หมวดหมู่: ภาษี กองทุนรวม

สำหรับคนที่ต้องการบริหารภาษีบนเครื่องมือต่างๆที่ทางการอนุญาตให้ทำ

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • เทคนิคบริหาร Provident Fund เก่าคงค้าง

    เทคนิคบริหาร Provident Fund เก่าคงค้าง

    ❗️เพิ่งรู้ว่า PVD ที่ค้างในบริษัทเก่าจะสลับกองได้เพียงเฉพาะกรอบนโยบายที่บริษัทเก่ากำหนดไว้(ซึ่งน้อย 10 กอง แถมกฏหมายกำหนดสัดส่วนลงทุนบางอย่างไม่เกิน 15% อีกด้วย ตย. กองทุนทองคำ กฏหมายห้ามเกิน 15%)

    👉ทางแก้คือ โอนย้าย PVD ที่พักค้างไว้ไป RMF for PVD ซึ่งจะมี RMF ที่ยืดหยุ่นหลายหลาย 38 กองให้เลือกจิ้มสลับกองฉ่ำๆไปเลย แต่เงื่อนไขตามเดิมนะ 55 ขวบถอนได้ไม่เสียภาษี

    ขอบคุณทีมงาน #Eastspring_RMF_for_PVDเมื่อวานบริการคุณน้าอธิบายดีมากครับ 😘🎉

  • Thailand ESG Extra Fund คลอดแล้ว! โอน LTF vs ขายแล้วไป RMF เลือกทางไหนดี?

    Thailand ESG Extra Fund คลอดแล้ว! โอน LTF vs ขายแล้วไป RMF เลือกทางไหนดี?

    รัฐบาลเพิ่งเคาะมาตรการใหม่สำหรับนักลงทุนสายลดหย่อนภาษี และคนที่ยังถือ LTF เดิมอยู่

    โดยออกแบบกองทุนรวมแบบพิเศษชื่อว่า Thai ESG Extra Fund (Thai ESGX) ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่หลังสงกรานต์ วันที่ 16 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

    กองทุนนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะส่งเสริมการลงทุนในหุ้นที่มีความยั่งยืน และในขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงขายของ LTF เดิมที่ครบกำหนด ซึ่งว่ากันว่ามีขนาดรอขายถึง 1.8 แสน ล้านบาท ถ้ามากันหมดเนี่ย 1,000 จุด ก็เอาไม่อยู่นะ

    นี่จึงถือเป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายภาษี, การพัฒนาอย่างยั่งยืนในตลาดทุน และ ประคองตลาดหุ้นไปพร้อมๆกัน

    กองทุน Thai ESGX มีเงื่อนไขสำคัญ คือ เปิดโอกาสให้ผู้ถือ LTF เดิมสามารถโอนเงินลงทุนทั้งหมดเข้าไปยังกองทุนนี้ และรับสิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท

    โดยปีภาษี 2568 จะลดหย่อนได้ 300,000 บาท และอีก 200,000 บาททยอยใช้สิทธิในช่วงปี 2569 ถึง 2572 ปีละ 50,000 บาท ทั้งนี้ ต้องถือหน่วยลงทุนในกอง Thai ESGX ไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน)

    ส่วนผู้ลงทุนรายใหม่ที่ไม่เคยถือ LTF มาก่อน ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท หากเริ่มลงทุนในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 และถือครบ 5 ปีเช่นกัน

    ที่มา : สำนักงาน กลต.

    ก่อนลงทุน เราต้องรู้ก่อนว่า กองทุนนี้จะเอาเงินเราไปลงทุนหุ้นแบบไหน?

