หมวดหมู่: พูดคุย

เม้าท์มอยหอยสังข์

  • หุ้นยา ยังเล่นได้ไหม ปี 2026 ดูอะไร

    หุ้นยา ยังเล่นได้ไหม ปี 2026 ดูอะไร

    เมื่อวานเห็นข่าว #ดีเจต้นหอม ใช้ปากกาลดน้ำหนักฉีดแล้วหุ้นเซี๊ยะ!! เลยมา update กันหน่อยว่าปี 2026 หุ้นยายังน่าเล่นอยู่ไหม?

    คำตอบคือ น่า…แต่ต้องเลือกให้เป็น แต่ก่อนจะไปต่อ เราต้องเข้าใจคำศัพท์กันก่อน (นลท.ไทยเราๆจะได้เข้าใจง่ายขึ้น)

    GLP-1 = “ยากลุ่มฮอร์โมนลำไส้” (ทำหน้าที่เลียนแบบ/กระตุ้นฮอร์โมนที่ช่วยคุมระดับน้ำตาล มีผลทำให้อิ่มนาน และลดความอยากอาหารได้) เค้าเลยเอามาใช้เป็นทั้งยาโรคเบาหวาน และ ยาลดน้ำหนัก

    Medicaid = ประกันสุขภาพของรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อย (ร่วมจ่าย/ดูแลโดยรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐ)

    Medicare = ประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางสำหรับ ผู้สูงอายุ 65+ และบางกลุ่มผู้พิการ ************** เอาล่ะไปกัน..

    ⚠️ ประเด็นปี 2026 คือ ยากลุ่ม GLP-1 กำลังถูกปรับจากเดิมที่เป็น “ยาแพง” (บ.ยาตั้งราคาไว้บนดาวอังคาร) ให้กลายเป็นยา “โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข” โดยหน่วยงาน CMS ที่คุม Medicare และกำกับ Medicaid (เอาว่าดูภาพรวมระบบละกัน) จัดให้มีโมเดลสมัครใจปรับราคายาลงมากับบริษัทยา

    โดย Medicaid เริ่มเร็วสุด พ.ค. 2026 และ Medicare ภายในเดือน ม.ค. 2027 โดยเป้าหมายคือ ให้ผู้ป่วยบางกลุ่มจ่ายเพียง $50/เดือน เพื่อยา GLP-1 แบบเข็มฉีดอย่าง Wegovy (ของ Novo Nordisk) หรือ Zepbound (ของ Eli Lilly)

    ในภาพใหญ่ = ฐานผู้ใช้โตกระจาย เข้าถึงง่าย เกิดเสถียรภาพในระยะยาว แต่โดนรัฐเข้ามาบีบราคาให้ลดลง ก็เป็นอารมณ์ว่า รายได้โตกระฉูด แต่มาร์จิ้นหดกระจาย

    นอกจากนั้นปีนี้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่การเจรจาราคายา (จาก Inflation Reduction Act สมัย ธปน.ไบเดน) เริ่มมีผล 1 ม.ค. 2026 สำหรับยาชุดแรกของ Medicare

    และอีกประเด็นสำคัญ คือ สิทธิบัตรยาหลายชนิดของบริษัทยาจะหมดกันเยอะในช่วงปี 2026–2029 ยาพวกนั้นก็ถูกผลิตแข่งลดราคาลงได้ ดังนั้นบริษัทยาไหนไม่มีของใหม่ = เสี่ยงนะ

    👉สรุปกลุ่มยา : ปีนี้ไม่ใช่สายวิ่ง 100 เมตร แต่เริ่มเป็นเกมส์แบบมาราธอนละ แพ้ชนะด้วย การมีของใหม่ + ดีลกับรัฐได้ + กำลังการผลิตเพียงพอส่งมอบได้จริง โดย Volume game จะเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นกว่า Margin game

    เท่าที่เช็คมานะ ตลาดยังเทใจให้ Eli Lilly เป็นเบอร์ 1 เพราะยอดขาย Zepbound/Mounjaro ยังนำโดดเด่นในตลาดสหรัฐ ส่วนปี 2026 กำลังเข็นยาเม็ด Orforglipron (ยาเม็ดลดอ้วน/GLP-1) มาขายรอเพียงไฟเขียวจาก FDA ช่วงเดือน มี.ค. 2026 ซึ่งถ้าทำได้ ก็จะขยายฐานคนใช้ที่ “กลัวเข็ม” ได้อีกเยอะ ก่อนที่โมเดลสมัครใจกับภาครัฐ CMS จะเริ่มในเดือน พ.ค. 2026 (อย่างเร็ว)

    ซึ่งต้องดูว่า FDA จะอนุมัติข้อบ่งใช้ Orforglipron ว่าโทนเป็นยาลดความอ้วน หรือ ยาเบาหวาน เพราะแต่ละโรคแต่ละรัฐตีความไม่เหมือนกัน Orforglipron อาจต้องลดราคาลงในบางรัฐก็ได้ในปีแรกที่ขาย?

