หมวดหมู่: หุ้นต่างประเทศ

รวมเรื่องเกี่ยวกับหุ้นต่างประเทศ สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป

  • ธีมหุ้นเวียดนาม ปี 2025: การเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets

    ธีมหุ้นเวียดนาม ปี 2025: การเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets

    หนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดหุ้นเวียดนามในปี 2025 คือการถูกบรรจุเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกเลื่อนมาหลายครั้ง แต่ในครั้งนี้มีความเชื่อมั่นว่าน่าจะเกิดขึ้นได้สำเร็จ

    การเข้าร่วมดัชนีนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่าง ๆ ที่อ้างอิงการลงทุนตามดัชนีดังกล่าว ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น

    เม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนาม

    • หากตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการบรรจุเข้า FTSE Emerging Markets คาดว่าจะมีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 2.5% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่ราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • หากตลาดสามารถรักษาสถานะนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวอาจมีเงินทุนไหลเข้าสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าระยะแรกถึง 10 เท่าตัว

    เงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ FTSE Emerging Markets

    หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ FTSE คือ ระบบการชำระเงิน (Cash Settlement System) โดยในอดีต นักลงทุนต่างชาติต้องโอนเงินเข้าพอร์ต ล่วงหน้า 1-2 วัน (Pre-Funding) ก่อนจะสามารถซื้อหุ้นเวียดนามได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในโลกการลงทุนที่ข้อมูลเคลื่อนไหวรวดเร็ว 

    ล่าสุด เวียดนามได้ปรับระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยอนุญาตให้ โอนเงินเข้าระหว่างวันและซื้อหุ้นได้ทันที (Buy First, Sell Later) ซึ่งคล้ายกับระบบ Net Settlement ที่ใช้ในตลาดหุ้นไทย ระบบใหม่นี้ถูกนำมาทดลองใช้แล้ว และเป็นก้าวสำคัญต่อการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนาม

    นอกจากนี้ FTSE Russell ได้หารือกับตลาดเวียดนามเกี่ยวกับข้อกำหนดใหม่ สำหรับหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า 120,000 ล้านดอง (ประมาณ 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 160 ล้านบาท) จะต้องทำรายงานเป็น ภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน

    กำหนดการสำคัญ

    • มีนาคม 2025: ตลาดหุ้นเวียดนามจะถูกบรรจุใน Waiting List ของ FTSE
    • กันยายน 2025: ย้ายจาก Frontier Market ไปสู่ Tier 2 ของ Emerging Markets (EM) และคาดว่าจะได้รับการยกระดับสู่ EM อย่างเต็มตัว

    ผลกระทบเชิงบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

    1. ลดต้นทุนการลงทุนของต่างชาติ: ค่า Premium ที่นักลงทุนต่างชาติต้องจ่ายเมื่อซื้อหุ้นเวียดนาม (ปัจจุบันอยู่ที่ 2-7%) จะลดลง ทำให้การลงทุนในเวียดนามถูกลง
    2. การ Rerating ของหุ้น: ด้วยเงินลงทุนที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์อาจปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น ทำให้ P/E Ratio ของตลาดปรับตัวสูงขึ้น
    3. ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น: นักลงทุนสถาบันและกองทุนต่าง ๆ จะให้ความสนใจมากขึ้น
    4. เพิ่มสภาพคล่องในตลาด: การซื้อขายจะคึกคักขึ้น ส่งผลดีต่อนักลงทุนรายย่อย กองทุน และนักลงทุนต่างชาติ
    5. เกิดกองทุนและ ETF ใหม่: จะมีการตั้งกองทุนและ ETF ที่อ้างอิงตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น ทำให้ตลาดเป็นที่นิยมมากขึ้น
    6. ลดช่องว่าง Valuation กับตลาดอื่นในอาเซียน: ปัจจุบัน P/E Ratio ตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 11.5 เท่า เทียบกับ ไทย (15.8 เท่า) และมาเลเซีย (14.3 เท่า) ทำให้มีโอกาสที่ Valuation Gap จะลดลง หากเศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่ง

    สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดหุ้นเวียดนาม

    ดัชนี VN30 อยู่ที่ 1,337 จุด ซึ่งห่างจากจุดสูงสุดเพียง 16% คาดว่าหากแนวโน้มการเข้าดัชนี FTSE Emerging Markets เป็นไปตามแผน ตลาดหุ้นเวียดนามอาจสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ไม่ยาก

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือเวียดนามต้องสามารถรับมือกับกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ได้ ซึ่งการผูกกับห่วงโซ่อุปทานจีนทำให้มีความกังวลไม่น้อย

    สรุป

    ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ FTSE Emerging Markets ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดในปี 2025 หากสามารถผ่านเกณฑ์ทั้งหมดได้สำเร็จ จะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าอย่างมหาศาล ส่งผลให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น ลดต้นทุนการลงทุนของต่างชาติ และเพิ่มสภาพคล่องในตลาด ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามสามารถเติบโตไปในระดับเดียวกับตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ ได้ในอนาคต และเป็นอีกทางเลือกของนักลงทุนไทยได้นะครับ

  • ติ่งเกาหลีต้องอ่าน หุ้น K-pop แตกกระเจิง จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?

    ติ่งเกาหลีต้องอ่าน หุ้น K-pop แตกกระเจิง จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?

    ช่วงที่ผ่านมา หุ้นบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ K-POP อย่าง HYBE Corporation, SM Entertainment, JYP Entertainment และ YG Entertainment ปรับตัวลงเละเทะจากจุดสูงสุดกว่า 30-50% ทำให้เกิดคำถามในใจของนักลงทุนสายติ่งถึงสาเหตุ และโอกาสฟื้นตัวของหุ้นเหล่านี้ วันนี้เรามาแกะดูรายละเอียดของแต่ละบริษัทกันดีกว่า เผื่อจะได้ช้อนหุ้นกัน? เผื่อจะมีกำไรเอาไปซื้อตั๋วคอนเสิร์ตกัน


    1. HYBE Corporation

    HYBE Corporation พึ่งพารายได้จากวง BTS เป็นหลัก แม้จะมีการเปิดตัวศิลปินใหม่ แต่ BTS ยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญ คราวนี้เมื่อสมาชิกวงเริ่มเข้ากรมทหาร (ตามกฏหมาย) ส่งผลให้รายได้และกิจกรรมลดลง นอกจากนี้ การลงทุนในแพลตฟอร์มอย่าง Weverse ที่ต้องเจอกับการแข่งขันสูงในตลาด Social Commerce และ Streaming ก็สร้างแรงกดดัน จุดสูงสุดของหุ้น HYBE อยู่ในปี 2021 ที่ประมาณ 421,500 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 48% เหลือราว 220,000 วอน (ข้อมูลล่าสุดมกราคม 2025) อย่างไรก็ตาม การกลับมาของสมาชิก BTS หลังปลดประจำการ (คาดกันว่าปลายปี 2025) การเปิดตัวศิลปินใหม่ เช่น NewJeans และการขยายธุรกิจระดับสากล เช่น การร่วมมือกับ Universal Music Group อาจช่วยให้หุ้นฟื้นตัวได้ในอนาคต

    Credit picture : Thrillist


    2. SM Entertainment

    SM Entertainment เจอกับความขัดแย้งในบริษัทระหว่างผู้บริหาร รวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารที่ล่าช้า นอกจากนี้ยังเผชิญการแข่งขันจากค่ายอื่น ๆ อย่าง HYBE และ YG จุดสูงสุดของหุ้น SM อยู่ในปี 2022 ที่ประมาณ 160,000 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 35% อยู่ที่ราว 104,000 วอน ด้วยการจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่อย่าง NCT Tokyo และการใช้เทคโนโลยี เช่น AI ในธุรกิจเพลงและคอนเสิร์ต อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวหรือเปล่า? ไม่แน่ใจ


