หมวดหมู่: ประกันภัย

  • #5เรื่องต้องรู้ก่อนเกษียณ #ฉบับใช้งานจริง

    #5เรื่องต้องรู้ก่อนเกษียณ #ฉบับใช้งานจริง

    จัดให้ตามคำขอ แผนนี้ครอบครัว 3 คนพ่อแม่ลูก ม.3 ซึ่งน้าเลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ตอนอายุ 4x ขวบ เอาจริงๆแผนนี้จะพร้อมใน 2 ปีข้างหน้า แต่อะไรก็เกิดขึ้นเร็วกว่าคาดได้ ทว่าแผนมันก็ดีพอเอาตัวรอดมาได้ ลองดูนะ

    เริ่มเตรียมแผนจริงจังเมื่อ 5 ปีก่อน เพราะอุตสาหกรรมหลักทรัพย์จะอ่อนแอเรื่อยๆ จบยุคมนุษย์ทองคำเหลือแต่คนเงินเดือนสูงๆที่ทำหนักมาก..แต่ร่างกายพัง เวลาไม่มี สุดท้ายถูกถีบออกในที่สุด

    เพื่อให้เห็น base ว่าคุณก็ทำได้ ของน้าก็คือ ไม่ได้มีมรดกอะไร พ่อแม่ให้การศึกษาเลี้ยงดูถึง ป.ตรี จากนั้นก็ตะลุยทำงาน เก็บเงินเรียน ป.โทไปด้วย แล้วเข้าวงการหลักทรัพย์ ในเวลา 20 ปี เปลี่ยน บล. 4 ครั้งเป็นการ challenge ไปทำงานยากขึ้นทุกรอบ อยากเก่งขึ้นไม่ได้เน้นเงิน

    👉เอาล่ะ เตรียมแผนยังไง? วางเป็น 5 บท

    1️⃣เตรียมรับมือค่าใช้จ่าย

    – ค่าเทอมลูก จองซื้อ IPO กอง REIT อายุ 25 ปี ยีลด์ 7%+ ตัวนึง โดยขนาดซื้อใหญ่พอให้ปันผล = ค่าเทอมแต่ละปี ซึ่งตอนซื้อลูกเหลือเวลาเรียนอีก 10 ปีถึงจะจบตรี ทำให้วันนั้น REIT จะเหลืออายุ 15 ปี แปลว่า REIT ตัวนี้น่าจะส่งลูกเรียนฟรีโดยเงินต้นไม่ลดได้**แค่ระวังตอนดอกเบี้ยกลับเป็นขาขึ้น ซึ่งยังอีกนาน (REIT แบบ Leasehold ห้ามถือตัวที่อายุต่ำกว่า 10 ปี พวกนั้นยิ่งปันผลราคาจะยิ่งลง!)

    – ค่าไฟ เกษียนอยู่บ้านยิ่งใช้เยอะ เลยติด Solar Rooftop แบบ On-grid ขนาด 6.9Kw บ้านเดี่ยว แต่ไม่ได้ติดแบตเตอรี่เพราะ 3 ปีก่อนยังแพงอยู่ (ตอนนี้ราคาลงมากว่า 30% แล้วถูกมาก) ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นแบบ TOU เพื่อรีดค่าไฟลงอีกในช่วง Off-peak (กลางคืน+วันหยุด) สรุปประหยัดไป 30-40% ค่าไฟตกเดือนละ 2,000 บาท +/- จาก 3,000-9,000 บาท แล้วแต่ฤดูกาล **แนะใช้แอร์ Inverter ช่วยได้เยอะ

    – ค่าน้ำมัน เกษียณแล้วยังมีธุระนะ ไปเที่ยว ไปจ่ายตลาด ดูทีวีอยู่บ้านไม่น่าใช่ คำตอบของคนเกษียณ คือ รถไฟฟ้า EV น้าประหยัดค่าน้ำมันไปเดือนละ 7,000-9,000 บาท ส่วนค่าบำรุงรักษาถูกจนจำไม่ได้ปีละ 1,000 บาทมั้ง ไม่ต้องกังวลซื้อแล้วติดดอย เพราะเราซื้อมาใช้ 10-15 ปี ก่อนเกษียณแนะหาจังหวะเปลี่ยนรถน้ำมันเป็น EV นะยิ่งเข้าคู่กับ Solar Rooftop โคตรเริ่ด!

