หมวดหมู่: ประกันภัย

  • ธุรกิจประกันภัย เบื้องต้นที่ควรรู้

    ธุรกิจประกันภัย เบื้องต้นที่ควรรู้

    ธุรกิจประกันภัยถือเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพราะเป็นกลไกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับทั้งบุคคล และบริษัทต่างๆ

    อีกทั้งยังมีรูปแบบรายได้ที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะในส่วนของ “รายได้จากการลงทุน” ที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

    เดี๋ยววันนี้จะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับพื้นฐานเบื้องต้นของธุรกิจประกันภัย, วิธีวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้ และเรื่องของทิศทางดอกเบี้ยต่อแนวโน้มผลประกอบการกันครับ

    พื้นฐานของธุรกิจประกันภัย

    ธุรกิจประกันภัย ง่ายๆก็คือ ธุรกิจที่รับความเสี่ยงแทนลูกค้า โดยลูกค้าจะจ่าย “เบี้ยประกันภัย” เพื่อให้บริษัทรับความเสี่ยงนั้นไว้แทน หากเกิดเหตุการณ์ที่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ บริษัทก็จะจ่ายค่าสินไหมชดเชยให้ตามที่ตกลงไว้

    ธุรกิจนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่:

    1. ประกันชีวิต (Life Insurance): ให้ความคุ้มครองชีวิต และมักมีส่วนผสมของการออมเงิน หรือการลงทุนด้วย ตัวอย่างบริษัทในตลาดหุ้นไทย เช่น BLA (กรุงเทพประกันชีวิต), TLI (ไทยประกันชีวิต), และ THREL (ไทยรี – บริษัทประกันภัยต่อ ที่รับประกันจากบริษัทประกันชีวิตอื่น) เป็นต้น
    2. ประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance): คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน อุบัติเหตุ สุขภาพ รถยนต์ ฯลฯ เช่น TIPH (ทิพย กรุ๊ป), BKI (กรุงเทพประกันภัย), NSI, SMK, และ THRE เป็นต้น
    3. นายหน้าประกันภัย (Broker) : จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยขายประกัน ทำช่องทางการขาย เพื่อส่งเบี้ยประกันให้บริษัทประกันภัย บริษัทพวกนี้จะไม่รับความเสี่ยงไว้ แต่จะมีรายได้จากส่วนแบ่งในเบี้ยประกันภัยในอัตราที่แน่นอน เช่น TQM, JMT, ASN เป็นต้น

    วิเคราะห์หุ้นประกันภัยต้องดูอะไรบ้าง?

    การวิเคราะห์หุ้นประกันภัยมีความเฉพาะตัวพอสมควร เพราะรายได้ และต้นทุนไม่ได้เหมือนธุรกิจทั่วๆ ไป โดยอัตราส่วนทางการเงิน และตัวเลขสำคัญๆที่ใช้ดูกันก็เช่น :

    • เบี้ยประกันภัยรับ (Premium Income): ใช้ดูการเติบโตของธุรกิจ เช่น TIPH และ BKI มีการเติบโตของเบี้ยรับประมาณ 5-10% ต่อปีหลังโควิด-19 ส่วนใหญ่ระดับ 3-5% ก็ถือเป็น normal growth แล้วสำหรับไทย
    • อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio): วัดว่าบริษัทต้องจ่ายเคลมมากน้อยแค่ไหน เทียบกับเบี้ยประกันที่รับเข้ามา โดยทั่วไปอยู่ที่ 55-65% เช่น TIPH อยู่ที่ 57% ในปี 2023 สรุป คือ ถ้าตัวเลขนี้เยอะ หรือมากกว่าอุตสาหกรรม แปลว่าไม่ดี
    • อัตราค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Expense Ratio): ใช้ดูประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน เฉลี่ยอยู่ที่ 20-30% เช่น BKI อยู่ที่ประมาณ 23% ค่าใช้จ่ายมักวิ่งๆไปมาๆกับกิจกรรมด้านการตลาด
    • Combined Ratio: นำ Loss Ratio และ Expense Ratio มารวมกัน ถ้าค่ารวมต่ำกว่า 100% แสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรจากธุรกิจประกันได้ ซึ่งโดยทั่วไปบริษัทที่แข็งแรงจะมีค่ารวมอยู่ในช่วง 85-95% แต่ถ้าเกิน 100% อันนี้ก็ต้องไปพึ่งรายได้จากข้อถัดไป
    • รายได้จากการลงทุน (Investment Income): ถือเป็นรายได้อีกช่องทางสำคัญของบริษัทประกัน ซึ่งมันก็จะเป็นบางจังหวะในบางปีด้วยนะ เช่น TIPH มีรายได้จากการลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท หรือกว่า 40% ของกำไรสุทธิในปี 2023 ซึ่งรายได้ช่องทางนี้จะใช้ skill จากฟันด์เมเนเจอร์ ผสมกับภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยด้วยนะ
    • มาตรฐานบัญชีและการตั้งสำรอง: โดยเฉพาะมาตรฐานใหม่อย่าง TFRS 17 ที่ส่งผลต่อวิธีการรับรู้รายได้และสำรองความเสี่ยง อาจทำให้ผลประกอบการผันผวนมากขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
    • แนวโน้มเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากร: เช่น สังคมสูงวัยและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้บริษัทประกันต้องปรับตัว ทั้งเรื่องช่องทางขายและรูปแบบผลิตภัณฑ์

