หมวดหมู่: พูดคุย

เม้าท์มอยหอยสังข์

  • เงินเฟ้อ คือ อัลไร?

    เงินเฟ้อ คือ อัลไร?

    ลองนึกภาพว่าคุณมีธนบัตร 100 บาทอยู่ในกระเป๋า วันนี้มันอาจซื้อข้าวมันไก่ได้ 2 กล่อง แต่พอเวลาผ่านไป กลับซื้อได้แค่กล่องเดียว! นี่แหละคือ “เงินเฟ้อ” หรือในภาษาชาวบ้าน “ค่าของเงินลดลง ของแพงขึ้น” นั่นเอง

    เงินเฟ้อเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

    ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น : น้ำมันแพงขึ้น คนขับรถส่งของขอขึ้นค่าแรง ของที่คุณซื้อก็ต้องแพงตาม

    ความต้องการซื้อทะลุเพดาน: คนอยากได้ของชิ้นนั้นกันหมด แต่สินค้ามีจำกัด ทำให้คนจ่ายสูงกว่าก็จะได้สินค้าไป เหล่านี้ทำให้ราคาสินค้าพุ่งจนกระเป๋าฉีกได้

    ความน่ากลัวของเงินเฟ้อที่เราควรกลัว

    1. เงินออมละลายหายไป : เงินที่ฝากไว้ในธนาคาร 1 แสนบาท อาจซื้อของได้น้อยลงในปีหน้า แม้คุณจะไม่แตะต้องมันเลย เพราะกำลังซื้อเราลดลงเพราะเงินเฟ้อมันพุ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากนั่นเอง

    2. ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด: จากที่เคยกินข้าวมื้อละ 50 บาท อาจต้องจ่าย 70-80 บาท คุณจะใช้เงินได้แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป หากเงินเดือนคุณพอๆเดิม แปลว่าคุณจะจนลง

    3. เศรษฐกิจปั่นป่วน: เงินเฟ้อทำให้กำลังซื้อหด ยอดขายไม่ดี ซึ่งถ้ามันรุนแรงมากๆ บริษัทต่างๆก็ต้องลดค่าใช้จ่าย และอาจทำให้คนตกงานเพิ่มได้ ธุรกิจล้มละลาย และประเทศอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ

    ตัวอย่างน่ากลัว: เวเนซุเอลาเคยเผชิญกับเงินเฟ้อระดับที่คนต้องแบกกระสอบเงินไปซื้อขนมปัง 1 ก้อน!

    วิธีเอาชนะเงินเฟ้อแบบนักลงทุนมือโปร

    1. หาที่หลบภัยเงินเฟ้อ

    ทองคำ: ทองคำเปรียบเหมือน “เสื้อกันหนาว” ที่ช่วยปกป้องคุณในช่วงเงินเฟ้อได้ ตลาดเชื่อว่าทองคำ คือ hedging inflation asset

    อสังหาริมทรัพย์: ราคาที่ดินมักโตตามเงินเฟ้อ แถมยังมีรายได้จากค่าเช่าอีกด้วย แต่ก็ต้องที่ดินดีๆ นะ ถ้าไปอยู่ในที่ห่างไกล อันนี้ก็ไม่ใช่นะ

    หุ้นกลุ่มสินค้าจำเป็น: ธุรกิจที่ขายของที่คนต้องซื้อ เช่น ของกิน ของใช้

    2. ลงทุนในพันธบัตรที่สู้กับเงินเฟ้อได้

    พันธบัตรรัฐบาลแบบพิเศษที่ผลตอบแทนโตตามอัตราเงินเฟ้อ (Inflation-linked Bonds) เหมือนเกราะป้องกันเงินออมของคุณได้

    3. กระจายความเสี่ยง

    อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไว้ที่เดียว ลองแบ่งลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น หุ้น พันธบัตร ทองคำ หรือแม้แต่คริปโต (ถ้าคุณกล้าพอ!)

    4. ติดตามนโยบายการเงิน

    ธนาคารกลางปรับดอกเบี้ยขึ้นหรือลง คุณต้องรู้ทัน เพราะนี่จะกระทบตลาดการเงินทั้งระบบ

    5. เรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ

    อ่านข่าวเศรษฐกิจและหาความรู้เรื่องการลงทุนให้ทันสมัย เพราะ “ความรู้คืออาวุธ” ในการสู้กับเงินเฟ้อ

    นักลงทุนต้องอยู่รอดยังไงในช่วงเงินเฟ้อ?

