หมวดหมู่: พูดคุย

เม้าท์มอยหอยสังข์

  • Stroke ภัยเงียบ ที่รู้ก่อนได้นะ

    Stroke ภัยเงียบ ที่รู้ก่อนได้นะ

    #Stroke วันก่อนไปตรวจสุขภาพประจำปี ก็ได้คุยกับคุณหมอเรื่อง Stroke ว่าทำไมเพื่อนๆผมอายุ 40+ เริ่มเป็น Stroke หรือ โรคสมองขาดเลือดไปเลี้ยง หรือเลือดออกในสมองเฉียบพันมากขึ้นเรื่อยๆ

    อาการ stroke จะเริ่มด้วยอ่อนแรง พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว ไปจนถึงอัมพาตหรือเสียชีวิตหากรักษาไม่ทันเวลา(ว่ากันว่าต้องถึงมือหมอใน 4 ชั่วโมงถึงรอด) หมอบอกสาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ความดันโลหิตสูงไม่รู้ตัว, ไขมันในเลือดสูง, เบาหวาน, สูบบุหรี่จัด, ขาดการออกกำลังกาย หรือแม้แต่นอนน้อย ทำให้บางคน “ดูภายนอกแข็งแรงปกติ” แต่ระบบหลอดเลือดข้างในอาจเริ่มเสื่อมไปแล้วก็ได้

    หมอบอกวิธีลดความเสี่ยง Stroke ทำได้นะ ด้วยการตรวจหาอาการบ่งชี้ได้ มี 2 แบบ คือ

    • หา Calcium score เพื่อดูว่ามีหินปูนเกาะในหลอดเลือดหัวใจมากแค่ไหน แม้จะไม่ได้ดูหลอดเลือดไปสมองโดยตรง แต่ถ้าคะแนนสูง ก็แปลว่าระบบหลอดเลือดทั่วร่างกายเริ่มมีคราบแล้วนะ ซึ่งก็อาจรวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองด้วย เห็นว่าค่าตรวจไม่แพงนะ 2-3 พันบาท
    • การอัลตราซาวด์หลอดเลือดลำคอ อันนี้จะเป็นการตรวจที่หลอดเลือดหลักที่ส่งเลือดไปสมองโดยตรง เพื่อดูว่ามีคราบไขมันเกาะหรือไม่ และคำนวนเป็นหลอดเลือดตีบกี่ % การตรวจนี้ถือว่าเกี่ยวกับความเสี่ยงสโตรคโดยตรงที่สุด แต่ไม่เจ็บ ไม่ต้องฉีดสี

    คุณหมอแนะนำอีกว่า อีกตัวที่จะช่วงบ่งชี้ความผิดปกติคือ “ความดัน” เพราะความดันโลหิตสูงคือ ปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของสโตรค หลายคนวัดที่โรงพยาบาลอาจดูปกติ แต่ความดันที่บ้านกลับสูงเป็นประจำโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ดังนั้นการวัดแบบสม่ำเสมอจะช่วยให้เรารู้เร็ว คุมทัน และป้องกันได้นะ

    สรุปตอนนี้ Stroke ไม่ได้ไกลตัวแล้ว มันไม่ได้เลือกอายุนะ การรู้ความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็น calcium score, ตรวจหลอดเลือดลำคอ หรือ การวัดความดันเป็นประจำก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดโอกาสเกิดสโตรคได้จริง ดูแลหลอดเลือดวันนี้ ดีกว่าแก้ไขวันที่สมองเสียหายแล้วนะ ว่าแล้วผมก็หวดเครื่องวัดความดันมา 1 เครื่องตามรูปฮะ ฮ่าๆๆ 🤗🙏❤️ ใครสนใจใน Shoppee มีขายนะ ไม่แพง ลดกันกระหน่ำ

  • ศึกชิงชนะเลิศยูโรป้าลีก 2025: มากกว่าถ้วยรางวัลสำหรับ แมนฯยูว์ และ สเปอร์ส

    ศึกชิงชนะเลิศยูโรป้าลีก 2025: มากกว่าถ้วยรางวัลสำหรับ แมนฯยูว์ และ สเปอร์ส

    เมื่อศึกชิงชนะเลิศยูฟ่า ยูโรป้าลีก 2025 ใกล้เข้ามา ขณะที่หงส์แดงผู้อหังการได้แชมป์ลีกสูงสุด 20 สมัยไปแล้ว ความสนใจของแฟนบอลจึงพุ่งตรงมาที่นัดชิงยูโรป้าฯ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในวันที่ 21 พ.ค. 2025 ณ สนามซาน มาเมส ในเมืองบิลเบา

    แมตช์นี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันธรรมดา เพราะทั้ง 2 ทีมกำลังดิ้นรนอย่างหนักในพรีเมียร์ลีก โดยเมื่อคืนนี้ทั้งสองยังจมอยู่อันดับที่ 16 และ 17 ตามลำดับ แม้จะไม่ตกชั้นแน่ๆเพราะ 3 ทีมล่างจองไปแล้ว แต่มันเหมือนเป็นตราบาปว่าเป็นทีมห่วยแตกที่สุดหากไม่นับ 3 ทีมตกชั้นที่แบบหมดลุ้นไปนานแล้วด้วยระดับของฟุตบอลที่แตกต่างกันมากของ เลสเตอร์ อิปสวิช และ เซาแทมป์ตัน

    เกมนี้จึงเป็นเสมือนฟากชีวิตเส้นสุดท้าย ไม่เพียงเพื่อเกียรติยศ แต่ยังหมายถึงความอยู่รอด, การฟื้นฟูทางการเงิน และ หลีกเลี่ยงการถูกด่าจากแฟนบอลตัวเองรวมถึงกองแช่งทั่วโลก

    เดิมพันทางการเงิน : มากกว่าความสำเร็จในสนามยิ่งนัก

    แม้การคว้าแชมป์ยุโรป้าจะเป็นเกียรติสูงสุด แต่ผลกระทบทางการเงินจากการคว้าชัยในนัดนี้กลับยิ่งใหญ่กว่า แชมป์ยูโรป้าลีกจะไม่เพียงได้รับถ้วยรางวัล แต่ยังได้สิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UCL) ฤดูกาลหน้า ซึ่งเป็นประตูสู่รายได้มหาศาลและการเปิดตัวในเวทีระดับโลก