    คำตอบคือ Thai ESGX ต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีลักษณะโดดเด่นด้านความยั่งยืน ซึ่งอาจเป็นหุ้นที่อยู่ในดัชนี ESG ของตลาดหลักทรัพย์ไทย (เช่น THSI) หรือมี ESG Rating จากสถาบันที่น่าเชื่อถืออย่าง MSCI หรือ Sustainalytics

    แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่จำเป็นต้องมี ESG Rating เสมอไป หากกองทุนสามารถอธิบายได้ว่า บริษัทยังมีคุณสมบัติด้าน ESG ที่ชัดเจน เช่น มีแผนลดคาร์บอนอย่างจริงจัง หรือมีธรรมาภิบาลที่ดีเยี่ยม ก็สามารถนำมาลงทุนได้เช่นกัน ตัวอย่างหุ้นในข่ายนี้ เช่น TRUE เป็นต้น

    ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญที่นักลงทุนอยากรู้ คือ ถ้าเราถือ LTF เดิมอยู่ ควรจะ “โอนเข้า Thai ESGX” หรือ “ขายแล้วไปซื้อ RMF” แบบไหนดีกว่ากัน?

    คำตอบไม่ได้ตายตัว เพราะต้องดู 2 ปัจจัยหลัก ก็คือ “จำนวนเงิน LTF เดิมที่มี” และ “เป้าหมายการลงทุนของเรา”

    กรณี 1 หากถือ LTF เดิม 500,000 บาท หรือ มากกว่า การโอนเข้า Thai ESGX นั้นคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน เพราะได้ลดหย่อนภาษีจากเงินก้อนเดิมอีกครั้งแบบเต็มสิทธิ (แถมไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขาย LTF ซึ่งจะโดนหักทันที 10% แต่เอาจริงๆ เจ๊งกันหมด ไม่น่ามีใครมีกำไร ฮา..)

    แต่เคสนี้ ต้องคิดอีกนิด อย่างเพื่อนผมบางคน ลงทุนใน LTF ก้อนใหญ่มากๆ คือ ถ้ามันใหญ่กว่า 500,000 บาท มากๆ เช่นสมมติ 1 ล้านบาท การโอนย้ายไปทั้งก้อน แต่ได้สิทธิลดหย่อนเพียง 500,000 บาท บางคนก็มองว่าไม่คุ้มนะ สู้เอาไปวัดกับ RMF ดีกว่าไหม?

    ดังนั้น วิธีนี้ ต้องดูขนาดของตัวเองด้วย ถ้าปริ่มๆใกล้ 500,000 บาท หรือไม่ด้วยนะ และอีกเรื่องที่ควรดู คือ เราต้องรีบใช้เงินก้อนนี้ไหมในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะถ้ามีการขายออกก่อน ผลประโยชน์ต่างๆต้องคืนหมดนะจ๊ะ

    กรณี 2 ถ้าถือ LTF เดิมอยู่ไม่ถึง 5 แสนบาท สิ่งที่ต้องพิจารณาคือความยืดหยุ่นของเงินก้อนนั้น หากคุณอยากลงทุนในกองที่มีหลากหลายประเภทสินทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ ทองคำ หรือกองทุนผสม RMF จะให้ความอิสระมากกว่า และสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน แต่ต้องถือยาวไปถึงอายุ 55 ปี

    ดังนั้น ถ้าอายุยังน้อย หรือยังไม่แน่ใจว่าอีกกี่ปีจะถอนใช้เงิน การโอนเข้ากอง Thai ESGX ก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่เบากว่า และได้ภาษีคืนทันทีหลายหมื่นบาท ดูจะมีอิสระมากกว่า หากปีที่ 6 หรือ 7 ต้องใช้เงินก้อน

    แต่ถ้าคุณอายุ 40 ปลายๆ – 50 ปี การไปลงทุนแบบยืดหยุ่นในช่วงท้ายก่อนเกษียนก็น่าทำนะ เพราะหุ้นไทยความ sexy มันน้อยกว่าจริงๆ ในบั้นปลาย ซึ่งหากโอนหุ้นไทยมา แล้ว Thailand ESG Extra โดนทุบต่ออีกรอบนี่ ดูไม่จืดนะ

