หมวดหมู่: หุ้นต่างประเทศ

รวมเรื่องเกี่ยวกับหุ้นต่างประเทศ สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป

  • หุ้นยา ยังเล่นได้ไหม ปี 2026 ดูอะไร

    หุ้นยา ยังเล่นได้ไหม ปี 2026 ดูอะไร

    เมื่อวานเห็นข่าว #ดีเจต้นหอม ใช้ปากกาลดน้ำหนักฉีดแล้วหุ้นเซี๊ยะ!! เลยมา update กันหน่อยว่าปี 2026 หุ้นยายังน่าเล่นอยู่ไหม?

    คำตอบคือ น่า…แต่ต้องเลือกให้เป็น แต่ก่อนจะไปต่อ เราต้องเข้าใจคำศัพท์กันก่อน (นลท.ไทยเราๆจะได้เข้าใจง่ายขึ้น)

    GLP-1 = “ยากลุ่มฮอร์โมนลำไส้” (ทำหน้าที่เลียนแบบ/กระตุ้นฮอร์โมนที่ช่วยคุมระดับน้ำตาล มีผลทำให้อิ่มนาน และลดความอยากอาหารได้) เค้าเลยเอามาใช้เป็นทั้งยาโรคเบาหวาน และ ยาลดน้ำหนัก

    Medicaid = ประกันสุขภาพของรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อย (ร่วมจ่าย/ดูแลโดยรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐ)

    Medicare = ประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางสำหรับ ผู้สูงอายุ 65+ และบางกลุ่มผู้พิการ ************** เอาล่ะไปกัน..

    ⚠️ ประเด็นปี 2026 คือ ยากลุ่ม GLP-1 กำลังถูกปรับจากเดิมที่เป็น “ยาแพง” (บ.ยาตั้งราคาไว้บนดาวอังคาร) ให้กลายเป็นยา “โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข” โดยหน่วยงาน CMS ที่คุม Medicare และกำกับ Medicaid (เอาว่าดูภาพรวมระบบละกัน) จัดให้มีโมเดลสมัครใจปรับราคายาลงมากับบริษัทยา

    โดย Medicaid เริ่มเร็วสุด พ.ค. 2026 และ Medicare ภายในเดือน ม.ค. 2027 โดยเป้าหมายคือ ให้ผู้ป่วยบางกลุ่มจ่ายเพียง $50/เดือน เพื่อยา GLP-1 แบบเข็มฉีดอย่าง Wegovy (ของ Novo Nordisk) หรือ Zepbound (ของ Eli Lilly)

    ในภาพใหญ่ = ฐานผู้ใช้โตกระจาย เข้าถึงง่าย เกิดเสถียรภาพในระยะยาว แต่โดนรัฐเข้ามาบีบราคาให้ลดลง ก็เป็นอารมณ์ว่า รายได้โตกระฉูด แต่มาร์จิ้นหดกระจาย

    นอกจากนั้นปีนี้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่การเจรจาราคายา (จาก Inflation Reduction Act สมัย ธปน.ไบเดน) เริ่มมีผล 1 ม.ค. 2026 สำหรับยาชุดแรกของ Medicare

    และอีกประเด็นสำคัญ คือ สิทธิบัตรยาหลายชนิดของบริษัทยาจะหมดกันเยอะในช่วงปี 2026–2029 ยาพวกนั้นก็ถูกผลิตแข่งลดราคาลงได้ ดังนั้นบริษัทยาไหนไม่มีของใหม่ = เสี่ยงนะ

    👉สรุปกลุ่มยา : ปีนี้ไม่ใช่สายวิ่ง 100 เมตร แต่เริ่มเป็นเกมส์แบบมาราธอนละ แพ้ชนะด้วย การมีของใหม่ + ดีลกับรัฐได้ + กำลังการผลิตเพียงพอส่งมอบได้จริง โดย Volume game จะเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นกว่า Margin game

