หมวดหมู่: การออม เงินฝาก

เคล็ดลับในการเลือกการฝากเงิน ออมเงิน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  • ดอกเบี้ยขาลง เก็บเงินที่ไหนดี? รวม 5 ทางเลือกออมเงิน ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ย และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

    ดอกเบี้ยขาลง เก็บเงินที่ไหนดี? รวม 5 ทางเลือกออมเงิน ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ย และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

    ในช่วงที่ดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มปรับตัวลง หลายคนเริ่มมีคำถามว่า “ควรเก็บเงินไว้ที่ไหนดี?” ให้ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ยพอสมควรกับความเสี่ยง และที่สำคัญ ต้องไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงที่กำลังระบาดอยู่ในยุคนี้

    เลยไปสำรวจ 5 ทางเลือกการออมเงินที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมตัวอย่างผลตอบแทนแบบเข้าใจง่ายๆ เผื่อช่วยให้เพื่อนๆพิจารณากัน

    ทางเลือกแรกที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยคือ การฝากออมทรัพย์ หรือฝากประจำแบบดั้งเดิม จุดเด่นคือความเสี่ยงต่ำมาก เงินฝากได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากสูงสุดถึง 1 ล้านบาท/ บัญชี

    แต่ข้อเสียคือดอกเบี้ยต่ำมาก โดยบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปให้ดอกเบี้ยเฉลี่ยราว 0.25% – 1.5% ต่อปี ส่วนฝากประจำ 3 เดือนอาจได้ราว 1.75% – 2.25% ซึ่งในภาวะดอกเบี้ยขาลง ตัวเลขเหล่านี้มีแนวโน้มจะลดลงอีก การฝากประเภทนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องสูง และไม่อยากจะเสี่ยงเลย

    อีกทางเลือกที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นคือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งถือว่าเป็นการพักเงินแบบที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากแบงก์เล็กน้อย โดยกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นหรือเงินฝากสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง

    ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีของกองทุนกลุ่มนี้อยู่ในช่วงประมาณ 1.8% – 2.4% ต่อปี แม้จะไม่การันตีผลตอบแทน แต่ถือว่าเสมือนมีความเสี่ยงต่ำมาก แนะนำให้ซื้อผ่านแอปหรือโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพนะ

    เซียนบอกว่าวิธีนี้ป้องกันมิจฉาชีพได้ด้วยนะ เพราะเวลาถอนเงินมันจะวิ่งไปหาบัญชีชื่อของเราที่ฝากไว้เท่านั้น บัญชีม้าหมดสิทธิ เพียงแต่ว่ามันจะมี lag time ประมาณ 1 วันในการถอน เราก็แค่วางแผนดีๆก็ง่ายละครับ

    สำหรับสายดิจิทัลที่อยากได้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากออมทรัพย์ แต่ยังต้องการความยืดหยุ่นในการถอนเงิน บัญชีเงินฝากดิจิทัล (Digital Savings) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เช่น SCB Easy Saving ที่ให้ดอกเบี้ยถึง 2%, K-eSavings 1.5%, หรือ ttb All Free ที่ให้สูงสุด 1.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานควรระวังการใช้งานผ่านแอปหรือเว็บไซต์ปลอม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้ช่องทางทางการของธนาคารเท่านั้นนะ!!

    หากคุณมีเงินเย็น และไม่รีบร้อนใช้ การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล หรือสลากออมสินก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสูง เพราะมีรัฐค้ำประกัน พันธบัตรบางรุ่นให้ดอกเบี้ยคงที่ราว 2.4% – 3.0% ต่อปี ขึ้นกับระยะเวลาถือ ส่วนสลากออมสินแม้ให้ดอกเบี้ยน้อยกว่าราว 0.5% – 1.5% แต่ได้สิทธิ์ลุ้นรางวัลทุกเดือน เหมาะสำหรับคนที่อยากออมเงินระยะกลางถึงยาว และชอบความมั่นคง แถมว่ากันว่าได้บุญด้วยนะ เงินของเราจะเป็นเครื่องมือให้ธนาคารรัฐแห่งนี้เอาไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้าได้อีกด้วย

    จุดสำคัญข้อนี้คือ ต้องมั่นใจว่าเงินเราเย็นจริง เย็นกี่เดือน กี่ปี จะได้เลือก tenor การฝากได้ตรงกัน เช่น เงินเย็นก้อนนี้ 2 ปี ก็เลือกออมในธนบัตรอายุ 2 ปี ให้มัน match กันนะ

    ส่วนใครที่อยากเพิ่มผลตอบแทนขึ้นอีกเล็กน้อย โดยยังอยู่ในขอบเขตความเสี่ยงที่พอรับได้ ตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (Investment Grade Bonds) หรือ หุ้นกู้ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ หากเลือกบริษัทที่มีเครดิตดี เช่น Rating A ขึ้นไป จะมีโอกาสได้รับดอกเบี้ยราว 3.0% – 4.5% ต่อปี แต่ทั้งนี้ควรตรวจสอบข้อมูลบริษัทผู้ออก และข้อมูลกองทุนกับ ก.ล.ต. เสมอก่อนลงทุนด้วยนะ

    ผมแนะอีกนิดว่า ให้ดูแนวโน้มธุรกิจของบริษัทที่ขายหุ้นกู้ด้วยนะ ผู้ออกควรมีกระแสเงินสดเป็นบวก “อย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้เหวี่ยงมากเกินไป” อีกจุดที่ควรดูคือ D/E ratio ไม่ควรสูงเกินไป (<2 เท่า กำลังพอรับได้) นอกจากนั้นธรรมาภิบาลของ ผบห.ในการทำธุรกิจก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาจใช้ google เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบที่ดี โดยการ search คำง่ายๆ เช่น “บริษัท ….. โกง” “บริษัท…. เบี้ยว ผิดนัด” “บริษัท… ปัญหา” เหล่านี้พอช่วยได้

    แต่ย้ำว่า CG score นั้นไม่ได้เป็นตัวการันตีนะ ย้ำ!

