หมวดหมู่: เรื่องของหนี้

มาแก้หนี้กัน ทำไงให้หนี้หมดเร็ว ทำไงให้ดอกเบี้ยลดเร็ว เทคนิกต่างๆอยู่ที่นี่

  • ทำไงให้กู้บ้านผ่าน? ตอนเจอโปรโมชั่นถูกใจ

    ทำไงให้กู้บ้านผ่าน? ตอนเจอโปรโมชั่นถูกใจ

    ปัจจุบัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับปริมาณสต็อกคอนโดมิเนียม และบ้านที่สร้างเสร็จแต่ยังรอการขายจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ซึ่งตอนนี้มีสต็อกสะสมราว 230,000 หน่วย โดยพื้นที่ที่มีคอนโดมิเนียมรอการขายสูงสุด ได้แก่ เมืองสมุทรปราการ บางนา และนนทบุรี คิดเป็น 26.1% ของสต็อกคอนโดมิเนียมทั้งหมดในเขตนี้

    สถานการณ์นี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีเงินสดในมือสามารถเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในทำเลดีได้ในราคาที่น่าสนใจ!!

    ขณะที่การเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม มีข้อดีหลายอย่างเมื่อเทียบกับการเช่า เช่น การสร้างสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจากสถิติแล้วพบว่า ราคาที่ดินใน กทม. จะปรับตัวขึ้น 3-6% ต่อปี ซึ่งแม้จะดูไม่มาก แต่รู้ไหมว่าก่อน COVID-19 แพร่ระบาดนั้น ในภาวะปกติราคาที่ดินจะปรับตัวขึ้น 14.8% ต่อปี

    นอกจากนั้น การเป็นเจ้าของบ้าน หรือคอนโดฯ ก็จะมีอิสระในการปรับปรุงหรือตกแต่งตามความต้องการ และยังไม่ต้องกังวลเรื่องการย้ายที่อยู่เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดอีกด้วย

    ใครที่มีเงินสดพร้อม ไม่ได้มีภาระหนี้มากเกินไป ก็น่าจะขออนุมัติสินเชื่อจากธนาคารฉลุย ส่วนใครที่ยังไม่แน่ใจจะกู้ผ่านหรือไม่ แนะลองเอาสูตรที่ธนาคารใช้เอาไประเมินเบื้องต้นดูนะ จะได้ประเมินกำลังได้ถูก หรือเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการประเมินจริงครับ

    1. อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt-to-Income Ratio: DTI)

    • หนี้ทั้งหมดไม่ควรเกิน 40-50% ของรายได้ต่อเดือน
    • ค่างวดผ่อนบ้านควรอยู่ที่ไม่เกิน 30-40% ของรายได้ต่อเดือน
    • เช่น ถ้าคุณมีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน ควรผ่อนบ้านไม่เกิน 15,000-20,000 บาท ต่อเดือน

    2. คำนวณจากวงเงินกู้

    • ธนาคารมักให้กู้ได้ประมาณ 40-50 เท่าของรายได้ต่อเดือน
    • เช่น ถ้ามีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน วงเงินกู้ที่เป็นไปได้คือ 2-2.5 ล้านบาท

    3. เงินดาวน์ที่ควรเตรียม

    • ควรมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10-20% ของราคาบ้าน
    • เช่น หากบ้านราคา 3 ล้านบาท ควรเตรียมเงินดาวน์ 300,000-600,000 บาท

    4. ระยะเวลาการกู้

    • ระยะเวลาผ่อนที่นิยมคือ 20-30 ปี เพื่อให้ค่างวดไม่สูงเกินไป
    • โดยปกติ ถ้ากู้ระยะยาวขึ้น ค่างวดต่อเดือนจะลดลง แต่ดอกเบี้ยที่จ่ายรวมจะมากขึ้น

    5. ลองใช้สูตรคำนวณค่างวดเบื้องต้นว่าไหวไหม?