    เท่าที่เช็คมานะ ตลาดยังเทใจให้ Eli Lilly เป็นเบอร์ 1 เพราะยอดขาย Zepbound/Mounjaro ยังนำโดดเด่นในตลาดสหรัฐ ส่วนปี 2026 กำลังเข็นยาเม็ด Orforglipron (ยาเม็ดลดอ้วน/GLP-1) มาขายรอเพียงไฟเขียวจาก FDA ช่วงเดือน มี.ค. 2026 ซึ่งถ้าทำได้ ก็จะขยายฐานคนใช้ที่ “กลัวเข็ม” ได้อีกเยอะ ก่อนที่โมเดลสมัครใจกับภาครัฐ CMS จะเริ่มในเดือน พ.ค. 2026 (อย่างเร็ว)

    ซึ่งต้องดูว่า FDA จะอนุมัติข้อบ่งใช้ Orforglipron ว่าโทนเป็นยาลดความอ้วน หรือ ยาเบาหวาน เพราะแต่ละโรคแต่ละรัฐตีความไม่เหมือนกัน Orforglipron อาจต้องลดราคาลงในบางรัฐก็ได้ในปีแรกที่ขาย?

    ตรงนี้เป็นความเสี่ยงที่รอ Orforglipron อยู่ ดังนั้น Eli Lilly จะวิ่งสปริ้นท์ หรือ ค่อยๆวิ่งยาวแบบคุม pace ก็ประมาณเดือน 5-6 น่าจะรู้กันครับ เป้าตลาดวันนี้ $1093 P/E(TTM) 52.6x คงมีรีวิวกันเร็วๆนี้ ขึ้นหรือลงดี?

    นี่หมอของขวัญก็เอาเข้ามาขายนะแต่เป็นแบบกิน Wegora วีโกร่า (6กล่อง)อาหารเสริมหมอของขวัญ ปากกาแคปซูล By Dr. Khongkwan

    #อุตสาหกรรมยา#หุ้นสหรัฐ#LLY#novonordisk#EliLilly

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • #SOX ดัชนีที่สายหุ้นเทคฯต้องรู้จักไว้

    #SOX ดัชนีที่สายหุ้นเทคฯต้องรู้จักไว้

    SOX หรือชื่อเต็มๆ Philadelphia Semiconductor Sector Index เป็นหนึ่งในดัชนีที่ใช้วัด “อารมณ์ของหุ้นกลุ่มชิป” ในสหรัฐ โดยมันรวมบริษัทในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่ ออกแบบ ผลิต เครื่องจักร/อุปกรณ์การผลิต และขายชิป เอาใส่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน แล้วเอาไว้วัดว่าวันนี้ตลาดให้ค่าธีมเทค/AI แค่ไหน

    ในดัชนี SOX จะมีหุ้น 30 ตัว ก็จะมีเกณฑ์เลือกของเค้า และเน้นที่มีขนาดใหญ่ ตัวฮิตๆ เช่น NVIDIA, Broadcom, TSMC เป็นต้น ซึ่งจะต่างกับดัชนี Nasdaq composite (>3000 หุ้น) หรือ Nasdaq-100 (100 หุ้น) ซึ่งกว้างมาก

    อีกเรื่องที่ต่างกันคือ การ listed ของหุ้นบางตัว เช่น TSMC(ไต้หวัน) ซึ่งเค้าจะมี ADR ชื่อ TSM จดทะเบียนใน NYSE นั่นก็เลยทำให้ TSM(ADR) อยู่ใน SOX และเสมือนว่าพา TSMC ใน SOX ด้วยนั่นเอง แต่ด้วย TSM(ADR) ไม่ได้ listed อยู่ใน Nasdaq-100(หรือ composite ก็ตาม) ก็เลยทำให้ TSMC ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของ Nasdaq นะ

    อ๊ะๆ แต่ดัชนีนี้ไม่ได้ปล่อยให้ตัวใหญ่ลากจนเกินไปนะ เค้าจะใช้การถ่วงน้ำหนักเรียกว่า modified market-cap และจะแคปมันเอาไว้ ไม่ให้ใครมีอิทธิพลมากเกินไปในดัชนี

    หุ้นใหญ่สุด 3 ตัว จะให้น้ำหนักในดัชนี SOX ไม่เกิน 12% / 10% / 8% ส่วนที่เหลือเมิงเอาไปไม่เกิน 4%

    เจ้า SOX จะมีการปรับน้ำหนัก-ปรับหุ้นเข้าออกเหมือนดัชนีทั่วไป โดยการปรับน้ำหนัก (Rebalance) จะทำทุกไตรมาส มี.ค. / มิ.ย. / ก.ย. / ธ.ค.