    อีกอันที่กำลังมาแรงคือ บัญชีเงินฝาก FCD (ฝากในสกุลต่างประเทศ) อันนี้ดอกเบี้ยแรงได้ใจ 4-5% แต่คุณต้องวัดกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ต้องหาจังหวะ THB แข็งๆ เข้าแนวรับสำคัญแล้วค่อยเข้าไปฝากนะ แม้ดอกเบี้ยจะเป็นขาลง แต่ผลตอบแทนยังสูงมาก หากไม่เจ๊งค่าเงินเสียก่อน(ฮา)

    โดยสรุป หากคุณไม่อยากเสี่ยง และเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก การเลือกใช้หลายเครื่องมือผสมกันก็เป็นแนวทางที่ดี เช่น เงินที่ใช้จ่ายประจำวันอาจเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีดิจิทัล เงินที่รอจังหวะลงทุนอาจพักในกองทุนตลาดเงิน หรือฝากประจำ ส่วนเงินระยะยาวอาจพิจารณาพันธบัตรหรือแม้แต่ตราสารหนี้เกรดดีครับ

    และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าเพื่อนๆจะออมด้วยวิธีไหน ต้องระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยควรตรวจสอบชื่อกองทุนหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนกับเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ที่ www.checkfirst.sec.or.th อย่ากดลิงก์จาก SMS หรือไลน์ที่ไม่รู้จัก

    และถ้ามีใครบอกว่าลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน “การันตี” เว่อร์ๆแบบ 20% ต่อปี อันนี้ให้สงสัยไว้ก่อนเสมอเลยว่า ไอ่นี้โกงแน่ๆ ให้จำไว้ว่า ของดีง่ายๆ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงแบบนี้มันไม่ตกถึงมือเม่าอย่างเราๆหรอก

    การออมเงินในช่วงดอกเบี้ยขาลงอาจดูน่าเบื่อ แต่ถ้าทำถูกทางและไม่ถูกหลอก เงินของคุณจะยังคงเติบโตอย่างมั่นคง และรอจังหวะใหม่ของการลงทุนได้อย่างปลอดภัยจ้า

    และสุดท้ายครับ อย่าเอาไข่ทุกใบใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวนะครับ กระจายความเสี่ยงด้วยล่ะ

  • Thailand ESG Extra Fund คลอดแล้ว! โอน LTF vs ขายแล้วไป RMF เลือกทางไหนดี?

    Thailand ESG Extra Fund คลอดแล้ว! โอน LTF vs ขายแล้วไป RMF เลือกทางไหนดี?

    รัฐบาลเพิ่งเคาะมาตรการใหม่สำหรับนักลงทุนสายลดหย่อนภาษี และคนที่ยังถือ LTF เดิมอยู่

    โดยออกแบบกองทุนรวมแบบพิเศษชื่อว่า Thai ESG Extra Fund (Thai ESGX) ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่หลังสงกรานต์ วันที่ 16 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

    กองทุนนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะส่งเสริมการลงทุนในหุ้นที่มีความยั่งยืน และในขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงขายของ LTF เดิมที่ครบกำหนด ซึ่งว่ากันว่ามีขนาดรอขายถึง 1.8 แสน ล้านบาท ถ้ามากันหมดเนี่ย 1,000 จุด ก็เอาไม่อยู่นะ

    นี่จึงถือเป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายภาษี, การพัฒนาอย่างยั่งยืนในตลาดทุน และ ประคองตลาดหุ้นไปพร้อมๆกัน

    กองทุน Thai ESGX มีเงื่อนไขสำคัญ คือ เปิดโอกาสให้ผู้ถือ LTF เดิมสามารถโอนเงินลงทุนทั้งหมดเข้าไปยังกองทุนนี้ และรับสิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท

    โดยปีภาษี 2568 จะลดหย่อนได้ 300,000 บาท และอีก 200,000 บาททยอยใช้สิทธิในช่วงปี 2569 ถึง 2572 ปีละ 50,000 บาท ทั้งนี้ ต้องถือหน่วยลงทุนในกอง Thai ESGX ไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน)

    ส่วนผู้ลงทุนรายใหม่ที่ไม่เคยถือ LTF มาก่อน ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท หากเริ่มลงทุนในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 และถือครบ 5 ปีเช่นกัน

    ที่มา : สำนักงาน กลต.

    ก่อนลงทุน เราต้องรู้ก่อนว่า กองทุนนี้จะเอาเงินเราไปลงทุนหุ้นแบบไหน?

    คำตอบคือ Thai ESGX ต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีลักษณะโดดเด่นด้านความยั่งยืน ซึ่งอาจเป็นหุ้นที่อยู่ในดัชนี ESG ของตลาดหลักทรัพย์ไทย (เช่น THSI) หรือมี ESG Rating จากสถาบันที่น่าเชื่อถืออย่าง MSCI หรือ Sustainalytics

    แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่จำเป็นต้องมี ESG Rating เสมอไป หากกองทุนสามารถอธิบายได้ว่า บริษัทยังมีคุณสมบัติด้าน ESG ที่ชัดเจน เช่น มีแผนลดคาร์บอนอย่างจริงจัง หรือมีธรรมาภิบาลที่ดีเยี่ยม ก็สามารถนำมาลงทุนได้เช่นกัน ตัวอย่างหุ้นในข่ายนี้ เช่น TRUE เป็นต้น

    ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญที่นักลงทุนอยากรู้ คือ ถ้าเราถือ LTF เดิมอยู่ ควรจะ “โอนเข้า Thai ESGX” หรือ “ขายแล้วไปซื้อ RMF” แบบไหนดีกว่ากัน?