    เรามาดูรายได้ยูโรป้าลีกของ 2 ทีมที่เข้าชิงฤดูกาลนี้กันก่อน แชมป์จะได้ ประมาณ £20 ล้านปอนด์ (เทียบเท่า €23.4 ล้านยูโร) ส่วนรองแชมป์จะได้ ประมาณ £15 ล้านปอนด์ (เทียบเท่า €17.8 ล้านยูโร) …ก็ดูเหมือนโอเคนะ แต่เอาจริงๆ มันเทียบไม่ได้เลยกับทีมไม้ประดับของ UCL

    เพราะถ้าได้เข้าไปเล่น UCL ฤดูกาลหน้ามันจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเงินของสโมสรโดยสิ้นเชิง ดังนี้นะครับ :

    การได้เข้ารอบแบ่งกลุ่ม : £16 ล้านปอนด์ (เทียบเท่า €18.62 ล้านยูโร) เรียกได้ว่ามากกว่าการได้รองแชมป์ยูโรป้าเสียอีก… และถ้าชนะในแต่ละนัด ก็รับไปอีก £1.8 ล้านปอนด์ต่อนัด (เทียบเท่า €2.1 ล้านยูโร)

    และหากเล่นดีผีจับยัด คว้าแชมป์ไปเลยนู่น ก็รับเงินอีก £21.5 ล้านปอนด์ (เทียบเท่า €25 ล้านยูโร)

    ดังนั้นรายได้รวมที่เป็นไปได้ จะมากกว่า £85++ ล้านปอนด์ เมื่อรวมสิทธิ์ถ่ายทอดสด ค่าตั๋ว ขายเสื้อผ้า และสปอนเซอร์จัดให้อีก (มากกว่า €100++ ล้านยูโร)

    ดังนั้น คืนวันพุธหน้า เราจะเห็นความต่างของอนาคตระหว่าง ผู้ชนะ และ ผู้แพ้ และอาจเปลี่ยนเรื่องราวของฤดูกาลไปอย่างสิ้นเชิง

    ผู้ชนะ – แชมป์ยูโรป้าลีกคือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เป็นโอกาสฟื้นฟูทางการเงิน และโอกาสเริ่มต้นใหม่หลังฤดูกาลในลีกที่น่าผิดหวัง พร้อมคืนสถานะสโมสรสู่เวทียุโรประดับสูง และกระตุ้นขวัญกำลังใจของนักเตะ นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักเตะใหม่คุณภาพสูงในช่วงตลาดซื้อขาย เพราะนักเตะระดับท็อปส่วนใหญ่มองหาทีมที่มีสิทธิ์เล่นใน UCL ทั้งนั้น ไม่มีใครอยากเหนื่อยในบอลถ้วยเล็ก การเตะถ้วยใหญ่จะอยู่ในสายตาของแมวมอง ผจก.ทีมชาติ และนั่นหมายถึงโอกาสในหน้าที่การงาน

    ผู้แพ้(ก็ต้องดูแลตนเอง) – ความพ่ายแพ้จะส่งผลหนักทั้งในและนอกสนาม เมื่อพลาด UCL สโมสรอาจต้องลดงบประมาณ เสียโอกาสดึงนักเตะระดับท็อป นักเตะดีๆก็อาจขอย้ายทีมออกไป และจะเจอแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากแฟนบอลและผู้บริหาร และเมื่อรวมกับฟอร์มตกในลีก ฤดูกาลนี้ 16 หรือ 17 ก็ตาม นี่อาจถูกจารึกว่าเป็น ฤดูกาลที่ “เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร” ไม่ว่าจะเป็นแมนยูฯ หรือ สเปอร์ส ก็ตาม ใครแพ้คือ เละ!!

    ดังนั้นนัดชิงยูโรป้าลีก 2025 มันจะมากกว่าการแย่งถ้วยรางวัล มันคือสงครามทางการเงิน จุดเปลี่ยนแห่งเกียรติยศ และเส้นแบ่งระหว่างการ “ฟื้นคืน” กับ “ล่มสลาย”

    สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และท็อตแน่ม นี่คือแมตช์ที่เดิมพันด้วยทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่คือการเขียนบทใหม่ให้กับฤดูกาลของพวกเขา และโอกาสกลับสู่เวทีสูงสุดของยุโรป

    เครดิตรูป : ChatGPT

    #แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด#สเปอร์ส#EuropaLeague#UCL#EPL

  • Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับทรัมป์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ทำคะแนนนิยม (Approval Rating) ได้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นในรอบ 80 ปี

    โดยมีคะแนนพึงพอใจเฉลี่ยเพียง 39-45% เท่านั้น สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนอย่างชัดเจนในช่วงต้นวาระดำรงตำแหน่ง

    ที่มา : ABC News

    และสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจเรื่อง “Approval Rate” กันมากขึ้นว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

    Approval Rate คืออะไร? Approval Rate หรือตัวชี้วัดความนิยม เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่า “พอใจ” หรือ “ไม่พอใจ” ต่อผู้นำประเทศ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยปกติแล้วการสำรวจนี้จะทำเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อผลงานของผู้นำนั้นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ หรือการจัดการเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น วิกฤตโรคระบาดหรือสงคราม

    การวัด Approval Rate เริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสำนัก Gallup ได้ทำการสำรวจเพื่อวัดความนิยมในตัว Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น หลังจากนั้น การวัดคะแนนนิยมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ เพื่อจับชีพจรความพึงพอใจของสาธารณชนต่องานของรัฐบาล

    แล้ว Approval Rate สำคัญอย่างไร?

