หมวดหมู่: การออม เงินฝาก

เคล็ดลับในการเลือกการฝากเงิน ออมเงิน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  • แบบนี้ก็มีด้วย เงินฝาก 4.56% และแต้มต่อที่นักลงทุน(ควร)ตีความได้

    แบบนี้ก็มีด้วย เงินฝาก 4.56% และแต้มต่อที่นักลงทุน(ควร)ตีความได้

    เมื่อวานนี้พาแม่ไปกินข้าวในห้างฯ แล้วแกขอให้พาไปธนาคาร พอดีแกมีตังค์อยู่ก้อนนึงที่ KTB จากการออมจนลืมสมัยรับราชการครู ก็เลยว่าจะไปถอนแล้วเอาไปฝากประจำ 7 เดือน พวก 1.65% ไรสักอย่าง ซึ่งแกก็ถามว่า ok ไหม?

    ในฐานะนักการเงินการลงทุน ก็ต้องบอกว่า “ม่ายยย!!” 1.65% vs เงินเฟ้อ 2.0% ฝากไงก็แพ้ ยิ่งฝากยิ่งจน แต่ก็เข้าใจแม่ได้ สำหรับคนแก่ ความมั่นคง ปลอดภัยมันสำคัญกว่าความคุ้มค่า ถ้ามันยอมเจ็บนิดหน่อยแต่มั่นคง ก็อาจเหมาะกับแก

    คราวนี้กำลังเดินผ่านประตูเข้าไป ก็เอ๊ะ ป้ายอะไรวะ? เปิดบัญชี FCD ฝากประจำ 4.56% !!

    เดี๋ยวๆมันมากกว่าเป้าหมายของแม่เยอะ มากกว่าออมทรัพย์ Saving 0.25-0.3% มากกว่าฝากประจำ 1-2 ปีที่ 1.4-1.9% เยอะมากด้วย เลยพาแม่ไปคุยกับสาวแบงก์กันหน่อย

    คาตาเลย อัลไลกันนี่!?!?!?

    หลังสนทนาได้ความว่า

    • เค้าจะเอาเงินสกุลบาทของแม่ แปลงแล้วเอาไปฝากในรูปสกุลเหรียญสหรัฐ USD
    • ดอเบี้ยรับจะโดนภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ตามปกติ
    • เป็นฝากประจำระยะสั้น 1 หรือ 2 หรือ 3 เดือน
    • สมมติพอครบ 3 เดือน ก็มี 2 ทางเลือก 1.โอนกลับไปฝากบัญชี Global Saving (อันนี้ก็ดอกดีอยู่นะ 2.5%) หรือ ทิ้งไว้ในบัญชี FCD แล้วรอประกาศเรตใหม่ว่า 4.xx% หรืออาจลงเป็น 0.00% ก็ได้ แล้วเราคิดทำไรอีกที

    ผมลองถามน้องว่า ธนาคารเอาเงินแม่ไปทำไร ทำไมให้ดอกเบี้ยกลับมาเยอะกว่าฝากออมทรัพย์ หรือ ฝากประจำแบบไทยๆ น้องบอกไม่แน่ใจค่ะพี่ แต่พี่มีความเสี่ยงเรื่องค่าเงินนะ เช่น วันที่ครบ 3 เดือน พี่ถอนเงินออก แล้วเรตมันแข็งกว่านี้ สมมติ 32.7x (วันฝาก 33.7x) พี่จะขาดทุน -1.00 บาท/ ดอลล่าร์ ถ้าพี่ฝาก 1,000 เหรียญ พี่ก็เจ็บตัว 1,000 บาท ค่ะ โอเคเข้าใจได้

    อ่านตัวเลขแล้ว ตีความได้เลยว่าธนาคาร เอาเงินแม่ไปลงทุนตลาดเงิน หรือ ตราสารหนี้ระยะสั้นที่สหรัฐ ซึ่งตอนนี้

    Fed fund rate 4.25-4.50% ส่วน risk free asset เช่น พันธบัตรสหรัฐ 1 ปี ก็ 4.10% ถ้า 10 ปี ก็ 4.32% ดังนั้น พอเอกชนเอาไป reference เหล่านี้ไปทำงานต่อ ก็ต้องบวก spread ตามความเสี่ยงเข้าไปอีก มันก็จะวิ่งไป 5%+++ เพิ่มไปตามความเสี่ยง