    โดยจะใช้ข้อมูล ณ สิ้นเดือนก่อนปิดไตรมาสนั่นเอง (ก.พ./พ.ค./ส.ค./พ.ย.)

    ส่วนการปรับชื่อเข้าออก (Reconstitution) จะทำปีละครั้ง ตอนเดือนกันยายน โดยใช้ข้อมูลถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม อารมณ์จะคล้ายๆ SET50 แต่ของเราทำทุก 6 เดือน

    แล้วเราจะเอา SOX ไปใช้ประโยชน์ยังไงดี

    1. วัดอุณหภูมิ “ธีมเทค/AI” ถ้า SOX เด่นกว่าตลาด Dow Jones, S&P500 หลายวันติดๆ มักแปลว่าเงินกำลัง “กลับเข้าชิป” เราก็ร่วมขบวนแห่ไป

    2. ดูการ “risk on/ off” ของตลาดได้ วันไหน SOX “เหวี่ยงแรงกว่า” ดัชนีหลัก จะเป็นสัญญาณว่า ตลาดกำลังเสี่ยง/กลัว (risk-off) ได้ ตัวอย่างเช่น สมมติ S&P500 +2% แต่ SOX +4% อันนี้คือ นลท.กำลังกล้าเสี่ยง (risk-on) แต่ถ้า S&P500 +2% แต่ SOX -1% อันนี้อาการกลัวขี้หดตดหายละ (risk-off) มักเกิดการขาย growth stock แล้วเข้า value stock แทน เราก็ไปตะลุยพวก น้ำมัน โรงพยาบาล ค้าปลีกไปพลางๆได้

    S&P500 บอกตลาดขึ้น แต่ SOX เป็นตัวบอกว่าตลาด ‘กล้าเสี่ยง’ มากขึ้น และธีมเทค/AI กำลังนำตลาด

    3. ช่วงปรับดัชนีอาจเกิดแรงซื้อขายจากกองทุน/ETF ที่อิงดัชนี ทำให้หุ้นบางตัวจะ “แกว่งผิดปกติ” ช่วงใกล้วัน effective (หลังศุกร์ที่ 3 ของ มี.ค./มิ.ย./ก.ย./ธ.ค.) เราอาจใช้การเหวี่ยงที่ผิดปกติเป็นโอกาสช้อน/ทำกำไรได้

    วิธีดู SOX ก็ดูได้หลายที่ เช่น Yahoo Finance แต่ที่ดูไวๆง่ายๆก็ไปที่ TradingView ก็มีพิมพ์ SOX แล้วเลือก SOX — PHLX Semiconductor — index NASDAQ ก็เอาไว้จับอารมณ์ได้ ลองดูกราฟในเม้นท์นะ EMA75 วันเอาอยู่ และยังอยู่ใน trend ที่ดีครับ

    ที่มา TradingView 20 Dec 2025

    ใครอยากสมัครใช้ TradingView แบบมืออาชีพ กดตรงนี้

    พอดีวันก่อนพูด SOX ในรายการแล้วเพื่อนๆงงๆ เลยมาเล่าให้ฟังนะครับ Happy weekend ครับ 😊

  • Fear & Greed Index คืออะไร?

    Fear & Greed Index คืออะไร?