    • คำนวณแบบง่าย:
    • ตัวอย่าง: กู้ 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6% ต่อปี ระยะเวลา 30 ปี จะมีค่างวดประมาณ 18,000 บาท/เดือน เป็นต้น

    💡 สรุปแนวทางปลอดภัยในการขอเงินกู้ไว้ประมาณนี้นะ

    ✅ ผ่อนบ้าน ไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้
    ✅ หนี้สินรวมทั้งหมดทุกอย่าง (บัตรเครดิต การศึกษา รถยนต์ บ้าน) ผ่อนไม่ควรเกิน 50% ของรายได้
    ✅ เตรียมเงินดาวน์ไว้อย่างน้อย 10-20%
    ✅ เช็คอัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาการผ่อนที่เหมาะสมที่สอดคล้องกับอายุงานของเรานะ

    ตอนนี้มีโปรฯน่าสนใจอยู่อันนึงเป็นของกลุ่ม อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่ได้เปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษ “I SAY YES” ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2568 เพื่อสนับสนุนผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม และบ้านคุณภาพในทำเลศักยภาพ โดยโปรโมชั่นนี้ประกอบด้วย

    • ส่วนลดสูงสุดถึง 4,000,000 บาท
    • ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 10 ปี (อันนี้ดีมาก ใครมีบ้านจะรู้ว่าค่าส่วนกลางเป็นภาระไม่ใช่น้อยนะ)
    • บัตรกำนัลทองคำจากห้างทองอโรร่ามูลค่าสูงสุด 450,000 บาท

    จะเห็นว่าส่วนลดนี่น่าสนใจมาก ซึ่งถือได้ว่าตอนนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อที่มีศักยภาพอย่างแท้จริงนะครับ ใครสนใจรีบเข้าไปดู ผมว่าไม่แพง จับต้องได้ แถมส่วนลดนี่สุดๆไปเลย ดูโปรฯอนันดาที่นี่

  • ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540: รากเหง้าของปัญหา ผลกระทบ และบทเรียนสู่อนาคต

    ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540: รากเหง้าของปัญหา ผลกระทบ และบทเรียนสู่อนาคต

    ความเป็นมา

    วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อประเทศไทยตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อปกป้องค่าเงินบาทจากการโจมตีของนักเก็งกำไร (speculators) จนไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป

    ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่:

    1. การพึ่งพาหนี้ต่างประเทศมากเกินไป: ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ประเทศไทยเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำและเงินทุนไหลเข้ามาในรูปของเงินกู้ยืมจากต่างประเทศอย่างมหาศาล
    2. ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์: เงินทุนที่ไหลเข้าถูกนำไปลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงการขนาดใหญ่เกินกว่าความต้องการจริง ส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่
    3. การบริหารจัดการที่ผิดพลาดของภาคการเงิน: สถาบันการเงินในประเทศปล่อยสินเชื่ออย่างไม่มีความรอบคอบ ทำให้เกิดหนี้เสียสะสมในระบบ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

    การลอยตัวค่าเงินบาททำให้ค่าเงินลดลงจากประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 50 บาทในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน:

    1. ตลาดหุ้น

    • ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ลดลงจากกว่า 1,400 จุดในปี 2537 เหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541
    • มูลค่าซื้อขาย ลดลงกว่า 70% เนื่องจากนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่น
    • นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเคยเป็นกลุ่มหลักที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย เริ่มถอนตัวออก ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลงอย่างหนัก

    2. ภาคอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร

    • โครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากต้องหยุดชะงักเนื่องจากขาดแหล่งเงินทุน
    • สถาบันการเงินกว่า 56 แห่งต้องปิดกิจการ รวมถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้

    3. การว่างงานและความยากจน

    • การว่างงานพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและการผลิต
    • คนไทยจำนวนมากต้องปรับตัวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

    อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    1. อสังหาริมทรัพย์: โครงการก่อสร้างที่หยุดชะงักและราคาที่ดินที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้พัฒนาโครงการประสบปัญหาสภาพคล่อง
    2. การเงินและธนาคาร: หนี้เสีย (NPLs) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต้องปรับโครงสร้างใหม่
    3. การผลิตเพื่อส่งออก: แม้จะได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว แต่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากวัตถุดิบนำเข้าก็สร้างความลำบาก