    ธนาคารก็คงเอาเงิน USD ที่เราฝากเหล่านี้ไปหาประโยชน์จากสินทรัพย์เหล่านี้นั่นเอง พอหักกำไรส่วนต่าง และค่าธุรกรรมต่างๆ น้ำไฟออกไป ก็จะเหลือเป็นดอกเบี้ยให้เรา 4.56% นั่นเอง

    Ok เข้าใจได้ มันมีโอกาส และ ความเสี่ยง ซึ่งก่อนตัดสินใจกับแม่ มันมีเรื่อง 2 เรื่องที่ต้องอธิบายให้แม่เข้าใจก่อน

    1. ที่เค้าให้เรตสูงได้ เพราะที่สหรัฐ ตอนนี้ดอกเบี้ยมันสูงจริง เงินเฟ้อยังสูง สภาพคล่องที่ปั๊มเงิน QE ออกมายังท่วมระบบ ล่าสุดเงินเฟ้อที่ดูผ่าน Core PCE มันยังสูง 2.8-3.0% แม้จะค่อยๆชะลอการขึ้น แต่ยังสูงกว่าเป้า 2.0% มาก ดังนั้นถ้าเฟดเร่งรีบลดดอกเบี้ย (liquidity จะล้นออกมาในตลาด) ก็จะยิ่งทำให้กด Core PCE ไม่ลง

      ทั้งหมดทั้งมวลแปลว่า แม้ตลาดจะเชื่อว่าดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาลง แต่สถานการณ์คือ “มันลงช้ามาก” ปีนี้มองดอกเบี้ยลง 1-3 ครั้งไม่เกิน แปลว่า ดอกเบี้ยระดับ 4.xx% ยังเห็นไปอีกพัก ซึ่งมันสูงพอเมื่อเทียบกับเงินฝากในประเทศ 0.3% นะแม่
    2. ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน เล่าให้แม่ฟังว่า นึกดีๆนะ ธปท. และเรารู้กันดีว่า ถ้าค่าเงินบาทอ่อน แน่นอนคนส่งออกยิ้ม แต่ในทางตรงข้ามคนนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตก็อ้วก ดังนั้น ธนาคารกลางจะไม่ยอมให้ค่าเงิน อ่อนๆๆๆๆ ไปยาวๆ เช่นเดียวกัน ก็จะไม่ยอมให้แข็งไปยาวๆๆๆ ต้องพยามทำให้มีคนได้และคนเสียพอๆกัน ดังนั้นสิ่งที่เค้าจะทำคือ ใน “ภาวการณ์ปกติ” มันมีกรอบค่าเงินชุดหนึ่งให้ทุกคนทำมาหากินกันได้ หันไปดูกราฟไวๆ ผมเดาว่า 32.00-36.00 บาท

      ซึ่ง ผมได้คุยกับฟันด์เมเนเจอร์หลายคน ในระยะยาว ส่วนใหญ่ take view ว่าค่าเงินบาทอ่อนยาวๆ ก็มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจบ้านเราที่โตต่ำกว่าศักยภาพ GDP growth 3% ยังเต็มกลืน แจกแล้วแจกอีก(ฮา) ประเทศชาวบ้านเค้าพูดกันเองว่าบ้านเค้าต่ำ 5% คือผิดหวัง..

      ดังนั้นวันนี้เรต 33.7x บาท/ เหรียญ ถือว่า ok ถ้าจะเข้าไปนะ และยิ่งสหรัฐทะเลาะกับชาวบ้านเยอะๆ Geopolitical risk เพียบๆ Dollar จะยิ่งอ่อนค่ายาก แต่มันจะพัง(อ่อนแรงๆ)ได้ก็ต้องมี recession แหละ ซึ่งการฝากประจำระยะสั้น 1-2-3 เดือน เชื่อว่าหนีทันนะ (คิดว่า ฮ่าๆๆ) ** แต่ถ้าถอนก่อนกำหนด ก็โดนหัก 2% จากดอกเบี้ย ก็ยังคุ้มกว่า Saving ไทยๆเยอะนะแม่

    หลังจากอธิบาย concept และแต้มต่อให้แม่เข้าใจ แม่ก็เคาะ all in ของเงินก้อนนั้นเลย เพราะเงินมันเย็นมาก และมีคุณลูกค่อยมอนิเตอร์ให้ทุกวัน (หวังว่าจะรอด) ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะตามไปซัดด้วยคน พอดีเมื่อวานไม่ได้เตรียม book เตรียมตังค์ไป (เปิด FCD ฝากประจำ ต้องทำที่หน้า counter น่ะ)