    3. JYP Entertainment

    JYP Entertainment รายได้กระจุกตัวอยู่ที่วง TWICE และ Stray Kids ซึ่งสร้างความเสี่ยงหากวงเหล่านี้ถึงจุดอิ่มตัว นอกจากนี้ การเจาะตลาดตะวันตกก็ต้องใช้ทรัพยากรไม่น้อย จุดสูงสุดของหุ้น JYP อยู่ในปี 2023 ที่ประมาณ 80,000 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 28% อยู่ที่ราว 57,500 วอน อย่างไรก็ตาม การเปิดตัววงใหม่ เช่น NiziU และ Xdinary Heroes รวมถึงการเจาะตลาดอเมริกา และยุโรป เช่น การจัดเวิลด์ทัวร์ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญได้ นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจเสริม เช่น การจัดการศิลปินในญี่ปุ่น ก็น่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

    Credit picture : US Today


    4. YG Entertainment

    YG Entertainment เผชิญปัญหาภายในบริษัท รวมถึงข่าวฉาวของศิลปินและผู้บริหาร นอกจากนี้ รายได้ส่วนใหญ่ยังพึ่งพา BLACKPINK เป็นหลัก ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนของสัญญา(ยังทำงานเป็นวงร่วมกัน แต่ส่วนตัวแยกกันทำ)เกิดขึ้นในปี 2023 ทำให้ราคาหุ้นปัจจุบัน 43,800 วอน นั้นอยู่ห่างจากจุดสูงสุดของหุ้น YG ในปี 2022 ถึงราว 40% ซึ่งการเปิดตัวศิลปินใหม่ เช่น BabyMonster ที่อัดไปด้วยคุณภาพ และการขยายตลาดในภูมิภาคใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา อาจช่วยให้บริษัทกลับมาฟื้นตัวในอนาคต ล่าสุดเริ่มมีข่าวแพลมๆว่า BLACKPINK จะกลับมาทำ WorldTour ในปี 2025 ถ้าทำได้จริงก็น่าสนใจไม่น้อย

    Credit picture : HallyuSG


    อุตสาหกรรมดูเหมือนจะอิ่มตัวแล้ว

    ความนิยม K-POP ในตลาดโลกเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ทำให้การเติบโตชะลอตัวลง ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อของแฟนคลับให้ลดลง นอกจากนี้ การแข่งขันในแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น TikTok และ YouTube ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันในอุตสาหกรรมอีกด้วย ตารางด้านล่างจะเห็นว่า 3 ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตเป็นไปอย่างแข็งแกร่งเฉลี่ย +13% ต่อปี แต่ว่าใน 9 เดือนแรกของปี 2024 พบว่า รายได้ทำได้เพียง 78% ของทั้งปี 2023 นั่นหมายความว่าปี 2024 เราอาจเห็นรายได้ K-POP โตน้อย หรือไม่โตเลยเป็นครั้งแรก!!

    ปีรายได้รวม (ล้านล้านวอน)
    20191.5
    20201.6
    20211.8
    20222.0
    20232.3
    2024 (9 เดือนแรก)1.8

    ที่มา : Allkpop, Teen Vouge, Koreaboo, Hallyukstar

    จุดกลับตัว Turnaround ที่ต้องจับตา

    อย่างไรก็ดีนะ หุ้นมีขึ้นก็มีลง เช่นกัน หุ้นของบริษัท K-POP ก็มีโอกาสฟื้นตัวได้ หากมีการปรับกลยุทธ์ที่เหมาะสม เช่น การเปิดตัวศิลปินใหม่ การขยายตลาดสากล และการบริหารจัดการที่โปร่งใสมากขึ้น นักลงทุนควรสายติ่งควรต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงในบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุนต่อไปนะจ๊ะ

    เพื่อนๆคิดเห็นอย่างไร เชิญแลกเปลี่ยนกันครับ 안녕, 안녕

  • รวมฮิต 10 หุ้นเซมิคอนดักเตอร์โลก ใครทำอะไร สินค้าเด่นคืออะไร?

    รวมฮิต 10 หุ้นเซมิคอนดักเตอร์โลก ใครทำอะไร สินค้าเด่นคืออะไร?

    TSMC หรือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company เป็นบริษัทรับผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดในโลกที่ผลิตชิปให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่ง เช่น Apple และ Qualcomm ส่วน MediaTek เป็นบริษัทที่ออกแบบชิปสำหรับสมาร์ทโฟน ทีวี และอุปกรณ์ IoT โดยมีชื่อเสียงด้านชิปเซ็ตที่มีราคาคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูง

    NVIDIA เป็นผู้นำด้านการออกแบบ GPU สำหรับการเล่นเกมและการประมวลผล AI โดยมีสินค้าเด่นอย่างการ์ดจอ GeForce และแพลตฟอร์ม AI ขณะที่ Broadcom มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชิปสำหรับการสื่อสารไร้สายและระบบเครือข่าย เช่น Router และโมดูล Wi-Fi

    Intel โดดเด่นในฐานะผู้ผลิต CPU รายใหญ่ที่สุด โดยมีโปรเซสเซอร์ Intel Core และ Xeon เป็นสินค้าหลัก คู่แข่งของ Intel อย่าง AMD (Advanced Micro Devices) เป็นที่รู้จักในด้านโปรเซสเซอร์ Ryzen และการ์ดจอ Radeon ที่ได้รับความนิยม

    Texas Instruments เป็นบริษัทที่ผลิตชิปสำหรับการประมวลผลสัญญาณและการควบคุมในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และ IoT ขณะที่ Qualcomm มีชื่อเสียงจากชิปเซ็ต Snapdragon ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนหลากหลายแบรนด์

    Micron Technology ผลิตหน่วยความจำ DRAM และ NAND Flash ซึ่งใช้ในเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล Applied Materials เป็นผู้นำด้านเครื่องมือและโซลูชันสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และจอแสดงผล ส่วน Lam Research เชี่ยวชาญในเครื่องจักรสำหรับการสลักและสะสมวัสดุบนแผ่นเวเฟอร์

    KLA โดดเด่นในด้านโซลูชันสำหรับการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยมุ่งเน้นที่การวิเคราะห์คุณภาพของเวเฟอร์

  • เปิดบัญชีเทรดหุ้นอเมริกา ต้องทำ W-8BEN ไหม คืออะไร ควรทำไหม?

    เปิดบัญชีเทรดหุ้นอเมริกา ต้องทำ W-8BEN ไหม คืออะไร ควรทำไหม?

    การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเป็นที่นิยมมากในกลุ่มนักลงทุนไทย เพราะมีบริษัทระดับโลกอย่าง Apple, Tesla, Microsoft ให้เลือกลงทุน

    นอกจากนั้นยังมีหุ้นนวัตกรรมต่างๆให้เลือกลงทุนลุ้นยาวๆอีกด้วย แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มต้น การเปิดบัญชีหุ้นสหรัฐและการจัดการเอกสาร W-8BEN เป็นขั้นตอนสำคัญที่คุณต้องรู้จัก เรามาเริ่มทำความเข้าใจไปพร้อมกัน!

    การเปิดบัญชีหุ้นสหรัฐสามารถทำได้ผ่านโบรกเกอร์ที่มีบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ อย่างที่กำลังมาแรงตอนนี้ก็ Liberator ซึ่งอยู่ภาพใต้การกำกับดูแลของทางการ (กลต.) ซึ่งยังมีอีกหลายโบรกเกอร์ ทั้งไทยและเทศ

    แต่เน้นว่าควรเลือกโบร๊คที่ ค่าธรรมเนียมเป็นธรรม (ตย. Liberator คิดแค่ 0.1% ของมูลค่าเทรด ละก็มีแบบเหมาจ่าย 999 บาท เทรดได้ไม่เกิน 100,000 เหรียญ/ เดือน) มีความน่าเชื่อถือ และมีแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายๆ มีระบบแปลงเงิน บาท เป็น USD ที่ง่ายตรงไปตรงมา(ไม่กิน spread) ส่วนเอกสารเปิดบัญชีส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างกันจะเป็น

    เมื่อบัญชีได้รับการอนุมัติ คุณก็พร้อมที่จะเริ่มซื้อขายหุ้นได้แล้ว! แต่ช้าก่อน เพื่อความ perfect คุณต้องทำเอกสาร W-8BEN ด้วย (ไม่มีก็เทรดได้นะ แต่ ย้ำว่า ควรมีก่อน)

    W-8BEN คือ Certificate of Foreign Status of Beneficial Owner for United States Tax Withholding and Reporting หรือเป็นเอกสารที่ใช้ยืนยันสถานะของคุณว่าเป็น บุคคลต่างชาติ” (Non-U.S. Resident) เพื่อให้คุณได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษี ภายใต้สนธิสัญญาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐ

    กรอก W-8BEN ยากไหม? ไม่ยากเลย! โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะมีแบบฟอร์ม W-8BEN แบบออนไลน์ให้กรอก โดยมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุ ได้แก่:

    1. ชื่อ-นามสกุล: ต้องตรงกับเอกสารระบุตัวตน
    2. ประเทศที่พำนัก: ระบุว่าเป็น “Thailand”
    3. ที่อยู่ถาวร: ต้องตรงกับเอกสารแสดงที่อยู่
    4. Taxpayer Identification Number (TIN): หากคุณเป็นคนไทย สามารถใส่เลขบัตรประชาชนแทนได้
    5. ลายเซ็น: ลงนามและระบุวันที่

    หลังจากกรอกเสร็จ โบรกเกอร์จะตรวจสอบเอกสาร แล้วนำส่งสหรัฐนั่นเอง โดยเจ้าเอกสารนี้มักจะมีอายุ 3 ปี (หลังจากหมดอายุ คุณต้องกรอกใหม่) แล้วค่อยมากรอกใหม่ หวังว่าตอนนั้นพอร์ตคุณจะโตๆไปแล้วนะ อิอิ

    ประโยชน์ของ W-8BEN สำหรับนักลงทุนไทยมีอะไรบ้าง การกรอก W-8BEN จะช่วย “ลดภาระภาษี” ที่คุณต้องจ่ายจากรายได้ที่ได้จากหุ้นในสหรัฐ ตัวอย่างเช่น:

    • เงินปันผล (Dividend) : หากไม่ได้กรอก W-8BEN คุณจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายถึง 30% แต่ถ้ากรอก คุณจะถูกหักเพียง 15% เท่านั้น ตามสนธิสัญญาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐ
    • กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gains) : ในปัจจุบัน ไทยไม่มีการเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้นในสหรัฐ ดังนั้นคุณจะไม่ต้องเสียภาษีส่วนนี้ด้วย แจ๋วไหมล่ะ

    เมื่อคุณเสร็จสิ้นกระบวนการนี้แล้ว การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐจะแสนง่าย ได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น ขอให้สนุกกับการลงทุนนะครับ! 😊

  • Quantum Computer คืออะไร เข้าใจง่ายๆ ใน 3 นาที

    Quantum Computer คืออะไร เข้าใจง่ายๆ ใน 3 นาที

    ช่วงนี้กระแส Quantum กำลังมา เรามาอธิบายกันต่อนะ คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer) เป็นเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลที่ล้ำยุคกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป โดยใช้หลักการ “กลศาสตร์ควอนตัม” ซึ่งแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ 4 เรื่องที่เราต้องเข้าใจ มีดังนี้


    1. บิต (Bit) vs คิวบิต (Qubit)

    • คอมพิวเตอร์ทั่วไป ใช้ “บิต” (Bit) ในการเก็บข้อมูล ซึ่งมีค่าได้แค่ 0 หรือ 1 เท่านั้น
    • คอมพิวเตอร์ควอนตัม ใช้ “คิวบิต” (Qubit) ซึ่งสามารถเป็น 0, 1 และสถานะซ้อนทับ (Superposition) ที่ทั้ง 0 และ 1 พร้อมกันได้

    ตัวอย่าง:

    • คอมพิวเตอร์ปกติทำได้แค่เลือกทางเดียว เช่น เปิดหรือปิดสวิตช์
    • คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถเปิดและปิดสวิตช์ได้พร้อมกันในเวลาเดียว สุดยอดมั้ยล่ะ

    2. การทำงานแบบขนาน (Parallelism)

    ด้วยความสามารถของ “สถานะซ้อนทับ” คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถประมวลผลข้อมูล “หลายทางพร้อมกันได้” นี่แหล่ะเลยทำให้แก้ปัญหาซับซ้อนได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปหลายเท่า

    ตัวอย่าง:

    • การค้นหาข้อมูลในกองเอกสารล้านแผ่น คอมพิวเตอร์ปกติอ่านทีละแผ่น
    • แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมอ่านได้พร้อมกันทุกแผ่น ทำให้หาคำตอบได้เร็วขึ้นมาก นี่เลยทำให้เค้าเร็วกว่าเพื่อน

    3. การพัวพันควอนตัม (Quantum Entanglement)

    คิวบิตสามารถเชื่อมโยงกันได้ผ่าน “การพัวพันควอนตัม” ทำให้การเปลี่ยนแปลงของคิวบิตหนึ่งส่งผลต่ออีกคิวบิตได้ทันที ช่วยเพิ่มความเร็วและความสามารถในการคำนวณอีกด้วย โหดแสรดด


    4. คอมพิวเตอร์ควอนตัมทำอะไรได้บ้าง?

    • การถอดรหัสข้อมูล: ทำลายการเข้ารหัสที่ปลอดภัยในปัจจุบัน สายขุดเหมือง crypto อาจมี disrupt นะแบบนี้
    • การจำลองโมเลกุล: ช่วยในการพัฒนายาและวัสดุใหม่ สุดยอดมาก
    • การคาดการณ์ทางการเงิน: วิเคราะห์ความเสี่ยงและการลงทุนที่ซับซ้อน พวก derivative ซับซ้อน ไม่น่าเหลือบ่ากว่าแรงแล้ว
    • AI และ Machine Learning: เพิ่มความเร็วในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ คราวนี้มันจะเจอในชีวิตประจำวันได้ละ

    สรุป

    คอมพิวเตอร์ควอนตัมเป็นเทคโนโลยีที่สามารถประมวลผลได้เร็วและทรงพลังกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป เพราะใช้ “คิวบิต” ที่มีสถานะซ้อนทับและการพัวพันควอนตัม ช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ในเวลาสั้นลง ซึ่งอาจพลิกโฉมโลกเทคโนโลยี การแพทย์ การเงิน และวิทยาศาสตร์ในอนาคต

    หรือเข้าใจได้ง่ายๆ ภาษาบ้านๆก็คือ คอมพิวเตอร์ควอนตัมทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้เหมือน “คนหลายคนช่วยกันทำงาน” แทนที่จะทำทีละขั้นตอนเหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไปนั่นเองจ้า

  • Google จุดระเบิดหุ้น Quantum Computing พุ่งกระจาย

    Google จุดระเบิดหุ้น Quantum Computing พุ่งกระจาย

    Quantum Computing กลายเป็นหัวข้อที่ร้อนแรงในวงการเทคโนโลยีโลก เมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมเปิดประตูไปสู่การประมวลผลระดับที่โลกเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ และเมื่อไม่นานมานี้ Google ได้จุดกระแสความตื่นเต้นด้วยความสำเร็จครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนอนาคตของวงการนี้ไปตลอดกาล

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Google เปิดตัวชิปควอนตัมรุ่นใหม่ชื่อ “Willow” ที่มาพร้อมความสามารถอันน่าทึ่ง ด้วย 105 คิวบิต (qubits) ที่สามารถประมวลผลปัญหาซับซ้อนในเวลาเพียง 5 นาที ในขณะที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาถึง 10 เซปติลเลียนปี! ว่ากันว่ายาวนานกว่าอายุจักรวาล!! ที่สำคัญ ชิปนี้ยังลดอัตราความผิดพลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการเชื่อมโยงคิวบิตแบบใหม่ ทำให้การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้แบบเรียลไทม์

    นวัตกรรมนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ Quantum Computing ขยับใกล้การใช้งานในเชิงพาณิชย์ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าอาจเกิดขึ้นได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้

    ไหนแล้ว เราก็มาดักหุ้นเด่นในวงการ Quantum Computing กันดีกว่า ซึ่งหากคุณสนใจลงทุนใน Quantum Technology นี่คือรายชื่อ 4 หุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจควอนตัมในตลาดหุ้นสหรัฐ เอาไปศึกษากันต่อนะ

    1. Quantum Computing Inc. (QUBT)

    • ธุรกิจ: พัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับการประมวลผลควอนตัม
    • ผลการดำเนินงาน: รายได้เติบโตอย่างน่าประทับใจ โดยเพิ่มขึ้น 63.39% ในไตรมาสล่าสุด แต่ยังขาดทุนสุทธิเนื่องจากอัตรากำไรจากการดำเนินงานติดลบสูงถึง -7686.17%

    2. D-Wave Quantum Inc. (QBTS)

    • ธุรกิจ: บริษัทแรกที่นำคอมพิวเตอร์ควอนตัมมาใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยเน้นโซลูชันด้านการหลอม
    • ผลการดำเนินงาน: รายได้เพิ่มขึ้น 41% ในไตรมาสล่าสุด พร้อมยอดจองที่เติบโต 58% แม้ว่าจะยังขาดทุน แต่ขาดทุนสุทธิลดลงจากการเพิ่มกำไรขั้นต้นและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

    3. Rigetti Computing (RGTI)

    • ธุรกิจ: พัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมสำหรับใช้งานทั่วไป โดยเน้นการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ที่สามารถใช้งานได้จริง
    • ผลการดำเนินงาน: แม้จะมีความท้าทายในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ Rigetti ยังคงเป็นหุ้นที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก

    4. IonQ (IONQ)

    • ธุรกิจ: มุ่งเน้นการพัฒนาและจำหน่ายฮาร์ดแวร์ควอนตัม โดยใช้เทคโนโลยีควอนตัมไอออนดักต์
    • ผลการดำเนินงาน: มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเริ่มทำกำไรได้ในอนาคตอันใกล้
    IONQ

    ความสำเร็จของ Google และการเติบโตของบริษัทในวงการ Quantum Computing ทำให้เราเห็นภาพของโลกอนาคตที่เทคโนโลยีนี้จะมีบทบาทสำคัญ ตั้งแต่การพัฒนา AI ไปจนถึงการค้นคว้าด้านวัสดุใหม่ การลงทุนในหุ้นควอนตัมในวันนี้อาจเปรียบเสมือนการลงทุนในยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตเมื่อ 20 ปีก่อน – เสี่ยงแต่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูง

    Quantum Technology ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีที่เราประมวลผลข้อมูล แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่เรามองโลกแห่งความเป็นไปได้ ใครจะรู้? ในอนาคต คุณอาจได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้นะ! อาจจะมีมือถือ Quantum ก็ได้ โอ้วววว