หมวดหมู่: พูดคุย

เม้าท์มอยหอยสังข์

  • ติ่งเกาหลีต้องอ่าน หุ้น K-pop แตกกระเจิง จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?

    ติ่งเกาหลีต้องอ่าน หุ้น K-pop แตกกระเจิง จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?

    ช่วงที่ผ่านมา หุ้นบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ K-POP อย่าง HYBE Corporation, SM Entertainment, JYP Entertainment และ YG Entertainment ปรับตัวลงเละเทะจากจุดสูงสุดกว่า 30-50% ทำให้เกิดคำถามในใจของนักลงทุนสายติ่งถึงสาเหตุ และโอกาสฟื้นตัวของหุ้นเหล่านี้ วันนี้เรามาแกะดูรายละเอียดของแต่ละบริษัทกันดีกว่า เผื่อจะได้ช้อนหุ้นกัน? เผื่อจะมีกำไรเอาไปซื้อตั๋วคอนเสิร์ตกัน


    1. HYBE Corporation

    HYBE Corporation พึ่งพารายได้จากวง BTS เป็นหลัก แม้จะมีการเปิดตัวศิลปินใหม่ แต่ BTS ยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญ คราวนี้เมื่อสมาชิกวงเริ่มเข้ากรมทหาร (ตามกฏหมาย) ส่งผลให้รายได้และกิจกรรมลดลง นอกจากนี้ การลงทุนในแพลตฟอร์มอย่าง Weverse ที่ต้องเจอกับการแข่งขันสูงในตลาด Social Commerce และ Streaming ก็สร้างแรงกดดัน จุดสูงสุดของหุ้น HYBE อยู่ในปี 2021 ที่ประมาณ 421,500 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 48% เหลือราว 220,000 วอน (ข้อมูลล่าสุดมกราคม 2025) อย่างไรก็ตาม การกลับมาของสมาชิก BTS หลังปลดประจำการ (คาดกันว่าปลายปี 2025) การเปิดตัวศิลปินใหม่ เช่น NewJeans และการขยายธุรกิจระดับสากล เช่น การร่วมมือกับ Universal Music Group อาจช่วยให้หุ้นฟื้นตัวได้ในอนาคต

    Credit picture : Thrillist


    2. SM Entertainment

    SM Entertainment เจอกับความขัดแย้งในบริษัทระหว่างผู้บริหาร รวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารที่ล่าช้า นอกจากนี้ยังเผชิญการแข่งขันจากค่ายอื่น ๆ อย่าง HYBE และ YG จุดสูงสุดของหุ้น SM อยู่ในปี 2022 ที่ประมาณ 160,000 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 35% อยู่ที่ราว 104,000 วอน ด้วยการจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่อย่าง NCT Tokyo และการใช้เทคโนโลยี เช่น AI ในธุรกิจเพลงและคอนเสิร์ต อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวหรือเปล่า? ไม่แน่ใจ


    3. JYP Entertainment

    JYP Entertainment รายได้กระจุกตัวอยู่ที่วง TWICE และ Stray Kids ซึ่งสร้างความเสี่ยงหากวงเหล่านี้ถึงจุดอิ่มตัว นอกจากนี้ การเจาะตลาดตะวันตกก็ต้องใช้ทรัพยากรไม่น้อย จุดสูงสุดของหุ้น JYP อยู่ในปี 2023 ที่ประมาณ 80,000 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 28% อยู่ที่ราว 57,500 วอน อย่างไรก็ตาม การเปิดตัววงใหม่ เช่น NiziU และ Xdinary Heroes รวมถึงการเจาะตลาดอเมริกา และยุโรป เช่น การจัดเวิลด์ทัวร์ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญได้ นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจเสริม เช่น การจัดการศิลปินในญี่ปุ่น ก็น่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