    #FearAndGreedIndex ทุกๆครั้งที่ตลาดหุ้นเหวี่ยงแรงๆ ส่วนใหญ่มันก็ขับเคลื่อนด้วย “กลัวจัด” หรือ “โลภสุดๆ” โลกตลาดทุนก็เลยพยายามเปลี่ยนอารมณ์เหล่านี้เป็นตัวเลขเพื่อสะท้อนอารมณ์เหล่านั้น ซึ่งก็นำมาซึ่งการสร้าง Fear & Greed Index สร้างสรรค์โดย CNN ครับ

    ที่มา CNN

    Fear & Greed Index คือดัชนีที่ CNN พัฒนาขึ้นมาวัด “อารมณ์ในภาพรวม” ของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ว่าตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ฝั่งกลัว (Fear) หรือฝั่งโลภ (Greed) ขนาดไหนใช้สเกลง่ายๆ 0–100

    คะแนน

    0–24 = Extreme Fear (กลัวขั้นสุด)

    25–44 = Fear (กลัว)

    45–55 = Neutral (กลางๆ)

    56–75 = Greed (เริ่มโลภ)

    76–100 = Extreme Greed (โลภจัด)

    แต่ตัวเลขนี้ มันคือ “อุณหภูมิอารมณ์ตลาด” ณ ตอนนั้น ไม่ใช่ค่าทำนายอนาคตนะว่าตลาดจะขึ้นต่อ หรือลงต่อ

    คราวนี้ไอ่ 0–100 : มันคิดมาจากอะไรบ้าง?

    คำตอบคือ CNN เอา 7 indicators ในตลาดจริงๆ มาคิดเป็นคะแนน แล้วแปลงแต่ละตัวให้เป็นสเกล 0–100 เช่นกัน ก่อนที่เอามาเฉลี่ยกันทั้ง 7 ตัว

    7 มีดังนี้ :

    1. Stock price momentum – โดยจะดูว่าดัชนี S&P 500 ตอนนี้อยู่เหนือหรือต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 125 วัน แค่ไหน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก = ตลาดกำลัง “มั่นใจจัด” → เอนไปทาง Greed แต่ถ้า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเยอะ = ตลาด “เครียดละ” → ก็คือเอนไปทาง Fear

    2. Stock price strength – จะนับจำนวนหุ้นที่ทำ New High 52 สัปดาห์ เทียบกับ New Low 52 สัปดาห์ ถ้า High เยอะกว่า Low มากๆ = ภาวะ risk-on คนมั่นใจ → Greed ในทางตรงข้าม Low ท่วม High = ตลาดท้อใจ → Fear

    3. Stock price breadth – เค้าจะดูว่า ปริมาณซื้อของหุ้นที่ขึ้น เทียบกับ ปริมาณขายของหุ้นที่ลง มันเป็นยังไง ถ้า Volume ไหลเข้าหุ้นขาขึ้น = ตลาดพร้อมเสี่ยง → Greed และในทางตรงข้าม Volume ไปกองฝั่งหุ้นลง = ตลาดหนีความเสี่ยง → Fear

    4. Put/Call Options – ก็ดูสัดส่วนปริมาณซื้อ Put vs Call options ง่ายๆคือ

    คนแห่ซื้อ put (ประกันขาลง) เยอะ = กลัว

    คนเน้น call (เก็งขาขึ้น) เยอะ = โลภ

    5. Market volatility (VIX) – ใช้ดัชนี VIX ซึ่งสะท้อนความผันผวนคาดการณ์ของ S&P 500 ซึ่งถ้า VIX พุ่งๆสูงผิดปกติเทียบอดีต = กลัว ส่วนเมื่อ VIX ต่ำๆนอนๆ = ตลาดสงบชิลๆเกินเหตุ ไม่ค่อยกลัว = โลภ

    6. Safe haven demand – เอาผลตอบแทน หุ้น vs พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ถ้าเงินไหลเข้าพันธบัตร (ของปลอดภัย) มากกว่าหุ้น = นักลงทุนกำลังกลัว และถ้าเงินไหลเข้า equity มากกว่าบอนด์ = ก็เริ่มมั่นใจ → Greed