    – ค่าใช้จ่ายรายเดือน น้าใช้กอง REIT (อีกละ) ซื้อในจังหวะต่ำๆปลอดภัยๆ ในปริมาณที่ปันผลรายเดือน cover รายจ่ายรายเดือน ส่วน Capital gain เอาจริงๆไม่หวัง ขอแค่ซื้อแล้วไม่ลงก็ ok เพราะเราหวัง cash flow จากปันผลมากกว่า ถ้าเราซื้อในจุดที่ปลอดภัย + ผลการดำเนินงานไม่ได้แย่ + อุตสาหกรรมไม่ได้เป็นขาลง ก็ถือต่อไปได้ แต่ก็ย้ำอีก duration ของสัญญาเช่าต้องยาวกว่า 15-20 ปี จะถือสบายใจ

    2️⃣ รายได้ใหม่ก็ยังต้องมีนะ นอนเฉยๆไม่ได้นา

    ถ้าเราไม่มี cash flow เข้า จะเครียดแน่นอน แม้บางคนจะสะสมเงินนอนเล่นได้ 15 ปีก็จริง แต่การเห็น wealth ลดลงทุกเดือน ชีวิตจะมีแต่ความกังวล ไม่กล้าใช้ชีวิต กลัวเกิดเหตุสุดวิสัย ดังนั้นต้องหารายได้มาเติมนะ

    ถ้าเติมได้ดีจน net ออกมาเป็นบวกทุกเดือนอันนี้สุดยอด หรือถ้า net ออกมาไม่ลดลง ก็ดีงามแล้ว ตัวอย่างที่น้าทำ คือ

    – ทำสิ่งที่ชอบ/คุ้นเคยให้เป็นรายได้ คุณจะไม่เหนื่อย แม้มันจะไม่ได้มากเท่าเงินเดือน แต่ทุกบาทมันคือความสนุก ไม่ใช่ความต้องรับผิดชอบในหน้าที่ อย่างน้าก็จัด Live ทุกเช้า เพราะก็ลงทุนหาข้อมูลอยู่แล้ว ก็เอาไอเดียมาแบ่งปันเพื่อนๆ ได้ลับสมอง ลับฝีปาก เพื่อนๆได้ประโยชน์ มันก็ดีนะ

    ซึ่งรายการ Talad WHY ก็สร้างรายได้กลับมามากกว่าที่คิดเสียอีก เพื่อนๆลองดูตัวเองนะชอบทำอะไร นั่นแหล่ะ เอามาทำเป็นรายได้สิ

    – Trick สำหรับงานหลังเกษียณคือ ควรเป็นงานที่ “เบาลง” จากงานประจำ ห้ามหนักเท่าเดิม แต่ให้เราใช้ประสบการณ์/connection ไป Leverage ให้มันทำน้อยๆ แต่ได้ผลเยอะๆ ซ้ำๆ และทวีคูณ ยิ่งทำเยอะแม้ได้เงินเพิ่มแต่ยิ่งเหนื่อยอันนี้ไม่เหมาะเป็นงานเกษียณ

    ตัวอย่างง่ายๆ ทำ Live เสร็จ ก็ตัดคลิปแยกแล้วโพสซ้ำเป็นต้น หรือโพสแล้วเอาไปใช้พูดซ้ำใน Live หรือ Live ทุกวัน วีคนี้มี 1 sponsor สัปดาห์หน้า 2 sponsor แต่ก็ยังทำงานเท่าเดิม จะเห็นว่ามันเป็นการ “เหนื่อย 1 ที” แต่ได้ผลหลายรอบ เสร็จ Live แล้วก็พักแบบที่คนเกษียณควรได้พัก(ฮา) อย่าไปตรากตรำเกิน