    โดยสรุป กองทุน Thai ESGX เหมาะกับคนที่ต้องการได้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนเดิมอีกครั้ง ที่มียอด LTF เดิมไม่เกิน 500,000 บาท จะให้ผลดีสุด และควรเป็นคนไม่อยากเสียภาษีกำไร และพร้อมถือยาวต่ออีก 5 ปี อีกทั้งยังต้องการมีอิสระ กองทุนนี้จึงน่าจะเหมาะกับคนอายุน้อย ส่วนการขาย LTF แล้วย้ายไป RMF น่าจะเหมาะกับคนวัย 40 ปลาย-50 ปี ที่มียอด LTF เดิมก้อนใหญ่ๆ(กว่า 500,000 บาท มากๆ) และยังพร้อมลงทุนต่ออีกระยะ แต่มีความต้องการเลือกสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่านั่นเอง

    ใครถือ LTF เดิมอยู่ ยังมีเวลาคิดและวางแผน แต่ต้องรีบตัดสินใจก่อนช่วง พฤษภาคม–มิถุนายน 2568 เพราะนั่นคือหน้าต่างเวลาที่เปิดให้ลงทุน Thai ESGX เพื่อรับสิทธิภาษีรอบใหม่นะครับ

  • ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเงินปันผลถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของบุคคล และในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำหนดให้เงินปันผลต้องเสียภาษีด้วยนะห้ามเบี้ยว

    อัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทย

    สำหรับอัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทยมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเกี่ยวข้องกับภาษี 2 แบบ ดังนี้:

    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของจำนวนเงินปันผลที่ได้รับ และนำส่งกรมสรรพากรโดยบริษัทที่จ่ายเงินปันผล จะเห็นว่ามันหักไปเรียบร้อยแล้วนะ
    2. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผล สามารถเลือกได้ 2 วิธีในยื่นการเสียภาษี
      • ทางแรก คือ นำมูลค่าเงินปันผลตามหน้าเช็คที่ได้รับ(ปัจจุบัน e-dividend) ไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นๆ แล้วใช้สิทธิขอเครดิตภาษี (Tax Credit) คืนในลำดับถัดไปได้
      • เลือกไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น และเสียภาษีเฉพาะ 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็ง่ายดี

    วิธีการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผล

    1. สำหรับ “บริษัท” ผู้จ่ายเงินปันผล
      • ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น นำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปผ่านแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 50 หรือ ภ.ง.ด. 1 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) จากนั้นก็ออกเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น
    2. สำหรับ “ผู้ถือหุ้น” ที่ได้รับเงินปันผล
      • หากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องพิจารณาว่าจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินใจว่าจะเอาไปรวมคำนวน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเคลมภาษีดังต่อไปนี้ครับ

    การเคลมภาษีเงินปันผลคืออะไร

    การเคลมภาษีเงินปันผลหมายถึงการขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว หรือการใช้สิทธิเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีของบุคคลธรรมดาที่เลือกนำเงินปันผลมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น โดยสามารถขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วตามอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจริง

    ขั้นตอนการขอเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณเงินได้รวมทั้งหมด รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับ
    2. ใช้สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลตามหลักการ “Gross-up” ซึ่งจะคิดภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วกลับมาเป็นฐานรายได้ก่อนหักภาษี
    3. คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหักออก
    4. ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91) ภายในกำหนดเวลาเพื่อขอคืนภาษีหากมีภาษีที่ชำระเกิน

    ตัวอย่างการเคลมภาษีเงินปันผล

    นายสมชายได้รับเงินปันผลจากบริษัท A เป็นจำนวน 100,000 บาท โดยบริษัท A หักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% หรือ 10,000 บาท

    วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณฐานภาษีก่อนหักเครดิต (Gross-up) ฐานภาษีเงินปันผล=(เงินปันผลที่ได้รับ/90)∗100ฐานภาษีเงินปันผล = (เงินปันผลที่ได้รับ / 90) * 100 ฐานภาษี=(100,000/90)∗100=111,111บาทฐานภาษี = (100,000 / 90) * 100 = 111,111 บาท
    2. คำนวณภาษีที่ต้องชำระตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
      • สมมติว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายสมชายอยู่ที่ 20%
      • ภาษีที่ต้องชำระ = 111,111 * 20% = 22,222 บาท
    3. หักเครดิตภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว
      • ภาษีที่ต้องชำระสุทธิ = 22,222 – 11,111 = 11,111 บาท
    4. หากภาษีที่นายสมชายได้ชำระผ่านการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง นายสมชายสามารถขอคืนภาษีส่วนเกินได้
      • กรณีนี้ นายสมชายสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลไปหักลดภาษีที่ต้องเสีย หรือขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร

    ผลลัพธ์ของการเลือกวิธีเสียภาษี

    • หากเลือก นำเงินปันผลไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะสามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อลดภาระภาษีได้ แต่ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงขึ้นหากมีเงินได้อื่นมากอยู่แล้ว
    • หากเลือก ไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะเสียภาษีเพียง 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและอาจคุ้มกว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้รวมสูงและอยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่า 10%

    ดังนั้น คนที่มีรายได้สูงๆ และมีฐานภาษีเกิน 10% จึงไม่ควรเอาเงินปันผลไปรวมคำนวนเพื่อยื่นภาษี เพราะอาจทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น สู้ยอมให้หักไปเลย 10% จบตรงนั้นจะดีกว่า

    สรุปเรื่องปันผล และ ภาษี

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้จากเงินปันผล โดยมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษี 2 แบบ หากเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อาจสามารถขอเครดิตภาษีและขอคืนภาษีส่วนเกินได้(แต่ไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ)

    แถม เงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ BOI ต้องยื่นภาษีหรือไม่?

    สำหรับนักลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ สิทธิประโยชน์ BOI (Board of Investment) ควรเข้าใจว่าเงินปันผลที่ได้รับอาจมี ผลทางภาษีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของกำไรที่บริษัทใช้ในการจ่ายปันผล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก

    1. เงินปันผลจากกำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (BOI)

    หากบริษัทที่จ่ายเงินปันผล อยู่ในช่วงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก BOI กำไรที่เกิดขึ้นจากกิจการ BOI จะได้รับสิทธิ ไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้ก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย กล่าวคือ …

    ไม่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น ❌ ไม่ได้รับเครดิตภาษี เพราะกำไรนี้ไม่เคยถูกหักภาษี ณ แหล่งที่มา

    2. เงินปันผลจากกำไรที่ต้องเสียภาษี (นอก BOI)

    หากบริษัทมีรายได้จากกิจการที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้ BOI และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้จะต้องเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรนะครับ

    💡 ข้อควรระวัง:
    บางบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลจากทั้ง 2 แหล่ง (BOI และนอก BOI) ควรตรวจสอบ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าระบุประเภทเงินปันผลอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมนะครับ

  • First Jobber ต้องเริ่มจ่ายภาษีเมื่อไหร่?

    First Jobber ต้องเริ่มจ่ายภาษีเมื่อไหร่?

    การเริ่มต้นทำงานครั้งแรกของชีวิต (First Jobber) นอกจากเรื่องการปรับตัวในที่ทำงานแล้ว อีกเรื่องที่ควรรู้คือการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นหน้าที่สำคัญของพลเมือง เรามาดูกันว่าเมื่อไหร่คุณต้องเริ่มจ่ายภาษี และต้องทำอย่างไรบ้าง

    1. รายได้เท่าไหร่ถึงต้องเสียภาษี?

    สำหรับคนทำงาน การเสียภาษีจะขึ้นอยู่กับ “รายได้สุทธิ” ซึ่งหมายถึงรายได้หลังหักค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด หากรายได้สุทธิประจำปีเกิน 150,000 บาท คุณจะต้องเริ่มเสียภาษี โดยตัวเลขนี้มาจากอัตราเสียภาษีที่กำหนดว่า รายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทแรกจะได้รับการยกเว้นภาษี

    ตัวอย่าง:

    • เงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน
    • รายได้ทั้งปี = 20,000 × 12 = 240,000 บาท
    • หักค่าใช้จ่าย (50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) = 100,000 บาท
    • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท

    รายได้สุทธิ = 240,000 – 100,000 – 60,000 = 80,000 บาท (ไม่ถึง 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี)

    แต่หากคุณมีรายได้พิเศษ เช่น โบนัส ค่าโอที หรือรายได้เสริมอื่น ๆ ต้องนำมาคำนวณรวมด้วย เช่น

    • โบนัส 30,000 บาท

    รายได้ทั้งปี = 240,000 + 30,000 = 270,000 บาท รายได้สุทธิ = 270,000 – 100,000 – 60,000 = 110,000 บาท (ยังคงไม่ถึง 150,000 บาท)

    2. การเริ่มทำงานระหว่างปี มีผลต่อการเสียภาษีไหม?