    อันนี้ให้ไว้เป็นอุทาหรณ์ (ฮ่าๆ) เอ๊ย..ไอเดีย เผื่อใครสนใจไปศึกษาต่อนะ คนที่จะเหมาะกับเกมส์นี้คือ เงินเย็นจัด 6-12 เดือนขึ้นไป ที่ปัจจุบันเงินแช่ใน saving แบบไร้ค่า และที่สำคัญคุณต้องมอนิเตอร์ update ข่าวสารฝั่งสหรัฐได้บ่อยๆด้วยนะ เงื่อนไขคือ เมิงอย่า recession !! (วิธีจับสัญญาณ คือ ตลาดแรงงาน อันนี้จะไวสุด)

    เป็นการออม ผสมลงทุน ผสมเก็งกำไรค่าเงินไปในตัว สนุกดีแท้!! แต่ว่า อย่าลงเกินตัวนะ ย้ำ!!

    สวัสดี Have Fun(d) นะ

    บัญชีนี้เอาไว้ พักเงิน USD ตอนจังหวะครบ 3 เดือน ถ้ายังไม่อยากแปลงเป็น THB นะ (ตอนเรตไม่ถูกใจ)

    ลิ้งค์เอาไปดูกันเองต่อนะ ฝาก USD ที่กรุงไทย (ไม่มี sponsor นะ เล่าให้ฟังเฉยๆ)

  • 50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    50/30/20: สูตรบริหารการเงินส่วนบุคคลยอดฮิตใช้ทั่วโลก

    เวลาออมเงิน บางทีเราก็ออมเงินแบบตามความรู้สึกว่าต้องออม แต่ว่าถ้าใครอยากทำแบบมีวินัยและยั่งยืน วันนี้ผมมีสูตรยอดฮิตอันนึงมาเล่าให้ฟังครับ สูตรนี้คือ 50/30/20 ครับ

    สูตรนี้เป็นแนวคิดที่ถูกพัฒนาโดย Elizabeth Warren และลูกสาว Amelia Warren Tyagi ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือชื่อ “All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan” ที่ตีพิมพ์ในปี 2005

    โดยเป้าหมายหลักของสูตรนี้คือช่วยให้ผู้คนบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสมดุลระหว่างการใช้จ่ายและการออม แถมยังแบ่งเงินไว้สำหรับมอบความสุขให้กับเราด้วย ซึ่งความ Balance นี้ ก็น่าจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนนะครับ

    วิธีทำ

    หลักคิดคือการแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

    50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหารและของใช้จำเป็น ค่าบริการสาธารณูปโภค ค่าประกันสุขภาพ หรือหนี้สินที่จำเป็น

    30% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ (desier) เช่น กินอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยวและความบันเทิง ซื้อของฟุ่มเฟือย ค่าสมาชิก Netflix หรือ Spotify และงานอดิเรกที่ทำให้เรามีความสุข

    20% เป็นการออมและการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น เงินออมฉุกเฉิน การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง และการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว

    แล้วปี 2025 นี้ยังใช้ได้ไหม?

    ด้วยสิ่งที่เปลี่ยนๆไปในปี 2025 ผมคิดว่าแนวคิดนี้อาจต้องได้รับการปรับเปลี่ยนบ้างนะ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ 50% แรกอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น

    ขณะที่รายได้ที่ไม่แน่นอนมากขึ้นจากการที่คนรุ่นใหม่หันไปทำฟรีแลนซ์ หรือทำงานแบบไม่ประจำมากขึ้น ส่งผลให้ผมคิดว่าต้องมีเงินออมมากขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ในระดับต่ำมากๆๆๆๆ การออมเพียง 20% เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอนะ ควรเพิ่มเด้อ

    ดังนั้น ถ้าภาระมันเยอะอาจต้องเริ่มต้นที่ 60/20/20 ไปก่อน ขณะที่ใครยังคุมค่าใช้จ่ายได้ดีแล้ว การดันไปหา 40/30/30 เพื่อเพิ่มการลงทุนให้เงินงอกเงยเร็วขึ้นเอาชนะเงินเฟ้อก็ควรทำนะ

    ตัวอย่างการใช้งานจริง

    ตัวอย่างที่ 1 : พนักงานประจำที่มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน สามารถแบ่งใช้จ่ายได้ดังนี้

