ป้ายกำกับ: วิกฤตเศรษฐกิจ

  • เข้าใจ “Technical Recession” แบบง่ายๆ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

    เข้าใจ “Technical Recession” แบบง่ายๆ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

    Technical Recession หรือ ภาวะถดถอยทางเทคนิค คือ ภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส

    โดยพิจารณาจากอัตราการเติบโตของ GDP (Gross Domestic Product) ที่ ติดลบในรูปแบบ QoQ หรือ Quarter-on-Quarter แต่ต้องเป็นการวัดแบบ “ปรับฤดูกาล” (Seasonally Adjusted หรือ SA) แล้วเท่านั้น เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกเบี่ยงเบนจากปัจจัยชั่วคราว เช่น เทศกาล ท่องเที่ยว หรือฤดูเก็บเกี่ยวเป็นต้น

    ขณะที่ Recession หรือ ภาวะถดถอย คือ ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโดยรวม จะดูจากหลายปัจจัยไม่ใช่แค่ GDP โดยอาจดูถึง แรงงาน, รายได้, ผลผลิตอุตสาหกรรม, ยอดค้าปลีก เป็นต้น

    โดยการจะเข้าสู่ภาวะ Recession นั้น จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการโดยหน่วยงานอิสระ อย่างที่สหรัฐ เค้าจะประกาศโดย National Bureau of Economic Research (NBER) โดยคณะกรรมการชื่อ Business Cycle Dating Committee

    ส่วนในไทยนั้น ไม่มีหน่วยงานเฉพาะแบบนี้ แต่เข้าใจกันว่าน่าจะเป็น สภาพัฒน์ฯ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : สศช.) ซึ่งเป็นผู้รายงาน GDP เป็นประจำอยู่แล้ว

    ก่อนไปต่อ ทบทวนอีกทีนะ ระหว่างความแตกต่างของ QoQ และ YoY

    • QoQ (Quarter-on-Quarter): เปรียบเทียบ GDP ไตรมาสล่าสุดกับไตรมาสก่อนหน้า
      ➤ เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการพิจารณา Technical Recession
      ➤ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จะใช้ค่าที่ “ปรับฤดูกาลแล้ว (SA)” เพื่อสะท้อนภาพจริงของแนวโน้มเศรษฐกิจ

    • YoY (Year-on-Year): เปรียบเทียบ GDP กับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
      ➤ นิยมใช้ดูแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว ดูพัฒนาการการเติบโต ความเก่งขึ้นเป็นต้น
      ➤ ไม่สามารถใช้วัด Technical Recession ได้โดยตรง

    ตัวอย่างการเข้าสู่ Technical Recession เพื่อความเข้าใจ

    ไตรมาสGDP Growth
    (QoQ SA)
    ผลที่เกิดขึ้น
    Q1-0.4%หดตัวครั้งที่ 1
    Q2-0.2%หดตัวครั้งที่ 2 → Technical Recession
    Q3+0.3%เริ่มฟื้นตัว

    ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าเศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส แม้จะไม่รุนแรง แต่ก็เข้าเกณฑ์ “Technical Recession” แล้วตามนิยาม

    ว่าแต่ แล้วทำไมต้องสนใจ Technical Recession?

    แม้จะเป็นเพียงคำนิยามเชิงสถิติ แต่การเกิด Technical Recession มักสะท้อนถึง ความอ่อนแอของเศรษฐกิจโดยรวม เป็นสัญญาณที่ต้องเริ่มระมัดระวัง เพราะมันมักจะมาจาก :

    • การบริโภคและการใช้จ่ายชะลอตัว (C)
    • การส่งออกลดลง (X)
    • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง (Confidence)
    • การจ้างงานและรายได้ชะลอตัว (Income)
    • ภัยพิบัติชั่วคราวจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (Surprise)

    ผลกระทบต่อตลาดหุ้น และนักลงทุน

    • ตลาดหุ้นอาจเกิดแรงขายจากความไม่มั่นใจ กังวลว่าจะลากยาวเป็น Recession จริงๆ
    • เงินบาทอาจอ่อนค่า ต่างชาติอาจเริ่มลดการลงทุนทั้งทางตรง(FDI) และการลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารทุน
    • นักลงทุนอาจเน้นถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้สภาพคล่องหาย เงินจะเริ่มฝืด
    • แต่ในบางกรณี หุ้นพื้นฐานดี ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น พวกสัมปทาน พวก defensive ก็อาจกลายเป็นโอกาสสะสมหากราคาย่อตัวได้นะ

    นักลงทุนควรระวังอะไร?