    ตรงนี้เป็นความเสี่ยงที่รอ Orforglipron อยู่ ดังนั้น Eli Lilly จะวิ่งสปริ้นท์ หรือ ค่อยๆวิ่งยาวแบบคุม pace ก็ประมาณเดือน 5-6 น่าจะรู้กันครับ เป้าตลาดวันนี้ $1093 P/E(TTM) 52.6x คงมีรีวิวกันเร็วๆนี้ ขึ้นหรือลงดี?

    นี่หมอของขวัญก็เอาเข้ามาขายนะแต่เป็นแบบกิน Wegora วีโกร่า (6กล่อง)อาหารเสริมหมอของขวัญ ปากกาแคปซูล By Dr. Khongkwan

    #อุตสาหกรรมยา#หุ้นสหรัฐ#LLY#novonordisk#EliLilly

  • ฟังประชานิยมอย่าเพลิน

    ฟังประชานิยมอย่าเพลิน

    #ฟังประชานิยมอย่าเพลิน เมื่อเช้าฟังข่าวแต่ละพรรคอัดประชานิยมกันดุมาก บำนาญผู้สูงอายุ รถไฟฟ้า ค่าแรงขั้นต่ำ หวยเกษียณ ค่าไฟ คนละครึ่ง พักหนี้ ทหาร/พยาบาลอาสา พักหนี้ บลาๆ คนไทยก็ตื่นเต้นเปรียบเทียบกันใครแจกเก่ง ใครให้ไว ใครให้เยอะ แบบนี้พรรคไหนจะมา? ตลาดหุ้นจะยังไง?

    😅แต่ผมฟังแล้วขนลุก เพราะจริงๆไม่ควรดูแค่ว่าแจกแล้วคนชอบไหม แต่มันควรดูว่า ประเทศเราแบกไหวไหม มี 4 ประเด็นชวนคิด คือ

    1️⃣ วินัยการคลัง — ตอนนี้ยังไม่ชนเพดาน 70% แต่ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะบอกเดือน พ.ย. เรามีหนี้สาธารณะ 12.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 65.7% ของ GDP (ที่ 18.8 ล้านล้านบาท) ยังไม่ชนเพดาน 70% แต่พื้นที่กันชนเหลือน้อยลง ซึ่งต้องไม่ลืมนะก่อน Covid-19 เพดานคือ 65% และมีการขยายให้หายใจหายคอคล่องขึ้น วันนี้ผ่านมา 6 ปีแล้ว เรายังกลับลงไปไม่ได้

    2️⃣ ระวัง GDP โตช้าทำวินัยการคลังตึง — ล่าสุด กนง.คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโต +1.5% เพิ่งปรับลงจากคาดก่อนหน้าที่ +1.6% แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า GDP โตช้าลง ทำให้ตัวหาร (GDP) โตช้านะ ซึ่งถ้ารัฐยังทำงบขาดดุลต่อเนื่อง(กู้มาบริหารประเทศ)ต่อไป อัตราส่วน หนี้ ต่อ GDP ก็อาจเร่งขึ้น โดยไม่ต้องมีวิกฤตใหญ่ก็ได้ ซึ่งจริงๆมันควรอยู่ในเทรนด์ลงได้นานแล้ว!