    50% หรือ 25,000 บาท ใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า 10,000 บาท ค่าอาหาร 5,000 บาท ค่าผ่อนรถ 8,000 บาท และค่าสาธารณูปโภค 2,000 บาท

    30% หรือ 15,000 บาท ใช้กับสิ่งที่ต้องการ เช่น กินข้าวนอกบ้าน 5,000 บาท เที่ยวและช้อปปิ้ง 7,000 บาท ค่าสมาชิก Netflix และ Spotify 1,000 บาท

    20% หรือ 10,000 บาท ใช้สำหรับการออมและลงทุน เช่น ฝากเงิน 5,000 บาท ลงทุนในหุ้น/กองทุน 3,000 บาท และจ่ายหนี้บัตรเครดิต 2,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 2 : คนทำฟรีแลนซ์ที่มีรายได้เฉลี่ย 40,000 บาทต่อเดือน อาจต้องปรับสูตรให้เหมาะสม เช่น 40% หรือ 16,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการ 30% หรือ 12,000 บาทสำหรับการออมและสำรองเผื่อรายได้ลดลง

    คุณเหมาะกับสูตรนี้ไหม?

    สูตรนี้เหมาะกับคนที่ต้องการบริหารเงินแบบง่ายๆ และเป็นระบบ ผู้ที่เริ่มต้นวางแผนการเงิน และคนที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง เช่น พนักงานเงินเดือน

    อย่างไรก็ตามสูตรนี้ อาจไม่เหมาะกับคนที่มีภาระหนี้สูงๆ ซึ่งข้อแนะนำแรกสำหรับคนกลุ่มนี้จากผมก็คือ จงไปรีบเคลียร์หนี้ให้เร็วที่สุดก่อนนะครับ ยิ่งเราลดภาระหนี้ได้เร็ว เราก็จะเข้าสู่สูตรนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    ไว้วันหลังจะมาสอนสูตรในการปลดภาระหนี้อย่างเร็วๆให้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

  • ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเงินปันผลถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของบุคคล และในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำหนดให้เงินปันผลต้องเสียภาษีด้วยนะห้ามเบี้ยว

    อัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทย

    สำหรับอัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทยมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเกี่ยวข้องกับภาษี 2 แบบ ดังนี้:

    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของจำนวนเงินปันผลที่ได้รับ และนำส่งกรมสรรพากรโดยบริษัทที่จ่ายเงินปันผล จะเห็นว่ามันหักไปเรียบร้อยแล้วนะ
    2. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผล สามารถเลือกได้ 2 วิธีในยื่นการเสียภาษี
      • ทางแรก คือ นำมูลค่าเงินปันผลตามหน้าเช็คที่ได้รับ(ปัจจุบัน e-dividend) ไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นๆ แล้วใช้สิทธิขอเครดิตภาษี (Tax Credit) คืนในลำดับถัดไปได้
      • เลือกไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น และเสียภาษีเฉพาะ 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็ง่ายดี

    วิธีการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผล

    1. สำหรับ “บริษัท” ผู้จ่ายเงินปันผล
      • ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น นำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปผ่านแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 50 หรือ ภ.ง.ด. 1 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) จากนั้นก็ออกเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น
    2. สำหรับ “ผู้ถือหุ้น” ที่ได้รับเงินปันผล
      • หากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องพิจารณาว่าจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินใจว่าจะเอาไปรวมคำนวน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเคลมภาษีดังต่อไปนี้ครับ

    การเคลมภาษีเงินปันผลคืออะไร

    การเคลมภาษีเงินปันผลหมายถึงการขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว หรือการใช้สิทธิเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีของบุคคลธรรมดาที่เลือกนำเงินปันผลมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น โดยสามารถขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วตามอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจริง

    ขั้นตอนการขอเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณเงินได้รวมทั้งหมด รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับ
    2. ใช้สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลตามหลักการ “Gross-up” ซึ่งจะคิดภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วกลับมาเป็นฐานรายได้ก่อนหักภาษี
    3. คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหักออก
    4. ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91) ภายในกำหนดเวลาเพื่อขอคืนภาษีหากมีภาษีที่ชำระเกิน

    ตัวอย่างการเคลมภาษีเงินปันผล

    นายสมชายได้รับเงินปันผลจากบริษัท A เป็นจำนวน 100,000 บาท โดยบริษัท A หักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% หรือ 10,000 บาท

    วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณฐานภาษีก่อนหักเครดิต (Gross-up) ฐานภาษีเงินปันผล=(เงินปันผลที่ได้รับ/90)∗100ฐานภาษีเงินปันผล = (เงินปันผลที่ได้รับ / 90) * 100 ฐานภาษี=(100,000/90)∗100=111,111บาทฐานภาษี = (100,000 / 90) * 100 = 111,111 บาท
    2. คำนวณภาษีที่ต้องชำระตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
      • สมมติว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายสมชายอยู่ที่ 20%
      • ภาษีที่ต้องชำระ = 111,111 * 20% = 22,222 บาท
    3. หักเครดิตภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว
      • ภาษีที่ต้องชำระสุทธิ = 22,222 – 11,111 = 11,111 บาท
    4. หากภาษีที่นายสมชายได้ชำระผ่านการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง นายสมชายสามารถขอคืนภาษีส่วนเกินได้
      • กรณีนี้ นายสมชายสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลไปหักลดภาษีที่ต้องเสีย หรือขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร

    ผลลัพธ์ของการเลือกวิธีเสียภาษี

    • หากเลือก นำเงินปันผลไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะสามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อลดภาระภาษีได้ แต่ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงขึ้นหากมีเงินได้อื่นมากอยู่แล้ว
    • หากเลือก ไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะเสียภาษีเพียง 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและอาจคุ้มกว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้รวมสูงและอยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่า 10%

    ดังนั้น คนที่มีรายได้สูงๆ และมีฐานภาษีเกิน 10% จึงไม่ควรเอาเงินปันผลไปรวมคำนวนเพื่อยื่นภาษี เพราะอาจทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น สู้ยอมให้หักไปเลย 10% จบตรงนั้นจะดีกว่า

    สรุปเรื่องปันผล และ ภาษี

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้จากเงินปันผล โดยมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษี 2 แบบ หากเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อาจสามารถขอเครดิตภาษีและขอคืนภาษีส่วนเกินได้(แต่ไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ)

    แถม เงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ BOI ต้องยื่นภาษีหรือไม่?

    สำหรับนักลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ สิทธิประโยชน์ BOI (Board of Investment) ควรเข้าใจว่าเงินปันผลที่ได้รับอาจมี ผลทางภาษีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของกำไรที่บริษัทใช้ในการจ่ายปันผล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก

    1. เงินปันผลจากกำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (BOI)

    หากบริษัทที่จ่ายเงินปันผล อยู่ในช่วงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก BOI กำไรที่เกิดขึ้นจากกิจการ BOI จะได้รับสิทธิ ไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้ก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย กล่าวคือ …

    ไม่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น ❌ ไม่ได้รับเครดิตภาษี เพราะกำไรนี้ไม่เคยถูกหักภาษี ณ แหล่งที่มา

    2. เงินปันผลจากกำไรที่ต้องเสียภาษี (นอก BOI)

    หากบริษัทมีรายได้จากกิจการที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้ BOI และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้จะต้องเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรนะครับ

    💡 ข้อควรระวัง:
    บางบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลจากทั้ง 2 แหล่ง (BOI และนอก BOI) ควรตรวจสอบ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าระบุประเภทเงินปันผลอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมนะครับ

  • หุ้นกู้คืออะไร ข้อดี-ด้อย วิธีเลือกเบื้องต้นทำไง?

    หุ้นกู้คืออะไร ข้อดี-ด้อย วิธีเลือกเบื้องต้นทำไง?

    การลงทุนในหุ้นกู้ (Corporate Bonds หรือ Debenture) เคยเป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนไทยที่มองหาผลตอบแทนที่มั่นคง และความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหุ้น แต่ว่าหลังๆเริ่มไม่นิยมหลังบริษัทสีเทาๆหันมาใช้ช่องว่างออกหุ้นกู้ขายให้กับประชาชนที่ไม่มีความรู้ ทำให้ผลตอบแทนไม่คุ้มความเสี่ยง(มหาศาล) เช่น ลงทุนหวังกำไรปีละ 4% แต่พอโดน ก็เจ๊งเกลี้ยงเลย 100% ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความรู้จักกับหุ้นกู้ตั้งแต่พื้นฐาน วิธีการทำงาน การลงทุน ไปจนถึงเกล็ดการเลือกหุ้นกู้ง่ายๆ จะได้เลือกลงทุนได้ถูก เพราะเอาจริงๆ หุ้นกู้ดีๆก็ยังมีอีกเยอะครับ


    หุ้นกู้คืออะไร?