    • ด้านการเมือง: Approval Rate เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน ถ้าคะแนนต่ำอย่างต่อเนื่อง ผู้นำอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายตัวเอง เช่น การต่อต้านนโยบาย หรือการเรียกร้องให้ปรับคณะรัฐมนตรี
    • การเลือกตั้ง: คะแนนนิยมเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งในระดับกลางเทอม (Midterm Elections) และระดับประธานาธิบดี หากคะแนนต่ำ พรรคของผู้นำมักเสียที่นั่งในสภาคองเกรส

    หาก Approval Rate ต่ำ จะเกิดอะไรขึ้น?

    • เสถียรภาพทางการเมืองลดลง: ความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งภายในพรรค หรือแม้แต่การถูกร้องขอลาออกในบางกรณี
    • นโยบายอาจหยุดชะงัก: การผ่านกฎหมายสำคัญทำได้ยากขึ้น เพราะสมาชิกสภาอาจไม่กล้าเสี่ยงสนับสนุนนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม เพราะหากโหวตให้ มันก็จะทิ่มแทงตัวเองกลับมา
    • โอกาสของฝ่ายค้าน: ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะใช้คะแนนต่ำเป็นเครื่องมือโจมตีเพื่อช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    จากรูปด้านล่างจะเห็นว่า ประชาชน 72% เชื่อว่านโยบายทรัมป์ จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งไม่มี ปธน.คนไหนอยากให้เกิดในสมัยของเค้า จุดนี้สำคัญ ทรัมป์ควรต้องกลับมาคิดให้มากขึ้นว่าถ้าดึงดันต่อไป American อาจไม่ Great again ซึ่งจะนำมาซึ่ง Republican เตรียมแพ้เลือกตั้งสมัยหน้าได้เลยยาวๆ

    นักวิเคราะห์บอกว่า ถ้ายังดำดิ่งแบบนี้ Mid term Election ปีหน้า อาจเสียที่นั่งใน Swing stage และทำให้การขับเคลื่อนนโยบายยิ่งลำบาก หุ้นสหรัฐกลางปีหน้าอาจเหนื่อยอีกรอบ

    ที่มา : ABC News

    Approval Rate กับตลาดหุ้น

    • ความเชื่อมั่นนักลงทุน: นักลงทุนใช้ Approval Rate เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเสี่ยงทางการเมือง ถ้าคะแนนนิยมต่ำมาก อาจแปลว่านโยบายเศรษฐกิจมีโอกาสถูกขัดขวางหรือล่าช้า
    • ความไม่แน่นอน (Uncertainty): ตลาดหุ้นไม่ชอบความไม่แน่นอน หากคะแนนนิยมต่ำต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดความเสี่ยง โดยการขายหุ้นในกลุ่มที่พึ่งพานโยบายรัฐบาล เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และพลังงาน
    • ตัวอย่างในอดีต: ในปี 2018 ช่วงที่คะแนนนิยมทรัมป์ตก ตลาด S&P 500 ปรับตัวลดลงแรงในไตรมาสสุดท้าย เพราะความกังวลเรื่องสงครามการค้า และเสถียรภาพของรัฐบาล

    Approval Rate เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ถ้าคะแนนสูง มักนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นใจในตลาด แต่ถ้าคะแนนต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเสมอ

    สำหรับบ้านเรา การทำโพลไทย อาจคล้าย Approval Rate อเมริกาในทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติต้องดูคุณภาพ และที่มาของโพลเป็นหลัก เพราะมาตรฐานความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน นั่นเลยทำให้ โพลไทย กับ Approval Rate จึงต่างกันมาก เพราะ…

    1. ความเป็นกลางของผู้จัดทำ:

    • สหรัฐฯ มีสำนักโพลเก่าแก่และมีมาตรฐานสูง เช่น Gallup, Pew Research, Ipsos ซึ่งถูกตรวจสอบโดยสื่อ และมหาวิทยาลัยตลอดเวลา
    • ไทยมีสำนักโพลหลายแห่ง แต่ บางแห่งถูกมองว่ามีอคติทางการเมือง หรือมีการทำ “โพลจัดตั้ง” เพื่อสร้างกระแส (manipulate perception)

    2. วิธีการสุ่มตัวอย่าง (Sampling):

    • สหรัฐฯ ใช้ การสุ่มแบบสุ่มจริง ๆ (random sampling) ตามประชากรศาสตร์ (อายุ, เพศ, รายได้, ศาสนา, ภูมิภาค) เพื่อให้ได้ภาพรวมที่แท้จริง
    • ไทยบางครั้งยังใช้ การสำรวจเฉพาะกลุ่ม (เช่น โทรศัพท์, ออนไลน์, หรือในพื้นที่เฉพาะ) ซึ่งอาจ “เบ้” ได้ง่ายมากๆ

    3. ขนาดตัวอย่าง (Sample Size):

    • สหรัฐฯ มักใช้กลุ่มตัวอย่าง 1,000–2,000 คนขึ้นไป เพื่อให้มี Margin of Error ต่ำ (~±3%)
    • ไทยบางโพลใช้แค่หลักร้อย หรือทำในกลุ่มที่คัดเลือกมาแล้ว ทำให้ตัวเลขไม่นิ่ง

    4. บริบทการแสดงความคิดเห็น:

    • สหรัฐฯ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระแม้ไม่พอใจรัฐบาล
    • ไทยในบางยุคสมัย อาจมี self-censorship หรือความกังวลต่อการแสดงความเห็นทางการเมือง เห็นได้จากการตั้งคำถาม บางทีจะเป็นการชี้นำก็มี