    – ลงทุนหากำไรส่วนเพิ่ม อันนี้ต่างกับข้อ 1 ที่จะเป็นการลงทุนเพื่อหา cash flow มาชนค่าใช้จ่าย (เรียกว่า Core port ก็ได้) ซึ่งเมื่อ core port พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายหลักได้แล้ว ในข้อนี้ก็เหมือนเป็นการสร้างโบนัส รายได้เสริม รางวัลแห่งความพยายามที่มากขึ้นอีกนิด (เรียกว่า Satellite port)

    ซึ่งมันก็เป็นผลลัพธ์มาจากกิจวัตรหาข้อมูลในการทำ Live ทุกเช้า ยิ่งเรารอบรู้ทุกตลาด ทุกสินทรัพย์ เราจะทำ asset allocation หาจังหวะทำตังค์ได้ไม่ยาก

    แต่ข้อนี้เน้นว่า คุณควรมีฐานเงินลงทุนที่ใหญ่พอนะ เป็นหัวใจเลย ผลตอบแทน 1% หาไม่ยากนะ ทว่า 1% บน 10,000 บาท กับ 1% บน 1,000,000 บาท มันต่างกันมากๆในแง่ impact ต่อชีวิต ดังนั้นคุณต้องมีการออมที่ดีมาแล้วก่อนหน้า (จะแนะนำในข้อสุดท้าย)

    – รายได้อื่นๆ พวกค่าเช่าบ้าน/คอนโดฯ ถ้ามีก็ดีนะ แต่ถ้าไม่ถนัดก็อย่ามีดีกว่า(ฮา) ไปทำในสิ่งที่เราถนัดน่าจะดีกว่า รายได้ส่วนนี้ของน้าไม่ได้-ไม่เสีย(รายได้เท่ากับเงินผ่อน) แต่เสียเวลา รู้งี้ไม่ยุ่งอสังหาฯดีกว่า ไม่เหมาะกับคนใจอ่อนแบบเรา(ฮา) นี่กำลังหาทางขายอยู่ ถือเป็นบทเรียน…. แต่ใครถนัดด้านนี้ก็เดินต่อได้นะครับ

    3️⃣ จัดการหนี้สินให้เรียบร้อย

    อย่าไว้ใจว่าจะได้เกษียนตอน 60 ขวบ โลกใบนี้มันเร็วมาก 50 ขวบก็โดนได้ และไม่รู้จะเร็วขึ้นหรือเปล่า สิ่งที่น้าทำคือ พอรายได้เริ่มหนาขึ้นในช่วงท้ายๆการทำงาน เช่น ค่ากินใช้รายเดือน 30% ของรายได้ ก็จะเก็บเงินสดไว้ 20% แล้วอีก 50% เน้นโป๊ะหนี้อย่างเดียว

    ขณะที่ปีไหนมีโบนัส ก็จะกัน 10% ให้ครอบครัวเป็นรางวัลพวกเค้า อีก 90% ก็ฟาดโป๊ะหนี้ไปเลย นี่คือหน้าที่ของโบนัส ยิ่งคุณปิดหนี้ได้ไว คุณจะได้ออมถึงเดือนละ 70% ช่วยเร่งให้มีฐานเงินที่ใหญ่สำหรับสร้าง Core port และ Satellite port ยิ่งฐานใหญ่ คุณยิ่งจัดการง่าย

    อีกเรื่องของข้อนี้คือการมี fixed asset (สินทรัพย์ถาวร) เท่าที่จำเป็นต้องใช้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ มีแค่ได้ใช้ก็พอ เอาเงินไปไว้ที่สินทรัพย์ลงทุนดีกว่า น้ามีอย่างละ 50 : 50 หวังว่าสินทรัพย์ลงทุนจะแซงไปไกลๆ สาธุ

    4️⃣ หลักประกันห้ามขาด แต่ต้องมีแบบฉลาด

    อะไรก็เกิดขึ้นได้ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เป็นสิ่งที่ต้องมี แต่เชื่อไหม ถ้าไม่ได้ออกจากงานนะ น้าก็ไม่รู้ว่าพอร์ตประกันเละเทะมาก

    น้ามีกรมธรรม์ถึง 7 ฉบับ!! ซื้อเพราะรู้ว่ามันดี แต่ลืมดูความคุ้มค่า คราวนี้พอกำลังจะออกจากงาน ก็เอากรมธรรม์มานั่งเรียงดูก็พบว่า ค่าใช้จ่ายเบี้ยประกันกลายเป็นรายจ่ายสูงสุดของตัวเอง งานเข้าสิ!