    1. วางแผนพอร์ตการลงทุน

    กระจายความเสี่ยง เลือกสินทรัพย์ที่โตสวนกระแสเงินเฟ้อ เช่น หุ้นในกลุ่มพลังงานหรือสินค้าอุปโภคบริโภค

    2. มองหาหุ้นที่ชนะเงินเฟ้อ

    ธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการที่ผู้คนต้องใช้ เช่น อาหาร น้ำมัน และสินค้าในชีวิตประจำวัน

    3. ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

    เลือกกินข้าวบ้านแทนร้านอาหารแพง ๆ หรือเลื่อนการซื้อของใหญ่ เช่น รถใหม่ไปก่อนนะ

    4. สร้างรายได้เสริม

    ถ้ารายได้ปัจจุบันไม่พอ ลองหาโอกาสเพิ่ม เช่น งานฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ หรือเรียนทักษะใหม่ ๆ ยิ่งเรามีแหล่งหลายได้หลายทาง มันก็จะช่วยได้นะ

    สรุป : เงินเฟ้อเปรียบเสมือน “มังกรไฟ” ที่เผาเงินในกระเป๋าคุณ แต่ถ้าคุณรู้จัก “เสริมเกราะ” ด้วยการลงทุนอย่างชาญฉลาด ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว! เตรียมพร้อมสู้และอยู่รอดในทุกสถานการณ์เศรษฐกิจ!

  • PM2.5 คืออะไร อันตรายขนาดไหน?

    PM2.5 คืออะไร อันตรายขนาดไหน?

    PM2.5 หรือ “ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน” เป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งมีแหล่งกำเนิดหลากหลาย ทั้งจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง การผลิตในอุตสาหกรรม และการเผาป่า ฝุ่นชนิดนี้สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานและแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดของมนุษย์ได้ง่าย ทำให้ส่งผลต่อสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาว

    แหล่งกำเนิดของ PM2.5

    PM2.5 มีแหล่งกำเนิดหลักจากหลายกิจกรรม เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงที่เกิดจากการขนส่ง เช่น รถยนต์ดีเซลและมอเตอร์ไซค์ รวมถึงโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินและน้ำมัน นอกจากนี้ ยังเกิดจากการเกษตรและการเผาป่า เช่น การเผาพืชผลและเศษซากการเกษตรอย่างการเผาอ้อย รวมถึงไฟป่าที่ปล่อยควันพิษจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ กิจกรรมในครัวเรือน เช่น การใช้เตาถ่านหรือเตาไม้ในชนบท การปรุงอาหาร และการเผาขยะ ก็เป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 เช่นกัน

    ผลกระทบของ PM2.5 ต่อสุขภาพ

    ฝุ่น PM2.5 มีผลกระทบที่รุนแรงต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้น ฝุ่นนี้สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองตา จมูก และคอ รวมถึงอาการหายใจลำบากและหอบหืดกำเริบ ในระยะยาว ฝุ่น PM2.5 อาจนำไปสู่การพัฒนาโรคปอด เช่น โรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอด รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังส่งผลกระทบต่อเด็กโดยทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น หอบหืดและภูมิแพ้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 7 ล้านคนต่อปีทั่วโลกจากมลพิษทางอากาศ โดย PM2.5 เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

    PM2.5 ยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน โดยค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นจากการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ เช่น โรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ อีกทั้งยังส่งผลต่อแรงงานเนื่องจากการลาป่วยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตแรงงานลดลง นอกจากนี้ การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในเมืองที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูง เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะนักท่องเที่ยวลดลงในพื้นที่เหล่านี้

    โอกาสทางธุรกิจจากปัญหา PM2.5

    แม้ PM2.5 จะส่งผลกระทบในด้านลบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ แต่ก็มีบางธุรกิจที่ได้รับประโยชน์ในสถานการณ์นี้ เช่น ธุรกิจเครื่องกรองอากาศซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดเครื่องกรองอากาศในประเทศไทยมีการเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี โดยแบรนด์ชั้นนำอย่าง Sharp, Dyson และ Xiaomi เป็นผู้นำตลาด และตัวเลขการขายเครื่องกรองอากาศในประเทศไทยปี 2024 มีมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท

    ธุรกิจหน้ากากป้องกันฝุ่นก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยหน้ากาก N95 มีความต้องการเพิ่มขึ้นถึง 30% ในช่วงฤดูมลพิษ แบรนด์อย่าง 3M และแบรนด์ท้องถิ่นต่างได้รับความนิยม

    ธุรกิจเทคโนโลยีตรวจวัดคุณภาพอากาศก็เติบโตเช่นกัน โดยบริษัทที่พัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจวัด PM2.5 เช่น IQAir และ PurpleAir มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายอุปกรณ์และการสมัครใช้บริการแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ ธุรกิจพืชในร่ม เช่น พืชที่ช่วยฟอกอากาศอย่างลิ้นมังกรและเดหลี ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจพืชในร่มมีมูลค่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    การจัดการปัญหา PM2.5 ในอนาคต

    เพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน ต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและการร่วมมือจากหลายภาคส่วน เช่น การปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยมลพิษโดยใช้เชื้อเพลิงสะอาดและพัฒนาเทคโนโลยีที่ลดการปล่อย PM2.5 รวมถึงการส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น สนับสนุนพลังงานลม แสงอาทิตย์ และไฟฟ้าสำหรับการขนส่ง อีกทั้งยังต้องมีการให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ โดยการจัดแคมเปญเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของ PM2.5 และวิธีป้องกัน

    สรุป

    PM2.5 เป็นปัญหาที่ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ในขณะเดียวกัน บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ปัญหานี้ เช่น เครื่องกรองอากาศ หน้ากากป้องกันฝุ่น และเทคโนโลยีตรวจวัดคุณภาพอากาศ กำลังได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ปัญหา PM2.5 สามารถถูกจัดการได้เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

  • ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540: รากเหง้าของปัญหา ผลกระทบ และบทเรียนสู่อนาคต

    ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540: รากเหง้าของปัญหา ผลกระทบ และบทเรียนสู่อนาคต

    ความเป็นมา

    วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อประเทศไทยตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อปกป้องค่าเงินบาทจากการโจมตีของนักเก็งกำไร (speculators) จนไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป

    ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่:

    1. การพึ่งพาหนี้ต่างประเทศมากเกินไป: ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ประเทศไทยเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำและเงินทุนไหลเข้ามาในรูปของเงินกู้ยืมจากต่างประเทศอย่างมหาศาล
    2. ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์: เงินทุนที่ไหลเข้าถูกนำไปลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงการขนาดใหญ่เกินกว่าความต้องการจริง ส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่
    3. การบริหารจัดการที่ผิดพลาดของภาคการเงิน: สถาบันการเงินในประเทศปล่อยสินเชื่ออย่างไม่มีความรอบคอบ ทำให้เกิดหนี้เสียสะสมในระบบ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

    การลอยตัวค่าเงินบาททำให้ค่าเงินลดลงจากประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 50 บาทในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน:

    1. ตลาดหุ้น

    • ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ลดลงจากกว่า 1,400 จุดในปี 2537 เหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541
    • มูลค่าซื้อขาย ลดลงกว่า 70% เนื่องจากนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่น
    • นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเคยเป็นกลุ่มหลักที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย เริ่มถอนตัวออก ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลงอย่างหนัก

    2. ภาคอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร

    • โครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากต้องหยุดชะงักเนื่องจากขาดแหล่งเงินทุน
    • สถาบันการเงินกว่า 56 แห่งต้องปิดกิจการ รวมถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้

    3. การว่างงานและความยากจน

    • การว่างงานพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและการผลิต
    • คนไทยจำนวนมากต้องปรับตัวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

    อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    1. อสังหาริมทรัพย์: โครงการก่อสร้างที่หยุดชะงักและราคาที่ดินที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้พัฒนาโครงการประสบปัญหาสภาพคล่อง
    2. การเงินและธนาคาร: หนี้เสีย (NPLs) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต้องปรับโครงสร้างใหม่
    3. การผลิตเพื่อส่งออก: แม้จะได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว แต่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากวัตถุดิบนำเข้าก็สร้างความลำบาก

