หมวดหมู่: การออม เงินฝาก

เคล็ดลับในการเลือกการฝากเงิน ออมเงิน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • เทคนิคบริหาร Provident Fund เก่าคงค้าง

    เทคนิคบริหาร Provident Fund เก่าคงค้าง

    ❗️เพิ่งรู้ว่า PVD ที่ค้างในบริษัทเก่าจะสลับกองได้เพียงเฉพาะกรอบนโยบายที่บริษัทเก่ากำหนดไว้(ซึ่งน้อย 10 กอง แถมกฏหมายกำหนดสัดส่วนลงทุนบางอย่างไม่เกิน 15% อีกด้วย ตย. กองทุนทองคำ กฏหมายห้ามเกิน 15%)

    👉ทางแก้คือ โอนย้าย PVD ที่พักค้างไว้ไป RMF for PVD ซึ่งจะมี RMF ที่ยืดหยุ่นหลายหลาย 38 กองให้เลือกจิ้มสลับกองฉ่ำๆไปเลย แต่เงื่อนไขตามเดิมนะ 55 ขวบถอนได้ไม่เสียภาษี

    ขอบคุณทีมงาน #Eastspring_RMF_for_PVDเมื่อวานบริการคุณน้าอธิบายดีมากครับ 😘🎉

  • หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    #เป็นคำถามที่ดี เลยนำมาแชร์แบ่งปันครับ ถามโดยพี่ FC ท่านนึงของรายการ LIB Talks ว่า “หุ้นที่ปันผล ปีละ 1 หรือ 2 (ครึ่งปีจ่ายปี) หรือ 4 ครั้ง(ไตรมาสละที) มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนไหม?”

    👉ตอบว่ามีผลนะ ถ้าสมมติว่ามีหุ้น 3 ตัว จ่ายปันผลตามข้างต้นที่ยอดรวมปีละ 1.00 บาท ซึ่งถ้าความเสี่ยงธุรกิจพอๆกัน การเติบโตพอๆกัน ตัวที่จ่าย 4 ครั้งจะเป็นตัวเลือกแรก เพราะ…

    ไตรมาส 1 จ่าย 0.25 บาท เราสามารถเอาเงินก้อนนี้ ไปซื้อหุ้นตัวเดิมนี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จำนวนหุ้นนี้ในพอร์ตก็จะเยอะขึ้น

    พอไตรมาส 2 จ่ายอีก 0.25 บาท เราก็จะยิ่งได้เงินเยอะขึ้น เพราะหุ้นเราเยอะขึ้นมากจากเอาเงินปันผลไตรมาส 1 มาซื้อหุ้นเพิ่มไง

    อันนี้แหล่ะเค้าเรียกว่า มหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น(ในรูปแบบเงินปันผล)นั่นเองครับ

    ส่วนตัวที่จ่ายปันผลแบบป๋าๆทุกเดือน (12 ครั้ง) แล้วถ้าธุรกิจดี ความเสี่ยงต่ำ แล้วเราเอาปันผลมาวนๆซื้อหุ้นเติมไป ก็ยิ่งบังเกิดผลดีกับพอร์ตการออมการลงทุนของเพื่อนๆครับ 😀

    แต่ย้ำอีกครั้ง เลือกหุ้นปันผล อย่าเริ่มที่ Dividend yield นะครับ เริ่มที่ธุรกิจก่อนนะ ไปฟังย้อนหลังในรายการ หรือ คลิปตัดแยกให้ช่องสีแดงของ Liberator Securities นะครับ 💙

  • หัวใจของธนาคารนอกจากดอกเบี้ย ก็คือ CASA ??

    หัวใจของธนาคารนอกจากดอกเบี้ย ก็คือ CASA ??

    โลกของธนาคารพาณิชย์ นอกจากส่วนต่างดอกเบี้ยแล้ว หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจมากๆ คือ “CASA” ซึ่งย่อมาจาก Current Account – Savings Account ซึ่งก็คือ บัญชีกระแสรายวัน และบัญชีออมทรัพย์ แม้จะเป็นบัญชีพื้นฐานของลูกค้า แต่ CASA มีความหมายที่ลึกซึ้งต่อประสิทธิภาพทางการเงินของธนาคารอย่างมากๆ

    CASA คืออะไร?

