ป้ายกำกับ: ปันผล

  • #5เรื่องต้องรู้ก่อนเกษียณ #ฉบับใช้งานจริง

    #5เรื่องต้องรู้ก่อนเกษียณ #ฉบับใช้งานจริง

    จัดให้ตามคำขอ แผนนี้ครอบครัว 3 คนพ่อแม่ลูก ม.3 ซึ่งน้าเลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ตอนอายุ 4x ขวบ เอาจริงๆแผนนี้จะพร้อมใน 2 ปีข้างหน้า แต่อะไรก็เกิดขึ้นเร็วกว่าคาดได้ ทว่าแผนมันก็ดีพอเอาตัวรอดมาได้ ลองดูนะ

    เริ่มเตรียมแผนจริงจังเมื่อ 5 ปีก่อน เพราะอุตสาหกรรมหลักทรัพย์จะอ่อนแอเรื่อยๆ จบยุคมนุษย์ทองคำเหลือแต่คนเงินเดือนสูงๆที่ทำหนักมาก..แต่ร่างกายพัง เวลาไม่มี สุดท้ายถูกถีบออกในที่สุด

    เพื่อให้เห็น base ว่าคุณก็ทำได้ ของน้าก็คือ ไม่ได้มีมรดกอะไร พ่อแม่ให้การศึกษาเลี้ยงดูถึง ป.ตรี จากนั้นก็ตะลุยทำงาน เก็บเงินเรียน ป.โทไปด้วย แล้วเข้าวงการหลักทรัพย์ ในเวลา 20 ปี เปลี่ยน บล. 4 ครั้งเป็นการ challenge ไปทำงานยากขึ้นทุกรอบ อยากเก่งขึ้นไม่ได้เน้นเงิน

    👉เอาล่ะ เตรียมแผนยังไง? วางเป็น 5 บท

    1️⃣เตรียมรับมือค่าใช้จ่าย

    – ค่าเทอมลูก จองซื้อ IPO กอง REIT อายุ 25 ปี ยีลด์ 7%+ ตัวนึง โดยขนาดซื้อใหญ่พอให้ปันผล = ค่าเทอมแต่ละปี ซึ่งตอนซื้อลูกเหลือเวลาเรียนอีก 10 ปีถึงจะจบตรี ทำให้วันนั้น REIT จะเหลืออายุ 15 ปี แปลว่า REIT ตัวนี้น่าจะส่งลูกเรียนฟรีโดยเงินต้นไม่ลดได้**แค่ระวังตอนดอกเบี้ยกลับเป็นขาขึ้น ซึ่งยังอีกนาน (REIT แบบ Leasehold ห้ามถือตัวที่อายุต่ำกว่า 10 ปี พวกนั้นยิ่งปันผลราคาจะยิ่งลง!)

    – ค่าไฟ เกษียนอยู่บ้านยิ่งใช้เยอะ เลยติด Solar Rooftop แบบ On-grid ขนาด 6.9Kw บ้านเดี่ยว แต่ไม่ได้ติดแบตเตอรี่เพราะ 3 ปีก่อนยังแพงอยู่ (ตอนนี้ราคาลงมากว่า 30% แล้วถูกมาก) ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นแบบ TOU เพื่อรีดค่าไฟลงอีกในช่วง Off-peak (กลางคืน+วันหยุด) สรุปประหยัดไป 30-40% ค่าไฟตกเดือนละ 2,000 บาท +/- จาก 3,000-9,000 บาท แล้วแต่ฤดูกาล **แนะใช้แอร์ Inverter ช่วยได้เยอะ

    – ค่าน้ำมัน เกษียณแล้วยังมีธุระนะ ไปเที่ยว ไปจ่ายตลาด ดูทีวีอยู่บ้านไม่น่าใช่ คำตอบของคนเกษียณ คือ รถไฟฟ้า EV น้าประหยัดค่าน้ำมันไปเดือนละ 7,000-9,000 บาท ส่วนค่าบำรุงรักษาถูกจนจำไม่ได้ปีละ 1,000 บาทมั้ง ไม่ต้องกังวลซื้อแล้วติดดอย เพราะเราซื้อมาใช้ 10-15 ปี ก่อนเกษียณแนะหาจังหวะเปลี่ยนรถน้ำมันเป็น EV นะยิ่งเข้าคู่กับ Solar Rooftop โคตรเริ่ด!