    ทำความเข้าใจรายได้จากการลงทุน : อีก 1 เสาหลักของรายได้ในธุรกิจประกันภัย

    สำหรับบริษัทประกัน รายได้จากการลงทุนอาจคิดเป็น 30-50% ของกำไรสุทธิต่อปี เพราะเงินเบี้ยประกันที่เก็บจากลูกค้ายังไม่ต้องจ่ายออกทันที บริษัทจึงนำไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นสามัญ กองทุนรวม หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์

    คราวนี้รายได้จากธุรกิจนี้ มักจะมีความสอดคล้องกับทิศทางภาวะดอกเบี้ยในตลาด เนื่องจากสินทรัพย์ลงทุนหลักส่วนใหญ่จะเป็นตราสารหนี้ และ พันธบัตร

    Source : Bloomberg.com

    คราวนี้ ถ้าดอกเบี้ยขาขึ้น มันจะส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตล่ะ? จะเกิดผลใน 2 ด้าน

    • รายได้จากการลงทุนใน “สินทรัพย์ใหม่” เพิ่มขึ้น เพราะได้ลงทุนในอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่สูงขึ้น
    • แต่ มูลค่า “สินทรัพย์เดิม” อาจลดลง ให้นึกภาพง่ายๆ ดอกเบี้ยขึ้น ราคาตารางหนี้ หรือหุ้นกู้จะลดลง ดังนั้นพอร์ตลงทุนอาจต้องรับรู้ขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss)

    กล่าวคือ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เป็นเหมือนดาบสองคม ในระยะสั้นอาจทำให้มูลค่าตราสารหนี้ที่ถืออยู่ลดลง (กระทบงบการเงิน) แต่ในระยะยาวถือว่าเป็นบวก เพราะลงทุนใหม่ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดังนั้นต้องเข้าไปดูโครงสร้างพอร์ตว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

    บริษัทที่มีพอร์ตใหม่มากๆ ได้เปรียบในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะได้ลงทุนในอัตราดอกเบี้ยใหม่

    บริษัทที่ถือพันธบัตรเดิมเยอะๆ อาจเสียเปรียบในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะต้องบันทึกขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง

    อันนี้ก็คือพื้นฐานเบื้องต้นที่ควรรู้ครับ

    คราวนี้มาดูเรื่อง Valuation กันต่อ หุ้นกลุ่มประกันภัยมีโครงสร้างรายได้และต้นทุนที่ไม่เหมือนธุรกิจทั่วไป ดังนั้นการประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) จึงต้องใช้วิธีเฉพาะให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละบริษัท

    ซึ่งมีทั้งรายได้จากเบี้ยประกัน และรายได้จากการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง วิธีที่นิยมใช้มีดังนี้:

    • Price to Book Value (P/BV): เป็นวิธีที่นิยมที่สุดในตลาดหุ้นไทย เหมาะกับบริษัทที่มีฐานทุนมั่นคง เช่น TIPH หรือ BKI มักเทรดอยู่ในช่วง P/BV 1.2–2.0 เท่า หาก P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า อาจสะท้อนโอกาสสำหรับการลงทุน แต่ก็อาจหมายถึงว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องจับตาหรือไม่
    • Price to Earnings Ratio (P/E): ใช้ในกรณีที่กำไรสม่ำเสมอ แต่ต้องระวังเพราะกำไรของบริษัทประกันอาจผันผวนจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ อาจจะไม่เหมาะช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนเทรนด์นะ แต่ถ้าเทรนด์ชัดๆ วิธีนี้ก็น่าจะดี
    • Embedded Value (EV) และ Value of New Business (VNB): อัตราส่วน EV/ VNB เป็นวิธีที่นิยมในต่างประเทศ เหมาะกับบริษัทประกันชีวิต เช่น TLI โดย EV คือ มูลค่ารวมของพอร์ตกรมธรรม์ปัจจุบัน + ทุนผู้ถือหุ้น ส่วน VNB สะท้อนศักยภาพการเติบโตจากกรมธรรม์ใหม่ที่ขายได้ในแต่ละปี แต่วิธีนี้ในไทยไม่ค่อยนิยมนักเพราะซับซ้อน ยากต่อการเข้าใจ
    • Discounted Cash Flow (DCF): เหมาะกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้สม่ำเสมอ ใช้ได้เมื่อสามารถประมาณการกระแสเงินสดได้แม่นยำ และต้องอาศัยสมมติฐานที่เหมาะสม เช่น อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนเงินทุน ใช่ครับ ในช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศจะใช้ยากมาก

    ดังนั้น การเลือกวิธีประเมินขึ้นอยู่กับประเภทของบริษัทประกันและความเสถียรของผลประกอบการ เช่น ถ้าเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีเบี้ยรับต่อเนื่องและการเติบโตระยะยาว ควรใช้ EV/VNB

    แต่ถ้าเป็นบริษัทประกันวินาศภัยทั่วไป ทิศทางดอกเบี้ยไม่ได้ผันผวนอะไรมาก พวก P/BV และ P/E ก็เพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบในอุตสาหกรรมแล้วครับ

  • สรุป Copayment ประกันภัย เงื่อนไข และ ผลกระทบ

    สรุป Copayment ประกันภัย เงื่อนไข และ ผลกระทบ

    ในปีนี้ ธุรกิจประกันภัยของไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยการนำระบบ “copayment” หรือการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาใช้ ระบบนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ทำประกัน โรงพยาบาลที่ให้บริการ และบริษัทประกันที่ต้องบริหารความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรตระหนักนะ

    ระบบ copayment มีกำหนดเริ่มใช้ในวันที่ 20 มีนาคม 2568 โดยจะมีผลบังคับใช้กับกรมธรรม์ใหม่ที่ออกตั้งแต่วันที่กำหนดเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ประกันภัยกลุ่ม และ กรมธรรม์ฉบับเดิมที่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาคุ้มครองจะไม่ได้รับผลกระทบจนกว่าจะมีการต่ออายุหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใหม่ โดยบริษัทประกันจะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ล่วงหน้า และอาจมีทางเลือกให้ผู้ถือกรมธรรม์สามารถปรับแผนประกันให้เหมาะสมกับความต้องการของตน

    ล่าสุด สมาคมประกันชีวิตไทยได้กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับการร่วมจ่ายในกรมธรรม์ที่ต่ออายุ โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่

    • หากผู้เอาประกันมีการเคลมโรคทั่วไปเกิน 3 ครั้งต่อปี และมีอัตราการเคลมเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัยสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาในปีถัดไป
    • ในกรณีที่อัตราการเคลมสูงกว่า 400% ของเบี้ยประกันสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาสำหรับโรคทั่วไป
    • แต่หากเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ ผู้เอาประกันจะต้องร่วมจ่าย 50% ของค่ารักษาในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม หากในปีต่อไปการเคลมลดลงจนไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ระบบ copayment ก็จะถูกยกเลิก และกรมธรรม์จะกลับสู่สถานะปกติ

    จะเห็นว่าระบบ copayment จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนจากการรักษาพยาบาล แทนที่จะให้บริษัทประกันรับผิดชอบทั้งหมด

    ข้อดีที่สำคัญคือ ช่วยลดภาระของบริษัทประกัน ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น และส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการทางการแพทย์มีความรับผิดชอบในการใช้บริการมากขึ้น ลดปัญหาการใช้สิทธิ์เกินความจำเป็น รวมถึงเป็นการป้องปรามสถานพยาบาลที่ชาร์จราคา และจ่ายยาเกินควรเกินจำเป็น

    ผมเคยไป รพ.นึง ถ้าจ่ายด้วยประกัน 100 บาท แต่ถ้าจ่ายเองฝ่ายบัญชีบอก 50 บาท ก็พอ??

    มีอีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ Mediacal Inflation ของไทยสูงถึง 14.3% ต่อปี นั่นแปลว่า ค่ายาค่าหมอเพิ่มขึ้นแรงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป 10 เท่าต่อปี copayment จึงจะเข้ามาแก้ปัญหานี้

    เรื่องของภาษี นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ทำประกันสุขภาพ OPD ยังสามารถใช้เบี้ยประกันเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ตามที่กรมสรรพากรกำหนด

    โดยสามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

    ทำให้ประกันสุขภาพกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้

    ตัวอย่างกรณีที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ระบบ copayment เช่น หากผู้ทำประกัน OPD ต้องการเข้ารับการรักษาอาการไข้หวัดในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาท และเงื่อนไข copayment กำหนดให้ผู้ป่วยต้องจ่ายเอง 20% หมายความว่าผู้ป่วยต้องจ่ายเอง 400 บาท และบริษัทประกันจะรับผิดชอบส่วนที่เหลืออีก 1,600 บาท การใช้ระบบนี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายและป้องกันการใช้สิทธิ์โดยไม่จำเป็น

    อย่างไรก็ตาม ระบบ copayment อาจเป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาเป็นประจำ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลอาจต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการจัดการระบบเรียกเก็บเงินและการรับมือกับความไม่พอใจของผู้ป่วยที่ไม่คุ้นเคยกับระบบใหม่นี้ ส่วนบริษัทประกันภัยเองก็ต้องปรับปรุงระบบบริหารจัดการ และสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้าเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

    ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าระบบนี้เป็นเรื่องที่ดีต่อภาพรวมเพราะ

    • น่าจะทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างบริษัทประกันมากขึ้นในแง่ของการให้ส่วนลดแข่งกัน
    • เบี้ยประกันสุขภาพรายปีควรจะลดลง เนื่องจากผู้บริโภคยอมจ่ายบางส่วนให้ ซึ่งจะทำให้จำนวนกรมธรรม์รองรับ OPD ควรจะมากขึ้น
    • การกำหนดราคาสูงเกินจริงของ รพ. ควรจะลดลง แม้ว่าอัตรากำไรมีแนวโน้มจะลดลง แต่อาจแลกมาด้วย volume การใช้บริการที่มากขึ้น (แต่ประเด็นหมอทำงานหนักขึ้น ก็ต้องไปเคลียร์กันเองนะ)
    • ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น เบี้ยควรถูกลง และราคาบริการการแพทย์ควรสมเหตุสมผลขึ้น

    แต่ที่แน่ๆในแง่ valuation ของกลุ่ม รพ. อาจต้อง derate ลงก่อนในช่วงแรกๆ เมื่อก่อนซื้อขาย P/E 25-35x อาจต้องถอยมา 15-25 เท่า มากน้อยแล้วแต่ว่า รพ.ใด พึ่งพิงลูกค้าประกันมาน้อยอย่างไรน่ะครับ

    เรื่องอุตสาหกรรมประกันสุขภาพ ปัจจุบัน คนไทยให้ความสำคัญกับประกันสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแบบ OPD ในโรงพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้นถึง 62.1% ในช่วงปี 2013–2020 และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    ขณะที่สัญญาเพิ่มเติมของประกันสุขภาพก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เบี้ยประกันภัยรับรวมของสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพอยู่ที่ 51,450 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 14.3% y-y แสดงให้เห็นถึงความตระหนักของประชาชนต่อความสำคัญของการมีหลักประกันด้านสุขภาพ

    ใครยังไม่มีประกันสุขภาพ แนะนำว่า รีบทำก่อน 20 มีนาคม นะครับ ของ FWD เจ้านี้ก็ไม่เลวนะ เดี๋ยวนี้มีสำหรับสายกีฬาด้วย เก๋มากๆ ลองไปส่องดูได้ ที่นี่