    3️⃣ งบขาดดุลเป็นตัวปัญหา — พรบ.งบประมาณปี 2569 ระบุขาดดุลราว 860,000 ล้านบาท (4.3% ของ GDP) เอาจริงๆก็พอเข้าใจได้ แต่ทว่ามันดันควบคู่ไปกับ GDP ที่โตต่ำ ขณะที่รายได้รัฐ(เก็บภาษี)ก็โตไม่ทันกับรายจ่าย ทำให้นโยบายต่างๆที่โม้ไว้มันจะทำได้ยากขึ้นไปอีก และเมื่อภาระหนี้ไม่ลดสักที ภาระดอกเบี้ยในการกู้ยืมมาช่วยเศรษฐกิจก็จะทบมากขึ้นไปอีก อีกหน่อยจะคิดทำโครงการอะไรก็ยากขึ้นไปอีก

    4️⃣ บาทแข็ง เป็นภัยเงียบ…– ปี 2568 บาทแข็งขึ้นเกือบ 10% จน ธปท.ต้องเปิดโต๊ะแถลงเข้าดูแลเข้มข้นเพื่อลดความผันผวน ประเด็นเรื่องนี้ คือ บาทแข็งไม่ได้ช่วยเรื่องภาระหนี้ที่ลดลงเพราะวิกฤติ 2540 ไทยหันมาใช้หนี้สกุลบาทเกือบหมดแล้ว แต่ด้วยอัตราส่วน หนี้ต่อ GDP ดันคิดในหน่วยสกุลบาท ทำให้ค่าเงินบาทที่แข็งนอกจากจะไม่ได้ช่วยลดหนี้(สกุลต่างประเทศ)ลงมา แต่มันไปกระทบกับ “รายได้ประเทศ” ภาคส่งออก/ท่องเที่ยว ดังนั้นปัญหาหลัก คือ “รายได้โตช้า(บาทแข็งกดดันส่งออก/ท่องเที่ยว) แต่ภาระผูกพันการคลังยังจะโตต่อ(งบประมาณขาดดุล)” นี่ยังไม่นับรวมเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ต่ำต้อย โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมอีกด้วย

    แล้วประชานิยมแบบไหนที่พวกเรา “พอรับได้” ไม่สร้างภาระหนักให้ประเทศ และมีน้ำหนักพอที่จะรับฟังเวลาหาเสียงจะได้ไปลงคะแนนให้ ผมว่าต้องมี 4 ข้อนี้

    1. บอกต้นทุนชัด (ปีแรกเท่าไหร่? 3-4 ปีเท่าไหร่?)

    2. บอกแหล่งเงินชัด (ขึ้นภาษี? ตัดงบไหน? กู้เพิ่ม?)

    3. มีวันสิ้นสุด (ไม่ใช่แจกแล้วต่ออายุอัตโนมัติทุกปี)

    4. วัดผลได้จริง (ตัวชี้วัด kpi, ตรวจสอบได้, เปิดข้อมูล)

    ผมว่าตอนนี้ประเทศเรายังอยู่ในจุดที่ “พอจะแจกได้” ประชานิยม รัฐสวัสดิการเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องเลือกแจกแบบฉลาด เพราะ GDP เราโตต่ำ (2569 = +1.5%) + หนี้/GDP 65.7% เข้าใกล้เพดาน 70% แล้ว + บาทแข็งภัยเงียบกดดันฝั่งรายได้อีก ถ้าแข่งกันแจกโดยไม่คิด มันจะฉิบหายต่อลูกหลานเรา ค่อยๆฟังเค้าหาเสียงนะ ใจเย็นๆค่อยๆเลือกนะเธอว์

    หนังสื่อน่าอ่าน Psychology of Money ดีงามมากครับ

    #การเมือง#เศรษฐกิจ#ประชานิยม#น้าแดง

  • ความสุขระหว่างทาง

    ความสุขระหว่างทาง

    โปรจีนให้สัมภาษณ์ใน ThinkNow ได้น่าสนใจมาก ทำเอาน้าต้องดูซ้ำๆ 3-4 ครั้งตรงวินาทีนี้

    โปรจีนบอกทำนองว่า ถ้าเราไปตั้งว่าความสุขมันต้องมาตอนปลายทางด้วยการประสบความสำเร็จ(ได้แชมป์ได้ถ้วย) เราจะทำได้ไม่ดี กดดัน ไม่มีความสุข

    โปรจีนย้ำว่าความสุขระหว่างทาง ระหว่างทำมันสำคัญกว่า ไม่ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร ถ้ามีความสุขระหว่างทำมันก็โอเคแล้ว อย่าไปสนใจเสียงคนอื่น เสียงของเราต้องดังที่สุดในหัวของเรา 🤗🙏🇹🇭😇