    หากคุณเริ่มทำงานระหว่างปี เช่น เริ่มทำงานในเดือนมิถุนายน รายได้ทั้งปีของคุณจะน้อยกว่าการทำงานเต็มปี ซึ่งมีผลต่อการเสียภาษี

    ตัวอย่าง:

    • เริ่มงานเดือนมิถุนายน เงินเดือน 15,000 บาท
    • รายได้ครึ่งปี (มิถุนายน-ธันวาคม) = 15,000 × 7 = 105,000 บาท
    • หักค่าใช้จ่าย = 52,500 บาท (50% ของรายได้)
    • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท

    รายได้สุทธิ = 105,000 – 52,500 – 60,000 = -7,500 บาท (ไม่ถึง 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี)

    อย่างไรก็ตาม หากคุณมีรายได้จากแหล่งอื่น เช่น ขายของออนไลน์หรือรับงานฟรีแลนซ์ คุณต้องนำรายได้ทั้งหมดมาคำนวณรวมกัน และอาจทำให้คุณต้องเสียภาษี

    3. วิธีการคำนวณภาษีง่าย ๆ

    สมมติว่าเงินเดือนของคุณทั้งปีทำให้รายได้สุทธิสูงกว่า 150,000 บาท และต้องเสียภาษี ตัวอย่างการคำนวณมีดังนี้:

    • เงินเดือน: 30,000 บาท
    • รายได้ทั้งปี: 30,000 × 12 = 360,000 บาท
    • หักค่าใช้จ่าย: 100,000 บาท
    • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท

    รายได้สุทธิ = 360,000 – 100,000 – 60,000 = 200,000 บาท

    อัตราภาษีสำหรับรายได้สุทธิ 200,000 บาท:

    • 0-150,000 บาท: ยกเว้นภาษี
    • 150,001-200,000 บาท: เสียภาษี 5% ของ 50,000 บาท = 2,500 บาท

    ดังนั้น คุณต้องจ่ายภาษีปีนี้ = 2,500 บาท

    4. สิ่งที่ First Jobber ต้องทำ

    • ตรวจสอบเงินเดือนและรายได้: รู้ว่าเงินเดือนและรายได้รวมทั้งปีของคุณอยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีหรือไม่
    • เก็บเอกสารสำคัญ: เช่น สลิปเงินเดือน ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) อันนี้แผนก HR จะส่งให้ประมาณเดือน มกราคม
    • ยื่นภาษีประจำปี: ผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปครับ

    5. คำถามที่พบบ่อย

    Q: หากลาออกก่อนสิ้นปี ต้องยื่นภาษีไหม? A: ต้องยื่นนะ หากรายได้ทั้งปีเกิน 150,000 บาท หรือมีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย คุณอาจขอคืนภาษีได้

    Q: โบนัสมีผลต่อการเสียภาษีอย่างไร? A: โบนัสนับเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณรวม และอาจทำให้รายได้สุทธิของคุณเกิน 150,000 บาท โดยจังหวะการได้โบนัส ถ้าตกในปีไหน จะถือว่าเป็นรายได้ในปีนั้น แม้ว่ามันจะเป็นการจ่ายจาก performance ในปีก่อนหน้าก็ตาม

    Q: ถ้าทำงานฟรีแลนซ์ต้องเสียภาษีไหม? A: ต้องเสีย โดยนำรายได้สุทธิทั้งหมดมาคำนวณเหมือนรายได้ประจำครับ

    การเสียภาษีอาจดูซับซ้อนในช่วงแรก แต่หากเข้าใจหลักการเบื้องต้นและปฏิบัติตามหน้าที่พลเมืองอย่างถูกต้อง คุณจะสามารถจัดการเรื่องภาษีได้อย่างง่ายดายและถูกต้องตั้งแต่ก้าวแรกในโลกการทำงาน!