    7. Junk bond demand – เค้าจะเอาส่วนต่างยีลด์ของ High-yield (junk) bond เทียบกับ Treasury สเปรดแคบ = คนยอมเสี่ยงไปซื้อพันธบัตรเครดิตต่ำๆ → เท่ากับ Greed ส่วนถ้าสเปรดกว้าง = นักลงทุนไม่เอาความเสี่ยงเลย ยีลด์ดีแค่ไหนก็ไม่เอา → เท่ากับ Fear นั่นเอง

    จากนั้น CNN จะเอาทั้ง 7 ตัวนี้มาทำคะแนนเป็น 0–100 แล้วเฉลี่ย กลายเป็นค่า Fear & Greed index ที่เราเห็นบนหน้าเว็บวันต่อวันนั่นเองฮะ

    ดู Fear & Greed Index ได้จากที่ไหน? ก็เว๊บนว CNN Business ค่านี้อัปเดตรายวันตามข้อมูลตลาดจริงเลยครัช ส่วนบางเจ้า เช่น MacroMicro, Finhacker จะเอาค่าจาก CNN มาทำกราฟยาวๆ ไว้ดูสถิติย้อนหลังด้วย จะได้เห็น เช่น ช่วงวิกฤตโควิด 2020 หรือช่วง panic ใหญ่ๆ ว่าดัชนีลงไปต่ำแค่ไหน

    เวลาอ่านค่า นำไปใช้

    Extreme Fear – บ่อยครั้งตลาดจะลงแรง คนแห่หนี เสียงในตลาดจะเต็มไปด้วยข่าวร้าย ก็อาจสะท้อนว่า “ส่วนหนึ่ง” ของความเสี่ยงถูกสะท้อนไปในราคาแล้ว ชาวสวนถือเป็นโอกาสเริ่มทยอยสะสม ถ้าพื้นฐานยังดีอยู่

    Extreme Greed – อาจสะท้อนว่าราคาอาจวิ่งแรงกว่าพื้นฐาน คนเริ่มพูดแต่เรื่องรวยเร็ว FOMO หนัก กาวกันยับๆ อันนี้ก็ใช้เป็นธงเตือนว่า “อย่าลืมถามตัวเองว่าตลาดไปไกลเกินพื้นฐานหรือยัง”

    แต่จุดสำคัญที่ต้องย้ำ คือ Fear & Greed Index เป็นเหมือน “ภาพถ่ายอารมณ์วันนี้” ไม่ใช่สัญญาณเข้าออกนะจ๊ะ!!

    น้าว่า ถ้าให้ใช้แบบมีประสิทธิภาพ ควรเอาพวก Valuation และพื้นฐานมาประกอบดูด้วย ที่สำคัญระวังเรื่อง leverage ด้วยนะ ถ้าตลาดกำลัง Greed หนักๆ ขณะที่เราใช้ Leverage เยอะๆ ถ้าตลาดเริ่มแตก พอร์ตก็ระเบิดได้เลยนะ ดังนั้นเราก็อาจเอาดัชนีพวกนี้ใช้ในการวางแผน money mangement ก็ไม่เลวนะครับ 😊

  • Big jump!! อีกครั้งของ Soft power เกาหลี

    Big jump!! อีกครั้งของ Soft power เกาหลี

    K-POP 🇰🇷 ก้าวไปอีกขั้นแล้ว! ระหว่างเรากำลังตามหา soft power เจ้าแม่พลังละมุนตัวจริง เกาหลีใต้ กำลังก้าวกระโดดอีกครั้งแบบยิ่งใหญ่มาก วันนี้น้าแดงจะอธิบายให้ฟังครับ

    จุดเริ่มต้นของความปังมาจากอนิเมชั่นชื่อ K-Pop Demon Hunters ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง Sony กับ Netflix เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อ 20 มิ.ย. 2025 (ตอนนี้ฉายในไทยด้วย)