    หุ้นกู้คือเครื่องมือทางการเงินประเภทหนึ่งที่บริษัทออกมาเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน ในทางปฏิบัติ การซื้อหุ้นกู้ก็คือการที่คุณปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทเหล่านั้น โดยในฐานะผู้ถือหุ้นกู้ คุณจะได้รับดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และบริษัทจะคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดระยะเวลาของหุ้นกู้

    ตัวอย่างง่ายๆ: สมมติว่าคุณซื้อหุ้นกู้มูลค่า 100,000 บาท ที่มีอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี คุณจะได้รับดอกเบี้ยปีละ 5,000 บาท และเมื่อครบกำหนดในปีที่ 3 บริษัทจะคืนเงินต้น 100,000 บาทให้คุณนั่นเอง


    หุ้นกู้ทำงานอย่างไร?

    1. การออกหุ้นกู้: บริษัทต้องการเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจหรือชำระหนี้เก่า จึงออกหุ้นกู้ให้กับนักลงทุน ซึ่งการออกแต่ละครั้งต้องอยู่ภายใต้การกำกับของทางการ (กลต.) เพราะเป็นการกู้เงินกับประชาชนทั่วไป
    2. การซื้อหุ้นกู้: นักลงทุนซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรก (Primary Market) หรือในตลาดรอง (Secondary Market) โดยหาซื้อได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือ ซื้อที่ธนาคาร ก็ได้
    3. ผลตอบแทน: นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น รายปี หรือรายครึ่งปี โดยดอกเบี้ยจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%
    4. คืนเงินต้น: เมื่อครบกำหนดอายุของหุ้นกู้ บริษัทจะคืนเงินต้นให้กับผู้ถือหุ้นกู้

    ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกู้

    • รายได้ที่มั่นคง: ดอกเบี้ยจากหุ้นกู้เป็นรายได้ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้ลงทุนสามารถวางแผนการเงินได้ง่าย
    • ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น: หุ้นกู้มีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น เนื่องจากราคาหุ้นกู้ในตลาดรอง จะไม่ผันผวน และอ่อนไหวไปกับผลประกอบการของบริษัทโดยตรงนัก ภาวะตลาด และ เครดิตเรตติ้ง จะมีผลต่อราคามากกว่า
    • เหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยง: หุ้นกู้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้

    ข้อควรระวังในการลงทุนในหุ้นกู้

    1. ความเสี่ยงด้านเครดิต: ในกรณีที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ จากปัญหาทางการเงิน ก็จะส่งผลต่อเงินลงทุนของเราทั้งหมดได้ (แม้ว่าต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องก็ตาม แต่จะใช้เวลานานหลายปี เพราะต้องเคลียร์กับเจ้าหนี้อื่นๆด้วย)
    2. อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น: เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น ราคาของหุ้นกู้ในตลาดรองมักลดลง เพื่อชดเชยการเสียโอกาสของผู้ซื้อในตลาดรอง
    3. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง: หุ้นกู้บางประเภทอาจขายต่อในตลาดรองได้ยาก เนื่องจากในประเทศไทย ตลาดรองหุ้นกู้ไม่ค่อยนิยมเหมือนตลาดหุ้น ทำให้ซื้อมาขายไปยาก และนำมาซึ่งราคาที่มีส่วนลดและไม่ได้สะท้อนมูลค่าแท้จริงของหุ้นกู้นั้นๆ