    – ค่าใช้จ่ายรายเดือน น้าใช้กอง REIT (อีกละ) ซื้อในจังหวะต่ำๆปลอดภัยๆ ในปริมาณที่ปันผลรายเดือน cover รายจ่ายรายเดือน ส่วน Capital gain เอาจริงๆไม่หวัง ขอแค่ซื้อแล้วไม่ลงก็ ok เพราะเราหวัง cash flow จากปันผลมากกว่า ถ้าเราซื้อในจุดที่ปลอดภัย + ผลการดำเนินงานไม่ได้แย่ + อุตสาหกรรมไม่ได้เป็นขาลง ก็ถือต่อไปได้ แต่ก็ย้ำอีก duration ของสัญญาเช่าต้องยาวกว่า 15-20 ปี จะถือสบายใจ

    2️⃣ รายได้ใหม่ก็ยังต้องมีนะ นอนเฉยๆไม่ได้นา

    ถ้าเราไม่มี cash flow เข้า จะเครียดแน่นอน แม้บางคนจะสะสมเงินนอนเล่นได้ 15 ปีก็จริง แต่การเห็น wealth ลดลงทุกเดือน ชีวิตจะมีแต่ความกังวล ไม่กล้าใช้ชีวิต กลัวเกิดเหตุสุดวิสัย ดังนั้นต้องหารายได้มาเติมนะ

    ถ้าเติมได้ดีจน net ออกมาเป็นบวกทุกเดือนอันนี้สุดยอด หรือถ้า net ออกมาไม่ลดลง ก็ดีงามแล้ว ตัวอย่างที่น้าทำ คือ

    – ทำสิ่งที่ชอบ/คุ้นเคยให้เป็นรายได้ คุณจะไม่เหนื่อย แม้มันจะไม่ได้มากเท่าเงินเดือน แต่ทุกบาทมันคือความสนุก ไม่ใช่ความต้องรับผิดชอบในหน้าที่ อย่างน้าก็จัด Live ทุกเช้า เพราะก็ลงทุนหาข้อมูลอยู่แล้ว ก็เอาไอเดียมาแบ่งปันเพื่อนๆ ได้ลับสมอง ลับฝีปาก เพื่อนๆได้ประโยชน์ มันก็ดีนะ

    ซึ่งรายการ Talad WHY ก็สร้างรายได้กลับมามากกว่าที่คิดเสียอีก เพื่อนๆลองดูตัวเองนะชอบทำอะไร นั่นแหล่ะ เอามาทำเป็นรายได้สิ

    – Trick สำหรับงานหลังเกษียณคือ ควรเป็นงานที่ “เบาลง” จากงานประจำ ห้ามหนักเท่าเดิม แต่ให้เราใช้ประสบการณ์/connection ไป Leverage ให้มันทำน้อยๆ แต่ได้ผลเยอะๆ ซ้ำๆ และทวีคูณ ยิ่งทำเยอะแม้ได้เงินเพิ่มแต่ยิ่งเหนื่อยอันนี้ไม่เหมาะเป็นงานเกษียณ

    ตัวอย่างง่ายๆ ทำ Live เสร็จ ก็ตัดคลิปแยกแล้วโพสซ้ำเป็นต้น หรือโพสแล้วเอาไปใช้พูดซ้ำใน Live หรือ Live ทุกวัน วีคนี้มี 1 sponsor สัปดาห์หน้า 2 sponsor แต่ก็ยังทำงานเท่าเดิม จะเห็นว่ามันเป็นการ “เหนื่อย 1 ที” แต่ได้ผลหลายรอบ เสร็จ Live แล้วก็พักแบบที่คนเกษียณควรได้พัก(ฮา) อย่าไปตรากตรำเกิน

    – ลงทุนหากำไรส่วนเพิ่ม อันนี้ต่างกับข้อ 1 ที่จะเป็นการลงทุนเพื่อหา cash flow มาชนค่าใช้จ่าย (เรียกว่า Core port ก็ได้) ซึ่งเมื่อ core port พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายหลักได้แล้ว ในข้อนี้ก็เหมือนเป็นการสร้างโบนัส รายได้เสริม รางวัลแห่งความพยายามที่มากขึ้นอีกนิด (เรียกว่า Satellite port)