    เครดิตรูป ThinkNow

    ถุงกอล์ฟสวยๆ ราคาไม่แพง https://s.shopee.co.th/30hH4Acy5k

  • Stroke ภัยเงียบ ที่รู้ก่อนได้นะ

    Stroke ภัยเงียบ ที่รู้ก่อนได้นะ

    #Stroke วันก่อนไปตรวจสุขภาพประจำปี ก็ได้คุยกับคุณหมอเรื่อง Stroke ว่าทำไมเพื่อนๆผมอายุ 40+ เริ่มเป็น Stroke หรือ โรคสมองขาดเลือดไปเลี้ยง หรือเลือดออกในสมองเฉียบพันมากขึ้นเรื่อยๆ

    อาการ stroke จะเริ่มด้วยอ่อนแรง พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว ไปจนถึงอัมพาตหรือเสียชีวิตหากรักษาไม่ทันเวลา(ว่ากันว่าต้องถึงมือหมอใน 4 ชั่วโมงถึงรอด) หมอบอกสาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ความดันโลหิตสูงไม่รู้ตัว, ไขมันในเลือดสูง, เบาหวาน, สูบบุหรี่จัด, ขาดการออกกำลังกาย หรือแม้แต่นอนน้อย ทำให้บางคน “ดูภายนอกแข็งแรงปกติ” แต่ระบบหลอดเลือดข้างในอาจเริ่มเสื่อมไปแล้วก็ได้

    หมอบอกวิธีลดความเสี่ยง Stroke ทำได้นะ ด้วยการตรวจหาอาการบ่งชี้ได้ มี 2 แบบ คือ

    • หา Calcium score เพื่อดูว่ามีหินปูนเกาะในหลอดเลือดหัวใจมากแค่ไหน แม้จะไม่ได้ดูหลอดเลือดไปสมองโดยตรง แต่ถ้าคะแนนสูง ก็แปลว่าระบบหลอดเลือดทั่วร่างกายเริ่มมีคราบแล้วนะ ซึ่งก็อาจรวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองด้วย เห็นว่าค่าตรวจไม่แพงนะ 2-3 พันบาท
    • การอัลตราซาวด์หลอดเลือดลำคอ อันนี้จะเป็นการตรวจที่หลอดเลือดหลักที่ส่งเลือดไปสมองโดยตรง เพื่อดูว่ามีคราบไขมันเกาะหรือไม่ และคำนวนเป็นหลอดเลือดตีบกี่ % การตรวจนี้ถือว่าเกี่ยวกับความเสี่ยงสโตรคโดยตรงที่สุด แต่ไม่เจ็บ ไม่ต้องฉีดสี

    คุณหมอแนะนำอีกว่า อีกตัวที่จะช่วงบ่งชี้ความผิดปกติคือ “ความดัน” เพราะความดันโลหิตสูงคือ ปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของสโตรค หลายคนวัดที่โรงพยาบาลอาจดูปกติ แต่ความดันที่บ้านกลับสูงเป็นประจำโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ดังนั้นการวัดแบบสม่ำเสมอจะช่วยให้เรารู้เร็ว คุมทัน และป้องกันได้นะ

    สรุปตอนนี้ Stroke ไม่ได้ไกลตัวแล้ว มันไม่ได้เลือกอายุนะ การรู้ความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็น calcium score, ตรวจหลอดเลือดลำคอ หรือ การวัดความดันเป็นประจำก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดโอกาสเกิดสโตรคได้จริง ดูแลหลอดเลือดวันนี้ ดีกว่าแก้ไขวันที่สมองเสียหายแล้วนะ ว่าแล้วผมก็หวดเครื่องวัดความดันมา 1 เครื่องตามรูปฮะ ฮ่าๆๆ 🤗🙏❤️ ใครสนใจใน Shoppee มีขายนะ ไม่แพง ลดกันกระหน่ำ

  • ศึกชิงชนะเลิศยูโรป้าลีก 2025: มากกว่าถ้วยรางวัลสำหรับ แมนฯยูว์ และ สเปอร์ส

    ศึกชิงชนะเลิศยูโรป้าลีก 2025: มากกว่าถ้วยรางวัลสำหรับ แมนฯยูว์ และ สเปอร์ส

    เมื่อศึกชิงชนะเลิศยูฟ่า ยูโรป้าลีก 2025 ใกล้เข้ามา ขณะที่หงส์แดงผู้อหังการได้แชมป์ลีกสูงสุด 20 สมัยไปแล้ว ความสนใจของแฟนบอลจึงพุ่งตรงมาที่นัดชิงยูโรป้าฯ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในวันที่ 21 พ.ค. 2025 ณ สนามซาน มาเมส ในเมืองบิลเบา