    อุตสาหกรรมที่รอดและได้ประโยชน์

    1. การส่งออก: ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาถูกลงในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง
    2. การท่องเที่ยว: ค่าเงินที่ลดลงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเยือนประเทศไทยมากขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในปี 2541
    3. ธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ: ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศสามารถแข่งขันได้ดีกว่าในตลาดโลก

    บทเรียนจากวิกฤติ

    1. การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน: การพึ่งพาหนี้ต่างประเทศโดยไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดีส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวง
    2. ความสำคัญของเสถียรภาพระบบการเงิน: สถาบันการเงินต้องมีระบบตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
    3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน: การเติบโตทางเศรษฐกิจควรอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล ไม่ใช่การพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกมากเกินไป

    สรุป

    วิกฤติต้มยำกุ้งเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงผลกระทบของการบริหารจัดการที่ไม่รอบคอบในระดับประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่บทเรียนที่ได้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ ความท้าทายยังคงมีอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จากอดีตจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันวิกฤติในอนาคต แต่มันมีข้อสังเกตุนะ วิกฤตทางการเงินส่วนใหญ่มักจะเกิดจากหนี้ ดังนั้นการก่อหนี้แต่พอดีไม่มากเกินไป จะทำให้ไม่เกิดวิกฤตนั่นเอง…..

  • ติ่งเกาหลีต้องอ่าน หุ้น K-pop แตกกระเจิง จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?

    ติ่งเกาหลีต้องอ่าน หุ้น K-pop แตกกระเจิง จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?

    ช่วงที่ผ่านมา หุ้นบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ K-POP อย่าง HYBE Corporation, SM Entertainment, JYP Entertainment และ YG Entertainment ปรับตัวลงเละเทะจากจุดสูงสุดกว่า 30-50% ทำให้เกิดคำถามในใจของนักลงทุนสายติ่งถึงสาเหตุ และโอกาสฟื้นตัวของหุ้นเหล่านี้ วันนี้เรามาแกะดูรายละเอียดของแต่ละบริษัทกันดีกว่า เผื่อจะได้ช้อนหุ้นกัน? เผื่อจะมีกำไรเอาไปซื้อตั๋วคอนเสิร์ตกัน


    1. HYBE Corporation

    HYBE Corporation พึ่งพารายได้จากวง BTS เป็นหลัก แม้จะมีการเปิดตัวศิลปินใหม่ แต่ BTS ยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญ คราวนี้เมื่อสมาชิกวงเริ่มเข้ากรมทหาร (ตามกฏหมาย) ส่งผลให้รายได้และกิจกรรมลดลง นอกจากนี้ การลงทุนในแพลตฟอร์มอย่าง Weverse ที่ต้องเจอกับการแข่งขันสูงในตลาด Social Commerce และ Streaming ก็สร้างแรงกดดัน จุดสูงสุดของหุ้น HYBE อยู่ในปี 2021 ที่ประมาณ 421,500 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 48% เหลือราว 220,000 วอน (ข้อมูลล่าสุดมกราคม 2025) อย่างไรก็ตาม การกลับมาของสมาชิก BTS หลังปลดประจำการ (คาดกันว่าปลายปี 2025) การเปิดตัวศิลปินใหม่ เช่น NewJeans และการขยายธุรกิจระดับสากล เช่น การร่วมมือกับ Universal Music Group อาจช่วยให้หุ้นฟื้นตัวได้ในอนาคต

    Credit picture : Thrillist


    2. SM Entertainment

    SM Entertainment เจอกับความขัดแย้งในบริษัทระหว่างผู้บริหาร รวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารที่ล่าช้า นอกจากนี้ยังเผชิญการแข่งขันจากค่ายอื่น ๆ อย่าง HYBE และ YG จุดสูงสุดของหุ้น SM อยู่ในปี 2022 ที่ประมาณ 160,000 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 35% อยู่ที่ราว 104,000 วอน ด้วยการจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่อย่าง NCT Tokyo และการใช้เทคโนโลยี เช่น AI ในธุรกิจเพลงและคอนเสิร์ต อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวหรือเปล่า? ไม่แน่ใจ