    ซึ่งมันก็เป็นผลลัพธ์มาจากกิจวัตรหาข้อมูลในการทำ Live ทุกเช้า ยิ่งเรารอบรู้ทุกตลาด ทุกสินทรัพย์ เราจะทำ asset allocation หาจังหวะทำตังค์ได้ไม่ยาก

    แต่ข้อนี้เน้นว่า คุณควรมีฐานเงินลงทุนที่ใหญ่พอนะ เป็นหัวใจเลย ผลตอบแทน 1% หาไม่ยากนะ ทว่า 1% บน 10,000 บาท กับ 1% บน 1,000,000 บาท มันต่างกันมากๆในแง่ impact ต่อชีวิต ดังนั้นคุณต้องมีการออมที่ดีมาแล้วก่อนหน้า (จะแนะนำในข้อสุดท้าย)

    – รายได้อื่นๆ พวกค่าเช่าบ้าน/คอนโดฯ ถ้ามีก็ดีนะ แต่ถ้าไม่ถนัดก็อย่ามีดีกว่า(ฮา) ไปทำในสิ่งที่เราถนัดน่าจะดีกว่า รายได้ส่วนนี้ของน้าไม่ได้-ไม่เสีย(รายได้เท่ากับเงินผ่อน) แต่เสียเวลา รู้งี้ไม่ยุ่งอสังหาฯดีกว่า ไม่เหมาะกับคนใจอ่อนแบบเรา(ฮา) นี่กำลังหาทางขายอยู่ ถือเป็นบทเรียน…. แต่ใครถนัดด้านนี้ก็เดินต่อได้นะครับ

    3️⃣ จัดการหนี้สินให้เรียบร้อย

    อย่าไว้ใจว่าจะได้เกษียนตอน 60 ขวบ โลกใบนี้มันเร็วมาก 50 ขวบก็โดนได้ และไม่รู้จะเร็วขึ้นหรือเปล่า สิ่งที่น้าทำคือ พอรายได้เริ่มหนาขึ้นในช่วงท้ายๆการทำงาน เช่น ค่ากินใช้รายเดือน 30% ของรายได้ ก็จะเก็บเงินสดไว้ 20% แล้วอีก 50% เน้นโป๊ะหนี้อย่างเดียว

    ขณะที่ปีไหนมีโบนัส ก็จะกัน 10% ให้ครอบครัวเป็นรางวัลพวกเค้า อีก 90% ก็ฟาดโป๊ะหนี้ไปเลย นี่คือหน้าที่ของโบนัส ยิ่งคุณปิดหนี้ได้ไว คุณจะได้ออมถึงเดือนละ 70% ช่วยเร่งให้มีฐานเงินที่ใหญ่สำหรับสร้าง Core port และ Satellite port ยิ่งฐานใหญ่ คุณยิ่งจัดการง่าย

    อีกเรื่องของข้อนี้คือการมี fixed asset (สินทรัพย์ถาวร) เท่าที่จำเป็นต้องใช้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ มีแค่ได้ใช้ก็พอ เอาเงินไปไว้ที่สินทรัพย์ลงทุนดีกว่า น้ามีอย่างละ 50 : 50 หวังว่าสินทรัพย์ลงทุนจะแซงไปไกลๆ สาธุ

    4️⃣ หลักประกันห้ามขาด แต่ต้องมีแบบฉลาด

    อะไรก็เกิดขึ้นได้ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เป็นสิ่งที่ต้องมี แต่เชื่อไหม ถ้าไม่ได้ออกจากงานนะ น้าก็ไม่รู้ว่าพอร์ตประกันเละเทะมาก

    น้ามีกรมธรรม์ถึง 7 ฉบับ!! ซื้อเพราะรู้ว่ามันดี แต่ลืมดูความคุ้มค่า คราวนี้พอกำลังจะออกจากงาน ก็เอากรมธรรม์มานั่งเรียงดูก็พบว่า ค่าใช้จ่ายเบี้ยประกันกลายเป็นรายจ่ายสูงสุดของตัวเอง งานเข้าสิ!

    วานน้องตัวแทนประกัน analyze ให้ดูหน่อยว่าไอ่ 7 เล่ม มันซ้อนทับ เกินจำเป็นอะไรยังไง ซึ่งผลออกมาคือ ตัดออกได้ 4 เล่ม โดยไม่ได้ทำให้ชีวิตแย่ลง!!