    คำตอบไม่ได้ตายตัว เพราะต้องดู 2 ปัจจัยหลัก ก็คือ “จำนวนเงิน LTF เดิมที่มี” และ “เป้าหมายการลงทุนของเรา”

    กรณี 1 หากถือ LTF เดิม 500,000 บาท หรือ มากกว่า การโอนเข้า Thai ESGX นั้นคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน เพราะได้ลดหย่อนภาษีจากเงินก้อนเดิมอีกครั้งแบบเต็มสิทธิ (แถมไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขาย LTF ซึ่งจะโดนหักทันที 10% แต่เอาจริงๆ เจ๊งกันหมด ไม่น่ามีใครมีกำไร ฮา..)

    แต่เคสนี้ ต้องคิดอีกนิด อย่างเพื่อนผมบางคน ลงทุนใน LTF ก้อนใหญ่มากๆ คือ ถ้ามันใหญ่กว่า 500,000 บาท มากๆ เช่นสมมติ 1 ล้านบาท การโอนย้ายไปทั้งก้อน แต่ได้สิทธิลดหย่อนเพียง 500,000 บาท บางคนก็มองว่าไม่คุ้มนะ สู้เอาไปวัดกับ RMF ดีกว่าไหม?

    ดังนั้น วิธีนี้ ต้องดูขนาดของตัวเองด้วย ถ้าปริ่มๆใกล้ 500,000 บาท หรือไม่ด้วยนะ และอีกเรื่องที่ควรดู คือ เราต้องรีบใช้เงินก้อนนี้ไหมในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะถ้ามีการขายออกก่อน ผลประโยชน์ต่างๆต้องคืนหมดนะจ๊ะ

    กรณี 2 ถ้าถือ LTF เดิมอยู่ไม่ถึง 5 แสนบาท สิ่งที่ต้องพิจารณาคือความยืดหยุ่นของเงินก้อนนั้น หากคุณอยากลงทุนในกองที่มีหลากหลายประเภทสินทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ ทองคำ หรือกองทุนผสม RMF จะให้ความอิสระมากกว่า และสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน แต่ต้องถือยาวไปถึงอายุ 55 ปี

    ดังนั้น ถ้าอายุยังน้อย หรือยังไม่แน่ใจว่าอีกกี่ปีจะถอนใช้เงิน การโอนเข้ากอง Thai ESGX ก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่เบากว่า และได้ภาษีคืนทันทีหลายหมื่นบาท ดูจะมีอิสระมากกว่า หากปีที่ 6 หรือ 7 ต้องใช้เงินก้อน

    แต่ถ้าคุณอายุ 40 ปลายๆ – 50 ปี การไปลงทุนแบบยืดหยุ่นในช่วงท้ายก่อนเกษียนก็น่าทำนะ เพราะหุ้นไทยความ sexy มันน้อยกว่าจริงๆ ในบั้นปลาย ซึ่งหากโอนหุ้นไทยมา แล้ว Thailand ESG Extra โดนทุบต่ออีกรอบนี่ ดูไม่จืดนะ

    โดยสรุป กองทุน Thai ESGX เหมาะกับคนที่ต้องการได้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนเดิมอีกครั้ง ที่มียอด LTF เดิมไม่เกิน 500,000 บาท จะให้ผลดีสุด และควรเป็นคนไม่อยากเสียภาษีกำไร และพร้อมถือยาวต่ออีก 5 ปี อีกทั้งยังต้องการมีอิสระ กองทุนนี้จึงน่าจะเหมาะกับคนอายุน้อย ส่วนการขาย LTF แล้วย้ายไป RMF น่าจะเหมาะกับคนวัย 40 ปลาย-50 ปี ที่มียอด LTF เดิมก้อนใหญ่ๆ(กว่า 500,000 บาท มากๆ) และยังพร้อมลงทุนต่ออีกระยะ แต่มีความต้องการเลือกสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่านั่นเอง

    ใครถือ LTF เดิมอยู่ ยังมีเวลาคิดและวางแผน แต่ต้องรีบตัดสินใจก่อนช่วง พฤษภาคม–มิถุนายน 2568 เพราะนั่นคือหน้าต่างเวลาที่เปิดให้ลงทุน Thai ESGX เพื่อรับสิทธิภาษีรอบใหม่นะครับ

  • แบบนี้ก็มีด้วย เงินฝาก 4.56% และแต้มต่อที่นักลงทุน(ควร)ตีความได้

    แบบนี้ก็มีด้วย เงินฝาก 4.56% และแต้มต่อที่นักลงทุน(ควร)ตีความได้

    เมื่อวานนี้พาแม่ไปกินข้าวในห้างฯ แล้วแกขอให้พาไปธนาคาร พอดีแกมีตังค์อยู่ก้อนนึงที่ KTB จากการออมจนลืมสมัยรับราชการครู ก็เลยว่าจะไปถอนแล้วเอาไปฝากประจำ 7 เดือน พวก 1.65% ไรสักอย่าง ซึ่งแกก็ถามว่า ok ไหม?

