างวัน แต่สุดท้ายราคาหุ้นก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    ความแข็งแกร่งของ Netflix สะท้อนผ่านผลกำไรที่ดีงามเหนือความคาดหมายใน 1Q25 มีรายได้รวม $10.5 พันล้าน เพิ่มขึ้น +13% y-y กำไรสุทธิอยู่ที่ $2.9 พันล้าน +24% y-y และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ $6.61 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ $5.67

    นอกจากนี้ Netflix ยังมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 31.7% ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้าจะขยายได้อีก โดยกลยุทธ์การเพิ่มรายได้จากโฆษณา (Advertising) ทำให้โฆษณาของบริษัทเติบโต 65-70% ต่อไตรมาสในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา หน่วยธุรกิจนี้น่าสนใจ ยิ่งคนดูเยอะ สมาชิกเยอะ eyeballs ยิ่งเยอะ ยิ่งขายโฆษณาได้ง่าย ได้แพงยิ่งขึ้น

    แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษี แต่ Netflix ยังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่อง Streaming กันครับ

    เทคโนโลยี Streaming ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากระบบการบีบอัดข้อมูล (Compression) ที่ทันสมัย โดยมาตรฐานล่าสุดอย่าง H.265 หรือ HEVC สามารถลดขนาดไฟล์วิดีโอ 4K ที่ความเร็ว 60 เฟรม/ วินาที ให้สามารถรับชมได้ด้วยความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียง 15-25 Mbps เท่านั้น

    ในขณะที่ระบบ CDN (Content Delivery Network) ช่วยกระจายคอนเทนต์ไปยังผู้ชมทั่วโลกผ่านเครือข่าย Edge Servers ที่ใกล้ที่สุด ลดความล่าช้า (latency) ลงจนสามารถดูวิดีโอแบบเรียลไทม์ได้ แม้ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุด ดังนั้นที่ไหนมี Data center ที่ดีๆ มี Internet ที่พอใช้ได้ คุณก็สามารถเสพความบันเทิงดีๆได้

    ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่พัฒนาแล้วมากที่สุดด้านนี้ มีผู้ใช้งานบริการ Streaming รวมกันมากกว่า 225 ล้านบัญชี โดย penetration rate อยู่ที่กว่า 80% ของครัวเรือนทั้งหมด Netflix มีค่าสมัครราว $15.49/เดือน สำหรับแพ็กเกจมาตรฐาน

    ขณะที่ Hulu และ Peacock มีแพ็กเกจแบบมีโฆษณา (AVOD) เริ่มต้นที่ $7.99/เดือน ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย โดย AVOD สามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาได้อย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่

    ในญี่ปุ่น แม้จะเข้าสู่ตลาดช้ากว่าสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันมี penetration rate อยู่ที่ประมาณ 50% โดย Netflix มีผู้ใช้งานราว 8 ล้านบัญชี และ Amazon Prime Video ครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด โดยค่าบริการ Prime อยู่ที่ 500 เยน/เดือน (ประมาณ 3.3 ดอลลาร์สหรัฐ) ความนิยมในประเทศนี้ยังรวมถึงแพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง U-NEXT และ AbemaTV ที่ผสมผสานการให้บริการแบบ Live และ On-Demand ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการหลากหลายของผู้ชม

    เกาหลีใต้เป็นอีกตลาดหนึ่งที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย โดยมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้งาน Streaming สูงถึง 20% ต่อปี และมี penetration rate ประมาณ 70% ของครัวเรือน แพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง TVING และ Wavve แข่งขันกับ Netflix อย่างสูสี โดยเน้นการผลิต Original Content ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ค่าบริการโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000-10,000 วอน/เดือน (ประมาณ 6-8 ดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้โมเดลแบบ AVOD ยังไม่เติบโตมากนักในเกาหลี เนื่องจากผู้บริโภคยังนิยมรับชมแบบไม่มีโฆษณามากกว่า

    ขอบคุณรูปจาก : kapanlagi.com

    ในอินเดีย ตลาดมีผู้ชมออนไลน์มากกว่า 400 ล้านคน แต่รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU) ยังต่ำ ทำให้โมเดล AVOD ได้รับความนิยมสูงมาก แพลตฟอร์มอย่าง Hotstar (Disney+) และ JioCinema เสนอคอนเทนต์ฟรีพร้อมโฆษณาเป็นหลัก ค่าบริการหากเลือกแบบไม่มีโฆษณาจะอยู่ที่ราว 299 รูปี/เดือน (ประมาณ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐ) penetration rate โดยรวมยังต่ำกว่า 40% แต่แนวโน้มการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานมือถือในเมืองระดับ Tier 2-3