    อย่างไรก็ดี มีโพล ก็ยังดีกว่าไม่มีนะ เพียงแต่เสพด้วยความระมัดระวังครับ

  • 4 กลยุทธ์เจรจาสไตล์ โดนัลด์ ทรัมป์ ศาสตร์แห่งการปั่น และได้เป้า

    4 กลยุทธ์เจรจาสไตล์ โดนัลด์ ทรัมป์ ศาสตร์แห่งการปั่น และได้เป้า

    ถ้าจะพูดถึงนักเจรจาที่ “เล่นใหญ่ ใจถึง” ที่สุดในโลกการเมืองยุคใหม่ คงไม่มีใครโดดเด่นไปกว่า Donald J. Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ใช้ทักษะการต่อรองจากสนามธุรกิจเข้าสู่สนามการเมืองได้อย่างสุดเดือด โฉ่งฉ่างและโจ่งแจ้ง ดุดัน จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    กลยุทธ์ของ Trump ส่วนใหญ่ไม่ได้อิงมาจากการสร้างสถานการณ์แบบ win-win ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันเหมือนที่ Business School นิยมสอน แต่เฮียแกชอบเล่นแบบ Zero-Sum Game คือ “กูต้องได้ มึงต้องเสีย” ซึ่งแนวทางนี้เองที่สร้างแรงกระแทก และผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากในทางตัวเลขและในหลายกรณี เรามาดู 4 กลยุทธ์ที่ Trump ใช้บ่อยๆกัน

    1. ข้อเสนอสุดโต่ง (Anchor Extreme First)

    Trump มักเริ่มเจรจาด้วยข้อเสนอที่สูงเว่อร์ หรือต่ำเว่อร์เกินกว่าจะรับได้จริง ตัวอย่างเช่น กรณีการเก็บภาษีนำเข้าล่าสุด

    • Trump ประกาศว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศด้วยฐาน Base Tariff 10% และภาษีตอบโต้ Reciprocal Tariff ถึง 10-49% มีผลภายใน 3 วัน (ใครจะไปปรับตัวทัน)
    • ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงทันที (ใครจะไปปรับตัวทัน)
    • แต่สุดท้าย หลายๆประเทศก็เข้าเจรจาทันที ตัวอย่างที่ชัด คือ เวียดนาม ที่ยอมหมอบทันที ยอมจะเก็บ 0% จากที่เคยเก็บสหรัฐ 90% (อันนี้สหรัฐคำนวนเอง)

    2. ขู่ถอนตัว (Walk-Away Threat)

    อีกหนึ่งแท็กติกที่ Trump ใช้บ่อยคือการขู่ walk out หรือถอนตัวจากข้อตกลง ก่อนหน้านี่ก็คือ กรณี NAFTA (ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ)

    • ในปี 2017-2018 Trump เคยขู่จะถอนตัวจาก NAFTA แบบไม่มีเงื่อนไข
    • สร้างแรงกดดันให้แคนาดาและเม็กซิโกกลับเข้ามาเจรจาใหม่
    • สุดท้ายสหรัฐไม่ได้ออกจาก NAFTA แต่ได้ข้อตกลงใหม่ชื่อ USMCA ซึ่งสหรัฐฯ ได้ดีลที่ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและยานยนต์ ซึ่งหลังจากนั้น สินค้าเกษตรสหรัฐส่งไปเม็กซิโกเพิ่มขึ้น 8.5% ทันที และยอดขายรถยนต์ไปแคนาดาก็เพิ่ม 5.3%

    โดย Trump ยังคงใช้กลยุทธ์นี้อย่างต่อเนื่อง NATO และ WHA โดนกันมาหมดแล้ว

    เครดิตรูป FOX 32

    3. สร้างความโกลาหลให้คู่เจรจาปวดหัว (Chaos Strategy)

    Trump ชอบพูดหรือทำอะไรที่ดูเพี้ยนๆในมุมของนักการทูต เช่น เปลี่ยนท่าทีแบบ 180 องศา เอาจนฝ่ายตรงข้ามมึนงง ตัวเองพูดอย่าง แต่หลังบ้านให้ทีมงานไปเจรจาอีกอย่าง ทำให้คู่เจรจาคาดเดาไม่ถูก หรือบางทีก็โพสต์ทวิตแปลก ๆ ตอนตีสาม อย่างเช่นกรณี เกาหลีเหนือ

    • วันหนึ่งในปี 2017 ปธน. Trump เรียก Kim Jong-un ว่า “Little Rocket Man” และขู่ว่าจะระเบิดเกาหลีเหนือให้ราบ
    • ไม่กี่เดือนต่อมาในปี 2018 ก็จัดประชุมซัมมิทกับ Kim แถมยังภาพมีจับมือแน่นหวานปานจะกลืนกิน
    • บทสรุปคือ Kim ยอมระงับการทดสอบขีปนาวุธระยะไกล(ICBM) ชั่วคราวนานกว่า 15 เดือน (2018-2019) ส่วน Trump ก็ได้ภาพคนกลางรักสันติภาพไปซะงั้น

    4. ใช้สื่อกดดัน (Public Pressure)

    Trump มักใช้ Twitter เป็นอาวุธเจรจา เขามัก tweet ข้อความกดดันคู่ค้า (ก่อนที่แกจะมาทำ Social ของตัวเอง เพราะโดนแบน) เคสนี้ ก็เช่นกรณี การเจรจาหาทุนสร้างกำแพงสหรัฐฯ-เม็กซิโก

    • Trump โพสต์ว่า “ถ้าไม่ให้เงินสร้างกำแพง จะปิดหน่วยงานรัฐทั้งหมด”
    • ผลคือเกิด government shutdown 35 วัน (ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์)
    • แต่สุดท้ายสภาต้องผ่านงบประมาณบางส่วนเพื่อให้ระบบกลับมาเดินต่อได้ บนความเสียหายทางเศรษฐกิจจาก shutdown ประมาณ $11 พันล้านเหรียญ (แต่ Trump ได้งบสร้างกำแพงบางส่วนที่ต้องการ)

    อีกเคสนึง Trump เคยทวีตว่า “จีนไม่ซื่อสัตย์ การเจรจ จบนะ” ทำเอาหุ้นร่วง แต่จากนั้น ทวีตใหม่ว่า “จีนโทรมา อยากเจรจานะ” หุ้นก็เด้งสิ

    เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ Trump เคยใช้ ซึ่งพวกเราคงปวดหัวอีกกว่า 3 ปี ….

  • [อย่าบอกหัวหน้า] สงกรานต์นี้หยุดได้ 11 วัน!! มีกิจกรรมเที่ยวต่างประเทศที่ไหนน่าไป?