    อุตสาหกรรมที่รอดและได้ประโยชน์

    1. การส่งออก: ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาถูกลงในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง
    2. การท่องเที่ยว: ค่าเงินที่ลดลงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเยือนประเทศไทยมากขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในปี 2541
    3. ธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ: ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศสามารถแข่งขันได้ดีกว่าในตลาดโลก

    บทเรียนจากวิกฤติ

    1. การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน: การพึ่งพาหนี้ต่างประเทศโดยไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดีส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวง
    2. ความสำคัญของเสถียรภาพระบบการเงิน: สถาบันการเงินต้องมีระบบตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
    3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน: การเติบโตทางเศรษฐกิจควรอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล ไม่ใช่การพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกมากเกินไป

    สรุป

    วิกฤติต้มยำกุ้งเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงผลกระทบของการบริหารจัดการที่ไม่รอบคอบในระดับประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่บทเรียนที่ได้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ ความท้าทายยังคงมีอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จากอดีตจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันวิกฤติในอนาคต แต่มันมีข้อสังเกตุนะ วิกฤตทางการเงินส่วนใหญ่มักจะเกิดจากหนี้ ดังนั้นการก่อหนี้แต่พอดีไม่มากเกินไป จะทำให้ไม่เกิดวิกฤตนั่นเอง…..

  • อยากร่วมโครงการแก้หนี้ “คุณสู้เราช่วย” ต้องทำไง? ใครกระทบบ้าง?

    อยากร่วมโครงการแก้หนี้ “คุณสู้เราช่วย” ต้องทำไง? ใครกระทบบ้าง?

    ในที่สุดแบ้งก์ชาติ ก.คลัง และ ธนาคารพาณิชย์ ก็ได้ข้อสรุปโครงการแก้หนี้ครัวเรือนกองมหึมาของประเทศแล้ว วันนี้ 11 ธ.ค. ได้มีการแถลงรายละเอียดโครงการ “คุณสู้ เราช่วย ปิดหนี้ได้ไว ไปต่อได้เร็ว” ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 โครงการย่อยดังนี้

    1. “จ่ายตรง คงทรัพย์” รายละเอียดคือ

    จะลดค่างวดให้ 3 ปี โดยปีที่ 1 จ่ายเพียง 50% ของค่างวด , ปีที่ 2 จ่าย 70% และ ปีที่ 3 จ่าย 90% ซึ่งค่างวดทั้งหมดที่จ่าย จะหักต้นล้วนๆเลย เพราะ 3 ปีนี้จะ waive ดอกเบี้ยให้ด้วย

    หนี้อะไรใช้ได้บ้าง?

    • สินเชื่อบ้าน มีภาระคงเหลือไม่เกิน 5 ล้าน
    • สินเชื่อรถ ไม่เกิน 8 แสน
    • สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ 5 หมื่น
    • สินเชื่อธุรกิจ SMEs ไม่เกิน 5 ล้าน
    • สินเชื่อบัตรเครดิต และ Personal loan (วงเงินเอาไปรวมกับทั้ง 4 ด้านบน)

    เงื่อนไขที่จะเข้าร่วมโครงการได้คือ

    1. หนี้เหล่านี้ต้องมาก่อน 1 ม.ค. 67 พูดง่ายๆ หนี้ที่เพิ่งเกิดปีนี้เอามาร่วมโครงการไม่ได้
    2. ณ 31 ตุลาคม 2567 ต้องอยู่ในภาวะ ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 365 วัน / หรือ ไม่ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่เคยปรับโครงสร้างหนี้แล้ว คล้ายๆปรับโครงสร้างแล้วก็ยังผ่อนไม่ไหว

    ** แต่มีอีกเงื่อนไขสำคัญ คือ คนเข้าโครงการ ห้ามก่อหนี้ใหม่ใน 12 เดือนแรก ซึ่งคนเข้าโครงการจะถูกบันทึกในระบบ NCB ว่าร่วมโครงการอยู่นะ **