    วานน้องตัวแทนประกัน analyze ให้ดูหน่อยว่าไอ่ 7 เล่ม มันซ้อนทับ เกินจำเป็นอะไรยังไง ซึ่งผลออกมาคือ ตัดออกได้ 4 เล่ม โดยไม่ได้ทำให้ชีวิตแย่ลง!!

    เจ็บแล้ว ก็ศึกษาต่อ ก็ได้เรียนรู้ว่า ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ในยุคนี้ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีเลย vs ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit link) เอาง่ายๆ ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ให้ผลตอบแทน 1-2% ต่อปีตลอดสัญญา 10-20 ปี แพ้เงินเฟ้อ และโดนค่าเสียโอกาสมหาศาล

    แต่ Unit link ด้วยเงินก้อนเดียวกัน ถ้าเราเอาความรู้ด้านการลงทุนที่มีไปใช้ ผลตอบแทน 7-10% ต่อปี ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เลือกให้เป็น จัดให้ถูกแค่นั้นเอง

    Unit link เลยเป็นอาวุธชั้นดีของยุคนี้ เพราะได้ความคุ้มครองขนาดใหญ่ ได้ลงทุนไปด้วยไม่เสียโอกาส แถมส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างดี โคตรเริ่ด เดี๋ยววิชาน้าแก่กล้าจะทำเป็น session เรื่องนี้ใน Live เลย มันดีมาก อยากให้รู้จัก

    5️⃣ Mind set

    ทั้ง 4 ข้อข้างต้น จะเดินไม่ได้เลยถ้าความคิดเริ่มต้นเราไม่ถูก ซึ่งสูตรที่ตลาดหลักทรัพย์ฯให้น้าไปสอนเด็กๆในต่างจังหวัดเมื่อก่อน คือ “หลัก 4 รู้”

    รู้หา – หารายได้เสริมหลายทาง

    รู้ใช้ – ไม่ฟุ่มเฟือย เพื่อการออมที่มากขึ้น

    รู้เก็บ – ออมก่อนใช้

    รู้ขยายดอกผล – ฉลาดลงทุน

    ซึ่งน้าก็ใช้เป็นหลักมานานแล้ว ข้อที่สำคัญสุด คิดว่าเป็น “รู้เก็บ” เพราะเมื่อไรที่คุณหัด “ออมก่อนใช้” ก็ถือว่าคุณก็เริ่มนับ 1 ของการวางแผนเกษียณแล้วล่ะ

    พอคุณทำข้อ 5 ได้ดี ข้อ 1-2-3-4 ก็คือขนม แนะอาจไปเน้นแก้หนี้ข้อ 3 ก่อนแล้วกระจายๆกันทำข้ออื่นๆเมื่อโอกาสมาเยือนนะครับ สู้ๆนะ

    ปล. อันนี้คือ แผนดิบๆที่ใช้จริงนะ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกๆคน เริ่มต้นเร็วยิ่งปลอดภัย แต่ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะ เอาไปปรับใช้ตามสถานการณ์ของเพื่อนๆดูนะครับ❤️

    #น้าแดงxนักลงทุน

    #RetireFun

  • ธุรกิจประกันภัย เบื้องต้นที่ควรรู้

    ธุรกิจประกันภัย เบื้องต้นที่ควรรู้

    ธุรกิจประกันภัยถือเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพราะเป็นกลไกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับทั้งบุคคล และบริษัทต่างๆ

    อีกทั้งยังมีรูปแบบรายได้ที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะในส่วนของ “รายได้จากการลงทุน” ที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

    เดี๋ยววันนี้จะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับพื้นฐานเบื้องต้นของธุรกิจประกันภัย, วิธีวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้ และเรื่องของทิศทางดอกเบี้ยต่อแนวโน้มผลประกอบการกันครับ