    ในฐานะนักการเงินการลงทุน ก็ต้องบอกว่า “ม่ายยย!!” 1.65% vs เงินเฟ้อ 2.0% ฝากไงก็แพ้ ยิ่งฝากยิ่งจน แต่ก็เข้าใจแม่ได้ สำหรับคนแก่ ความมั่นคง ปลอดภัยมันสำคัญกว่าความคุ้มค่า ถ้ามันยอมเจ็บนิดหน่อยแต่มั่นคง ก็อาจเหมาะกับแก

    คราวนี้กำลังเดินผ่านประตูเข้าไป ก็เอ๊ะ ป้ายอะไรวะ? เปิดบัญชี FCD ฝากประจำ 4.56% !!

    เดี๋ยวๆมันมากกว่าเป้าหมายของแม่เยอะ มากกว่าออมทรัพย์ Saving 0.25-0.3% มากกว่าฝากประจำ 1-2 ปีที่ 1.4-1.9% เยอะมากด้วย เลยพาแม่ไปคุยกับสาวแบงก์กันหน่อย

    คาตาเลย อัลไลกันนี่!?!?!?

    หลังสนทนาได้ความว่า

    • เค้าจะเอาเงินสกุลบาทของแม่ แปลงแล้วเอาไปฝากในรูปสกุลเหรียญสหรัฐ USD
    • ดอเบี้ยรับจะโดนภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ตามปกติ
    • เป็นฝากประจำระยะสั้น 1 หรือ 2 หรือ 3 เดือน
    • สมมติพอครบ 3 เดือน ก็มี 2 ทางเลือก 1.โอนกลับไปฝากบัญชี Global Saving (อันนี้ก็ดอกดีอยู่นะ 2.5%) หรือ ทิ้งไว้ในบัญชี FCD แล้วรอประกาศเรตใหม่ว่า 4.xx% หรืออาจลงเป็น 0.00% ก็ได้ แล้วเราคิดทำไรอีกที

    ผมลองถามน้องว่า ธนาคารเอาเงินแม่ไปทำไร ทำไมให้ดอกเบี้ยกลับมาเยอะกว่าฝากออมทรัพย์ หรือ ฝากประจำแบบไทยๆ น้องบอกไม่แน่ใจค่ะพี่ แต่พี่มีความเสี่ยงเรื่องค่าเงินนะ เช่น วันที่ครบ 3 เดือน พี่ถอนเงินออก แล้วเรตมันแข็งกว่านี้ สมมติ 32.7x (วันฝาก 33.7x) พี่จะขาดทุน -1.00 บาท/ ดอลล่าร์ ถ้าพี่ฝาก 1,000 เหรียญ พี่ก็เจ็บตัว 1,000 บาท ค่ะ โอเคเข้าใจได้

    อ่านตัวเลขแล้ว ตีความได้เลยว่าธนาคาร เอาเงินแม่ไปลงทุนตลาดเงิน หรือ ตราสารหนี้ระยะสั้นที่สหรัฐ ซึ่งตอนนี้

    Fed fund rate 4.25-4.50% ส่วน risk free asset เช่น พันธบัตรสหรัฐ 1 ปี ก็ 4.10% ถ้า 10 ปี ก็ 4.32% ดังนั้น พอเอกชนเอาไป reference เหล่านี้ไปทำงานต่อ ก็ต้องบวก spread ตามความเสี่ยงเข้าไปอีก มันก็จะวิ่งไป 5%+++ เพิ่มไปตามความเสี่ยง

    ธนาคารก็คงเอาเงิน USD ที่เราฝากเหล่านี้ไปหาประโยชน์จากสินทรัพย์เหล่านี้นั่นเอง พอหักกำไรส่วนต่าง และค่าธุรกรรมต่างๆ น้ำไฟออกไป ก็จะเหลือเป็นดอกเบี้ยให้เรา 4.56% นั่นเอง

    Ok เข้าใจได้ มันมีโอกาส และ ความเสี่ยง ซึ่งก่อนตัดสินใจกับแม่ มันมีเรื่อง 2 เรื่องที่ต้องอธิบายให้แม่เข้าใจก่อน

    1. ที่เค้าให้เรตสูงได้ เพราะที่สหรัฐ ตอนนี้ดอกเบี้ยมันสูงจริง เงินเฟ้อยังสูง สภาพคล่องที่ปั๊มเงิน QE ออกมายังท่วมระบบ ล่าสุดเงินเฟ้อที่ดูผ่าน Core PCE มันยังสูง 2.8-3.0% แม้จะค่อยๆชะลอการขึ้น แต่ยังสูงกว่าเป้า 2.0% มาก ดังนั้นถ้าเฟดเร่งรีบลดดอกเบี้ย (liquidity จะล้นออกมาในตลาด) ก็จะยิ่งทำให้กด Core PCE ไม่ลง

      ทั้งหมดทั้งมวลแปลว่า แม้ตลาดจะเชื่อว่าดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาลง แต่สถานการณ์คือ “มันลงช้ามาก” ปีนี้มองดอกเบี้ยลง 1-3 ครั้งไม่เกิน แปลว่า ดอกเบี้ยระดับ 4.xx% ยังเห็นไปอีกพัก ซึ่งมันสูงพอเมื่อเทียบกับเงินฝากในประเทศ 0.3% นะแม่
    2. ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน เล่าให้แม่ฟังว่า นึกดีๆนะ ธปท. และเรารู้กันดีว่า ถ้าค่าเงินบาทอ่อน แน่นอนคนส่งออกยิ้ม แต่ในทางตรงข้ามคนนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตก็อ้วก ดังนั้น ธนาคารกลางจะไม่ยอมให้ค่าเงิน อ่อนๆๆๆๆ ไปยาวๆ เช่นเดียวกัน ก็จะไม่ยอมให้แข็งไปยาวๆๆๆ ต้องพยามทำให้มีคนได้และคนเสียพอๆกัน ดังนั้นสิ่งที่เค้าจะทำคือ ใน “ภาวการณ์ปกติ” มันมีกรอบค่าเงินชุดหนึ่งให้ทุกคนทำมาหากินกันได้ หันไปดูกราฟไวๆ ผมเดาว่า 32.00-36.00 บาท

      ซึ่ง ผมได้คุยกับฟันด์เมเนเจอร์หลายคน ในระยะยาว ส่วนใหญ่ take view ว่าค่าเงินบาทอ่อนยาวๆ ก็มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจบ้านเราที่โตต่ำกว่าศักยภาพ GDP growth 3% ยังเต็มกลืน แจกแล้วแจกอีก(ฮา) ประเทศชาวบ้านเค้าพูดกันเองว่าบ้านเค้าต่ำ 5% คือผิดหวัง..