    สำหรับไทย ผู้ใช้งาน Netflix อยู่ที่ราว 2.3 ล้านบัญชีในปี 2024 คิดเป็น penetration rate ราว 25-30% ของครัวเรือน โดยผู้ให้บริการอื่นเช่น YouTube, TrueID และ AIS Play ยังมีบทบาทสูงในกลุ่มโมเดลแบบ AVOD และ Freemium

    ค่าบริการ Netflix แพ็กเกจมาตรฐานอยู่ที่ 349 บาท/เดือน ขณะที่ผู้เล่น Local อย่าง MonoMAX ก็กำลังถูกจับตาอย่างมาก หลังจับมือกับ JAS เตรียมถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษในฤดูกาลหน้า

    ด้าน AVOD อย่าง YouTube และ Line TV ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มผู้ชมที่ไม่ต้องการจ่ายเงิน การเติบโตของตลาดขึ้นอยู่กับคุณภาพอินเทอร์เน็ตและการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจในประเทศ

    แนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรม Streaming คือการมุ่งไปสู่ความละเอียดสูงยิ่งขึ้น เช่น 8K การใช้ AI เพื่อแนะนำคอนเทนต์แบบเฉพาะบุคคล รวมถึงการผสานกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น VR, AR และ Cloud Gaming ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบของการบริโภคสื่อให้มีความโต้ตอบ (interactive) และหลากหลายยิ่งขึ้น

    ดังนั้น Streaming ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกของการรับชมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลก โดยมีเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นรองรับพฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ตอนนี้ธุรกิจ Streaming เลยกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของคนทั้งโลกนั่นเอง

  • Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับทรัมป์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ทำคะแนนนิยม (Approval Rating) ได้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นในรอบ 80 ปี

    โดยมีคะแนนพึงพอใจเฉลี่ยเพียง 39-45% เท่านั้น สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนอย่างชัดเจนในช่วงต้นวาระดำรงตำแหน่ง

    ที่มา : ABC News

    และสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจเรื่อง “Approval Rate” กันมากขึ้นว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

    Approval Rate คืออะไร? Approval Rate หรือตัวชี้วัดความนิยม เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่า “พอใจ” หรือ “ไม่พอใจ” ต่อผู้นำประเทศ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยปกติแล้วการสำรวจนี้จะทำเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อผลงานของผู้นำนั้นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ หรือการจัดการเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น วิกฤตโรคระบาดหรือสงคราม

    การวัด Approval Rate เริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสำนัก Gallup ได้ทำการสำรวจเพื่อวัดความนิยมในตัว Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น หลังจากนั้น การวัดคะแนนนิยมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ เพื่อจับชีพจรความพึงพอใจของสาธารณชนต่องานของรัฐบาล

    แล้ว Approval Rate สำคัญอย่างไร?

    • ด้านการเมือง: Approval Rate เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน ถ้าคะแนนต่ำอย่างต่อเนื่อง ผู้นำอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายตัวเอง เช่น การต่อต้านนโยบาย หรือการเรียกร้องให้ปรับคณะรัฐมนตรี
    • การเลือกตั้ง: คะแนนนิยมเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งในระดับกลางเทอม (Midterm Elections) และระดับประธานาธิบดี หากคะแนนต่ำ พรรคของผู้นำมักเสียที่นั่งในสภาคองเกรส

    หาก Approval Rate ต่ำ จะเกิดอะไรขึ้น?

    • เสถียรภาพทางการเมืองลดลง: ความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งภายในพรรค หรือแม้แต่การถูกร้องขอลาออกในบางกรณี
    • นโยบายอาจหยุดชะงัก: การผ่านกฎหมายสำคัญทำได้ยากขึ้น เพราะสมาชิกสภาอาจไม่กล้าเสี่ยงสนับสนุนนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม เพราะหากโหวตให้ มันก็จะทิ่มแทงตัวเองกลับมา
    • โอกาสของฝ่ายค้าน: ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะใช้คะแนนต่ำเป็นเครื่องมือโจมตีเพื่อช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    จากรูปด้านล่างจะเห็นว่า ประชาชน 72% เชื่อว่านโยบายทรัมป์ จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งไม่มี ปธน.คนไหนอยากให้เกิดในสมัยของเค้า จุดนี้สำคัญ ทรัมป์ควรต้องกลับมาคิดให้มากขึ้นว่าถ้าดึงดันต่อไป American อาจไม่ Great again ซึ่งจะนำมาซึ่ง Republican เตรียมแพ้เลือกตั้งสมัยหน้าได้เลยยาวๆ