    แมตช์นี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันธรรมดา เพราะทั้ง 2 ทีมกำลังดิ้นรนอย่างหนักในพรีเมียร์ลีก โดยเมื่อคืนนี้ทั้งสองยังจมอยู่อันดับที่ 16 และ 17 ตามลำดับ แม้จะไม่ตกชั้นแน่ๆเพราะ 3 ทีมล่างจองไปแล้ว แต่มันเหมือนเป็นตราบาปว่าเป็นทีมห่วยแตกที่สุดหากไม่นับ 3 ทีมตกชั้นที่แบบหมดลุ้นไปนานแล้วด้วยระดับของฟุตบอลที่แตกต่างกันมากของ เลสเตอร์ อิปสวิช และ เซาแทมป์ตัน

    เกมนี้จึงเป็นเสมือนฟากชีวิตเส้นสุดท้าย ไม่เพียงเพื่อเกียรติยศ แต่ยังหมายถึงความอยู่รอด, การฟื้นฟูทางการเงิน และ หลีกเลี่ยงการถูกด่าจากแฟนบอลตัวเองรวมถึงกองแช่งทั่วโลก

    เดิมพันทางการเงิน : มากกว่าความสำเร็จในสนามยิ่งนัก

    แม้การคว้าแชมป์ยุโรป้าจะเป็นเกียรติสูงสุด แต่ผลกระทบทางการเงินจากการคว้าชัยในนัดนี้กลับยิ่งใหญ่กว่า แชมป์ยูโรป้าลีกจะไม่เพียงได้รับถ้วยรางวัล แต่ยังได้สิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (UCL) ฤดูกาลหน้า ซึ่งเป็นประตูสู่รายได้มหาศาลและการเปิดตัวในเวทีระดับโลก

    เรามาดูรายได้ยูโรป้าลีกของ 2 ทีมที่เข้าชิงฤดูกาลนี้กันก่อน แชมป์จะได้ ประมาณ £20 ล้านปอนด์ (เทียบเท่า €23.4 ล้านยูโร) ส่วนรองแชมป์จะได้ ประมาณ £15 ล้านปอนด์ (เทียบเท่า €17.8 ล้านยูโร) …ก็ดูเหมือนโอเคนะ แต่เอาจริงๆ มันเทียบไม่ได้เลยกับทีมไม้ประดับของ UCL

    เพราะถ้าได้เข้าไปเล่น UCL ฤดูกาลหน้ามันจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเงินของสโมสรโดยสิ้นเชิง ดังนี้นะครับ :

    การได้เข้ารอบแบ่งกลุ่ม : £16 ล้านปอนด์ (เทียบเท่า €18.62 ล้านยูโร) เรียกได้ว่ามากกว่าการได้รองแชมป์ยูโรป้าเสียอีก… และถ้าชนะในแต่ละนัด ก็รับไปอีก £1.8 ล้านปอนด์ต่อนัด (เทียบเท่า €2.1 ล้านยูโร)

    และหากเล่นดีผีจับยัด คว้าแชมป์ไปเลยนู่น ก็รับเงินอีก £21.5 ล้านปอนด์ (เทียบเท่า €25 ล้านยูโร)

    ดังนั้นรายได้รวมที่เป็นไปได้ จะมากกว่า £85++ ล้านปอนด์ เมื่อรวมสิทธิ์ถ่ายทอดสด ค่าตั๋ว ขายเสื้อผ้า และสปอนเซอร์จัดให้อีก (มากกว่า €100++ ล้านยูโร)

    ดังนั้น คืนวันพุธหน้า เราจะเห็นความต่างของอนาคตระหว่าง ผู้ชนะ และ ผู้แพ้ และอาจเปลี่ยนเรื่องราวของฤดูกาลไปอย่างสิ้นเชิง

    ผู้ชนะ – แชมป์ยูโรป้าลีกคือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เป็นโอกาสฟื้นฟูทางการเงิน และโอกาสเริ่มต้นใหม่หลังฤดูกาลในลีกที่น่าผิดหวัง พร้อมคืนสถานะสโมสรสู่เวทียุโรประดับสูง และกระตุ้นขวัญกำลังใจของนักเตะ นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักเตะใหม่คุณภาพสูงในช่วงตลาดซื้อขาย เพราะนักเตะระดับท็อปส่วนใหญ่มองหาทีมที่มีสิทธิ์เล่นใน UCL ทั้งนั้น ไม่มีใครอยากเหนื่อยในบอลถ้วยเล็ก การเตะถ้วยใหญ่จะอยู่ในสายตาของแมวมอง ผจก.ทีมชาติ และนั่นหมายถึงโอกาสในหน้าที่การงาน