    Credit picture : US Today


    4. YG Entertainment

    YG Entertainment เผชิญปัญหาภายในบริษัท รวมถึงข่าวฉาวของศิลปินและผู้บริหาร นอกจากนี้ รายได้ส่วนใหญ่ยังพึ่งพา BLACKPINK เป็นหลัก ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนของสัญญา(ยังทำงานเป็นวงร่วมกัน แต่ส่วนตัวแยกกันทำ)เกิดขึ้นในปี 2023 ทำให้ราคาหุ้นปัจจุบัน 43,800 วอน นั้นอยู่ห่างจากจุดสูงสุดของหุ้น YG ในปี 2022 ถึงราว 40% ซึ่งการเปิดตัวศิลปินใหม่ เช่น BabyMonster ที่อัดไปด้วยคุณภาพ และการขยายตลาดในภูมิภาคใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา อาจช่วยให้บริษัทกลับมาฟื้นตัวในอนาคต ล่าสุดเริ่มมีข่าวแพลมๆว่า BLACKPINK จะกลับมาทำ WorldTour ในปี 2025 ถ้าทำได้จริงก็น่าสนใจไม่น้อย

    Credit picture : HallyuSG


    อุตสาหกรรมดูเหมือนจะอิ่มตัวแล้ว

    ความนิยม K-POP ในตลาดโลกเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ทำให้การเติบโตชะลอตัวลง ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อของแฟนคลับให้ลดลง นอกจากนี้ การแข่งขันในแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น TikTok และ YouTube ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันในอุตสาหกรรมอีกด้วย ตารางด้านล่างจะเห็นว่า 3 ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตเป็นไปอย่างแข็งแกร่งเฉลี่ย +13% ต่อปี แต่ว่าใน 9 เดือนแรกของปี 2024 พบว่า รายได้ทำได้เพียง 78% ของทั้งปี 2023 นั่นหมายความว่าปี 2024 เราอาจเห็นรายได้ K-POP โตน้อย หรือไม่โตเลยเป็นครั้งแรก!!

    ปีรายได้รวม (ล้านล้านวอน)
    20191.5
    20201.6
    20211.8
    20222.0
    20232.3
    2024 (9 เดือนแรก)1.8

    ที่มา : Allkpop, Teen Vouge, Koreaboo, Hallyukstar

    จุดกลับตัว Turnaround ที่ต้องจับตา

    อย่างไรก็ดีนะ หุ้นมีขึ้นก็มีลง เช่นกัน หุ้นของบริษัท K-POP ก็มีโอกาสฟื้นตัวได้ หากมีการปรับกลยุทธ์ที่เหมาะสม เช่น การเปิดตัวศิลปินใหม่ การขยายตลาดสากล และการบริหารจัดการที่โปร่งใสมากขึ้น นักลงทุนควรสายติ่งควรต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงในบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุนต่อไปนะจ๊ะ

    เพื่อนๆคิดเห็นอย่างไร เชิญแลกเปลี่ยนกันครับ 안녕, 안녕

  • Easy e-receipt ซื้อได้กี่บาท ซื้ออะไรได้บ้าง?

    Easy e-receipt ซื้อได้กี่บาท ซื้ออะไรได้บ้าง?

    โครงการ “Easy E-Receipt 2.0” เป็นมาตรการที่รัฐบาลไทยนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2568 โดยให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการภายในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท

    ระยะเวลาโครงการ: เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568

    การแบ่งวงเงินลดหย่อน:

    • ส่วนที่ 1: ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าและบริการทั่วไปจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน
    • ส่วนที่ 2: ลดหย่อนได้เพิ่มเติมตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าหรือบริการจากกลุ่มต่อไปนี้:
      • สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
      โดยต้องมี e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เป็นหลักฐาน

    สินค้าที่สามารถซื้อได้และนำมาลดหย่อนภาษี:

    • สินค้าและบริการทั่วไปที่ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้
    • หนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร รวมถึง e-Book
    • สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
    • สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม

    สินค้าที่ไม่เข้าร่วมมาตรการ:

    • สุรา เบียร์ และไวน์
    • ยาสูบ
    • น้ำมัน ก๊าซ และค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะ
    • รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
    • ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบริการสัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต
    • ค่าเบี้ยประกันวินาศภัย
    • ค่าบริการจัดนำเที่ยวและค่าที่พักโรงแรม

    ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามโครงการนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าร้านค้าที่ซื้อสินค้าหรือบริการนั้นสามารถออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ที่มีชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขประจำตัวประชาชน) ของผู้ซื้อเป็นหลักฐานนะจ๊ะ

  • The First Take รายการโชว์พลังเสียงสดๆดิบๆครั้งเดียวในโลกออนไลน์, Soft power สไตล์ญี่ปุ่น

    The First Take รายการโชว์พลังเสียงสดๆดิบๆครั้งเดียวในโลกออนไลน์, Soft power สไตล์ญี่ปุ่น

    พอดีตื่นมาเจอคลิปรายการ The First Take ของวง Baby Monster เลยได้ฟังหน่อย ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ คิดว่าคงเป็น k-pop สายแดนซ์โชว์สวยน่ารัก แต่พอฟัง อ้าวเฮ้ย ร้องดีเลย แบบว่าปั้นมาเป็นนักร้องที่เต้นได้ ไม่ได้เป็นนักเต้นที่พยายามร้อง เลยเข้าไปสืบต่อว่าทำไมรายการนี้เอาน้องๆมาร้องโชว์พาวกันดิบๆแบบนี้ได้ ก็พอเข้าใจละ วันนี้เรามารู้จักรายการ The First Take กันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ความพิเศษของรายการมีอะไรบ้าง ทำไมรายการนี้จึงทำให้มุมมองต่อนักร้อง k-pop เปลี่ยนไป

    ความเป็นมาของ The First Take

    The First Take เป็นรายการเพลงออนไลน์ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 บนแพลตฟอร์ม YouTube โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเน้นเสียงร้องและความสามารถของศิลปินผ่านการแสดงสดในรูปแบบ “ครั้งเดียวเท่านั้น” (One Take) รายการนี้ได้รับการผลิตโดย Sony Music Entertainment Japan และสร้างชื่อเสียงระดับสากลภายในเวลาไม่นาน

    แนวคิดของรายการมาจากความต้องการนำเสนอความบริสุทธิ์ในเสียงดนตรีและความเป็นธรรมชาติของศิลปิน ที่ไม่ผ่านการตัดต่อหรือปรุงแต่งใด ๆ โดยให้ผู้ชมได้สัมผัสกับอารมณ์ที่แท้จริงของเพลงในเวอร์ชันที่แตกต่างจากสตูดิโอ


    จุดเด่นของ The First Take

    1. One Take เท่านั้น
      • ศิลปินมีโอกาสร้องเพลงเพียงครั้งเดียว ซึ่งท้าทายความสามารถและแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ
      • ไม่ว่าจะเป็นเพลงในเวอร์ชันต้นฉบับหรือเวอร์ชันเรียบเรียงใหม่ ทุกสิ่งต้องเกิดขึ้นในครั้งเดียว
    2. การออกแบบที่เรียบง่ายและสง่างาม
      • สตูดิโอของรายการเน้นความมินิมอล ด้วยพื้นหลังสีขาวสะอาดหรือบางครั้งใช้แสงไฟเรียบง่าย
      • ทำให้ผู้ชมสามารถโฟกัสที่เสียงร้องและอารมณ์ของศิลปินได้เต็มที่
    3. เปิดโอกาสให้ศิลปินทุกแนวเพลง
      • รายการไม่ได้จำกัดเฉพาะ J-Pop เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างให้ศิลปินจากแนวเพลงอื่น ๆ เช่น J-Rock, Jazz, เพลงประกอบอนิเมะ หรือเพลงอินดี้
      • รวมถึงศิลปินระดับตำนานและศิลปินหน้าใหม่
    4. เผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่น
      • ด้วยศิลปินที่ร้องเพลงประกอบอนิเมะชื่อดัง เช่น LiSA (Gurenge), Aimer (Zankyou Sanka) รายการนี้จึงเป็นเวทีที่เชื่อมโยงแฟนเพลงทั่วโลกกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งน้อง ASA เป็นคนญี่ปุ่นที่อยู่ใน Baby Monster ก็น่าจะเป็นความเชื่อมโยงให้วงได้มาแสดงในรายการนี้