    วิธีเลือกหุ้นกู้เบื้องต้น

    1. ตรวจสอบเครดิตเรตติ้ง (Credit Rating):
      • เครดิตเรตติ้งแสดงถึงความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ โดยเรตติ้งที่สูง (เช่น AAA, AA) หมายถึงความเสี่ยงต่ำ แต่ก็จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่า ในขณะที่เรตติ้งต่ำ (เช่น BBB หรือต่ำกว่า) มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าแต่มีความเสี่ยงสูงขึ้น นั่นก็คือหลักของ High risk, High return นั่นเอง
    2. เลือกตามระยะเวลาใช้เงินของเรา :
      • หุ้นกู้ระยะสั้น (1-3 ปี): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงและมีเงินทุนหมุนเวียน และไม่ได้มีความต้องการใช้เงินเร่งด่วนในขณะนั้นๆ
      • หุ้นกู้ระยะยาว (>5 ปี): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนในระยะยาวและพร้อมรับความผันผวนของดอกเบี้ยได้ และก็คล้ายกันคือ ไม่ได้มีความต้องการใช้เงินในช่วงเวลานั้น
    3. พิจารณาอัตราดอกเบี้ย:
      • เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้กับอัตราดอกเบี้ยในตลาด เช่น พันธบัตรรัฐบาล เพื่อประเมินความคุ้มค่า รวมถึงเปรียบเทียบกับหุ้นกู้ที่ได้เรตติ้งใกล้ๆกันด้วย และ หุ้นกู้ที่ขายโดยบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันด้วย ย้ำคือ ต้องเปรียบเทียบให้รอบด้านนะก่อนซื้อ
    4. ตรวจสอบเงื่อนไขพิเศษ:
      • หุ้นกู้บางประเภทอาจมีเงื่อนไขพิเศษ เช่น Callable Bond ที่บริษัทสามารถไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของคุณ

    การเริ่มต้นลงทุนในหุ้นกู้

    1. ศึกษาและเลือกประเภทหุ้นกู้:
      • สำหรับมือใหม่ อาจเริ่มต้นด้วยหุ้นกู้ของรัฐหรือบริษัทที่มีเครดิตเรตติ้งสูงๆ เช่น AAA หรือ AA
    2. ซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรกหรือรอง:
      • ตลาดแรก: ซื้อหุ้นกู้ที่เพิ่งออกใหม่ผ่านธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์
      • ตลาดรอง: ซื้อขายหุ้นกู้ที่มีอยู่แล้วในตลาด เช่น ตลาดตราสารหนี้ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
    3. ติดตามข้อมูลและสถานะของบริษัท:
      • ตรวจสอบสถานะทางการเงินของบริษัทที่ออกหุ้นกู้อย่างสม่ำเสมอผ่านรายงานทางการเงินและการจัดอันดับเครดิต

    บทสรุป

    หุ้นกู้เป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนที่มั่นคงและต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นกู้ยังคงมีความเสี่ยงที่ควรพิจารณา เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต และความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและการเลือกหุ้นกู้ที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณเป็นสิ่งสำคัญ

    ผมย้ำว่า การเปรียบเทียบ compare เป็นสิ่งสำคัญมากในการเลือกหุ้นกู้ รวมถึงระยะเวลาอายุหุ้นกู้ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เงินของเราด้วยนะ

    ยิ่งไปกว่านั้น เราควรต้องเข้าใจ Nature ของธุรกิจที่ออกหุ้นกู้ด้วยว่า มันเหมาะสมกับการใช้เครื่องมือหรือไม่ กล่าวคือ หากธุรกิจไม่ได้มีรายได้แน่นอนสม่ำเสมอ เราก็ไม่ควรซื้อหุ้นกู้บริษัทนี้ แต่ถ้าหากเค้าออกหุ้นกู้จริง อัตราดอกเบี้ยก็ต้องสะท้อนความเสี่ยงนี้ด้วยเป็นอัตราที่สูงกว่าปกติด้วย

    ย้ำว่า ระวังพวก High risk, Low return นะ โปรดดูดีๆ การฝึกเปรียบเทียบ หรือ compare รอบด้าน จะช่วยการติดสินใจได้เยอะมาก ฝึกเยอะๆครับ

  • ฝากประจำ หรือ ฝากออมทรัพย์ ดีนะ?

    ฝากประจำ หรือ ฝากออมทรัพย์ ดีนะ?

    การฝากเงินกับธนาคารมีหลากหลายรูปแบบ แต่สองแบบที่คนพูดถึงบ่อยที่สุดก็คือ เงินฝากประจำ และ เงินฝากออมทรัพย์ (หรือดอกเบี้ยเผื่อเรียก) ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นต่างกัน ควรเลือกแบบไหนดี? วันนี้จะเล่าให้ฟัง!

    เงินฝากประจำคืออะไร?