    ผู้แพ้(ก็ต้องดูแลตนเอง) – ความพ่ายแพ้จะส่งผลหนักทั้งในและนอกสนาม เมื่อพลาด UCL สโมสรอาจต้องลดงบประมาณ เสียโอกาสดึงนักเตะระดับท็อป นักเตะดีๆก็อาจขอย้ายทีมออกไป และจะเจอแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากแฟนบอลและผู้บริหาร และเมื่อรวมกับฟอร์มตกในลีก ฤดูกาลนี้ 16 หรือ 17 ก็ตาม นี่อาจถูกจารึกว่าเป็น ฤดูกาลที่ “เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร” ไม่ว่าจะเป็นแมนยูฯ หรือ สเปอร์ส ก็ตาม ใครแพ้คือ เละ!!

    ดังนั้นนัดชิงยูโรป้าลีก 2025 มันจะมากกว่าการแย่งถ้วยรางวัล มันคือสงครามทางการเงิน จุดเปลี่ยนแห่งเกียรติยศ และเส้นแบ่งระหว่างการ “ฟื้นคืน” กับ “ล่มสลาย”

    สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และท็อตแน่ม นี่คือแมตช์ที่เดิมพันด้วยทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่คือการเขียนบทใหม่ให้กับฤดูกาลของพวกเขา และโอกาสกลับสู่เวทีสูงสุดของยุโรป

    เครดิตรูป : ChatGPT

    #แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด#สเปอร์ส#EuropaLeague#UCL#EPL

  • Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับทรัมป์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ทำคะแนนนิยม (Approval Rating) ได้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นในรอบ 80 ปี

    โดยมีคะแนนพึงพอใจเฉลี่ยเพียง 39-45% เท่านั้น สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนอย่างชัดเจนในช่วงต้นวาระดำรงตำแหน่ง

    ที่มา : ABC News

    และสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจเรื่อง “Approval Rate” กันมากขึ้นว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

    Approval Rate คืออะไร? Approval Rate หรือตัวชี้วัดความนิยม เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่า “พอใจ” หรือ “ไม่พอใจ” ต่อผู้นำประเทศ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยปกติแล้วการสำรวจนี้จะทำเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อผลงานของผู้นำนั้นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ หรือการจัดการเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น วิกฤตโรคระบาดหรือสงคราม

    การวัด Approval Rate เริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสำนัก Gallup ได้ทำการสำรวจเพื่อวัดความนิยมในตัว Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น หลังจากนั้น การวัดคะแนนนิยมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ เพื่อจับชีพจรความพึงพอใจของสาธารณชนต่องานของรัฐบาล

    แล้ว Approval Rate สำคัญอย่างไร?

    • ด้านการเมือง: Approval Rate เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน ถ้าคะแนนต่ำอย่างต่อเนื่อง ผู้นำอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายตัวเอง เช่น การต่อต้านนโยบาย หรือการเรียกร้องให้ปรับคณะรัฐมนตรี
    • การเลือกตั้ง: คะแนนนิยมเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งในระดับกลางเทอม (Midterm Elections) และระดับประธานาธิบดี หากคะแนนต่ำ พรรคของผู้นำมักเสียที่นั่งในสภาคองเกรส

    หาก Approval Rate ต่ำ จะเกิดอะไรขึ้น?

    • เสถียรภาพทางการเมืองลดลง: ความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งภายในพรรค หรือแม้แต่การถูกร้องขอลาออกในบางกรณี
    • นโยบายอาจหยุดชะงัก: การผ่านกฎหมายสำคัญทำได้ยากขึ้น เพราะสมาชิกสภาอาจไม่กล้าเสี่ยงสนับสนุนนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม เพราะหากโหวตให้ มันก็จะทิ่มแทงตัวเองกลับมา
    • โอกาสของฝ่ายค้าน: ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะใช้คะแนนต่ำเป็นเครื่องมือโจมตีเพื่อช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    จากรูปด้านล่างจะเห็นว่า ประชาชน 72% เชื่อว่านโยบายทรัมป์ จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งไม่มี ปธน.คนไหนอยากให้เกิดในสมัยของเค้า จุดนี้สำคัญ ทรัมป์ควรต้องกลับมาคิดให้มากขึ้นว่าถ้าดึงดันต่อไป American อาจไม่ Great again ซึ่งจะนำมาซึ่ง Republican เตรียมแพ้เลือกตั้งสมัยหน้าได้เลยยาวๆ