    พื้นฐานของธุรกิจประกันภัย

    ธุรกิจประกันภัย ง่ายๆก็คือ ธุรกิจที่รับความเสี่ยงแทนลูกค้า โดยลูกค้าจะจ่าย “เบี้ยประกันภัย” เพื่อให้บริษัทรับความเสี่ยงนั้นไว้แทน หากเกิดเหตุการณ์ที่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ บริษัทก็จะจ่ายค่าสินไหมชดเชยให้ตามที่ตกลงไว้

    ธุรกิจนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่:

    1. ประกันชีวิต (Life Insurance): ให้ความคุ้มครองชีวิต และมักมีส่วนผสมของการออมเงิน หรือการลงทุนด้วย ตัวอย่างบริษัทในตลาดหุ้นไทย เช่น BLA (กรุงเทพประกันชีวิต), TLI (ไทยประกันชีวิต), และ THREL (ไทยรี – บริษัทประกันภัยต่อ ที่รับประกันจากบริษัทประกันชีวิตอื่น) เป็นต้น
    2. ประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance): คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน อุบัติเหตุ สุขภาพ รถยนต์ ฯลฯ เช่น TIPH (ทิพย กรุ๊ป), BKI (กรุงเทพประกันภัย), NSI, SMK, และ THRE เป็นต้น
    3. นายหน้าประกันภัย (Broker) : จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยขายประกัน ทำช่องทางการขาย เพื่อส่งเบี้ยประกันให้บริษัทประกันภัย บริษัทพวกนี้จะไม่รับความเสี่ยงไว้ แต่จะมีรายได้จากส่วนแบ่งในเบี้ยประกันภัยในอัตราที่แน่นอน เช่น TQM, JMT, ASN เป็นต้น

    วิเคราะห์หุ้นประกันภัยต้องดูอะไรบ้าง?

    การวิเคราะห์หุ้นประกันภัยมีความเฉพาะตัวพอสมควร เพราะรายได้ และต้นทุนไม่ได้เหมือนธุรกิจทั่วๆ ไป โดยอัตราส่วนทางการเงิน และตัวเลขสำคัญๆที่ใช้ดูกันก็เช่น :

    • เบี้ยประกันภัยรับ (Premium Income): ใช้ดูการเติบโตของธุรกิจ เช่น TIPH และ BKI มีการเติบโตของเบี้ยรับประมาณ 5-10% ต่อปีหลังโควิด-19 ส่วนใหญ่ระดับ 3-5% ก็ถือเป็น normal growth แล้วสำหรับไทย
    • อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio): วัดว่าบริษัทต้องจ่ายเคลมมากน้อยแค่ไหน เทียบกับเบี้ยประกันที่รับเข้ามา โดยทั่วไปอยู่ที่ 55-65% เช่น TIPH อยู่ที่ 57% ในปี 2023 สรุป คือ ถ้าตัวเลขนี้เยอะ หรือมากกว่าอุตสาหกรรม แปลว่าไม่ดี
    • อัตราค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Expense Ratio): ใช้ดูประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน เฉลี่ยอยู่ที่ 20-30% เช่น BKI อยู่ที่ประมาณ 23% ค่าใช้จ่ายมักวิ่งๆไปมาๆกับกิจกรรมด้านการตลาด
    • Combined Ratio: นำ Loss Ratio และ Expense Ratio มารวมกัน ถ้าค่ารวมต่ำกว่า 100% แสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรจากธุรกิจประกันได้ ซึ่งโดยทั่วไปบริษัทที่แข็งแรงจะมีค่ารวมอยู่ในช่วง 85-95% แต่ถ้าเกิน 100% อันนี้ก็ต้องไปพึ่งรายได้จากข้อถัดไป
    • รายได้จากการลงทุน (Investment Income): ถือเป็นรายได้อีกช่องทางสำคัญของบริษัทประกัน ซึ่งมันก็จะเป็นบางจังหวะในบางปีด้วยนะ เช่น TIPH มีรายได้จากการลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท หรือกว่า 40% ของกำไรสุทธิในปี 2023 ซึ่งรายได้ช่องทางนี้จะใช้ skill จากฟันด์เมเนเจอร์ ผสมกับภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยด้วยนะ
    • มาตรฐานบัญชีและการตั้งสำรอง: โดยเฉพาะมาตรฐานใหม่อย่าง TFRS 17 ที่ส่งผลต่อวิธีการรับรู้รายได้และสำรองความเสี่ยง อาจทำให้ผลประกอบการผันผวนมากขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
    • แนวโน้มเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากร: เช่น สังคมสูงวัยและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้บริษัทประกันต้องปรับตัว ทั้งเรื่องช่องทางขายและรูปแบบผลิตภัณฑ์