    เจ็บแล้ว ก็ศึกษาต่อ ก็ได้เรียนรู้ว่า ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ในยุคนี้ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีเลย vs ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit link) เอาง่ายๆ ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ให้ผลตอบแทน 1-2% ต่อปีตลอดสัญญา 10-20 ปี แพ้เงินเฟ้อ และโดนค่าเสียโอกาสมหาศาล

    แต่ Unit link ด้วยเงินก้อนเดียวกัน ถ้าเราเอาความรู้ด้านการลงทุนที่มีไปใช้ ผลตอบแทน 7-10% ต่อปี ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เลือกให้เป็น จัดให้ถูกแค่นั้นเอง

    Unit link เลยเป็นอาวุธชั้นดีของยุคนี้ เพราะได้ความคุ้มครองขนาดใหญ่ ได้ลงทุนไปด้วยไม่เสียโอกาส แถมส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างดี โคตรเริ่ด เดี๋ยววิชาน้าแก่กล้าจะทำเป็น session เรื่องนี้ใน Live เลย มันดีมาก อยากให้รู้จัก

    5️⃣ Mind set

    ทั้ง 4 ข้อข้างต้น จะเดินไม่ได้เลยถ้าความคิดเริ่มต้นเราไม่ถูก ซึ่งสูตรที่ตลาดหลักทรัพย์ฯให้น้าไปสอนเด็กๆในต่างจังหวัดเมื่อก่อน คือ “หลัก 4 รู้”

    รู้หา – หารายได้เสริมหลายทาง

    รู้ใช้ – ไม่ฟุ่มเฟือย เพื่อการออมที่มากขึ้น

    รู้เก็บ – ออมก่อนใช้

    รู้ขยายดอกผล – ฉลาดลงทุน

    ซึ่งน้าก็ใช้เป็นหลักมานานแล้ว ข้อที่สำคัญสุด คิดว่าเป็น “รู้เก็บ” เพราะเมื่อไรที่คุณหัด “ออมก่อนใช้” ก็ถือว่าคุณก็เริ่มนับ 1 ของการวางแผนเกษียณแล้วล่ะ

    พอคุณทำข้อ 5 ได้ดี ข้อ 1-2-3-4 ก็คือขนม แนะอาจไปเน้นแก้หนี้ข้อ 3 ก่อนแล้วกระจายๆกันทำข้ออื่นๆเมื่อโอกาสมาเยือนนะครับ สู้ๆนะ

    ปล. อันนี้คือ แผนดิบๆที่ใช้จริงนะ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกๆคน เริ่มต้นเร็วยิ่งปลอดภัย แต่ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะ เอาไปปรับใช้ตามสถานการณ์ของเพื่อนๆดูนะครับ❤️

    #น้าแดงxนักลงทุน

    #RetireFun

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    #เป็นคำถามที่ดี เลยนำมาแชร์แบ่งปันครับ ถามโดยพี่ FC ท่านนึงของรายการ LIB Talks ว่า “หุ้นที่ปันผล ปีละ 1 หรือ 2 (ครึ่งปีจ่ายปี) หรือ 4 ครั้ง(ไตรมาสละที) มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนไหม?”

    👉ตอบว่ามีผลนะ ถ้าสมมติว่ามีหุ้น 3 ตัว จ่ายปันผลตามข้างต้นที่ยอดรวมปีละ 1.00 บาท ซึ่งถ้าความเสี่ยงธุรกิจพอๆกัน การเติบโตพอๆกัน ตัวที่จ่าย 4 ครั้งจะเป็นตัวเลือกแรก เพราะ…

    ไตรมาส 1 จ่าย 0.25 บาท เราสามารถเอาเงินก้อนนี้ ไปซื้อหุ้นตัวเดิมนี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จำนวนหุ้นนี้ในพอร์ตก็จะเยอะขึ้น

    พอไตรมาส 2 จ่ายอีก 0.25 บาท เราก็จะยิ่งได้เงินเยอะขึ้น เพราะหุ้นเราเยอะขึ้นมากจากเอาเงินปันผลไตรมาส 1 มาซื้อหุ้นเพิ่มไง