    [อย่าบอกหัวหน้า] สงกรานต์นี้หยุดได้ 11 วัน!! มีกิจกรรมเที่ยวต่างประเทศที่ไหนน่าไป?

    ทุกๆ เดือนเมษายน คนไทยจะมีวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ และปีนี้ 2568 หากเพื่อนๆลางาน 4 วัน คือ วันที่ 8-9-10-11 เราจะมีวันหยุดยาวรวมเสาร์อาทิตย์ถึง 11 วัน คือ 5-15 เมษายน เลยทีเดียว

    หลายคนเลือกพักผ่อนอยู่บ้าน บางคนออกไปสาดน้ำ แต่ถ้าใครอยากใช้โอกาสนี้ออกไปเปิดโลก ผมหาลิสต์เทศกาล และกิจกรรมสุดน่าสนใจจากทั่วโลกที่น่าสนใจมาชวนวางแผนเที่ยวกัน!

    1. Coachella – เทศกาลดนตรีที่ใครๆก็ฝันจะไปเยือน

    📍 สถานที่: อินดิโอ, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา
    📅 วันที่: 11-13 เมษายน 2025 (สัปดาห์แรก) และ 18-20 เมษายน (สัปดาห์ที่สอง)
    🎤 ศิลปินที่คาดจะเข้าร่วม: Post Malone, Lady Gaga, Green Day, Travis Scott และที่คนไทยคุ้นเคย เค้าก็ลุ้นกันว่าจะเป็น NewJeans, LISA, Jennie, ENHYPEN, XG หรือ SEVENTEEN ก็ได้ลุ้น เช็ค line-up ที่จะแสดงได้ที่นี่

    ทำไมต้อง Coachella

    Coachella คือเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเหมือน “งาน Met Gala ของวงการดนตรี”! ศิลปินระดับโลกมารวมตัวกันเพื่อแสดงโชว์สุดอลังการ

    นอกจากนั้นยังเป็นที่รวมตัวของแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก เสื้อผ้าแนวโบฮีเมียน, ลุค Y2K และเครื่องประดับสุดแนวที่เห็นได้ในงานนี้ ก็จะกลายเป็นเทรนด์ที่ฮิตไปทั้งปี! สักครั้งในชีวิต ก็น่าสนใจนะถ้ายังเต้นไหว (ฮา)

    มี 2 ทางเลือก ถ้าไม่อยากทรมานนอนเต็นท์ ตัวเลือกที่พักยอดนิยมคือ Palm Springs ซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่จัดงาน 30-40 นาที ที่นี่มีโรงแรมและรีสอร์ทหรูมากมาย บรรยากาศฮิป ร้านอาหารและบาร์เพียบ ทำให้เป็นตัวเลือกยอดฮิตสำหรับคนที่อยากสนุกกับเทศกาลและยังมีความสะดวกสบาย จองโรงแรมที่ Palm Spings ราคาพิเศษ

    แต่ถ้าอยากอยู่ใกล้งานสุดๆตื่นมาก็เข้างานเลยก็ที่ Indio เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะอยู่ห่างจากสถานที่จัดงานเพียง 10-15 นาที เดินทางสะดวก แต่ราคาที่พักค่อนข้างสูงนะ และมันเต็มเร็วมากลองไปหาดูละกัน จองโรงแรมที่ Indio

    อีกตัวเลือกหนึ่งคือ La Quinta ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 15-20 นาที จุดเด่นของที่นี่คือรีสอร์ทหรูและบรรยากาศที่เงียบสงบกว่าพื้นที่อื่น จองโรงแรมที่ La Quinta

    ขอบคุณภาพจาก TheQueenBuzz.com

    2. Hanami Festival – เทศกาลชมซากุระที่ญี่ปุ่น

    📍 สถานที่: โตเกียว, เกียวโต, โอซาก้า
    📅 วันที่: ตลอดเดือนเมษายน
    🌸จุดเด่น: นั่งปิกนิกใต้ต้นซากุระ พร้อมกินขนมญี่ปุ่นสุดอร่อย

    เทศกาลฮานามิ โรแมนติก

    ฮานามิ หรือเทศกาลชมดอกซากุระ เป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีมายาวนานกว่า 1,000 ปีแล้ว ในช่วงนี้ชาวญี่ปุ่นจะพาครอบครัวและเพื่อน ๆ ไปนั่งปิกนิกใต้ต้นซากุระ กินข้าว ดื่มสาเก และเพลิดเพลินกับความงามของธรรมชาติ ใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติก ห้ามพลาด!

    ผมเคยไปนั่งๆดูซากุระร่วงหล่นที่แม่น้ำ มันก็เพลินดีนะ หมุนติ้วๆดี ส่วนโรงแรมยอดฮิตที่เดินทางง่ายและอยู่ใกล้แหล่งดูซากุระทั้ง 3 จังหวัด ก็ตามด้านล่างครับ

    ส่วนพยากรณ์ล่าสุด โอซาก้า (บานเต็มที่ 7 เม.ย.) กับ เกียวโต (6 เม.ย.) น่าจะชนกับช่วงสงกรานต์ปีนี้ที่สุดนะครับ ลองวางแผนดูนะ

    ขอบคุณภาพจาก japanshoreexcursions.com

    โรงแรมยอดนิยมดูซากุระที่ โอซาก้า เช่น Imperial Hotel Osaka จะอยู่ริมแม่น้ำโอกาวะ ใกล้โรงกษาปณ์ จุดชมซากุระระดับตำนาน อีกที่ฮิตคือ Hotel New Otani Osaka อยู่ใกล้สวนปราสาทโอซาก้า วิวซากุระ+ปราสาทจากห้องพัก ค้นหาโรงแรมไม่แพงในโอซาก้า

    โรงแรมยอดนิยมดูซากุระที่ โตเกียว ก็เช่น Shinjuku Granbell Hotel ใกล้สวนชินจูกุเกียวเอ็น จุดชมซากุระยอดฮิตที่คนญี่ปุ่นไปกัน Palace Hotel Tokyo ใกล้พระราชวังอิมพีเรียล สามารถเดินไปชมซากุระที่ Chidorigafuchi ได้ ค้นหาโรงแรมไม่แพงในโตเกียว