    ทำความเข้าใจรายได้จากการลงทุน : อีก 1 เสาหลักของรายได้ในธุรกิจประกันภัย

    สำหรับบริษัทประกัน รายได้จากการลงทุนอาจคิดเป็น 30-50% ของกำไรสุทธิต่อปี เพราะเงินเบี้ยประกันที่เก็บจากลูกค้ายังไม่ต้องจ่ายออกทันที บริษัทจึงนำไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นสามัญ กองทุนรวม หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์

    คราวนี้รายได้จากธุรกิจนี้ มักจะมีความสอดคล้องกับทิศทางภาวะดอกเบี้ยในตลาด เนื่องจากสินทรัพย์ลงทุนหลักส่วนใหญ่จะเป็นตราสารหนี้ และ พันธบัตร

    Source : Bloomberg.com

    คราวนี้ ถ้าดอกเบี้ยขาขึ้น มันจะส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตล่ะ? จะเกิดผลใน 2 ด้าน

    • รายได้จากการลงทุนใน “สินทรัพย์ใหม่” เพิ่มขึ้น เพราะได้ลงทุนในอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่สูงขึ้น
    • แต่ มูลค่า “สินทรัพย์เดิม” อาจลดลง ให้นึกภาพง่ายๆ ดอกเบี้ยขึ้น ราคาตารางหนี้ หรือหุ้นกู้จะลดลง ดังนั้นพอร์ตลงทุนอาจต้องรับรู้ขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss)

    กล่าวคือ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เป็นเหมือนดาบสองคม ในระยะสั้นอาจทำให้มูลค่าตราสารหนี้ที่ถืออยู่ลดลง (กระทบงบการเงิน) แต่ในระยะยาวถือว่าเป็นบวก เพราะลงทุนใหม่ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดังนั้นต้องเข้าไปดูโครงสร้างพอร์ตว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

    บริษัทที่มีพอร์ตใหม่มากๆ ได้เปรียบในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะได้ลงทุนในอัตราดอกเบี้ยใหม่

    บริษัทที่ถือพันธบัตรเดิมเยอะๆ อาจเสียเปรียบในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะต้องบันทึกขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง

    อันนี้ก็คือพื้นฐานเบื้องต้นที่ควรรู้ครับ

    คราวนี้มาดูเรื่อง Valuation กันต่อ หุ้นกลุ่มประกันภัยมีโครงสร้างรายได้และต้นทุนที่ไม่เหมือนธุรกิจทั่วไป ดังนั้นการประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) จึงต้องใช้วิธีเฉพาะให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละบริษัท

    ซึ่งมีทั้งรายได้จากเบี้ยประกัน และรายได้จากการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง วิธีที่นิยมใช้มีดังนี้:

    • Price to Book Value (P/BV): เป็นวิธีที่นิยมที่สุดในตลาดหุ้นไทย เหมาะกับบริษัทที่มีฐานทุนมั่นคง เช่น TIPH หรือ BKI มักเทรดอยู่ในช่วง P/BV 1.2–2.0 เท่า หาก P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า อาจสะท้อนโอกาสสำหรับการลงทุน แต่ก็อาจหมายถึงว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องจับตาหรือไม่
    • Price to Earnings Ratio (P/E): ใช้ในกรณีที่กำไรสม่ำเสมอ แต่ต้องระวังเพราะกำไรของบริษัทประกันอาจผันผวนจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ อาจจะไม่เหมาะช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนเทรนด์นะ แต่ถ้าเทรนด์ชัดๆ วิธีนี้ก็น่าจะดี
    • Embedded Value (EV) และ Value of New Business (VNB): อัตราส่วน EV/ VNB เป็นวิธีที่นิยมในต่างประเทศ เหมาะกับบริษัทประกันชีวิต เช่น TLI โดย EV คือ มูลค่ารวมของพอร์ตกรมธรรม์ปัจจุบัน + ทุนผู้ถือหุ้น ส่วน VNB สะท้อนศักยภาพการเติบโตจากกรมธรรม์ใหม่ที่ขายได้ในแต่ละปี แต่วิธีนี้ในไทยไม่ค่อยนิยมนักเพราะซับซ้อน ยากต่อการเข้าใจ
    • Discounted Cash Flow (DCF): เหมาะกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้สม่ำเสมอ ใช้ได้เมื่อสามารถประมาณการกระแสเงินสดได้แม่นยำ และต้องอาศัยสมมติฐานที่เหมาะสม เช่น อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนเงินทุน ใช่ครับ ในช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศจะใช้ยากมาก

    ดังนั้น การเลือกวิธีประเมินขึ้นอยู่กับประเภทของบริษัทประกันและความเสถียรของผลประกอบการ เช่น ถ้าเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีเบี้ยรับต่อเนื่องและการเติบโตระยะยาว ควรใช้ EV/VNB

    แต่ถ้าเป็นบริษัทประกันวินาศภัยทั่วไป ทิศทางดอกเบี้ยไม่ได้ผันผวนอะไรมาก พวก P/BV และ P/E ก็เพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบในอุตสาหกรรมแล้วครับ

  • สรุป Copayment ประกันภัย เงื่อนไข และ ผลกระทบ

    สรุป Copayment ประกันภัย เงื่อนไข และ ผลกระทบ

    ในปีนี้ ธุรกิจประกันภัยของไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยการนำระบบ “copayment” หรือการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาใช้ ระบบนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ทำประกัน โรงพยาบาลที่ให้บริการ และบริษัทประกันที่ต้องบริหารความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรตระหนักนะ

    ระบบ copayment มีกำหนดเริ่มใช้ในวันที่ 20 มีนาคม 2568 โดยจะมีผลบังคับใช้กับกรมธรรม์ใหม่ที่ออกตั้งแต่วันที่กำหนดเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ประกันภัยกลุ่ม และ กรมธรรม์ฉบับเดิมที่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาคุ้มครองจะไม่ได้รับผลกระทบจนกว่าจะมีการต่ออายุหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใหม่ โดยบริษัทประกันจะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ล่วงหน้า และอาจมีทางเลือกให้ผู้ถือกรมธรรม์สามารถปรับแผนประกันให้เหมาะสมกับความต้องการของตน

    ล่าสุด สมาคมประกันชีวิตไทยได้กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับการร่วมจ่ายในกรมธรรม์ที่ต่ออายุ โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่

    • หากผู้เอาประกันมีการเคลมโรคทั่วไปเกิน 3 ครั้งต่อปี และมีอัตราการเคลมเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัยสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาในปีถัดไป
    • ในกรณีที่อัตราการเคลมสูงกว่า 400% ของเบี้ยประกันสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาสำหรับโรคทั่วไป
    • แต่หากเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ ผู้เอาประกันจะต้องร่วมจ่าย 50% ของค่ารักษาในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม หากในปีต่อไปการเคลมลดลงจนไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ระบบ copayment ก็จะถูกยกเลิก และกรมธรรม์จะกลับสู่สถานะปกติ

    จะเห็นว่าระบบ copayment จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนจากการรักษาพยาบาล แทนที่จะให้บริษัทประกันรับผิดชอบทั้งหมด

    ข้อดีที่สำคัญคือ ช่วยลดภาระของบริษัทประกัน ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น และส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการทางการแพทย์มีความรับผิดชอบในการใช้บริการมากขึ้น ลดปัญหาการใช้สิทธิ์เกินความจำเป็น รวมถึงเป็นการป้องปรามสถานพยาบาลที่ชาร์จราคา และจ่ายยาเกินควรเกินจำเป็น

    ผมเคยไป รพ.นึง ถ้าจ่ายด้วยประกัน 100 บาท แต่ถ้าจ่ายเองฝ่ายบัญชีบอก 50 บาท ก็พอ??

    มีอีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ Mediacal Inflation ของไทยสูงถึง 14.3% ต่อปี นั่นแปลว่า ค่ายาค่าหมอเพิ่มขึ้นแรงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป 10 เท่าต่อปี copayment จึงจะเข้ามาแก้ปัญหานี้

    เรื่องของภาษี นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ทำประกันสุขภาพ OPD ยังสามารถใช้เบี้ยประกันเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ตามที่กรมสรรพากรกำหนด

    โดยสามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

    ทำให้ประกันสุขภาพกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้

    ตัวอย่างกรณีที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ระบบ copayment เช่น หากผู้ทำประกัน OPD ต้องการเข้ารับการรักษาอาการไข้หวัดในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาท และเงื่อนไข copayment กำหนดให้ผู้ป่วยต้องจ่ายเอง 20% หมายความว่าผู้ป่วยต้องจ่ายเอง 400 บาท และบริษัทประกันจะรับผิดชอบส่วนที่เหลืออีก 1,600 บาท การใช้ระบบนี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายและป้องกันการใช้สิทธิ์โดยไม่จำเป็น

    อย่างไรก็ตาม ระบบ copayment อาจเป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาเป็นประจำ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลอาจต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการจัดการระบบเรียกเก็บเงินและการรับมือกับความไม่พอใจของผู้ป่วยที่ไม่คุ้นเคยกับระบบใหม่นี้ ส่วนบริษัทประกันภัยเองก็ต้องปรับปรุงระบบบริหารจัดการ และสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้าเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

    ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าระบบนี้เป็นเรื่องที่ดีต่อภาพรวมเพราะ

    • น่าจะทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างบริษัทประกันมากขึ้นในแง่ของการให้ส่วนลดแข่งกัน
    • เบี้ยประกันสุขภาพรายปีควรจะลดลง เนื่องจากผู้บริโภคยอมจ่ายบางส่วนให้ ซึ่งจะทำให้จำนวนกรมธรรม์รองรับ OPD ควรจะมากขึ้น
    • การกำหนดราคาสูงเกินจริงของ รพ. ควรจะลดลง แม้ว่าอัตรากำไรมีแนวโน้มจะลดลง แต่อาจแลกมาด้วย volume การใช้บริการที่มากขึ้น (แต่ประเด็นหมอทำงานหนักขึ้น ก็ต้องไปเคลียร์กันเองนะ)
    • ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น เบี้ยควรถูกลง และราคาบริการการแพทย์ควรสมเหตุสมผลขึ้น

    แต่ที่แน่ๆในแง่ valuation ของกลุ่ม รพ. อาจต้อง derate ลงก่อนในช่วงแรกๆ เมื่อก่อนซื้อขาย P/E 25-35x อาจต้องถอยมา 15-25 เท่า มากน้อยแล้วแต่ว่า รพ.ใด พึ่งพิงลูกค้าประกันมาน้อยอย่างไรน่ะครับ

    เรื่องอุตสาหกรรมประกันสุขภาพ ปัจจุบัน คนไทยให้ความสำคัญกับประกันสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแบบ OPD ในโรงพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้นถึง 62.1% ในช่วงปี 2013–2020 และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    ขณะที่สัญญาเพิ่มเติมของประกันสุขภาพก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เบี้ยประกันภัยรับรวมของสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพอยู่ที่ 51,450 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 14.3% y-y แสดงให้เห็นถึงความตระหนักของประชาชนต่อความสำคัญของการมีหลักประกันด้านสุขภาพ

    ใครยังไม่มีประกันสุขภาพ แนะนำว่า รีบทำก่อน 20 มีนาคม นะครับ ของ FWD เจ้านี้ก็ไม่เลวนะ เดี๋ยวนี้มีสำหรับสายกีฬาด้วย เก๋มากๆ ลองไปส่องดูได้ ที่นี่