    ในหนังเล่าเรื่องของเกิร์ลกรุ๊ปชื่อ Huntr/x (อ่านว่า Huntrix) ที่กลางวันจะเป็นไอดอลโชว์พลังเสียงบนเวทีให้แฟนๆ แต่กลางคืนต้องเป็นฮีโร่ต่อสู้กับปีศาจที่จะกลืนกินวิญญาณมนุษย์โดยเฉพาะแฟนเพลง (plot เรื่องเก๋ดี)

    เครดิตรูป YouTube

    ใช่! มันต้องมีตัวร้าย ซึ่งในเรื่องก็คือ Saja Boys บอยแบนด์สุดฮอตที่จริง ๆ แล้วคือปีศาจในคราบมนุษย์ เนื้อหาจึงตีคู่ทั้งให้ความเป็น K-Pop เป็นฮีโร่ และเสียดสีวงการบันเทิงเกาหลีในเวลาเดียวกัน (บ้านเค้ามีสงครามระหว่าง SM vs YG Entertainment ที่ Blackpink สังกัด ส่วนบ้านเราสมัยก่อนก็ Grammy vs RS นั่นเอง)

    หนังเรื่องนี้ไม่ได้ดังแค่ในหมู่วัยรุ่น แต่เป็นหนังที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ Netflix ด้วยยอดวิวกว่า 236 ล้านครั้ง ภายในเวลาไม่นาน (หุ้น Netflix ใช้เวลา 7 วันจากหนังฉาย พุ่งทำ new record high ไปเลยที่ $1,331 ในวันที่ 30 มิ.ย. 2025)

    ไม่แค่หนัง แต่เพลงประกอบ “Golden” ก็ทะยานขึ้นอันดับ 1 ทั้ง Billboard Global 200 และ Billboard Hot 100 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ซาวด์แทร็กอนิเมชันขึ้นชาร์ตได้สูงขนาดนี้

    นอกจากนี้ เพลงจากหนังยังติด Top 10 ของ Billboard Hot 100 ถึง 4 เพลงพร้อมกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับซาวด์แทร็กภาพยนตร์มาก่อน

    ด้วยความเป็นหนังอนิเมชั่น ก็เลยไม่เห็นหน้าคนร้อง คนก็เลยสงสัยกันว่าใครเป็นคนร้องเพลง “Golden” เพราะนอกจากเพลงจะเพราะมากๆแล้ว พลังเสียงแบบว่าโหดมากกกก จนลือกันว่าใช้ AI ช่วยร้อง?!?!?

    จนในที่สุดต้องมาเฉลยว่ามันเป็นเสียงของคนพากษ์เสียงสมาชิกวง Huntr/x นั่นเอง ซึ่งเบื้องหลังจริงๆ พวกเธอก็คือศิลปิน 3 คน ประกอบด้วย

    Ejae (Kim Eun-jae) ร้องเป็นตัวละคร Rumi ที่เป็น main vocal ของวง Huntr/x นอกจากนี้ Ejae ยังเป็นหนึ่งในคนแต่งเพลง Golden ด้วย เธอเล่าติดตลกว่าทำนองเพลงนี้ผุดขึ้นในหัวระหว่างเธอไปหาหมอฟัน! นอกจากนี้ก็มี Audrey Nuna ร้องให้เสียงเป็น Mira และ Rei Ami เป็น Zoey

    เครดิตรูป Korea Portal

    Ejae วัย 33 ปี มีประวัติน่าสนใจ เธอเคยเป็นเด็กฝึกหัดของ SM Entertaiment แต่สุดท้ายไม่ได้เดบิวเนื่องจากอายุเยอะไปสำหรับ Girl group ตอนนั้น เธอเลยไปตามความฝันต่อด้วยการไปเรียนดนตรีที่ Ney York University Tisch School of the Arts ที่สหรัฐ และได้เป็นเบื้องหลังเพลงดังๆหลายเพลงที่เกาหลีตอนเธอกลับมา เธอให้สัมภาษณ์กว่า เธอร้องไห้ทั้งวันเมื่อรู้ว่าเพลง Golden ติด Billboard เธอบอกว่าความฝันในเส้นทางดนตรีของเด็กคนนึงในที่สุดก็สำเร็จแล้ว