    อันนี้แหล่ะเค้าเรียกว่า มหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น(ในรูปแบบเงินปันผล)นั่นเองครับ

    ส่วนตัวที่จ่ายปันผลแบบป๋าๆทุกเดือน (12 ครั้ง) แล้วถ้าธุรกิจดี ความเสี่ยงต่ำ แล้วเราเอาปันผลมาวนๆซื้อหุ้นเติมไป ก็ยิ่งบังเกิดผลดีกับพอร์ตการออมการลงทุนของเพื่อนๆครับ 😀

    แต่ย้ำอีกครั้ง เลือกหุ้นปันผล อย่าเริ่มที่ Dividend yield นะครับ เริ่มที่ธุรกิจก่อนนะ ไปฟังย้อนหลังในรายการ หรือ คลิปตัดแยกให้ช่องสีแดงของ Liberator Securities นะครับ 💙

  • ฝรั่งมันเลือกหุ้นปันผลไทยยังไง?

    ฝรั่งมันเลือกหุ้นปันผลไทยยังไง?

    #หุ้นปันผลชั้นมหาลัย เมื่อเช้าผมเวลามีน้อย เลยขอหยิบมาอธิบายกระบวนการเลือกปันผลของฝรั่งอีกสักทีครับ คือฝรั่งเค้าจะดู swap cost ด้วย (เพราะอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันของเงิน 2 สกุล ทำให้ค่าเงินมันเลยไม่เท่ากัน)

    เช่น Fed rate 4.25-4.50% ขณะที่ ธปท. 2.25% จะเห็นว่าส่วนต่างอยู่ประมาณ 2% นั่นแหล่ะ คือต้นทุนเวลาแลกเปลี่ยนเงิน

    แปลว่า ถ้าฝรั่งขนเงินมาซื้อหุ้นปันผลไทย ตอนขากลับ พี่แกต้องโดนอีก 2% เป็นค่า swap

    ดังนั้น หุ้นที่จะดึงดูดฝรั่งได้จริงๆ มันต้องได้ dividend yield สูงมากพอ ที่จะ cover swap cost ด้วย ตัวอย่างเช่น 7% หัก swap 2% เหลือ 5% อ้า มากกว่า Fed rate 4.25% เอ้อ แบบนี้ค่อยน่าลงทุนหน่อย

    ช่วงนี้เพื่อนๆจะสังเกตุว่า หุ้นที่ไม่ได้มีตำหนิด้านผลการดำเนินงาน หรือข่าวสาร แต่ยังให้ Dividend yield ได้ระดับ 7%++ ยืนสู้ได้หมดนะครับ อาจเพราะมีเรื่องนี้เกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง

    ส่วนเราคนไทยไม่มี swap อะไร ยิ่งได้เปรียบครับ ลงมาเหอะ สายปันผลบอกกุพร้อมลุย!! 😅

  • ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเงินปันผลถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของบุคคล และในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำหนดให้เงินปันผลต้องเสียภาษีด้วยนะห้ามเบี้ยว

    อัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทย

    สำหรับอัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทยมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเกี่ยวข้องกับภาษี 2 แบบ ดังนี้:

    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของจำนวนเงินปันผลที่ได้รับ และนำส่งกรมสรรพากรโดยบริษัทที่จ่ายเงินปันผล จะเห็นว่ามันหักไปเรียบร้อยแล้วนะ
    2. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผล สามารถเลือกได้ 2 วิธีในยื่นการเสียภาษี
      • ทางแรก คือ นำมูลค่าเงินปันผลตามหน้าเช็คที่ได้รับ(ปัจจุบัน e-dividend) ไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นๆ แล้วใช้สิทธิขอเครดิตภาษี (Tax Credit) คืนในลำดับถัดไปได้
      • เลือกไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น และเสียภาษีเฉพาะ 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็ง่ายดี

    วิธีการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผล

    1. สำหรับ “บริษัท” ผู้จ่ายเงินปันผล
      • ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น นำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปผ่านแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 50 หรือ ภ.ง.ด. 1 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) จากนั้นก็ออกเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น
    2. สำหรับ “ผู้ถือหุ้น” ที่ได้รับเงินปันผล
      • หากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องพิจารณาว่าจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินใจว่าจะเอาไปรวมคำนวน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเคลมภาษีดังต่อไปนี้ครับ