    เค้าว่ากันว่า สิ่งที่คนเราหนีไม่ได้ คือ โรคภัยไข้เจ็บ และ ภาษี ….

  • ก่อนซื้อกองทุนรวม ทำ 3 ข้อนี้ก่อน

    ก่อนซื้อกองทุนรวม ทำ 3 ข้อนี้ก่อน

    ทุกครั้งก่อนจะกดซื้อกองทุนรวมสักกอง โปรดจงทบทวนหลักการเหล่า่นี้ก่อน โดยหลักการทั้ง 3 ข้อนี้ จะช่วยให้เราเลือกกองทุนได้อย่างแม่นยำ และเกิดประสิทธิผลสูงสุด ลองอ่านดูนะ

    1️⃣ ผลการดำเนินงานย้อนหลัง แม้จะไม่ได้การันตีอนาคต แต่มันสะท้อนถึงความสม่ำเสมอ วิธีการทำงานของกองเป็นแบบ team play หรือ one man show ก็พอดูออก โดยกองที่ติด top 5 ใน segment เดียวกันมาตลอด 10 ปี 5 ปี 3 ปี ควรอยู่ใน list ที่เราควรเริ่มพิจารณา

    2️⃣ ปรัชญาการลงทุนของกองที่สนใจ เข้ากับจริต และความชอบของเราไหม เพราะการได้อยู่ในสิ่งที่เราชอบ มันย่อมสบายใจ และสนุกไปกับมันนะ

    3️⃣ ตัดกันที่ ค่าธรรมเนียมจัดการนะ ลืมเรื่องค่าธรรมเนียมการขาย/ซื้อ/สลับ ไปก่อนนะ อันนั้นนานๆทำที ไม่มีผลกับการถือระยะยาว แต่ไอ่ “ค่าธรรมเนียมจัดการ” คือ หัวใจในการตัดสินใจ ถ้าผลตอบแทนเท่าๆกัน กองที่บริหารด้วยค่าธรรมเนียมจัดการที่ต่ำกว่า ควรเป็นตัวที่ถูกเลือกลงทุน

    ทั้ง 3 นี่เป็นประเด็นที่จดมาตอนสัมภาษณ์ พี่หมอนัดกองทุนรวม ขอบคุณมา ณ ที่นี้

    ‼️👉 ส่วนเพื่อนๆนะ โดยเฉพาะข้อ 3 ที่เรียกรวมๆว่า “ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม” อันนี้เป็นจุดสำคัญมากๆ โดยเฉพาะพวก feeder fund ที่ลงตัวเหมือนๆกัน เราสามารถใช้ตัวนี้ตัดสินใจกันได้ง่ายมากเลย

    ย้ำอีกครั้ง กองทุนรวม คือ การลงทุนที่เน้นได้ประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง และมีผู้เชี่ยวชาญดูแลให้ โดยมอบ “ค่าธรรมเนียฯ” รายปี (แต่คิดเป็นวัน และ อิงกับ NAV ของคุณ)ให้กับพี่กองทุนนะ ดังนั้น ขนาดค่าธรรมเนียม่จึงมีความสำคัญมากๆ ตัวอย่าง ค่าธรรมเนียม 1% ต่อปี ผ่านไป 10 ปี เท่าเราจ่ายไป 10% ดังนั้นผลตอบแทนรวมต้องชนะ 10% ให้ได้แบบขาดๆนะถึงจะคุ้ม ซึ่งก็ต้องเอาไปคิดกันดูว่า คุ้มไหมกับไม่ต้องทำเอง มีคนทำให้ อันนี้แล้วแต่คนจริงๆ

    สรุปให้คือ หากจะหวังกินคำโต alpha มหาศาล ก็ต้องหัดลงทุนตรงๆเองนะ ทำการบ้านเยอะๆ อ่านเยอะๆครับ อยากได้มาก ก็ต้องลงทุนลงเวลาทุ่มเทมากกว่า ไม่ได้มีอะไรได้มาง่ายๆขนาดนั้น 😊