    โรงแรมยอดนิยมดูซากุระที่ เกียวโต ก็เช่น Hyatt Regency Kyoto เป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่ในย่านฮิกาชิยามะ ใกล้กับวัดเคียมิสึ และสวนมารุยามะ ซึ่งเป็นสถานที่ชมซากุระที่มีชื่อเสียงมากๆของญี่ปุ่น อีกที่ก็ Stay Sakura Kyoto Fuga ที่พักสไตล์อพาร์ตเมนต์ ตั้งอยู่ใกล้กับหอคอยเกียวโตและวัดโทจิ สะดวกต่อการเดินทางไปยังจุดชมซากุระต่างๆ ในเมือง สายลุยใช้โรงแรมนี้น่าจะเหมาะ ค้นหาโรงแรมไม่แพงในเกียวโต

    3. London Marathon – สายวิ่งต้องไป

    📍 สถานที่: ลอนดอน, สหราชอาณาจักร
    📅 วันที่: 27 เมษายน 2025 (แม้ว่าจะเลยวันหยุดไทย แต่บรรยากาศก่อนแข่งก็คึกคักมาก!)
    🏃‍♂️ จุดเด่น: มาราธอนที่มีเส้นทางสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    London Marathon ยิ่งใหญ่

    London Marathon ไม่ใช่แค่งานวิ่งธรรมดา แต่เป็นหนึ่งใน “World Major Marathons” ที่นักวิ่งจากทั่วโลกฝันอยากมาร่วม! เส้นทางจะผ่านแลนด์มาร์กสำคัญ เช่น หอนาฬิกาบิ๊กเบน, สะพานทาวเวอร์บริดจ์ และพระราชวังบักกิงแฮม! นอกจากนั้นยังมีนักวิ่งแต่งตัวแฟนซีสุดฮาให้เห็นตลอดทาง

    ขอบคุณภาพจาก The Independent

    โรงแรมที่เดินทางสะดวกพร้อมเที่ยวต่อได้ย่านที่เค้าแนะนำ ได้แก่ Westminster, South Bank, Tower Bridge และ Covent Garden เพราะอยู่ใกล้เส้นทางวิ่ง มีแหล่งท่องเที่ยวและร้านอาหารเพียบ

    Westminster เป็นตัวเลือกที่ดีหากอยากอยู่ใจกลางลอนดอน ใกล้ Buckingham Palace และ Houses of Parliament ที่พักที่แนะนำคือ The Westminster London, Curio Collection by Hilton ซึ่งอยู่ใกล้เส้นทางมาราธอนและเดินไปเที่ยวสถานที่สำคัญได้ง่ายเลย อันนี้ดีมากๆ

    South Bank เป็นย่านริมแม่น้ำเทมส์ที่มีบรรยากาศดี สามารถเดินไปยัง London Eye และ Tate Modern ได้สะดวก โรงแรมที่แนะนำคือ Sea Containers London ซึ่งให้วิวแม่น้ำสวยๆ และมีบาร์เก๋ๆ ให้แวะพักผ่อน

    Tower Bridge เป็นอีกย่านที่เหมาะสำหรับนักวิ่งเพราะอยู่ใกล้จุดสำคัญของมาราธอน และยังสามารถเดินไปเที่ยว Tower of London และ Borough Market ได้ง่าย โรงแรมที่แนะนำคือ The Tower Hotel ที่ตั้งอยู่ติดสะพาน Tower Bridge วิวสวยและเดินทางสะดวก ของกินเพียบ

    รวมที่พักราคาประหยัดใน London ครับผม

    ส่วนใครจะไปดูบอลด้วยก็ไม่เลวนะ ช่วง เม.ย. มีแมชน่าสนใจส่วนใหญ่จะเป็นของแมนยู นะครับ

    แมนยู vs แมนซิตี้ 6 เม.ย.
    นิวคาสเซิ่ล vs แมนยู 13 เม.ย.

    ขอบคุณภาพจาก Sky Sport

    4. Hong Kong Shopping Festival – ช้อปสุดคุ้ม!

    📍 สถานที่: ฮ่องกง
    📅 วันที่: เมษายน 2025 (วันจัดงานจริงอาจต้องรอติดตามเพิ่มเติม)
    🛍️ จุดเด่น: ลดราคาสินค้าทุกหมวด ตั้งแต่แบรนด์หรูไปจนถึงตลาดนัด

    สนามรบของนักช้อป

    ฮ่องกงขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการช้อปปิ้ง ช่วงเทศกาลลดราคาจะมีโปรโมชันพิเศษจากห้างดัง เช่น Harbour City และ Times Square รวมถึงตลาดกลางคืนสุดคึกคักอย่าง Ladies’ Market ที่ขาช้อปต้องไปลุย! นอกจากนั้นยังมีที่ตะลุยกินอีกมากมาย

    ขอบคุณภาพจาก Repaport

    Causeway Bay (คอสเวย์เบย์) เป็นอีกย่านที่เหมาะกับสายช้อป มีห้างดังอย่าง Times Square, SOGO และ Hysan Place รวมถึงร้านแฟชั่นสตรีทแบรนด์มากมาย โรงแรมที่แนะนำคือ Lanson Place Causeway Bay ที่อยู่ใจกลางย่านช้อป และ The Park Lane Hong Kong – A Pullman Hotel ที่มีวิวสวยและห้องพักกว้างขวาง

    Central (เซ็นทรัล) เป็นย่านหรูที่มีทั้งแบรนด์เนมหรูและร้านบูติกไฮเอนด์ เช่น IFC Mall และ Landmark เหมาะสำหรับคนที่อยากช้อปสินค้าระดับพรีเมียมและพักในโรงแรมหรู โรงแรมแนะนำคือ The Upper House ที่ให้บริการระดับ 5 ดาว และ Mandarin Oriental Hong Kong ที่คลาสสิกและใกล้แหล่งช้อป