    “Golden” ไม่ได้เป็นเพียงเพลงประกอบที่ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย แต่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางดนตรี เพราะเสียงร้องอันทรงพลังผสานเมโลดี้ติดหูที่มีกลิ่นอาย K-pop และโลกตะวันตก ทำให้เพลงนี้โด่งดังไปทั่วโลก TikTok, ฟานอาร์ต, แฟนแคมต่าง ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

    ในด้านรายได้ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อเวอร์ชัน sing-along (มีเนื้อเพลงบนจอ) พอเข้าฉายในโรง ก็ทำเงินเกือบ 19 ล้านดอลลาร์ ภายใน 2 วันแรก ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับอนิเมชั่นเอเชีย แถมยังดันให้ K-Pop Demon Hunters เตรียมมีภาค 2 รวมถึงเป็นซีรีส์ยาวอีกด้วย

    ว่ากันว่าครั้งนี้เป็นการผสมผสาน K-Pop กับแฟนตาซีแบบไม่เคยมีใครทำมาก่อน อีกทั้งเนื้อเพลงที่ไม่ได้แค่ประกอบเรื่องแต่ยังเป็นเพลงที่ปังในชีวิตจริงของคนหลายคนอีกด้วย ประโยคฮุคคนฟัง เช่น

    I was a ghost, I was alone ….. คนเราก็มีด้านเลวๆ แบบเหงาๆ

    I lived two lives, tried to play both sides …… ชีวิตด้านมืด ด้านสว่าง มีกันทุกคน

    I’m done hidin’, now I’m shinin’ ….. พอละ กุจะฉายแสงแล้ว

    Gonna be, gonna be golden ….. ชั้นก็คือทองแท้นะโว้ย

    Put these patterns all in the past now ….. ลืมอดีตของกุซะนะ กุจะไปละ

    No more hiding, I’ll be shining… Like I’m born to be

    …. กุจะไม่ซ่อนตัวอีกแล้ว กุเป็นตัวของกุนี่แหล่ะ ใครจะทำไม

    ตัวอย่างเหล่านี้เลยกลายเป็นซาวด์แทร็กชีวิตจริงของคนทั้งโลกได้

    นอกจากนี้ ความดังของ “Golden” ทำให้เกิดการ cover เพลงนี้มากมายทั่วโลก และ version ที่ว่ากันว่าดีที่สุดเป็นของ Park Dahye ร้องโชว์พลังเสียงไปเมื่อ 1 เดือนที่แล้วก็ฟาดไป 14 ล้านวิว และยังมีนักร้อง cover ตะวันตกอีกมากมาย

    เครดิตรูป YouTube

    ประเด็นที่อยากชี้ให้เห็นคือเพลง K-pop นั้นเริ่มใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักได้แล้วอย่างกลมกล่อม โดยเพลง “Golden” เขียนด้วยคำทั้งหมด 124 คำ ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษ 117 คำ หรือ 94% ของทั้งเพลง ที่เหลือ 6% เป็นภาษาเกาหลี

    นอกจากเนื้อหาของหนัง เพลงภาษาอังกฤษได้พา K-pop เข้าสู่ตลาดโลกได้เต็มตัวแบบไร้พรมแดนแล้ว นี่ไม่กล้าคิดเลยว่า soft power เหล่านี้จะสร้างเงินมหาศาลให้กับเกาหลีใต้ได้อีกเท่าไหร่

    เกาหลีใต้สร้างเงินด้วยศิลปะ ความรักชอบ อิ่มอกอิ่มใจ สันติภาพ แถมไม่ต้องใช้อาวุธ หรือ กำแพงภาษี Tariff แม้แต่น้อย ช่างน่าอิจฉาจริงๆ

    บทความโดย #น้าแดงคุยกับนักลงทุน😊

    อาทิตย์ 7 กันยายน 2568 เวลา 01.38 น.