      ดังนั้นวันนี้เรต 33.7x บาท/ เหรียญ ถือว่า ok ถ้าจะเข้าไปนะ และยิ่งสหรัฐทะเลาะกับชาวบ้านเยอะๆ Geopolitical risk เพียบๆ Dollar จะยิ่งอ่อนค่ายาก แต่มันจะพัง(อ่อนแรงๆ)ได้ก็ต้องมี recession แหละ ซึ่งการฝากประจำระยะสั้น 1-2-3 เดือน เชื่อว่าหนีทันนะ (คิดว่า ฮ่าๆๆ) ** แต่ถ้าถอนก่อนกำหนด ก็โดนหัก 2% จากดอกเบี้ย ก็ยังคุ้มกว่า Saving ไทยๆเยอะนะแม่

    หลังจากอธิบาย concept และแต้มต่อให้แม่เข้าใจ แม่ก็เคาะ all in ของเงินก้อนนั้นเลย เพราะเงินมันเย็นมาก และมีคุณลูกค่อยมอนิเตอร์ให้ทุกวัน (หวังว่าจะรอด) ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะตามไปซัดด้วยคน พอดีเมื่อวานไม่ได้เตรียม book เตรียมตังค์ไป (เปิด FCD ฝากประจำ ต้องทำที่หน้า counter น่ะ)

    อันนี้ให้ไว้เป็นอุทาหรณ์ (ฮ่าๆ) เอ๊ย..ไอเดีย เผื่อใครสนใจไปศึกษาต่อนะ คนที่จะเหมาะกับเกมส์นี้คือ เงินเย็นจัด 6-12 เดือนขึ้นไป ที่ปัจจุบันเงินแช่ใน saving แบบไร้ค่า และที่สำคัญคุณต้องมอนิเตอร์ update ข่าวสารฝั่งสหรัฐได้บ่อยๆด้วยนะ เงื่อนไขคือ เมิงอย่า recession !! (วิธีจับสัญญาณ คือ ตลาดแรงงาน อันนี้จะไวสุด)

    เป็นการออม ผสมลงทุน ผสมเก็งกำไรค่าเงินไปในตัว สนุกดีแท้!! แต่ว่า อย่าลงเกินตัวนะ ย้ำ!!

    สวัสดี Have Fun(d) นะ

    บัญชีนี้เอาไว้ พักเงิน USD ตอนจังหวะครบ 3 เดือน ถ้ายังไม่อยากแปลงเป็น THB นะ (ตอนเรตไม่ถูกใจ)

    ลิ้งค์เอาไปดูกันเองต่อนะ ฝาก USD ที่กรุงไทย (ไม่มี sponsor นะ เล่าให้ฟังเฉยๆ)

  • 50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    เวลาออมเงิน บางทีเราก็ออมเงินแบบตามความรู้สึกว่าต้องออม แต่ว่าถ้าใครอยากทำแบบมีวินัยและยั่งยืน วันนี้ผมมีสูตรยอดฮิตอันนึงมาเล่าให้ฟังครับ สูตรนี้คือ 50/30/20 ครับ

    สูตรนี้เป็นแนวคิดที่ถูกพัฒนาโดย Elizabeth Warren และลูกสาว Amelia Warren Tyagi ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือชื่อ “All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan” ที่ตีพิมพ์ในปี 2005

    โดยเป้าหมายหลักของสูตรนี้คือช่วยให้ผู้คนบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสมดุลระหว่างการใช้จ่ายและการออม แถมยังแบ่งเงินไว้สำหรับมอบความสุขให้กับเราด้วย ซึ่งความ Balance นี้ ก็น่าจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนนะครับ

    วิธีทำ

    หลักคิดคือการแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

    50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหารและของใช้จำเป็น ค่าบริการสาธารณูปโภค ค่าประกันสุขภาพ หรือหนี้สินที่จำเป็น

    30% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ (desier) เช่น กินอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยวและความบันเทิง ซื้อของฟุ่มเฟือย ค่าสมาชิก Netflix หรือ Spotify และงานอดิเรกที่ทำให้เรามีความสุข

    20% เป็นการออมและการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น เงินออมฉุกเฉิน การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง และการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว

    แล้วปี 2025 นี้ยังใช้ได้ไหม?