    3. JYP Entertainment

    JYP Entertainment รายได้กระจุกตัวอยู่ที่วง TWICE และ Stray Kids ซึ่งสร้างความเสี่ยงหากวงเหล่านี้ถึงจุดอิ่มตัว นอกจากนี้ การเจาะตลาดตะวันตกก็ต้องใช้ทรัพยากรไม่น้อย จุดสูงสุดของหุ้น JYP อยู่ในปี 2023 ที่ประมาณ 80,000 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 28% อยู่ที่ราว 57,500 วอน อย่างไรก็ตาม การเปิดตัววงใหม่ เช่น NiziU และ Xdinary Heroes รวมถึงการเจาะตลาดอเมริกา และยุโรป เช่น การจัดเวิลด์ทัวร์ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญได้ นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจเสริม เช่น การจัดการศิลปินในญี่ปุ่น ก็น่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

    Credit picture : US Today


    4. YG Entertainment

    YG Entertainment เผชิญปัญหาภายในบริษัท รวมถึงข่าวฉาวของศิลปินและผู้บริหาร นอกจากนี้ รายได้ส่วนใหญ่ยังพึ่งพา BLACKPINK เป็นหลัก ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนของสัญญา(ยังทำงานเป็นวงร่วมกัน แต่ส่วนตัวแยกกันทำ)เกิดขึ้นในปี 2023 ทำให้ราคาหุ้นปัจจุบัน 43,800 วอน นั้นอยู่ห่างจากจุดสูงสุดของหุ้น YG ในปี 2022 ถึงราว 40% ซึ่งการเปิดตัวศิลปินใหม่ เช่น BabyMonster ที่อัดไปด้วยคุณภาพ และการขยายตลาดในภูมิภาคใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา อาจช่วยให้บริษัทกลับมาฟื้นตัวในอนาคต ล่าสุดเริ่มมีข่าวแพลมๆว่า BLACKPINK จะกลับมาทำ WorldTour ในปี 2025 ถ้าทำได้จริงก็น่าสนใจไม่น้อย

    Credit picture : HallyuSG


    อุตสาหกรรมดูเหมือนจะอิ่มตัวแล้ว

    ความนิยม K-POP ในตลาดโลกเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ทำให้การเติบโตชะลอตัวลง ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อของแฟนคลับให้ลดลง นอกจากนี้ การแข่งขันในแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น TikTok และ YouTube ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันในอุตสาหกรรมอีกด้วย ตารางด้านล่างจะเห็นว่า 3 ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตเป็นไปอย่างแข็งแกร่งเฉลี่ย +13% ต่อปี แต่ว่าใน 9 เดือนแรกของปี 2024 พบว่า รายได้ทำได้เพียง 78% ของทั้งปี 2023 นั่นหมายความว่าปี 2024 เราอาจเห็นรายได้ K-POP โตน้อย หรือไม่โตเลยเป็นครั้งแรก!!

    ปีรายได้รวม (ล้านล้านวอน)
    20191.5
    20201.6
    20211.8
    20222.0
    20232.3
    2024 (9 เดือนแรก)1.8

    ที่มา : Allkpop, Teen Vouge, Koreaboo, Hallyukstar

    จุดกลับตัว Turnaround ที่ต้องจับตา

    อย่างไรก็ดีนะ หุ้นมีขึ้นก็มีลง เช่นกัน หุ้นของบริษัท K-POP ก็มีโอกาสฟื้นตัวได้ หากมีการปรับกลยุทธ์ที่เหมาะสม เช่น การเปิดตัวศิลปินใหม่ การขยายตลาดสากล และการบริหารจัดการที่โปร่งใสมากขึ้น นักลงทุนควรสายติ่งควรต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงในบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุนต่อไปนะจ๊ะ

    เพื่อนๆคิดเห็นอย่างไร เชิญแลกเปลี่ยนกันครับ 안녕, 안녕

  • Easy e-receipt ซื้อได้กี่บาท ซื้ออะไรได้บ้าง?

    Easy e-receipt ซื้อได้กี่บาท ซื้ออะไรได้บ้าง?

