ป้ายกำกับ: คุณสู้เราช่วย

  • อยากร่วมโครงการแก้หนี้ “คุณสู้เราช่วย” ต้องทำไง? ใครกระทบบ้าง?

    อยากร่วมโครงการแก้หนี้ “คุณสู้เราช่วย” ต้องทำไง? ใครกระทบบ้าง?

    ในที่สุดแบ้งก์ชาติ ก.คลัง และ ธนาคารพาณิชย์ ก็ได้ข้อสรุปโครงการแก้หนี้ครัวเรือนกองมหึมาของประเทศแล้ว วันนี้ 11 ธ.ค. ได้มีการแถลงรายละเอียดโครงการ “คุณสู้ เราช่วย ปิดหนี้ได้ไว ไปต่อได้เร็ว” ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 โครงการย่อยดังนี้

    1. “จ่ายตรง คงทรัพย์” รายละเอียดคือ

    จะลดค่างวดให้ 3 ปี โดยปีที่ 1 จ่ายเพียง 50% ของค่างวด , ปีที่ 2 จ่าย 70% และ ปีที่ 3 จ่าย 90% ซึ่งค่างวดทั้งหมดที่จ่าย จะหักต้นล้วนๆเลย เพราะ 3 ปีนี้จะ waive ดอกเบี้ยให้ด้วย

    หนี้อะไรใช้ได้บ้าง?

    • สินเชื่อบ้าน มีภาระคงเหลือไม่เกิน 5 ล้าน
    • สินเชื่อรถ ไม่เกิน 8 แสน
    • สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ 5 หมื่น
    • สินเชื่อธุรกิจ SMEs ไม่เกิน 5 ล้าน
    • สินเชื่อบัตรเครดิต และ Personal loan (วงเงินเอาไปรวมกับทั้ง 4 ด้านบน)

    เงื่อนไขที่จะเข้าร่วมโครงการได้คือ

    1. หนี้เหล่านี้ต้องมาก่อน 1 ม.ค. 67 พูดง่ายๆ หนี้ที่เพิ่งเกิดปีนี้เอามาร่วมโครงการไม่ได้
    2. ณ 31 ตุลาคม 2567 ต้องอยู่ในภาวะ ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 365 วัน / หรือ ไม่ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่เคยปรับโครงสร้างหนี้แล้ว คล้ายๆปรับโครงสร้างแล้วก็ยังผ่อนไม่ไหว

    ** แต่มีอีกเงื่อนไขสำคัญ คือ คนเข้าโครงการ ห้ามก่อหนี้ใหม่ใน 12 เดือนแรก ซึ่งคนเข้าโครงการจะถูกบันทึกในระบบ NCB ว่าร่วมโครงการอยู่นะ **

    2. “จ่าย-ปิด-จบ”

    หนี้อะไรใช้ได้บ้าง

    • ทุกประเภทเลย ทั้งมีหลักประกัน และ ไม่มีหลีักประกัน แต่มีเงื่อนไขคือ ยอดคงค้าง(รวมดอกเบี้ย) ต้องไม่เกิน 5,000 บาท/ บัญชี และ ณ 31 ต.ค. 2567 อยู่ในสถานะค้างชำระเกิน 90 วัน

    ลูกหนี้ – Happy แน่นอน โครงการแรก เหมือนเป็นการจูงใจคนที่ยังผ่อนพอจะไหว ว่าให้สู้นะ 3 ปีนี้ เพราะคุณจะลดเงินต้นได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะปลดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น แต่เงื่อนไขคือ คุณต้องมีวินัยนะ งดก่อหนี้ใหม่ 12 เดือนข้างหน้า

    สถาบันการเงิน – อันนี้ต้องวัดดวง เพราะรัฐอนุโลมให้ลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ลง 50% เพื่อมีทุนมา absorb การที่ต้องเฉือนเนื้ออดได้ดอกเบี้ยรับ 3 ปี ดังนั้น หากมีคนมีสมัครร่วมโครงการเยอะ จนธนาคารเสียรายได้ดอกเบี้ยรับ มากกว่า เงินนำส่ง FIDF ถ้าออกมาแบบนี้ธนาคารจะเจ็บตัว (ว่ากันว่ามีลูกหนี้ราว 1.9 ล้านคน) ดังนั้นกว่าจะรู้ว่าเจ็บไม่เจ็บ ก็ต้องรอจนกว่าจะเห็นตัวเลขสุดท้ายของการลงทะเบียนที่เสร็จในวันที่ 28 ก.พ. 2568

    อีกประเด็นหนึ่งคือ แม้จะมีข้อดีคือครั้งนี้ เสมือนการ break ไม่ให้ NPL เกิดเพิ่มได้แล้ว แต่ก็ยังต้องวัดใจว่า ธนาคารจะกล้ากลับมาปล่อยสินเชื่อตามปกติไหม? เพราะคนกลุ่มนี้ถูกห้ามก่อหนี้ใหม่ 12 เดือน ซึ่งถ้าธนาคารยังอิดออดปล่อยสินเชื่อใหม่จากลูกค้ากลุ่มอื่น สิ่งที่จะเห็นในปีหน้าคือ Loan จะไม่ Growth นั่นเอง ซึ่งไม่ดีต่อหุ้นธนาคาร เพราะตลาดอยากเห็นว่ามาตรการนี้ หยุด NPL ได้ และสินเชื่อกลับมาหมุนมาโตปกติ

    สรุปคือ ธนาคาร คงเจ็บบ้างเพราะรายได้ดอกเบี้ยรับหาย แต่ไม่น่ามากเพราะลดเงินนำส่ง FIDF 50% มาช่วยได้บ้าง ซึ่งจะบรรเทาได้อีก ก็ต้องกล้ากลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้ง(อย่างระมัดระวัง ไม่เข้มจนเกินเหตุ) นั่นเอง

    non bank – อันนี้ยังไม่ชัด ทางการจะศึกษาอีกที แต่อาจดีในทางอ้อม จากกำลังซื้อ กำลังผ่อนที่ฟื้นของลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ ส่วนฝั่งบริหารสินทรัพย์(เก็บหนี้) 2 โครงการนี้ทำให้ NPL จะหยุดเพิ่มได้ ทำให้ NPA (สินทรัพย์รอการขาย) จะไม่ออกมาให้เหล่า AMC ได้ซื้อไปบริหารมากนัก ส่วนฝั่งหนี้ไม่มีหลักประกัน(บัตรเครดิต, P-loan)อาการคล้ายๆกัน แต่คิดว่าผู้ประกอบการ AMC ที่เน้น Unsecured Loan ก็ไม่ได้อยากซื้อหนี้สักเท่าไหร่นะช่วงนี้ อ่วมอยู่(ฮา)