    นักวิเคราะห์บอกว่า ถ้ายังดำดิ่งแบบนี้ Mid term Election ปีหน้า อาจเสียที่นั่งใน Swing stage และทำให้การขับเคลื่อนนโยบายยิ่งลำบาก หุ้นสหรัฐกลางปีหน้าอาจเหนื่อยอีกรอบ

    ที่มา : ABC News

    Approval Rate กับตลาดหุ้น

    • ความเชื่อมั่นนักลงทุน: นักลงทุนใช้ Approval Rate เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเสี่ยงทางการเมือง ถ้าคะแนนนิยมต่ำมาก อาจแปลว่านโยบายเศรษฐกิจมีโอกาสถูกขัดขวางหรือล่าช้า
    • ความไม่แน่นอน (Uncertainty): ตลาดหุ้นไม่ชอบความไม่แน่นอน หากคะแนนนิยมต่ำต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดความเสี่ยง โดยการขายหุ้นในกลุ่มที่พึ่งพานโยบายรัฐบาล เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และพลังงาน
    • ตัวอย่างในอดีต: ในปี 2018 ช่วงที่คะแนนนิยมทรัมป์ตก ตลาด S&P 500 ปรับตัวลดลงแรงในไตรมาสสุดท้าย เพราะความกังวลเรื่องสงครามการค้า และเสถียรภาพของรัฐบาล

    Approval Rate เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ถ้าคะแนนสูง มักนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นใจในตลาด แต่ถ้าคะแนนต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเสมอ

    สำหรับบ้านเรา การทำโพลไทย อาจคล้าย Approval Rate อเมริกาในทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติต้องดูคุณภาพ และที่มาของโพลเป็นหลัก เพราะมาตรฐานความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน นั่นเลยทำให้ โพลไทย กับ Approval Rate จึงต่างกันมาก เพราะ…

    1. ความเป็นกลางของผู้จัดทำ:

    • สหรัฐฯ มีสำนักโพลเก่าแก่และมีมาตรฐานสูง เช่น Gallup, Pew Research, Ipsos ซึ่งถูกตรวจสอบโดยสื่อ และมหาวิทยาลัยตลอดเวลา
    • ไทยมีสำนักโพลหลายแห่ง แต่ บางแห่งถูกมองว่ามีอคติทางการเมือง หรือมีการทำ “โพลจัดตั้ง” เพื่อสร้างกระแส (manipulate perception)

    2. วิธีการสุ่มตัวอย่าง (Sampling):

    • สหรัฐฯ ใช้ การสุ่มแบบสุ่มจริง ๆ (random sampling) ตามประชากรศาสตร์ (อายุ, เพศ, รายได้, ศาสนา, ภูมิภาค) เพื่อให้ได้ภาพรวมที่แท้จริง
    • ไทยบางครั้งยังใช้ การสำรวจเฉพาะกลุ่ม (เช่น โทรศัพท์, ออนไลน์, หรือในพื้นที่เฉพาะ) ซึ่งอาจ “เบ้” ได้ง่ายมากๆ

    3. ขนาดตัวอย่าง (Sample Size):

    • สหรัฐฯ มักใช้กลุ่มตัวอย่าง 1,000–2,000 คนขึ้นไป เพื่อให้มี Margin of Error ต่ำ (~±3%)
    • ไทยบางโพลใช้แค่หลักร้อย หรือทำในกลุ่มที่คัดเลือกมาแล้ว ทำให้ตัวเลขไม่นิ่ง

    4. บริบทการแสดงความคิดเห็น:

    • สหรัฐฯ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระแม้ไม่พอใจรัฐบาล
    • ไทยในบางยุคสมัย อาจมี self-censorship หรือความกังวลต่อการแสดงความเห็นทางการเมือง เห็นได้จากการตั้งคำถาม บางทีจะเป็นการชี้นำก็มี

    อย่างไรก็ดี มีโพล ก็ยังดีกว่าไม่มีนะ เพียงแต่เสพด้วยความระมัดระวังครับ