    โครงการ “Easy E-Receipt 2.0” เป็นมาตรการที่รัฐบาลไทยนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2568 โดยให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการภายในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท

    ระยะเวลาโครงการ: เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568

    การแบ่งวงเงินลดหย่อน:

    • ส่วนที่ 1: ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าและบริการทั่วไปจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน
    • ส่วนที่ 2: ลดหย่อนได้เพิ่มเติมตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าหรือบริการจากกลุ่มต่อไปนี้:
      • สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
      โดยต้องมี e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เป็นหลักฐาน

    สินค้าที่สามารถซื้อได้และนำมาลดหย่อนภาษี:

    • สินค้าและบริการทั่วไปที่ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้
    • หนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร รวมถึง e-Book
    • สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
    • สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม

    สินค้าที่ไม่เข้าร่วมมาตรการ:

    • สุรา เบียร์ และไวน์
    • ยาสูบ
    • น้ำมัน ก๊าซ และค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะ
    • รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
    • ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบริการสัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต
    • ค่าเบี้ยประกันวินาศภัย
    • ค่าบริการจัดนำเที่ยวและค่าที่พักโรงแรม

    ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามโครงการนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าร้านค้าที่ซื้อสินค้าหรือบริการนั้นสามารถออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ที่มีชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขประจำตัวประชาชน) ของผู้ซื้อเป็นหลักฐานนะจ๊ะ

  • The First Take รายการโชว์พลังเสียงสดๆดิบๆครั้งเดียวในโลกออนไลน์, Soft power สไตล์ญี่ปุ่น

    The First Take รายการโชว์พลังเสียงสดๆดิบๆครั้งเดียวในโลกออนไลน์, Soft power สไตล์ญี่ปุ่น

    พอดีตื่นมาเจอคลิปรายการ The First Take ของวง Baby Monster เลยได้ฟังหน่อย ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ คิดว่าคงเป็น k-pop สายแดนซ์โชว์สวยน่ารัก แต่พอฟัง อ้าวเฮ้ย ร้องดีเลย แบบว่าปั้นมาเป็นนักร้องที่เต้นได้ ไม่ได้เป็นนักเต้นที่พยายามร้อง เลยเข้าไปสืบต่อว่าทำไมรายการนี้เอาน้องๆมาร้องโชว์พาวกันดิบๆแบบนี้ได้ ก็พอเข้าใจละ วันนี้เรามารู้จักรายการ The First Take กันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ความพิเศษของรายการมีอะไรบ้าง ทำไมรายการนี้จึงทำให้มุมมองต่อนักร้อง k-pop เปลี่ยนไป

    ความเป็นมาของ The First Take

    The First Take เป็นรายการเพลงออนไลน์ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 บนแพลตฟอร์ม YouTube โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเน้นเสียงร้องและความสามารถของศิลปินผ่านการแสดงสดในรูปแบบ “ครั้งเดียวเท่านั้น” (One Take) รายการนี้ได้รับการผลิตโดย Sony Music Entertainment Japan และสร้างชื่อเสียงระดับสากลภายในเวลาไม่นาน

    แนวคิดของรายการมาจากความต้องการนำเสนอความบริสุทธิ์ในเสียงดนตรีและความเป็นธรรมชาติของศิลปิน ที่ไม่ผ่านการตัดต่อหรือปรุงแต่งใด ๆ โดยให้ผู้ชมได้สัมผัสกับอารมณ์ที่แท้จริงของเพลงในเวอร์ชันที่แตกต่างจากสตูดิโอ


    จุดเด่นของ The First Take

    1. One Take เท่านั้น
      • ศิลปินมีโอกาสร้องเพลงเพียงครั้งเดียว ซึ่งท้าทายความสามารถและแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ
      • ไม่ว่าจะเป็นเพลงในเวอร์ชันต้นฉบับหรือเวอร์ชันเรียบเรียงใหม่ ทุกสิ่งต้องเกิดขึ้นในครั้งเดียว
    2. การออกแบบที่เรียบง่ายและสง่างาม
      • สตูดิโอของรายการเน้นความมินิมอล ด้วยพื้นหลังสีขาวสะอาดหรือบางครั้งใช้แสงไฟเรียบง่าย
      • ทำให้ผู้ชมสามารถโฟกัสที่เสียงร้องและอารมณ์ของศิลปินได้เต็มที่
    3. เปิดโอกาสให้ศิลปินทุกแนวเพลง
      • รายการไม่ได้จำกัดเฉพาะ J-Pop เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างให้ศิลปินจากแนวเพลงอื่น ๆ เช่น J-Rock, Jazz, เพลงประกอบอนิเมะ หรือเพลงอินดี้
      • รวมถึงศิลปินระดับตำนานและศิลปินหน้าใหม่
    4. เผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่น
      • ด้วยศิลปินที่ร้องเพลงประกอบอนิเมะชื่อดัง เช่น LiSA (Gurenge), Aimer (Zankyou Sanka) รายการนี้จึงเป็นเวทีที่เชื่อมโยงแฟนเพลงทั่วโลกกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งน้อง ASA เป็นคนญี่ปุ่นที่อยู่ใน Baby Monster ก็น่าจะเป็นความเชื่อมโยงให้วงได้มาแสดงในรายการนี้