    นักวิเคราะห์บอกว่า ถ้ายังดำดิ่งแบบนี้ Mid term Election ปีหน้า อาจเสียที่นั่งใน Swing stage และทำให้การขับเคลื่อนนโยบายยิ่งลำบาก หุ้นสหรัฐกลางปีหน้าอาจเหนื่อยอีกรอบ

    ที่มา : ABC News

    Approval Rate กับตลาดหุ้น

    • ความเชื่อมั่นนักลงทุน: นักลงทุนใช้ Approval Rate เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเสี่ยงทางการเมือง ถ้าคะแนนนิยมต่ำมาก อาจแปลว่านโยบายเศรษฐกิจมีโอกาสถูกขัดขวางหรือล่าช้า
    • ความไม่แน่นอน (Uncertainty): ตลาดหุ้นไม่ชอบความไม่แน่นอน หากคะแนนนิยมต่ำต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดความเสี่ยง โดยการขายหุ้นในกลุ่มที่พึ่งพานโยบายรัฐบาล เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และพลังงาน
    • ตัวอย่างในอดีต: ในปี 2018 ช่วงที่คะแนนนิยมทรัมป์ตก ตลาด S&P 500 ปรับตัวลดลงแรงในไตรมาสสุดท้าย เพราะความกังวลเรื่องสงครามการค้า และเสถียรภาพของรัฐบาล

    Approval Rate เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ถ้าคะแนนสูง มักนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นใจในตลาด แต่ถ้าคะแนนต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเสมอ

    สำหรับบ้านเรา การทำโพลไทย อาจคล้าย Approval Rate อเมริกาในทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติต้องดูคุณภาพ และที่มาของโพลเป็นหลัก เพราะมาตรฐานความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน นั่นเลยทำให้ โพลไทย กับ Approval Rate จึงต่างกันมาก เพราะ…

    1. ความเป็นกลางของผู้จัดทำ:

    • สหรัฐฯ มีสำนักโพลเก่าแก่และมีมาตรฐานสูง เช่น Gallup, Pew Research, Ipsos ซึ่งถูกตรวจสอบโดยสื่อ และมหาวิทยาลัยตลอดเวลา
    • ไทยมีสำนักโพลหลายแห่ง แต่ บางแห่งถูกมองว่ามีอคติทางการเมือง หรือมีการทำ “โพลจัดตั้ง” เพื่อสร้างกระแส (manipulate perception)

    2. วิธีการสุ่มตัวอย่าง (Sampling):

    • สหรัฐฯ ใช้ การสุ่มแบบสุ่มจริง ๆ (random sampling) ตามประชากรศาสตร์ (อายุ, เพศ, รายได้, ศาสนา, ภูมิภาค) เพื่อให้ได้ภาพรวมที่แท้จริง
    • ไทยบางครั้งยังใช้ การสำรวจเฉพาะกลุ่ม (เช่น โทรศัพท์, ออนไลน์, หรือในพื้นที่เฉพาะ) ซึ่งอาจ “เบ้” ได้ง่ายมากๆ

    3. ขนาดตัวอย่าง (Sample Size):

    • สหรัฐฯ มักใช้กลุ่มตัวอย่าง 1,000–2,000 คนขึ้นไป เพื่อให้มี Margin of Error ต่ำ (~±3%)
    • ไทยบางโพลใช้แค่หลักร้อย หรือทำในกลุ่มที่คัดเลือกมาแล้ว ทำให้ตัวเลขไม่นิ่ง

    4. บริบทการแสดงความคิดเห็น:

    • สหรัฐฯ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระแม้ไม่พอใจรัฐบาล
    • ไทยในบางยุคสมัย อาจมี self-censorship หรือความกังวลต่อการแสดงความเห็นทางการเมือง เห็นได้จากการตั้งคำถาม บางทีจะเป็นการชี้นำก็มี

    อย่างไรก็ดี มีโพล ก็ยังดีกว่าไม่มีนะ เพียงแต่เสพด้วยความระมัดระวังครับ