    ด้วยสิ่งที่เปลี่ยนๆไปในปี 2025 ผมคิดว่าแนวคิดนี้อาจต้องได้รับการปรับเปลี่ยนบ้างนะ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ 50% แรกอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น

    ขณะที่รายได้ที่ไม่แน่นอนมากขึ้นจากการที่คนรุ่นใหม่หันไปทำฟรีแลนซ์ หรือทำงานแบบไม่ประจำมากขึ้น ส่งผลให้ผมคิดว่าต้องมีเงินออมมากขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ในระดับต่ำมากๆๆๆๆ การออมเพียง 20% เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอนะ ควรเพิ่มเด้อ

    ดังนั้น ถ้าภาระมันเยอะอาจต้องเริ่มต้นที่ 60/20/20 ไปก่อน ขณะที่ใครยังคุมค่าใช้จ่ายได้ดีแล้ว การดันไปหา 40/30/30 เพื่อเพิ่มการลงทุนให้เงินงอกเงยเร็วขึ้นเอาชนะเงินเฟ้อก็ควรทำนะ

    ตัวอย่างการใช้งานจริง

    ตัวอย่างที่ 1 : พนักงานประจำที่มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน สามารถแบ่งใช้จ่ายได้ดังนี้

    50% หรือ 25,000 บาท ใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า 10,000 บาท ค่าอาหาร 5,000 บาท ค่าผ่อนรถ 8,000 บาท และค่าสาธารณูปโภค 2,000 บาท

    30% หรือ 15,000 บาท ใช้กับสิ่งที่ต้องการ เช่น กินข้าวนอกบ้าน 5,000 บาท เที่ยวและช้อปปิ้ง 7,000 บาท ค่าสมาชิก Netflix และ Spotify 1,000 บาท

    20% หรือ 10,000 บาท ใช้สำหรับการออมและลงทุน เช่น ฝากเงิน 5,000 บาท ลงทุนในหุ้น/กองทุน 3,000 บาท และจ่ายหนี้บัตรเครดิต 2,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 2 : คนทำฟรีแลนซ์ที่มีรายได้เฉลี่ย 40,000 บาทต่อเดือน อาจต้องปรับสูตรให้เหมาะสม เช่น 40% หรือ 16,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับการออมและสำรองเผื่อรายได้ลดลง

    คุณเหมาะกับสูตรนี้ไหม?

    สูตรนี้เหมาะกับคนที่ต้องการบริหารเงินแบบง่ายๆ และเป็นระบบ ผู้ที่เริ่มต้นวางแผนการเงิน และคนที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง เช่น พนักงานเงินเดือน

    อย่างไรก็ตามสูตรนี้ อาจไม่เหมาะกับคนที่มีภาระหนี้สูงๆ ซึ่งข้อแนะนำแรกสำหรับคนกลุ่มนี้จากผมก็คือ จงไปรีบเคลียร์หนี้ให้เร็วที่สุดก่อนนะครับ ยิ่งเราลดภาระหนี้ได้เร็ว เราก็จะเข้าสู่สูตรนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    ไว้วันหลังจะมาสอนสูตรในการปลดภาระหนี้อย่างเร็วๆให้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

  • ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเงินปันผลถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของบุคคล และในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำหนดให้เงินปันผลต้องเสียภาษีด้วยนะห้ามเบี้ยว

    อัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทย

    สำหรับอัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทยมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเกี่ยวข้องกับภาษี 2 แบบ ดังนี้:

    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของจำนวนเงินปันผลที่ได้รับ และนำส่งกรมสรรพากรโดยบริษัทที่จ่ายเงินปันผล จะเห็นว่ามันหักไปเรียบร้อยแล้วนะ
    2. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผล สามารถเลือกได้ 2 วิธีในยื่นการเสียภาษี
      • ทางแรก คือ นำมูลค่าเงินปันผลตามหน้าเช็คที่ได้รับ(ปัจจุบัน e-dividend) ไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นๆ แล้วใช้สิทธิขอเครดิตภาษี (Tax Credit) คืนในลำดับถัดไปได้
      • เลือกไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น และเสียภาษีเฉพาะ 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็ง่ายดี

    วิธีการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผล

    1. สำหรับ “บริษัท” ผู้จ่ายเงินปันผล
      • ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น นำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปผ่านแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 50 หรือ ภ.ง.ด. 1 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) จากนั้นก็ออกเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น
    2. สำหรับ “ผู้ถือหุ้น” ที่ได้รับเงินปันผล
      • หากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องพิจารณาว่าจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินใจว่าจะเอาไปรวมคำนวน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเคลมภาษีดังต่อไปนี้ครับ

    การเคลมภาษีเงินปันผลคืออะไร

    การเคลมภาษีเงินปันผลหมายถึงการขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว หรือการใช้สิทธิเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีของบุคคลธรรมดาที่เลือกนำเงินปันผลมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น โดยสามารถขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วตามอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจริง

    ขั้นตอนการขอเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณเงินได้รวมทั้งหมด รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับ
    2. ใช้สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลตามหลักการ “Gross-up” ซึ่งจะคิดภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วกลับมาเป็นฐานรายได้ก่อนหักภาษี
    3. คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหักออก
    4. ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91) ภายในกำหนดเวลาเพื่อขอคืนภาษีหากมีภาษีที่ชำระเกิน

    ตัวอย่างการเคลมภาษีเงินปันผล

    นายสมชายได้รับเงินปันผลจากบริษัท A เป็นจำนวน 100,000 บาท โดยบริษัท A หักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% หรือ 10,000 บาท

    วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณฐานภาษีก่อนหักเครดิต (Gross-up) ฐานภาษีเงินปันผล=(เงินปันผลที่ได้รับ/90)∗100ฐานภาษีเงินปันผล = (เงินปันผลที่ได้รับ / 90) * 100 ฐานภาษี=(100,000/90)∗100=111,111บาทฐานภาษี = (100,000 / 90) * 100 = 111,111 บาท
    2. คำนวณภาษีที่ต้องชำระตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
      • สมมติว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายสมชายอยู่ที่ 20%
      • ภาษีที่ต้องชำระ = 111,111 * 20% = 22,222 บาท
    3. หักเครดิตภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว
      • ภาษีที่ต้องชำระสุทธิ = 22,222 – 11,111 = 11,111 บาท
    4. หากภาษีที่นายสมชายได้ชำระผ่านการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง นายสมชายสามารถขอคืนภาษีส่วนเกินได้
      • กรณีนี้ นายสมชายสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลไปหักลดภาษีที่ต้องเสีย หรือขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร

    ผลลัพธ์ของการเลือกวิธีเสียภาษี

    • หากเลือก นำเงินปันผลไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะสามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อลดภาระภาษีได้ แต่ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงขึ้นหากมีเงินได้อื่นมากอยู่แล้ว
    • หากเลือก ไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะเสียภาษีเพียง 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและอาจคุ้มกว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้รวมสูงและอยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่า 10%

    ดังนั้น คนที่มีรายได้สูงๆ และมีฐานภาษีเกิน 10% จึงไม่ควรเอาเงินปันผลไปรวมคำนวนเพื่อยื่นภาษี เพราะอาจทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น สู้ยอมให้หักไปเลย 10% จบตรงนั้นจะดีกว่า

    สรุปเรื่องปันผล และ ภาษี

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้จากเงินปันผล โดยมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษี 2 แบบ หากเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อาจสามารถขอเครดิตภาษีและขอคืนภาษีส่วนเกินได้(แต่ไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ)

    แถม เงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ BOI ต้องยื่นภาษีหรือไม่?

    สำหรับนักลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ สิทธิประโยชน์ BOI (Board of Investment) ควรเข้าใจว่าเงินปันผลที่ได้รับอาจมี ผลทางภาษีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของกำไรที่บริษัทใช้ในการจ่ายปันผล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก

    1. เงินปันผลจากกำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (BOI)

    หากบริษัทที่จ่ายเงินปันผล อยู่ในช่วงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก BOI กำไรที่เกิดขึ้นจากกิจการ BOI จะได้รับสิทธิ ไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้ก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย กล่าวคือ …

    ไม่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น ❌ ไม่ได้รับเครดิตภาษี เพราะกำไรนี้ไม่เคยถูกหักภาษี ณ แหล่งที่มา

    2. เงินปันผลจากกำไรที่ต้องเสียภาษี (นอก BOI)

    หากบริษัทมีรายได้จากกิจการที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้ BOI และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้จะต้องเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรนะครับ

    💡 ข้อควรระวัง:
    บางบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลจากทั้ง 2 แหล่ง (BOI และนอก BOI) ควรตรวจสอบ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าระบุประเภทเงินปันผลอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมนะครับ

  • หุ้นกู้คืออะไร ข้อดี-ด้อย วิธีเลือกเบื้องต้นทำไง?

    หุ้นกู้คืออะไร ข้อดี-ด้อย วิธีเลือกเบื้องต้นทำไง?

    การลงทุนในหุ้นกู้ (Corporate Bonds หรือ Debenture) เคยเป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนไทยที่มองหาผลตอบแทนที่มั่นคง และความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหุ้น แต่ว่าหลังๆเริ่มไม่นิยมหลังบริษัทสีเทาๆหันมาใช้ช่องว่างออกหุ้นกู้ขายให้กับประชาชนที่ไม่มีความรู้ ทำให้ผลตอบแทนไม่คุ้มความเสี่ยง(มหาศาล) เช่น ลงทุนหวังกำไรปีละ 4% แต่พอโดน ก็เจ๊งเกลี้ยงเลย 100% ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความรู้จักกับหุ้นกู้ตั้งแต่พื้นฐาน วิธีการทำงาน การลงทุน ไปจนถึงเกล็ดการเลือกหุ้นกู้ง่ายๆ จะได้เลือกลงทุนได้ถูก เพราะเอาจริงๆ หุ้นกู้ดีๆก็ยังมีอีกเยอะครับ


    หุ้นกู้คืออะไร?

    หุ้นกู้คือเครื่องมือทางการเงินประเภทหนึ่งที่บริษัทออกมาเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน ในทางปฏิบัติ การซื้อหุ้นกู้ก็คือการที่คุณปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทเหล่านั้น โดยในฐานะผู้ถือหุ้นกู้ คุณจะได้รับดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และบริษัทจะคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดระยะเวลาของหุ้นกู้

    ตัวอย่างง่ายๆ: สมมติว่าคุณซื้อหุ้นกู้มูลค่า 100,000 บาท ที่มีอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี คุณจะได้รับดอกเบี้ยปีละ 5,000 บาท และเมื่อครบกำหนดในปีที่ 3 บริษัทจะคืนเงินต้น 100,000 บาทให้คุณนั่นเอง


    หุ้นกู้ทำงานอย่างไร?

    1. การออกหุ้นกู้: บริษัทต้องการเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจหรือชำระหนี้เก่า จึงออกหุ้นกู้ให้กับนักลงทุน ซึ่งการออกแต่ละครั้งต้องอยู่ภายใต้การกำกับของทางการ (กลต.) เพราะเป็นการกู้เงินกับประชาชนทั่วไป
    2. การซื้อหุ้นกู้: นักลงทุนซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรก (Primary Market) หรือในตลาดรอง (Secondary Market) โดยหาซื้อได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือ ซื้อที่ธนาคาร ก็ได้
    3. ผลตอบแทน: นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น รายปี หรือรายครึ่งปี โดยดอกเบี้ยจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%
    4. คืนเงินต้น: เมื่อครบกำหนดอายุของหุ้นกู้ บริษัทจะคืนเงินต้นให้กับผู้ถือหุ้นกู้

    ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกู้

    • รายได้ที่มั่นคง: ดอกเบี้ยจากหุ้นกู้เป็นรายได้ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้ลงทุนสามารถวางแผนการเงินได้ง่าย
    • ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น: หุ้นกู้มีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น เนื่องจากราคาหุ้นกู้ในตลาดรอง จะไม่ผันผวน และอ่อนไหวไปกับผลประกอบการของบริษัทโดยตรงนัก ภาวะตลาด และ เครดิตเรตติ้ง จะมีผลต่อราคามากกว่า
    • เหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยง: หุ้นกู้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้

    ข้อควรระวังในการลงทุนในหุ้นกู้

    1. ความเสี่ยงด้านเครดิต: ในกรณีที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ จากปัญหาทางการเงิน ก็จะส่งผลต่อเงินลงทุนของเราทั้งหมดได้ (แม้ว่าต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องก็ตาม แต่จะใช้เวลานานหลายปี เพราะต้องเคลียร์กับเจ้าหนี้อื่นๆด้วย)
    2. อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น: เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น ราคาของหุ้นกู้ในตลาดรองมักลดลง เพื่อชดเชยการเสียโอกาสของผู้ซื้อในตลาดรอง
    3. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง: หุ้นกู้บางประเภทอาจขายต่อในตลาดรองได้ยาก เนื่องจากในประเทศไทย ตลาดรองหุ้นกู้ไม่ค่อยนิยมเหมือนตลาดหุ้น ทำให้ซื้อมาขายไปยาก และนำมาซึ่งราคาที่มีส่วนลดและไม่ได้สะท้อนมูลค่าแท้จริงของหุ้นกู้นั้นๆ

    วิธีเลือกหุ้นกู้เบื้องต้น

    1. ตรวจสอบเครดิตเรตติ้ง (Credit Rating):
      • เครดิตเรตติ้งแสดงถึงความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ โดยเรตติ้งที่สูง (เช่น AAA, AA) หมายถึงความเสี่ยงต่ำ แต่ก็จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่า ในขณะที่เรตติ้งต่ำ (เช่น BBB หรือต่ำกว่า) มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าแต่มีความเสี่ยงสูงขึ้น นั่นก็คือหลักของ High risk, High return นั่นเอง
    2. เลือกตามระยะเวลาใช้เงินของเรา :
      • หุ้นกู้ระยะสั้น (1-3 ปี): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงและมีเงินทุนหมุนเวียน และไม่ได้มีความต้องการใช้เงินเร่งด่วนในขณะนั้นๆ
      • หุ้นกู้ระยะยาว (>5 ปี): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนในระยะยาวและพร้อมรับความผันผวนของดอกเบี้ยได้ และก็คล้ายกันคือ ไม่ได้มีความต้องการใช้เงินในช่วงเวลานั้น
    3. พิจารณาอัตราดอกเบี้ย:
      • เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้กับอัตราดอกเบี้ยในตลาด เช่น พันธบัตรรัฐบาล เพื่อประเมินความคุ้มค่า รวมถึงเปรียบเทียบกับหุ้นกู้ที่ได้เรตติ้งใกล้ๆกันด้วย และ หุ้นกู้ที่ขายโดยบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันด้วย ย้ำคือ ต้องเปรียบเทียบให้รอบด้านนะก่อนซื้อ
    4. ตรวจสอบเงื่อนไขพิเศษ:
      • หุ้นกู้บางประเภทอาจมีเงื่อนไขพิเศษ เช่น Callable Bond ที่บริษัทสามารถไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของคุณ

    การเริ่มต้นลงทุนในหุ้นกู้

    1. ศึกษาและเลือกประเภทหุ้นกู้:
      • สำหรับมือใหม่ อาจเริ่มต้นด้วยหุ้นกู้ของรัฐหรือบริษัทที่มีเครดิตเรตติ้งสูงๆ เช่น AAA หรือ AA
    2. ซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรกหรือรอง:
      • ตลาดแรก: ซื้อหุ้นกู้ที่เพิ่งออกใหม่ผ่านธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์
      • ตลาดรอง: ซื้อขายหุ้นกู้ที่มีอยู่แล้วในตลาด เช่น ตลาดตราสารหนี้ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
    3. ติดตามข้อมูลและสถานะของบริษัท:
      • ตรวจสอบสถานะทางการเงินของบริษัทที่ออกหุ้นกู้อย่างสม่ำเสมอผ่านรายงานทางการเงินและการจัดอันดับเครดิต

    บทสรุป

    หุ้นกู้เป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนที่มั่นคงและต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นกู้ยังคงมีความเสี่ยงที่ควรพิจารณา เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต และความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและการเลือกหุ้นกู้ที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณเป็นสิ่งสำคัญ

    ผมย้ำว่า การเปรียบเทียบ compare เป็นสิ่งสำคัญมากในการเลือกหุ้นกู้ รวมถึงระยะเวลาอายุหุ้นกู้ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เงินของเราด้วยนะ

    ยิ่งไปกว่านั้น เราควรต้องเข้าใจ Nature ของธุรกิจที่ออกหุ้นกู้ด้วยว่า มันเหมาะสมกับการใช้เครื่องมือหรือไม่ กล่าวคือ หากธุรกิจไม่ได้มีรายได้แน่นอนสม่ำเสมอ เราก็ไม่ควรซื้อหุ้นกู้บริษัทนี้ แต่ถ้าหากเค้าออกหุ้นกู้จริง อัตราดอกเบี้ยก็ต้องสะท้อนความเสี่ยงนี้ด้วยเป็นอัตราที่สูงกว่าปกติด้วย

    ย้ำว่า ระวังพวก High risk, Low return นะ โปรดดูดีๆ การฝึกเปรียบเทียบ หรือ compare รอบด้าน จะช่วยการติดสินใจได้เยอะมาก ฝึกเยอะๆครับ