    อย่าตื่นตระหนก: การหดตัว 2 ไตรมาสไม่ใช่วิกฤตเสมอไปนะ
    มองภาพรวม: ดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น PMI, ดัชนีบริโภค, นโยบายรัฐ
    กระจายความเสี่ยง: ถือสินทรัพย์หลากหลาย และเตรียมรับมือความผันผวนอยู่เสมอนะ อันนี้เป็น basic ที่ควรมีตลอด ควรมีเงินเก็บพร้อมอยู่ได้อย่างน้อย 6-12 เดือน เสมอ
    ติดตามนโยบายเศรษฐกิจ: เช่น การลดดอกเบี้ย หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะออกมาแก้ไขได้รุนแรงขนาดไหน เช่น เมกกะโปรเจ็ค เป็นต้น

    📌 สรุป: Technical Recession เป็นสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองข้าม นักลงทุนควรใช้โอกาสนี้ประเมินพอร์ตลงทุนของตนเองอยู่เสมอ และติดตามภาพรวมเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยนะครับ สรุปคือ อย่าประมาทนั่นเอง

  • ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540: รากเหง้าของปัญหา ผลกระทบ และบทเรียนสู่อนาคต

    ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540: รากเหง้าของปัญหา ผลกระทบ และบทเรียนสู่อนาคต

    ความเป็นมา

    วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อประเทศไทยตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อปกป้องค่าเงินบาทจากการโจมตีของนักเก็งกำไร (speculators) จนไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป

    ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่:

    1. การพึ่งพาหนี้ต่างประเทศมากเกินไป: ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ประเทศไทยเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำและเงินทุนไหลเข้ามาในรูปของเงินกู้ยืมจากต่างประเทศอย่างมหาศาล
    2. ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์: เงินทุนที่ไหลเข้าถูกนำไปลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงการขนาดใหญ่เกินกว่าความต้องการจริง ส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่
    3. การบริหารจัดการที่ผิดพลาดของภาคการเงิน: สถาบันการเงินในประเทศปล่อยสินเชื่ออย่างไม่มีความรอบคอบ ทำให้เกิดหนี้เสียสะสมในระบบ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

    การลอยตัวค่าเงินบาททำให้ค่าเงินลดลงจากประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 50 บาทในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน:

    1. ตลาดหุ้น

    • ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ลดลงจากกว่า 1,400 จุดในปี 2537 เหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541
    • มูลค่าซื้อขาย ลดลงกว่า 70% เนื่องจากนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่น
    • นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเคยเป็นกลุ่มหลักที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย เริ่มถอนตัวออก ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลงอย่างหนัก

    2. ภาคอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร

    • โครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากต้องหยุดชะงักเนื่องจากขาดแหล่งเงินทุน
    • สถาบันการเงินกว่า 56 แห่งต้องปิดกิจการ รวมถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้

    3. การว่างงานและความยากจน

    • การว่างงานพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและการผลิต
    • คนไทยจำนวนมากต้องปรับตัวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

    อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    1. อสังหาริมทรัพย์: โครงการก่อสร้างที่หยุดชะงักและราคาที่ดินที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้พัฒนาโครงการประสบปัญหาสภาพคล่อง
    2. การเงินและธนาคาร: หนี้เสีย (NPLs) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต้องปรับโครงสร้างใหม่
    3. การผลิตเพื่อส่งออก: แม้จะได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว แต่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากวัตถุดิบนำเข้าก็สร้างความลำบาก

    อุตสาหกรรมที่รอดและได้ประโยชน์

    1. การส่งออก: ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาถูกลงในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง
    2. การท่องเที่ยว: ค่าเงินที่ลดลงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเยือนประเทศไทยมากขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในปี 2541
    3. ธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ: ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศสามารถแข่งขันได้ดีกว่าในตลาดโลก

    บทเรียนจากวิกฤติ

    1. การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน: การพึ่งพาหนี้ต่างประเทศโดยไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดีส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวง
    2. ความสำคัญของเสถียรภาพระบบการเงิน: สถาบันการเงินต้องมีระบบตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
    3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน: การเติบโตทางเศรษฐกิจควรอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล ไม่ใช่การพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกมากเกินไป

    สรุป

    วิกฤติต้มยำกุ้งเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงผลกระทบของการบริหารจัดการที่ไม่รอบคอบในระดับประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่บทเรียนที่ได้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ ความท้าทายยังคงมีอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จากอดีตจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันวิกฤติในอนาคต แต่มันมีข้อสังเกตุนะ วิกฤตทางการเงินส่วนใหญ่มักจะเกิดจากหนี้ ดังนั้นการก่อหนี้แต่พอดีไม่มากเกินไป จะทำให้ไม่เกิดวิกฤตนั่นเอง…..