    กติกา: เรียบง่ายแต่ท้าทาย

    1. ร้องเพลงเพียงครั้งเดียว
      • ไม่มีการซ้อมหรือการแก้ตัว ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นแบบสด ๆ
    2. บันทึกสดในสตูดิโอเดียวกัน
      • ใช้ไมโครโฟนคุณภาพสูงและเครื่องดนตรีที่เรียบง่าย
    3. ไม่มีการปรับแต่งเสียงหลังบันทึก
      • สิ่งที่ได้ยินในรายการคือเสียงร้องจริงของศิลปิน

    ความเจ๋งของรายการ The First Take

    The First Take ไม่เพียงแค่สร้างความแปลกใหม่ในวงการเพลง แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ระดับโลก โดยเฉพาะในหมู่แฟนเพลงที่ชื่นชอบการฟังดนตรีแบบสด ๆ ตัวอย่างความสำเร็จของรายการ ได้แก่:

    1. ดึงดูดศิลปินชื่อดัง
      • ศิลปินที่เคยเข้าร่วมรายการ ได้แก่
        • YOASOBI (เพลง Yoru ni Kakeru)
        • LiSA (เพลง Gurenge)
        • Official HIGE DANDism (เพลง Pretender)
        • Aimer (เพลง Zankyou Sanka)
    2. เพลงยอดวิวสูง
      • เพลง Yoru ni Kakeru ของ YOASOBI ใน The First Take มียอดวิวกว่า 200 ล้านครั้ง
      • เพลง Gurenge ของ LiSA จาก Demon Slayer ก็ทะลุ 100 ล้านวิว
    3. ความสำเร็จระดับสากล
      • รายการมีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน บน YouTube (ข้อมูลล่าสุด 2025)
      • มีการแสดงเพลงในหลายภาษา เช่น ภาษาอังกฤษและเกาหลี
    4. เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่
      • หลายศิลปินที่ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน เช่น Vaundy และ Zutto Mayonaka de Iinoni ได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกหลังปรากฏตัวในรายการ

    สถิติและความสำเร็จ

    • ยอดผู้ติดตาม YouTube: กว่า 8 ล้านคน
    • จำนวนวิวรวมของรายการ: มากกว่า 2 พันล้านวิว
    • เพลงที่มียอดวิวสูงสุด:
      • YOASOBIYoru ni Kakeru (200+ ล้านวิว)
      • LiSAGurenge (100+ ล้านวิว)
    • จำนวนประเทศที่ชมรายการ: มากกว่า 100 ประเทศ

    บทสรุป

    The First Take ไม่ใช่แค่รายการเพลงออนไลน์ แต่เป็นเวทีที่เน้นความเป็นตัวตนของศิลปินอย่างแท้จริง ผ่านการแสดงสดที่บริสุทธิ์และไม่มีการปรุงแต่ง ความเรียบง่ายของรูปแบบรายการกลับกลายเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดผู้ชมจากทั่วโลก ทำให้ศิลปินญี่ปุ่นและวัฒนธรรมดนตรีญี่ปุ่นก้าวไกลในเวทีสากล

    รายการนี้แสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของดนตรีในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยอารมณ์และความจริงใจ สะท้อนถึงพลังของเสียงเพลงที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกันใน One Take เพียงครั้งเดียว และใช่เลย มันคือ Softpower ที่ส่งผ่านศิลปินญี่ปุ่นให้คนทั่วโลกด้วย ใครอยากลองฟังเสียงน้องๆ Bay Monster ลองดูนะ จะเห็นว่าตอนเปิดรายการพวกเธอกล่าว คนนิจิวะ!! สวัสดีเป็นภาษาญี่ปุ่นเสียด้วย ^_^