    2. “จ่าย-ปิด-จบ”

    หนี้อะไรใช้ได้บ้าง

    • ทุกประเภทเลย ทั้งมีหลักประกัน และ ไม่มีหลีักประกัน แต่มีเงื่อนไขคือ ยอดคงค้าง(รวมดอกเบี้ย) ต้องไม่เกิน 5,000 บาท/ บัญชี และ ณ 31 ต.ค. 2567 อยู่ในสถานะค้างชำระเกิน 90 วัน

    ลูกหนี้ – Happy แน่นอน โครงการแรก เหมือนเป็นการจูงใจคนที่ยังผ่อนพอจะไหว ว่าให้สู้นะ 3 ปีนี้ เพราะคุณจะลดเงินต้นได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะปลดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น แต่เงื่อนไขคือ คุณต้องมีวินัยนะ งดก่อหนี้ใหม่ 12 เดือนข้างหน้า

    สถาบันการเงิน – อันนี้ต้องวัดดวง เพราะรัฐอนุโลมให้ลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ลง 50% เพื่อมีทุนมา absorb การที่ต้องเฉือนเนื้ออดได้ดอกเบี้ยรับ 3 ปี ดังนั้น หากมีคนมีสมัครร่วมโครงการเยอะ จนธนาคารเสียรายได้ดอกเบี้ยรับ มากกว่า เงินนำส่ง FIDF ถ้าออกมาแบบนี้ธนาคารจะเจ็บตัว (ว่ากันว่ามีลูกหนี้ราว 1.9 ล้านคน) ดังนั้นกว่าจะรู้ว่าเจ็บไม่เจ็บ ก็ต้องรอจนกว่าจะเห็นตัวเลขสุดท้ายของการลงทะเบียนที่เสร็จในวันที่ 28 ก.พ. 2568

    อีกประเด็นหนึ่งคือ แม้จะมีข้อดีคือครั้งนี้ เสมือนการ break ไม่ให้ NPL เกิดเพิ่มได้แล้ว แต่ก็ยังต้องวัดใจว่า ธนาคารจะกล้ากลับมาปล่อยสินเชื่อตามปกติไหม? เพราะคนกลุ่มนี้ถูกห้ามก่อหนี้ใหม่ 12 เดือน ซึ่งถ้าธนาคารยังอิดออดปล่อยสินเชื่อใหม่จากลูกค้ากลุ่มอื่น สิ่งที่จะเห็นในปีหน้าคือ Loan จะไม่ Growth นั่นเอง ซึ่งไม่ดีต่อหุ้นธนาคาร เพราะตลาดอยากเห็นว่ามาตรการนี้ หยุด NPL ได้ และสินเชื่อกลับมาหมุนมาโตปกติ

    สรุปคือ ธนาคาร คงเจ็บบ้างเพราะรายได้ดอกเบี้ยรับหาย แต่ไม่น่ามากเพราะลดเงินนำส่ง FIDF 50% มาช่วยได้บ้าง ซึ่งจะบรรเทาได้อีก ก็ต้องกล้ากลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้ง(อย่างระมัดระวัง ไม่เข้มจนเกินเหตุ) นั่นเอง

    non bank – อันนี้ยังไม่ชัด ทางการจะศึกษาอีกที แต่อาจดีในทางอ้อม จากกำลังซื้อ กำลังผ่อนที่ฟื้นของลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ ส่วนฝั่งบริหารสินทรัพย์(เก็บหนี้) 2 โครงการนี้ทำให้ NPL จะหยุดเพิ่มได้ ทำให้ NPA (สินทรัพย์รอการขาย) จะไม่ออกมาให้เหล่า AMC ได้ซื้อไปบริหารมากนัก ส่วนฝั่งหนี้ไม่มีหลักประกัน(บัตรเครดิต, P-loan)อาการคล้ายๆกัน แต่คิดว่าผู้ประกอบการ AMC ที่เน้น Unsecured Loan ก็ไม่ได้อยากซื้อหนี้สักเท่าไหร่นะช่วงนี้ อ่วมอยู่(ฮา)