    การเคลมภาษีเงินปันผลคืออะไร

    การเคลมภาษีเงินปันผลหมายถึงการขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว หรือการใช้สิทธิเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีของบุคคลธรรมดาที่เลือกนำเงินปันผลมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น โดยสามารถขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วตามอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจริง

    ขั้นตอนการขอเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณเงินได้รวมทั้งหมด รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับ
    2. ใช้สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลตามหลักการ “Gross-up” ซึ่งจะคิดภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วกลับมาเป็นฐานรายได้ก่อนหักภาษี
    3. คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหักออก
    4. ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91) ภายในกำหนดเวลาเพื่อขอคืนภาษีหากมีภาษีที่ชำระเกิน

    ตัวอย่างการเคลมภาษีเงินปันผล

    นายสมชายได้รับเงินปันผลจากบริษัท A เป็นจำนวน 100,000 บาท โดยบริษัท A หักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% หรือ 10,000 บาท

    วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณฐานภาษีก่อนหักเครดิต (Gross-up) ฐานภาษีเงินปันผล=(เงินปันผลที่ได้รับ/90)∗100ฐานภาษีเงินปันผล = (เงินปันผลที่ได้รับ / 90) * 100 ฐานภาษี=(100,000/90)∗100=111,111บาทฐานภาษี = (100,000 / 90) * 100 = 111,111 บาท
    2. คำนวณภาษีที่ต้องชำระตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
      • สมมติว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายสมชายอยู่ที่ 20%
      • ภาษีที่ต้องชำระ = 111,111 * 20% = 22,222 บาท
    3. หักเครดิตภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว
      • ภาษีที่ต้องชำระสุทธิ = 22,222 – 11,111 = 11,111 บาท
    4. หากภาษีที่นายสมชายได้ชำระผ่านการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง นายสมชายสามารถขอคืนภาษีส่วนเกินได้
      • กรณีนี้ นายสมชายสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลไปหักลดภาษีที่ต้องเสีย หรือขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร

    ผลลัพธ์ของการเลือกวิธีเสียภาษี

    • หากเลือก นำเงินปันผลไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะสามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อลดภาระภาษีได้ แต่ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงขึ้นหากมีเงินได้อื่นมากอยู่แล้ว
    • หากเลือก ไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะเสียภาษีเพียง 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและอาจคุ้มกว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้รวมสูงและอยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่า 10%

    ดังนั้น คนที่มีรายได้สูงๆ และมีฐานภาษีเกิน 10% จึงไม่ควรเอาเงินปันผลไปรวมคำนวนเพื่อยื่นภาษี เพราะอาจทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น สู้ยอมให้หักไปเลย 10% จบตรงนั้นจะดีกว่า

    สรุปเรื่องปันผล และ ภาษี

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้จากเงินปันผล โดยมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษี 2 แบบ หากเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อาจสามารถขอเครดิตภาษีและขอคืนภาษีส่วนเกินได้(แต่ไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ)

    แถม เงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ BOI ต้องยื่นภาษีหรือไม่?

    สำหรับนักลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ สิทธิประโยชน์ BOI (Board of Investment) ควรเข้าใจว่าเงินปันผลที่ได้รับอาจมี ผลทางภาษีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของกำไรที่บริษัทใช้ในการจ่ายปันผล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก

    1. เงินปันผลจากกำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (BOI)

    หากบริษัทที่จ่ายเงินปันผล อยู่ในช่วงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก BOI กำไรที่เกิดขึ้นจากกิจการ BOI จะได้รับสิทธิ ไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้ก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย กล่าวคือ …

    ไม่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น ❌ ไม่ได้รับเครดิตภาษี เพราะกำไรนี้ไม่เคยถูกหักภาษี ณ แหล่งที่มา

    2. เงินปันผลจากกำไรที่ต้องเสียภาษี (นอก BOI)

    หากบริษัทมีรายได้จากกิจการที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้ BOI และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้จะต้องเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรนะครับ

    💡 ข้อควรระวัง:
    บางบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลจากทั้ง 2 แหล่ง (BOI และนอก BOI) ควรตรวจสอบ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าระบุประเภทเงินปันผลอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมนะครับ