หมวดหมู่: หุ้นต่างประเทศ

รวมเรื่องเกี่ยวกับหุ้นต่างประเทศ สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป

  • AI  x  Gaming: 6 หุ้นสหรัฐฯ ที่ “เกมส์” เปลี่ยนเป็น “เกมส์ AI”

    AI  x  Gaming: 6 หุ้นสหรัฐฯ ที่ “เกมส์” เปลี่ยนเป็น “เกมส์ AI”

    ตลาดเกมทั่วโลกกำลังเข้าสู่จังหวะเปลี่ยนถ่ายครั้งใหญ่ไม่ใช่แค่กราฟิกสวยขึ้น แต่ “สมอง” ของเกมเองก็ฉลาดขึ้นด้วย Generative AI, NPC Agent และเครื่องมือ Dev อัตโนมัติ 

    ต่อไปนี้คือ 6 บริษัทอเมริกันที่ยืนตำแหน่งต่างกันในอีโคซิสเต็ม แต่เหมือนกันตรงที่ AI พร้อมเพิ่ม Upside ให้รายได้และกำไรใน 1‑3 ปีข้างหน้า


    1. Electronic Arts (NASDAQ: EA) – เจ้าพ่อกีฬาเตรียมสร้าง “สนามไร้ที่สิ้นสุด”

    EA โชว์ต้นแบบ generative level building และระบบ AI play‑testing บนเวที GDC 2025 ทำให้ทีมพัฒนาปั้นสนามแข่งใหม่‑ทดสอบบั๊กได้แบบเรียลไทม์ ลดเวลารอบ Dev Cycle ไปหลายสัปดาห์ พร้อมเปิดให้สตูดิโอภายในอื่น ๆ ใช้เทคโนโลยีเดียวกันในแฟรนไชส์ FIFA (ปัจจุบันชื่อ EA Sports FC), Madden และ Skate ภาคใหม่ หากโมเดลนี้เวิร์กอัตรากำไรของ EA อาจขยับอีกอย่างน่าสนใจตามสเกลคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้น และการประหยัดของต้นทุน

    ที่มา : Yahoo Sports

    2. Take‑Two Interactive (NASDAQ: TTWO) – GTA 6 กับ NPC ที่เรียนรู้ผู้เล่นได้เอง

    TTWO เพิ่งจดสิทธิบัตร 7 ฉบับว่าด้วย “AI‑Driven NPC & Real‑Time Animation” ครอบคลุมพฤติกรรมเดิน‑วิ่ง‑หลบ‑ขับรถ และปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมจริงทุกเฟรม นักวิเคราะห์คาดว่าฟีเจอร์นี้จะถูกใส่ใน Grand Theft Auto 6 ซึ่งเท่ากับยกระดับ “โลกเปิด” ให้โต้ตอบกับผู้เล่นได้หลากหลายขึ้น และเพิ่มโอกาสขาย DLC / ไมโครทรานแซกชันระยะยาวอีกด้วย 

    ที่มา : Quartr

    3. Roblox (NYSE: RBLX) – แพลตฟอร์ม UGC ที่เปิดโมเดล Cube 3D ให้ใช้ฟรี

    Roblox เปิดโอเพ่นซอร์ส Cube 3D foundation model ช่วย Dev สร้าง 3D Mesh จากข้อความ, ภาพนิ่ง หรือวิดีโอสั้น ๆ พร้อม API ให้ใช้ใน Roblox Studio แบบเบต้า ทีมผู้บริหารชี้ว่าการลดเวลา Asset Creation ลงเหลือหลักวินาทีจะดึงครีเอเตอร์ใหม่ ๆ เข้าแพลตฟอร์ม และขยายฐาน MAU จาก 300 ล้านรายขึ้นไปได้อีก ผลตรงคือรายได้ Marketplace กับ Robux แลกเปลี่ยนสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว 

    ที่มา : Roblox

    4. Unity Software (NYSE: U) – Muse & Sentis “ขายพลั่วยุคตื่นทอง AI”

    Unity ปล่อย Muse (ผู้ช่วย Gen‑AI สร้างโมเดล‑เท็กซ์เจอร์) และ Sentis (รันโมเดลเล็ก ๆ บน GPU มือถือ‑คอนโซลได้ทันที) ตั้งแต่ปลาย 2024 และเร่งอัปฟีเจอร์ตลอด 2025 เมื่อผู้ใช้ระดับอินดี้‑AAA ย้ายมาอยู่บนแพลตฟอร์ม Subscription ใหม่นี้มากขึ้น ARPU ฝั่ง Create Solutions จึงมีแนวโน้มเร่งตัวชัด ขณะที่ต้นทุน Cloud inferencing ถูกผลักเป็นรายได้ให้พาร์ตเนอร์โฮสต์แทน 

    ที่มา : MarektBeat

    5. Nvidia (NASDAQ: NVDA) – ACE “Autonomous Characters Engine” ตัวละครคิดเองได้

    ACE ของ Nvidia เป็น Stack AI ที่เปลี่ยน NPC ให้ “คุย / วางกลยุทธ์ / ตอบโต้” ผู้เล่นในเวลาไม่กี่มิลลิวินาทีแบบรัน on‑device เกมเรือธงแรกที่ประกาศใช้คือ NARAKA: BLADEPOINT เวอร์ชัน PC และ Mobile ภายใน 2025 หากฟีเจอร์นี้ได้รับการยอมรับ ยอดขาย RTX และ Grace‑Hopper สำหรับสตูดิโอเกมจะเป็นอีก S‑Curve นอกเหนือจาก Data Center AI 

    ที่มา : Nvidia

    6. Microsoft (NASDAQ: MSFT) – Copilot for Game Dev บุกทุกสตูดิโอ First‑Party

    ไมโครซอฟท์เปิดโมเดล Muse ที่สร้างฉากเกมและ Gameplay ได้จากข้อมูล 3D พร้อมดึง GitHub Copilot มาเร่ง “Inner Loop” ให้ Dev เขียนโค้ด‑บิลด์‑ทดสอบบน Azure เร็วขึ้น และจะโชว์โร้ดแมปต่อที่ Gamescom 2025 ประเด็นนี้สำคัญเพราะ Xbox Game Studios กว่า 20 ทีมสามารถแชร์ Toolchain เดียวกัน ช่วยลดเวลาพัฒนาและต้นทุน Port เกมลงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ทันที 

    ที่มา : Allkeyshop

    แล้ว AppLovin (NASDAQ: APP) ล่ะ?

    แม้ไม่ผลิตเกมเอง แต่ AppDiscovery ของ APP ใช้ AI Predictive UA ช่วยยิงโฆษณาให้เกมมือถือลด Cost Per Purchase ลง ~20 % นานต่อเนื่อง ในฐานะ “คนขายกระสุน” ช่วงการแข่งขันผู้เล่นใหม่ APP จึงน่าจับตาเป็นตัวเสริมพอร์ตสำหรับสาย Growth FinTech‑AdTech ในเกม 

    ที่มา : applovin

    Checklist ก่อนตัดสินใจลงทุน

    1. โมเดลสร้างรายได้ – AI ลด CapEx/เวลาพัฒนาได้จริงแค่ไหน? ดูการขยาย Operating Margin และ Retention ของเกม / แพลตฟอร์ม
    2. R&D แรงได้กี่ปี – บริษัทที่เงินถัง (MSFT, NVDA) อึดกว่า Unity ที่ต้องพิสูจน์โมเดล SaaS ใหม่
    3. Regulatory & Talent Risk – ดราม่าปลดทีม Dev เป็นจุดอ่อน (MSFT, EA) แต่ก็สะท้อนการ “Lean” ค่าใช้จ่าย
    4. จังหวะคอนโซล‑พีซี Gen ใหม่ – ถ้า Xbox/PlayStation ใส่ AI Co‑Processor จริง NVDA กับ MSFT จะเป็นตัวเตะตา
    5. สิทธิบัตรกับ Ecosystem Lock‑in – TTWO มี “รั้ว” NPC AI ส่วน Roblox เลือกสายโอเพ่นซอร์ส ขยายฐาน Dev

    หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เลือก “เลเวล” การลงทุนในธีม AI‑Gaming ได้ชัดขึ้น โชคดีในการลุยเควสต์ตลาดครับ!

  • Nintendo Switch 2 กับ มีดโกนหนวด Gillette เหมือนกันตรงไหน?

    Nintendo Switch 2 กับ มีดโกนหนวด Gillette เหมือนกันตรงไหน?

    มีนาคม 2017 เครื่องลูกผสมพกพา-เสียบทีวีได้รุ่นแรกของ Nintendo กลายเป็น “ขวัญใจมหาชน” เพราะขนเกมส์ดังอย่าง Zelda BOTW, Mario Kart 8 Deluxe หอบไปเล่นนอกบ้านได้ทันที ตอนนั้นยอดขายสะสมตีเลขกลม ๆ ทะลุ 150 ล้านเครื่อง ภายใน 8 ปี ปูพรมให้ Nintendo กลับสู่ตำแหน่งคอนโซลเมกะแคมป์อีกครั้ง หลังเคยเป็นเจ้าพ่อจาก Famicom

    ในปีงบ FY 2018 (เมษายน 2017-มีนาคม 2018) รายได้รวมแตะ 1.056 ล้านล้านเยน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานปกติฟาดไป 177.5 พันล้านเยน หรือได้มาร์จิ้นไป 16.8 % ซึ่งถือว่าดีมากๆเพราะก่อนหน้า Nintendo ขาดทุนยับในยุค Wii U

    วันนี้มาดูกันว่า Switch 2 รอบนี้ เค้าว่ากันว่าอัด สเตียรอยด์มาเต็มหลอด มีอะไรกันบ้าง

    • จอใหญ่ 7.9 นิ้ว 1080p 120 Hz แบบ OLED ดูหนัง-เล่นเกมลื่นตา ไม่ต้องเพ่ง 6.2-นิ้วแบบเดิม
    • ชิป NVIDIA Orin-lite + DLSS ดันเฟรมได้สูงสุด 120 fps ในโหมดพกพา และอัปสเกล 4K เมื่อเสียบ Dock ให้ภาพเนียนกริบเทียบชั้นคอนโซลเจนปัจจุบัน
    • Joy-Con รีดีไซน์ เปลี่ยนเป็น Hall-effect stick ตัดปัญหา “ดริฟต์” พ่วงโหมดสไลด์เป็นเมาส์ได้—เกมเมอร์ FPS ยิ้มกริ่ม
    • เล่นตลับ-ดิจิทัลของ Switch 1 ได้ทั้งหมด ยืดอายุ “กองดอง” ให้ยังมีคุณค่า
    • แบตเตอรี่จะสั้นลงนิดนึง (สูงสุดราว 6.5 ชม.) เพราะเป็นจอใหญ่-ชิปแรง—แลก แต่ได้ความลื่นปื๊ดของภาพ

    มาดูในมุมธุรกิจกันดีกว่า

    ที่มา : Trading View วันที่ 2 ก.ค. 2025
    • ปลายรอบอายุ Switch 1 (FY 2025) รายได้รวม 1.165 ล้านล้านเยน แต่กำไรพุ่งไป 282.5 พันล้านเยน มาร์จิ้นกระโดดเป็น 24.3 % เพราะฮาร์ดแวร์ต้นทุนต่ำลง + ซอฟต์แวร์ดิจิทัลขยายตัวแรง
    • พอปีเปิดตัว Switch 2 (ประมาณการ FY 2026) บริษัทคาดรายได้จะโดดเป็น 1.9 ล้านล้านเยน (+63% จากปีก่อน) ส่วนกำไร 320 พันล้านเยน แต่มาร์จิ้นถอยกลับไปราว 16-17 %—ระดับเดียวกับปีแรกของ Switch 1 เอ๊ะ ทำไมกำไรบางลง? คำตอบคือ….
    1. ต้นทุนเพิ่ม — จอ 120 Hz OLED และชิป Orin-lite เป็นตัวหลักที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มเครื่องละหลายดอลลาร์
    2. เยนอ่อน — พอนำเข้าชิ้นส่วนดอลลาร์แพงขึ้น กดต้นทุนเฉลี่ยสูงกว่าสมัย Switch 1 นั่นเอง
    3. ภาษีทรัมป์ 10 % — ด่านนี้โหด Nintendo ก็เลยเล็งย้ายสายผลิตจากจีนไปเวียดนาม-กัมพูชา แต่ก็ยังโดนอาจโดนอยู่ดี หากไม่ใช่ฐานผลิตในสหรัฐ ซึ่งเป็นไปไม่ได้
    4. ผบห.ยอมรับว่า “Switch 2 จะมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่า Switch เดิม และคาดอัตรากำไรขั้นต้นรวมทั้งบริษัทจะ “ลดลงปีแรก”—เพราะต้องเร่งฐานติดตั้งก่อนจะไปรีดกำไรซอฟต์แวร์เกมส์ในภายหลัง

    ดังนั้น…

    เกมเมอร์ : ถ้าเน้นเล่นชิลล์ๆ-พกสะดวก Switch 1 ยังตอบโจทย์ แต่ใครอยากได้เฟรมสูง จอใหญ่ สีสด + อนาคตเกม AAA พอร์ตมาเต็ม—Switch 2 คือคำตอบ แต่ต้องฝึกแขนรับน้ำหนักเพิ่มหน่อย (ฮา)

    นักลงทุน : Nintendo กำลังวนใช้ “สูตรเดิม” – ขายเครื่องกำไรบาง กวาดหนักตรงซอฟต์แวร์เกมส์, DLC, Subscription, หาตังค์จากสวนสนุก และหนัง หรือพูดง่าย ๆ “ขายมีดโกนถูก-ขายใบมีดแพง” ถ้าฐานผู้เล่นใหม่เข้าเป้า 15 ล้านเครื่องปีแรก กำไรระยะกลาง-ยาวมีลุ้นอ้วนขึ้น แม้มาร์จิ้นฮาร์ดแวร์จะผอมลงก็ตาม

    ให้เป็นไอเดียฮะ

  • อิหร่านไม่น่าจะกล้าปิดฮอร์มุส แต่ถ้ายิงเรือวิ่งผ่าน ก็อาจเป็นไปได้..

    อิหร่านไม่น่าจะกล้าปิดฮอร์มุส แต่ถ้ายิงเรือวิ่งผ่าน ก็อาจเป็นไปได้..

    หลังสหรัฐโจมตีอิหร่าน สภาอิหร่านก็ลงมติให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซเลย แต่ว่ายังคงต้องรอคณะมนตรีความมั่นคงสูงสุดของอิหร่านเป็นคนกดปุ่มจริงๆ

    ช่องแคบฮอร์มุซกว้าง 40 กม. แต่เป็นทางผ่านเรือน้ำมันกว่า 18-19 ล้านบาร์เรล/วัน หรือ 20 % ของอุปสงค์โลก + LNG อีกก้อนโต ซึ่งถ้าปิดช่องแคบจริง ราคาน้ำมันมีสิทธิ์พุ่งไป $100–150 ได้ง่ายๆ เพราะอุปทานหายไปทันที 20%

    นอกเรื่องนิด ทำไมเรียกว่าช่องแคบ ทั้งๆที่กว้างตั้ง 40 กม. คนเรือบอกว่าช่องนี้ก็คือถนน มันจะแบ่งเป็น 2 เลน มีขาเข้า 2 ไมล์ ขาออก 2 ไมล์ และต้องเผื่อเกาะไว้หน่อย 2 ไมล์ ใหญ่ให้ช่วยลดแรงคลื่นมาชน รวมเป็นวิ่งจริงๆ 6 ไมล์ หรือ 11 กม.เท่านั้น ซึ่งถือว่าแคบมาก ยิ่งเทียบกับช่องแคบมะละกาที่กว้าง 65 กม.

    ต่อๆ แล้วอิหร่านจะปิดจริงไหม?
    นักวิเคราะห์พลังงานฝรั่งบอกว่า น่าจะ “ขู่” มากกว่า เพราะถ้าอิหร่านปิดเอง พี่แกก็จะโดนตัดรายได้ส่งออกน้ำมันตัวเอง แถมวอนจะเจอกองเรือที่ 5 ของสหรัฐบุกถล่มเปิดทางอีก

    ที่มา : Yahoo.finance

    นักวิเคราะห์เชื่อว่า
    โอกาส “ปิดเต็มรูปแบบ” ยังต่ำนะ แต่ “การยิงรบกวนเรือขนส่ง” จะมีโอกาสสูงขึ้น เพราะเอาแค่โดน 1 ลำ ก็เขย่าขวัญได้แล้ว

    แต่ถ้าปิดเกิน 48 ชม. ราคาน้ำมันอาจทะลุ $120 /บาร์เรล ได้ และจะนำมาซึ่งเงินเฟ้อขึ้นทั้งโลก เจอโรม โพเวล คงไม่ชอบสิ่งนี้…. คงต้องติดตามต่อไปครับ ตอนนี้น้ำมันดิบ เริ่ม -0.3% แล้ว (ณ 20.49 น.) 😇

  • Boeing โกยแหลกกับ Reciprocal Traiff

    Boeing โกยแหลกกับ Reciprocal Traiff

    ✈️🇺🇸 เพื่อนๆสงสัยมั๊ยทำไม “ทรัมป์ไปไหน” Boeing มักได้ออเดอร์กลับมาตลอด? ดูในกราฟสิหุ้น BA (Boeing) ปรับตัวขึ้น +57% ในเวลา 1 เดือน!! ทะลุทะลวงวันคุณทรัมป์ประกาศ Reciprocal tariff 2 เม.ย. ไปแล้ว และล่าสุด Qatar ซึ่งสั่งซื้อ Boeing ล๊อตประวัติศาสาตร์ 210 ลำ วันนี้มาดูเหตุผลกันว่าทำไมต้อง Boeing

    ภาพที่เห็นบ่อยช่วงหลังๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศของ “ทรัมป์” หรือการพบปะผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ ก็มักมีข่าวตามมา เช่น…

    ✅ Qatar Airways สั่งซื้อเครื่องบิน Boeing

    ✅ อินเดียประกาศขยายฝูงบิน Boeing

    ✅ ญี่ปุ่น, อินโดฯ, ซาอุ ฯลฯ มีคำสั่งซื้อใหม่

    ทำไม “ต้องเป็น Boeing”? เค้าว่ากันว่า “มันคือการเมือง + การค้า + ภาพลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์รวมกัน”

    1️⃣ Boeing คือ “ตัวแทนความเป็นอเมริกา”

    เพราะ Boeing ไม่ใช่แค่บริษัทผลิตเครื่องบิน แต่คือ “สินค้าส่งออกอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ” และเป็นหนึ่งในตัวชูโรงของเศรษฐกิจอเมริกัน ทรัมป์หรือผู้นำสหรัฐฯ หลายคนจึงใช้ Boeing เป็นเครื่องมือทางการทูต

    2️⃣ ใช้ปิดดีลการค้า/การเมืองแบบ win-win

    เวลาบางประเทศอยากได้ดีลพิเศษจากสหรัฐฯ เช่น ขอเปิดตลาด, ขอผ่อนคลายภาษี, ขอซื้ออาวุธ ฯลฯ 🇺🇸 ฝั่งสหรัฐฯ ก็ขอกลับว่า “ถ้าคุณซื้อสินค้าจากเราบ้าง เช่น เครื่องบิน Boeing เราก็ช่วยเจรจาให้ง่ายขึ้น”

    ที่มา : Business Today

    3️⃣ สะท้อนแนวคิด “America First”

    Boeing มีโรงงานในรัฐสำคัญ เช่น Washington, Missouri, South Carolina เวลามีออเดอร์ใหญ่ แปลว่ามีงานเกิด แน่นอนว่าฐานเสียงของทรัมป์ยิ้มกว้าง ดังนั้นการผลักดัน Boeing จึงเป็นการดันเศรษฐกิจสหรัฐแบบรูปธรรมให้เห็น

    4️⃣ ถ้าไม่ซื้อ Boeing ก็ต้องซื้อ Airbus (ยุโรป)

    ทางเลือกในตลาดมีแค่ 2 เจ้าใหญ่:

    ✈️ Boeing (สหรัฐฯ)

    ✈️ Airbus (ยุโรป)

    เวลาเจรจากับสหรัฐฯ การเลือกซื้อ Boeing จึง “ส่งสัญญาณ” ความเป็นมิตรต่ออเมริกานั่นเอง

    5️⃣ ภาพลักษณ์ระดับโลก

    ทรัมป์เป็นนักสร้างภาพ (ในเชิงการตลาด)

    การได้เห็นภาพ “ผู้นำประเทศนั้น ๆ ยืนจับมือกับเขา พร้อมประกาศซื้อ Boeing 100+ ลำ” คือ ภาพแห่งชัยชนะของการเจรจาเชิงการค้าที่เขานำมาใช้ตอกย้ำความสำเร็จนั่นเอง

    สรุปคือ Boeing ไม่ได้ขายแค่เครื่องบิน แต่ขาย “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” หลายดีลไม่ได้เกิดจากความจำเป็นล้วน ๆ แต่เกิดจาก “ยุทธศาสตร์ด้านภาพลักษณ์-การเมือง-เศรษฐกิจ” ที่โยงกันลึกกว่าที่คิดนั่นเองค้าบบบบบบบบบบบบ ! 😆

    อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "Boeing Company (The)• 1D·NYSE 3 0207.35 H208.60 L205.4 C206.24 +1.52 0.74%) USD 210.00 206.24 Post 206.00 190.00 180.00 Boeing Company (lhe) 172.57 170:00 Tnah Ml unlh 1% Sep Oct 160.00 Nov 150.00 Dec 140.00 2025 nnu Feb Mar 130.00 Apr 120.00 May Jun 9.58M 110:90 Jul"
    ที่มา : TradingView 15 May 2025

  • Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับทรัมป์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ทำคะแนนนิยม (Approval Rating) ได้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นในรอบ 80 ปี

    โดยมีคะแนนพึงพอใจเฉลี่ยเพียง 39-45% เท่านั้น สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนอย่างชัดเจนในช่วงต้นวาระดำรงตำแหน่ง

    ที่มา : ABC News

    และสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจเรื่อง “Approval Rate” กันมากขึ้นว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

    Approval Rate คืออะไร? Approval Rate หรือตัวชี้วัดความนิยม เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่า “พอใจ” หรือ “ไม่พอใจ” ต่อผู้นำประเทศ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยปกติแล้วการสำรวจนี้จะทำเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อผลงานของผู้นำนั้นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ หรือการจัดการเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น วิกฤตโรคระบาดหรือสงคราม

    การวัด Approval Rate เริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสำนัก Gallup ได้ทำการสำรวจเพื่อวัดความนิยมในตัว Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น หลังจากนั้น การวัดคะแนนนิยมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ เพื่อจับชีพจรความพึงพอใจของสาธารณชนต่องานของรัฐบาล

    แล้ว Approval Rate สำคัญอย่างไร?

    • ด้านการเมือง: Approval Rate เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน ถ้าคะแนนต่ำอย่างต่อเนื่อง ผู้นำอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายตัวเอง เช่น การต่อต้านนโยบาย หรือการเรียกร้องให้ปรับคณะรัฐมนตรี
    • การเลือกตั้ง: คะแนนนิยมเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งในระดับกลางเทอม (Midterm Elections) และระดับประธานาธิบดี หากคะแนนต่ำ พรรคของผู้นำมักเสียที่นั่งในสภาคองเกรส

    หาก Approval Rate ต่ำ จะเกิดอะไรขึ้น?

    • เสถียรภาพทางการเมืองลดลง: ความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งภายในพรรค หรือแม้แต่การถูกร้องขอลาออกในบางกรณี
    • นโยบายอาจหยุดชะงัก: การผ่านกฎหมายสำคัญทำได้ยากขึ้น เพราะสมาชิกสภาอาจไม่กล้าเสี่ยงสนับสนุนนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม เพราะหากโหวตให้ มันก็จะทิ่มแทงตัวเองกลับมา
    • โอกาสของฝ่ายค้าน: ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะใช้คะแนนต่ำเป็นเครื่องมือโจมตีเพื่อช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    จากรูปด้านล่างจะเห็นว่า ประชาชน 72% เชื่อว่านโยบายทรัมป์ จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งไม่มี ปธน.คนไหนอยากให้เกิดในสมัยของเค้า จุดนี้สำคัญ ทรัมป์ควรต้องกลับมาคิดให้มากขึ้นว่าถ้าดึงดันต่อไป American อาจไม่ Great again ซึ่งจะนำมาซึ่ง Republican เตรียมแพ้เลือกตั้งสมัยหน้าได้เลยยาวๆ

    นักวิเคราะห์บอกว่า ถ้ายังดำดิ่งแบบนี้ Mid term Election ปีหน้า อาจเสียที่นั่งใน Swing stage และทำให้การขับเคลื่อนนโยบายยิ่งลำบาก หุ้นสหรัฐกลางปีหน้าอาจเหนื่อยอีกรอบ

    ที่มา : ABC News

    Approval Rate กับตลาดหุ้น

    • ความเชื่อมั่นนักลงทุน: นักลงทุนใช้ Approval Rate เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเสี่ยงทางการเมือง ถ้าคะแนนนิยมต่ำมาก อาจแปลว่านโยบายเศรษฐกิจมีโอกาสถูกขัดขวางหรือล่าช้า
    • ความไม่แน่นอน (Uncertainty): ตลาดหุ้นไม่ชอบความไม่แน่นอน หากคะแนนนิยมต่ำต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดความเสี่ยง โดยการขายหุ้นในกลุ่มที่พึ่งพานโยบายรัฐบาล เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และพลังงาน
    • ตัวอย่างในอดีต: ในปี 2018 ช่วงที่คะแนนนิยมทรัมป์ตก ตลาด S&P 500 ปรับตัวลดลงแรงในไตรมาสสุดท้าย เพราะความกังวลเรื่องสงครามการค้า และเสถียรภาพของรัฐบาล

    Approval Rate เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ถ้าคะแนนสูง มักนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นใจในตลาด แต่ถ้าคะแนนต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเสมอ

    สำหรับบ้านเรา การทำโพลไทย อาจคล้าย Approval Rate อเมริกาในทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติต้องดูคุณภาพ และที่มาของโพลเป็นหลัก เพราะมาตรฐานความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน นั่นเลยทำให้ โพลไทย กับ Approval Rate จึงต่างกันมาก เพราะ…

    1. ความเป็นกลางของผู้จัดทำ:

    • สหรัฐฯ มีสำนักโพลเก่าแก่และมีมาตรฐานสูง เช่น Gallup, Pew Research, Ipsos ซึ่งถูกตรวจสอบโดยสื่อ และมหาวิทยาลัยตลอดเวลา
    • ไทยมีสำนักโพลหลายแห่ง แต่ บางแห่งถูกมองว่ามีอคติทางการเมือง หรือมีการทำ “โพลจัดตั้ง” เพื่อสร้างกระแส (manipulate perception)

    2. วิธีการสุ่มตัวอย่าง (Sampling):

    • สหรัฐฯ ใช้ การสุ่มแบบสุ่มจริง ๆ (random sampling) ตามประชากรศาสตร์ (อายุ, เพศ, รายได้, ศาสนา, ภูมิภาค) เพื่อให้ได้ภาพรวมที่แท้จริง
    • ไทยบางครั้งยังใช้ การสำรวจเฉพาะกลุ่ม (เช่น โทรศัพท์, ออนไลน์, หรือในพื้นที่เฉพาะ) ซึ่งอาจ “เบ้” ได้ง่ายมากๆ

    3. ขนาดตัวอย่าง (Sample Size):

    • สหรัฐฯ มักใช้กลุ่มตัวอย่าง 1,000–2,000 คนขึ้นไป เพื่อให้มี Margin of Error ต่ำ (~±3%)
    • ไทยบางโพลใช้แค่หลักร้อย หรือทำในกลุ่มที่คัดเลือกมาแล้ว ทำให้ตัวเลขไม่นิ่ง

    4. บริบทการแสดงความคิดเห็น:

    • สหรัฐฯ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระแม้ไม่พอใจรัฐบาล
    • ไทยในบางยุคสมัย อาจมี self-censorship หรือความกังวลต่อการแสดงความเห็นทางการเมือง เห็นได้จากการตั้งคำถาม บางทีจะเป็นการชี้นำก็มี

    อย่างไรก็ดี มีโพล ก็ยังดีกว่าไม่มีนะ เพียงแต่เสพด้วยความระมัดระวังครับ

  • สรุปหุ้นสหรัฐ 14 มีนาคม 2025 + Deep valuation idea

    สรุปหุ้นสหรัฐ 14 มีนาคม 2025 + Deep valuation idea

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เด้งแรง +2.1% หลังจากร่วงต่อเนื่องหลายวัน แม้ Michigan Consumer Sentiment จะต่ำคาด ต่ำกว่าเดือน ก.พ. ก็ตาม แต่ความคืบหน้าที่พรรคเดโมแครตมีท่าทีสนับสนุนร่างกฎหมายงบประมาณของพรรครีพับลิกัน ทำให้ความเสี่ยง Government shutdown ลดลง (มีทุกปี รอดทุกปี ฮา..) ซึ่งตลาดเลือกกินข่าวนี้มากกว่า

    เลยเป็นจังหวะหุ้นกลุ่มเทคฯได้เด้งกันบ้างถ้วนหน้า NVDA +5% หรือ TSLA +4% แต่ยังต่ำกว่าปีก่อน 50% แต่ที่เด้งมันส์สุดเป็นพวก Quantum computer อย่าง RGTI บินเป็นนกกัน +28% IONQ +17%

    จุดที่น่าดูคือ “ทองคำ” ที่พุ่งทะลุไปสูดอากาศ $3,000 แล้วย่อลงมา ตอนนี้ทองคำทำหน้าที่เป็น safehaven เต็มรูปแบบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สินทรัพย์ปลอดภัย (ทอง พันธบัตร) จึงเป็นที่ต้องการมากกว่าสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น growth)

    หันมาดูหุ้นไทยเพื่อนๆจะเห็นว่าหุ้น Deep valuation และมี Dividend yield สูงๆ (ประพฤติตัวเหมือน bond) เริ่มลงยากแล้ว ใครเงินเย็นทยอยเก็บได้สบายใจ

    วิธีดู Deep valuation ก็คือ การเทียบกับในอดีตด้วย valuation ratio ต่างๆ เช่น P/E หรือ P/BV เป็นต้น หรือแม้กระทั่งเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มก็ได้เช่นกัน ยิ่งเราใช้ข้อมูลในอดีตยาวนานมากเท่าไหร่ 5 ปี 10 ปี หรือ ตั้งแต่ IPO บลาๆ จุดเปรียบเทียบเราจะหนักแน่นมากขึ้น เราจะตัดสินใจได้ดีครับ แต่จุดอ่อนคือ เราต้องเข้าใจธุรกิจ/อุตสาหกรรมด้วยนะว่า ในช่วง period นั้นๆ มันมี change อะไรแรงๆหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไร แต่ราคาหุ้นทรุดตัวลงมา นั่นแหล่ะโอกาสครับ

    สรุป ตอนนี้ยังเป็นช่วงที่ฟันด์โฟลว์กำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ trade war และ การตอบโต้ล่าสุดของคู่ต่างๆ ส่วนการ relocation มาไทย หรือไม่ ก็ต้องแข่งกันด้วยความเก่งระหว่างเศรษฐกิจแต่ละประเทศครับ ใจเย็นๆนะครับ