    กติกา: เรียบง่ายแต่ท้าทาย

    1. ร้องเพลงเพียงครั้งเดียว
      • ไม่มีการซ้อมหรือการแก้ตัว ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นแบบสด ๆ
    2. บันทึกสดในสตูดิโอเดียวกัน
      • ใช้ไมโครโฟนคุณภาพสูงและเครื่องดนตรีที่เรียบง่าย
    3. ไม่มีการปรับแต่งเสียงหลังบันทึก
      • สิ่งที่ได้ยินในรายการคือเสียงร้องจริงของศิลปิน

    ความเจ๋งของรายการ The First Take

    The First Take ไม่เพียงแค่สร้างความแปลกใหม่ในวงการเพลง แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ระดับโลก โดยเฉพาะในหมู่แฟนเพลงที่ชื่นชอบการฟังดนตรีแบบสด ๆ ตัวอย่างความสำเร็จของรายการ ได้แก่:

    1. ดึงดูดศิลปินชื่อดัง
      • ศิลปินที่เคยเข้าร่วมรายการ ได้แก่
        • YOASOBI (เพลง Yoru ni Kakeru)
        • LiSA (เพลง Gurenge)
        • Official HIGE DANDism (เพลง Pretender)
        • Aimer (เพลง Zankyou Sanka)
    2. เพลงยอดวิวสูง
      • เพลง Yoru ni Kakeru ของ YOASOBI ใน The First Take มียอดวิวกว่า 200 ล้านครั้ง
      • เพลง Gurenge ของ LiSA จาก Demon Slayer ก็ทะลุ 100 ล้านวิว
    3. ความสำเร็จระดับสากล
      • รายการมีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน บน YouTube (ข้อมูลล่าสุด 2025)
      • มีการแสดงเพลงในหลายภาษา เช่น ภาษาอังกฤษและเกาหลี
    4. เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่
      • หลายศิลปินที่ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน เช่น Vaundy และ Zutto Mayonaka de Iinoni ได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกหลังปรากฏตัวในรายการ

    สถิติและความสำเร็จ

    • ยอดผู้ติดตาม YouTube: กว่า 8 ล้านคน
    • จำนวนวิวรวมของรายการ: มากกว่า 2 พันล้านวิว
    • เพลงที่มียอดวิวสูงสุด:
      • YOASOBIYoru ni Kakeru (200+ ล้านวิว)
      • LiSAGurenge (100+ ล้านวิว)
    • จำนวนประเทศที่ชมรายการ: มากกว่า 100 ประเทศ

    บทสรุป

    The First Take ไม่ใช่แค่รายการเพลงออนไลน์ แต่เป็นเวทีที่เน้นความเป็นตัวตนของศิลปินอย่างแท้จริง ผ่านการแสดงสดที่บริสุทธิ์และไม่มีการปรุงแต่ง ความเรียบง่ายของรูปแบบรายการกลับกลายเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดผู้ชมจากทั่วโลก ทำให้ศิลปินญี่ปุ่นและวัฒนธรรมดนตรีญี่ปุ่นก้าวไกลในเวทีสากล

    รายการนี้แสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของดนตรีในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยอารมณ์และความจริงใจ สะท้อนถึงพลังของเสียงเพลงที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกันใน One Take เพียงครั้งเดียว และใช่เลย มันคือ Softpower ที่ส่งผ่านศิลปินญี่ปุ่นให้คนทั่วโลกด้วย ใครอยากลองฟังเสียงน้องๆ Bay Monster ลองดูนะ จะเห็นว่าตอนเปิดรายการพวกเธอกล่าว คนนิจิวะ!! สวัสดีเป็นภาษาญี่ปุ่นเสียด้วย ^_^