    เงินฝากประจำ คือ การฝากเงินกับธนาคารแบบที่เราต้องตกลงกันว่าจะฝากเงินจำนวนนั้นไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 3 เดือน, 6 เดือน, 12 เดือน หรือมากกว่านั้น โดยไม่สามารถถอนออกมาก่อนได้ (หรือถ้าถอนก็จะไม่ได้รับดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้)

    ด้วยข้อจำกัดนี้ ดอกเบี้ยของเงินฝากประจำเลยมักจะสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ เนื่องจากธนาคารสามารถนำเงินนั้นไปใช้ได้ระยะยาวกว่า ตัวอย่างเช่น

    • เงินฝากประจำ 6 เดือน อาจได้ดอกเบี้ย 1.0%
    • เงินฝากประจำ 12 เดือน อาจได้ดอกเบี้ย 2.0%

    เงินฝากออมทรัพย์คืออะไร?

    เงินฝากออมทรัพย์ คือ การฝากเงินแบบที่เราสามารถฝากหรือถอนเงินได้ตลอดเวลาโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง คือ อยากถอนก็ถอน อยากฝากก็ฝาก ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงกับเรา แต่ธนาคารเอาไปหากินต่อยากเพราะไม่รู้ว่าเราจะมาถอนเมื่อไหร่ นั่น่เลยทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากออกทรัพย์เลยต่ำกว่า

    • เงินฝากออมทรัพย์อาจได้ดอกเบี้ยราว 0.3%-0.5%

    ความแตกต่างระหว่างเงินฝากประจำและเงินฝากออมทรัพย์

    หัวข้อเงินฝากประจำเงินฝากออมทรัพย์
    ความยืดหยุ่นไม่สามารถถอนเงินก่อนกำหนดได้ถอนหรือฝากเงินได้ตลอดเวลา
    อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า (1%-2% หรือมากกว่า)ต่ำกว่า (0.3%-0.5%)
    ความเหมาะสมสำหรับคนที่ไม่ต้องใช้เงินในระยะสั้นสำหรับคนที่ต้องการความคล่องตัว
    การใช้ดอกเบี้ยได้รับเมื่อครบกำหนดระยะเวลาฝากได้รับตามรอบบัญชี (รายเดือน/รายปี)

    เงินฝากประจำเหมาะกับใคร?

    1. คนที่มีเงินเย็น
      หากคุณมีเงินก้อนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น เช่น เงินที่เก็บไว้สำหรับเป้าหมายในอนาคต (ซื้อบ้าน, ซื้อรถ, หรือทุนการศึกษา) การฝากประจำเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะได้ดอกเบี้ยสูงกว่า
    2. คนที่อยากออมเงินอย่างมีระเบียบ
      การฝากประจำช่วยสร้างวินัยทางการเงิน เพราะคุณต้องเก็บเงินก้อนนั้นไว้ตามกำหนด
    3. นักลงทุนที่ไม่อยากเสี่ยงมาก
      สำหรับคนที่ไม่อยากลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น หรือคริปโต เงินฝากประจำเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย

    ควรเลือกแบบไหนดี?

    • ถ้าคุณต้องการความคล่องตัว: เลือกฝากออมทรัพย์
    • ถ้าคุณอยากได้ดอกเบี้ยสูงกว่า และมีเงินเหลือไม่ต้องรีบใช้ : เลือกฝากประจำ
    • ถ้าต้องการทั้งสองแบบ: คุณสามารถแบ่งเงินก้อนเป็น 2 ส่วน เก็บไว้ทั้งออมทรัพย์และฝากประจำ

    สุดท้าย การเลือกเงินฝากต้องขึ้นอยู่กับเป้าหมาย และพฤติกรรมการใช้เงินของคุณ อย่าลืมเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและข้อเสนอจากหลายๆ ธนาคารเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดด้วยนะ

    โดยธนาคารที่มีขนาดเล็ก ไม่ได้หากินกับการปล่อยสินเชื่อธุรกิจ หรือ พูดง่ายๆว่า ธนาคารอะไรที่หากินกับรายย่อย เช่น ปล่อยกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ สินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารเหล่านี้มักให้ดอกเบี้ยสูงกว่า(เพราะเอาไปหากินได้กำไรเยอะ) ธนาคารกลุ่มนี้ เช่น ธ.เกียรตินาคิน ธ.ทิสโก้ ธ.ไทยเครดิต ธ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ส่วนธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดใหญ่มักให้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เช่น ธ.กรุงเทพ เป็นต้น

    อยากรู้ว่าธนาคารอะไรให้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ เช็คแบบ realtime ได้ที่นี่ https://www.bot.or.th/th/statistics/interest-rate.html