    Mong Kok (มงก๊ก) เป็นย่านที่เหมาะกับคนชอบช้อปสไตล์ตลาด เช่น Ladies’ Market, Sneaker Street และ Langham Place Mall โรงแรมแนะนำคือ Cordis, Hong Kong ซึ่งเชื่อมกับห้าง Langham Place และ Royal Plaza Hotel ที่อยู่ติด Mong Kok East Station เดินทางสะดวกนะ

    เช็คโรงแรมที่ยังเหลือที่ฮ่องกง

    ส่วนใครไม่อยากไปไหนไกล ไทยเที่ยวไทย ก็ช่วยกันหมุนเงินในประเทศก็ไม่แล้วนะจ๊ะ จองโรงแรมทั่วไทยราคาประหยัดที่นี่

    ขอบคุณภาพจาก Whileyoustayhome

  • บ้านใร่กาแฟ ตำนานกาแฟสดปั๊มน้ำมันที่พ่ายแพ้ทุนใหญ่ เราได้เรียนรู้อะไร?

    บ้านใร่กาแฟ ตำนานกาแฟสดปั๊มน้ำมันที่พ่ายแพ้ทุนใหญ่ เราได้เรียนรู้อะไร?

    บ้านใร่กาแฟ เคยเป็นชื่อที่คอกาแฟไทยต่างรู้จักกันดี เมื่อ 20 ปีก่อน (เกิดทันใช่ไหม) จุดเริ่มจาก คุณสายชล เพยาว์น้อย ขายทาวน์เฮ้าส์ได้เงิน 300,000 บาท เอามาเปิดร้านกาแฟสดสาขาแรกในปั๊มน้ำมัน ปตท. แถวรังสิต–องครักษ์ ใช้ชื่อแรกว่า “กาแฟร้านแรก สาขา 9” เมื่อ 21 ธ.ค. 2540 และต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านใร่กาแฟ” ** ใช้ไม้ม้วนนะ เจ้าของตั้งใจให้มันดูเก๋ดี

    ตอนแรกๆแกจับตลาดคนเดินทางที่เบื่อกาแฟกระป๋อง ต่อมากลายเป็นการฉีกกฏว่า ร้านกาแฟสดดีๆ คนไทยก็ทำได้ ไม่ต้องอยู่ในห้างฯ คนไทยก็มีกาแฟสดดีๆอยู่ใกล้ๆบ้าน ยอดขายวันแรก 38 แก้ว ช่วงแรกๆกำไรเดือนละ 7-8 พันบาท ไม่เลวเลยนะ

    สาขาทรง 3 เหลี่ยมแรกในปี 2541, ขอบคุณภาพจาก Facebook ตลาดโรงคั่วบ้านใร่กาแฟ

    บ้านใร่กาแฟ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก เนื่องจากรสชาติ และบรรยากาศของร้านที่ร่มรื่นและมีสไตล์ (คุณสายชล จบสถาปัตย์จุฬา จบมาทำงาน LH ถึงปี 2542) ที่คุณสายชล ออกแบบร้านเก๋ๆแนวซุ้มไม้ ทรงสามเหลี่ยมติดแอร์เย็น

    บ้านใร่กาแฟเติบโตรวดเร็ว ขยายสาขาไปจนถึง 110 สาขาในช่วงจุดสูงสุด ซึ่งตอนนั้นมีร้านในปั๊ม JET ราว 80 สาขา และมีใน PTT ด้วย บ้านใร่กาแฟทำยอดขายทะลุ 140 ล้านบาทในปี 2549 ทำให้บ้านใร่กาแฟครองตลาดเป็นอันดับ 2 รองจาก Starbucks ในยุคนั้น

    จุดหักเห ที่ทำให้บ้านใร่กาแฟต้องจบลงอย่างเงียบ ๆ

    บ้านใร่กาแฟ มีความได้เปรียบจากโลเคชั่นในปั๊มน้ำมันหน้าบ้าน พูดง่ายๆว่าสามารถดักลูกค้าคอกาแฟไม่ต้องไปซื้อที่ห้างฯได้ คิดถึงกาแฟเมื่อไหร่ ก็มองหาปั๊ม JET หรือ PTT ก็มีกาแฟดีๆให้กิน ไม่ต้องกลั้นใจไปกาแฟตู้กดในร้านสะดวกซื้อ แต่โชคชะตากลับหันหลังให้ เพราะ 2 เรื่องนี้….

    1. คู่แข่งรายใหญ่ตามเข้ามา เสียทำเลทอง :
      หลัง PTT ซื้อปั๊ม JET ในปี 2550 ก็เริ่มได้เห็นถึงศักยภาพของบ้านใร่กาแฟ และก็เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจกาแฟปั๊มน้ำมันว่ามันน่าจะดีมากในอนาคต เลยตั้ง “คาเฟ่ อเมซอน” ขึ้นในปี 2554 มาโดยใช้ปั๊มน้ำมันของตนเองเป็นฐาน และพอสัญญาเช่าพื้นที่กับบ้านใร่กาแฟหมดลง บ้านใร่กาแฟก็ทยอยถูกแทนที่ด้วย คาเฟ่ อเมซอน ทำให้บ้านใร่กาแฟสูญเสียทำเลทองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    2. ราคา ภาพลักษณ์ เริ่มไม่ตอบโจทย์ :
      บ้านใร่กาแฟ วางตัวเองในระดับมิด-ไฮเอนด์ โดยมีราคาเข้าหากับ Starbucks แต่เมื่อผู้บริโภคเริ่มได้ลองกาแฟไทยคุณภาพสูงเจ้าอื่นๆ แต่กดราคาลงมาอย่างมีนัยสำคัญอย่าง “คาเฟ่ อเมซอน” ของ PTT(OR) ตามมาด้วย “พันธุ์ไทย” ของ PTG ยังไม่พอ ยังมี “อินทนิล” ของ BCP อีก ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันไปทานแบรนด์อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปั๊มน้ำมันทั้ง 3 นี้ ก็มีส่วนแบ่งตลาดน้ำมันปลีกกว่า 86% (ณ ไตรมาส 3/67 : PTT 34%, BCP+ESSO 30%, PTG 22%) ใช่ครับ ไม่มีที่ว่างให้บ้านใร่กาแฟอีกต่อไป