    ปล. คลิปที่น่าสนใจ

    Cover โดย Dahye https://www.youtube.com/watch?v=uSAPVDS2LUo…

    KPop Demon Hunters https://www.youtube.com/watch?v=AzCAwdp1uIQ

  • แนวโน้มดอลล่าร์ในปี 2026

    แนวโน้มดอลล่าร์ในปี 2026

    เมื่อคืนนี้(8 ส.ค. 2025)มีเรื่องน่าสนใจที่สหรัฐ นักลงทุนสายทองคำ หุ้นเทคฯ หรือ forex ควรรู้ เพราะมันจะส่งผลต่อแนวโน้มดอลล่าร์เป็นเทรนด์ได้นะ มาดูกันครับ

    🎯 Fed จะได้สมาชิกใหม่ “Stephen Miran” เชื่อจะเปลี่ยนสมดุลการโหวตดอกเบี้ย

    เมื่อคืนนี้ ทรัมป์ เสนอชื่อ Stephen Miran ให้เข้าไปนั่งเก้าอี้ คณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed Board of Governors) แทนที่ Adriana Kugler ที่ลาออก โดย Miran จะอยู่จนครบวาระเดิมถึง 31 ม.ค. 2026

    🧩รียนรู้โครงสร้างโหวตใน FOMC ก่อนเด้อ

    การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยโดย FOMC (Federal Open Market Committee) จะมีผู้โหวต 12 เสียง คือ

    • กรรมการ Fed Board of Governors สูงสุด 7 คน (รวมประธานและรองประธาน) — มีสิทธิ์โหวตถาวร

    • ประธาน Fed สาขานิวยอร์ก 1 คน — โหวตถาวรเช่นกัน

    • ประธาน Fed สาขาอื่น ๆ อีก 4 คน — หมุนเวียนกันทุกๆปี

    ดังนั้น Miran ในฐานะสมาชิก Board of Governors จะมีสิทธิ์โหวตทันทีเหมือนกรรมการคนอื่นทุกประการ แม้จะอยู่เพียงชั่วคราวก็ตาม

    📌 แล้ว Miran คือใคร แกจะโหวตทางไหน?

    Stephen Miran ปัจจุบันเป็นประธานคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว (CEA) และเคยทำงานด้านการเงินการลงทุนมาก่อน

    แม้ในอดีตจะเคยสนับสนุนการคงดอกเบี้ยสูงเพื่อสู้เงินเฟ้อ แต่รอบนี้นักวิเคราะห์หลายฝ่าย โดยเฉพาะ JPMorgan มองว่า Miran เอียงไปทางนโยบาย ผ่อนคลาย (dovish) และการเข้ามาของเขาอาจช่วยให้ Fed “กล้าลดดอกเบี้ย” เร็วขึ้น

    ล่าสุด JPMorgan ถึงกับปรับคาดการณ์ใหม่ว่าปีนี้อาจลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง เลยทีเดียว โดยจะเริ่มกันตั้งแต่กันยายน

    ที่มา ; CME Fedwatch

    โดยสัปดาห์น้ามีตัวเลขเงินเฟ้อออกมา ถ้าต่ำกว่าคาด ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น

    ส่วนเก้าอี้ประธาน Fed นั้น วาระของ Jerome Powell จะหมดใน พ.ค. 2026 และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่กว่า น่าสนใจมาก ซึ่งทรัมป์คงเตรียมเสนอชื่อคนที่คิดเหมือนตนเข้าไป

    ซึ่งดอกเบี้ยที่ลง จะนำมาซึ่งดอลล่าร์อ่อนค่าได้ แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเศรษฐกิจฟื้นได้แรง (ต้องไม่ลืมว่าทรัมป์ก็กระตุ้นเศรษฐกิจแบบสุดโต่งด้วยนะ) มันก็จะหักล้างการอ่อนค่าได้เช่นกัน น่าติดตามมากๆครับ

    ทองคำและหุ้นเทคโนโลยี อาจจะไม่ได้ลงง่ายๆอีกพักใหญ่ เว้นแต่จะทรัมป์เกิดสะดุดอะไรสักอย่าง จนทำไม่ได้ตามแผนที่วางไว้