    จาก website ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผลการดำเนินงานของ บ้านไร่กาแฟ หรือ บริษัท ออกแบบ ไร่นา (ประเทศไทย) ก็ถอยต่ำมาเรื่อยๆนับจากนั้น โดยในปี 2558 มีรายได้รวมเหลือเพียง 33.4 ล้านบาท ขาดทุนไป 9.3 ล้านบาท

    แต่ความโชคร้ายยังไม่จบ โรงคั่วกาแฟของบ้านใร่กาแฟ เกิดไฟไหม้อีกในปี 2560 และนั่นก็เป็นปีสุดท้ายที่ คุณสายชล ส่งงบแก่ทางการด้วยการขาดทุน 6.6 ล้านบาท ขณะที่บนงบดุล ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบถึง 76 ล้านบาท และนั่นก็คือเจ๊ง…

    บ้านใร่กาแฟ จดทะเบียนเลิกกิจการเมื่อ 27 พ.ค. 2565 ปิดตำนานร้านกาแฟสดของหนุ่ม จ.สระบุรี ในที่สุด ซึ่งมีข่าวว่า คุณสายชลต้องขายที่ดิน 24 ไร่ในสระบุรีเพื่อระบายหนี้สินที่สูงถึง 30 ล้านบาท

    เปรียบเทียบตัวเลข สงครามกาแฟ

    บ้านใร่กาแฟ ดำเนินธุรกิจภายใต้บริษัท ออกแบบ ไร่นา (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยคุณสายชล เพยาว์น้อย และเป็นนิติบุคคลที่บริหารแบรนด์บ้านใร่กาแฟมาตลอด

    แบรนด์สาขายอดขาย
    บ้านใร่กาแฟเคยสูงสุด 110 สาขาสูงสุด 140 ล้านบาท ในปี 2549
    คาเฟ่ อเมซอน (OR)4,430 สาขาในไทย402 ล้านแก้วในไตรมาส 4/67 ลองคูณ 40 บาท ก็ราว 16,000 ล้านบาท ในปี 2567
    พันธุ์ไทย (PTG)1,126 สาขา (ก.ย. 67)1,540 ล้านบาท +75.1% y-y ในงวด 9 เดือนปี 2567
    อินทนิล (BCP)1,028 สาขา (ปี 2567)ไม่เปิดเผย

    ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, OR, PTG, BCP presentation

    บ้านใร่กาแฟ ในยุครุ่งเรืองเปรียบเสมือนดาราระดับตำนานที่เคยส่องแสง แต่เมื่อเวลาผ่านไป คู่ค้า กลายเป็น คู่แข่ง แถมมีการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ที่มุ่งเน้นความเป็นไทย และราคาย่อมเยา ก็เลยสามารถเอาชนะและแย่งตลาดไปได้ในที่สุด

    ทุกวันนี้ PTT(OR) และ PTG ก็ยังขยายสาขาร้านกาแฟของตนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ BCP ซึ่งเพิ่งเข้าซื้อ ESSO จนทำให้ส่วนแบ่งตลาดน้ำมันขึ้นมาจ่อ PTT แล้ว ก็ตั้งเป้าขยายร้านกาแฟอินทนิลอีกเท่าตัวเป็น 2,400 สาขาในปี 2573 เพื่อเติมเข้าไปในปั๊มที่ได้มาใหม่อีกด้วย

    สงครามกาแฟครั้งนี้ยังไม่จบสำหรับทั้ง 3 แต่จบแล้วสำหรับบ้านใร่กาแฟ

    สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากบ้านใร่กาแฟ

    ธุรกิจของคนตัวเล็ก หากทำดีจนเข้าตารายใหญ่ ก็อาจกลายเป็นภัยได้ เพราะการเป็นเจ้าของที่ หรือ Landlord หากอยู่ในทำเลที่ดี ยังไงก็ได้เปรียบวันยังค่ำ

    เค้าสามารถปรับตัวผันตัว ฝึกชงกาแฟเองก็ได้ ถ้ามันคุ้มที่จะทำ และยิ่งเค้ามีทุนหนามหาศาล เครือข่ายครอบคลุม ก็สามารถเร่ง scale สาขาเพื่อกินประโยชน์จาก economies of scale ได้โดยง่ายและรวดเร็วอีกด้วย เพื่อนๆท่านใดอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกันนี้ โปรดจงระวัง

    เพราะไม่มีคำว่าปรานี หรือเห็นใจในโลกธุรกิจ เราตัวเล็กยิ่งต้องปรับตัวให้ไวต่อความต้องการผู้บริโภค ต้องรีบสร้างอำนาจต่อรองให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าขืนไม่ไหว ทำไงถึงจะมีส่วนร่วมเกาะไปกับคนตัวใหญ่แล้วไปด้วยกัน….

    ยังไงก็ระลึกถึง บ้านใร่กาแฟ นะครับ ร้านที่หลายๆคนเคยเข้าไปจิบกาแฟดีๆฝีมือคนไทยตัวเล็กๆ ผมว่า คุณสายชล น่าจะเรียกได้ว่าเป็น start-up รุ่น 1 ของไทยได้เลย แม้ว่าจะยืนสู้ทุนใหญ่ไม่ไหวก็ตาม แต่แกก็สร้างแรงบันดาลใจให้คนตัวเล็กหลายๆคน

    ขอบคุณภาพจาก http://www.paiduaykan.com

    ปัจจุบัน คุณสายชล ผันมาทำพิพิธภัณฑ์ตลาดโรงคั่วบ้านใร่กาแฟ ที่ตำบลหนองควายโซ อ.หนองแซง สระบุรี มีขายวัตถุดิบกาแฟและชาแก่ผู้มาเยือน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบอกเล่าตำนาน บ้านใร่กาแฟ ให้คนรุ่นหลัง โดยพิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการ จ-ศ 08.00-16.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ 08.00-17.00 น. เชิญไปเยี่ยมกันได้นะครับ