    CASA หมายถึง เงินฝากในรูปแบบกระแสรายวัน และออมทรัพย์ ซึ่งโดยทั่วไป เงินฝากรูปแบบนี้ บัญชีออมทรัพย์จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆๆๆๆ 0.125-0.20% หรือแทบไม่มีเลย เช่น บัญชีกระแสรายวันจึงถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับธนาคาร

    ความสำคัญของ CASA

    CASA มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสามารถในการทำกำไรของธนาคารในหลายๆมิติ เช่น :

    • ช่วยลดต้นทุนเงินทุน (Cost of Funds) ได้อย่างมากๆ
    • เพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin – NIM)
    • สะท้อนความภักดีและความผูกพันของลูกค้า โดยเฉพาะในยุคที่ Mobile Banking เป็นเครื่องมือหลักในการใช้บริการธนาคาร ธนาคารใดที่ทำ Mobile Banking ดี คนจะนิยมเอาเงินมาพักไว้เยอะ และนั่นหมายความว่าโอกาสที่จะมี CASA เยอะนั่นเอง

    CASA ไม่ใช่แค่บัญชีเงินฝากราคาถูก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการที่ธนาคารสามารถดึงลูกค้าให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    ในอุตสาหกรรมธนาคารไทย CASA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่แสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างธนาคารขนาดใหญ่และขนาดเล็ก :

    ธนาคารขนาดใหญ่มักได้เปรียบ: เช่น BBL, SCB และ KBANK มักมีสัดส่วน CASA อยู่ในระดับสูง 60-80% ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานลูกค้ารายย่อยและองค์กร ความเชื่อมั่นในระบบบริการ รวมถึง Digital Platform ที่ทรงพลัง

    ธนาคารขนาดเล็กดูจะเสียเปรียบ: ธนาคารอย่าง KKP, TISCO และ CIMB TH มักพึ่งพาเงินฝากประจำ(ดอกเบี้ยสูง) หรือการระดมทุนจากตลาดตราสารหนี้มากกว่า ส่งผลให้ต้นทุนเงินทุนสูง และอาจไม่มีพื้นที่ในการแข่งขันด้านดอกเบี้ยเท่าธนาคารขนาดใหญ่

    ตัวอย่างข้อมูล CASA (Q1/2025) ลองดู SCB เป็นตัวอย่างแรกครับ

    ที่มา : MD&A SCB งวด 1Q25

    จะเห็นว่ามีคนเอาเงินมาฝากกระแสรายวัน 129,655 ล้านบาท มีคนฝากในออมทรัพย์ 1,788,382 ล้านบาท จับมัดรวมกันแล้วหารด้วยเงินรับฝากทั้งหมด 2,471,357 ล้านบาท จะได้ CASA ratio 77.6% ถือว่ากระฉูดมาก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า SCB Easy เป็นเครื่องมือสำคัญ ผนวกกับความเก่าแก่และความเชื่อมั่นสูงของธนาคาร

    ส่วน CASA ratio ของธนาคารใหญ่อื่นๆที่แกะจาก MD&A มาให้ดู เช่น KBANK 80.4%, BBL 61.7%

    แต่ถ้าใน MD&A ไม่แตกตัวเลขมาให้คำนวน เราก็สามารถไปดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินได้เช่นกัน เช่น TISCO มี CASA ratio เพียง 13.9%

    ดังนั้น CASA เป็นมากกว่าตัวเลขในงบดุล แต่คือแกนหลักสำหรับการวางยุทธศาสตร์ธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ผู้ใช้งานมีบทบาทอย่างมาก

    โครงสร้างในฝันของธนาคารคือ CASA เยอะๆ Loan growth สูง NPL น้อยๆ ธรรมเนียมเยอะๆ และสร้าง ROE ได้สูงๆ ใครที่ทำส่วนผสมนี้ได้ดี Valuation Premium อย่างแน่นอนจากนักลงทุน

    ซึ่งจุดเริ่มอยู่ที่การสามารถดึงดูด CASA ได้สูงจะมีต้นทุนที่ต่ำ สามารถแข่งขันด้านดอกเบี้ยได้ และมีความมั่นคงทางการเงินสูงกว่าในระยะยาว

    ดังนั้น การติดตาม CASA Ratio จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนและผู้สนใจในหุ้นกลุ่มธนาคารไม่ควรมองข้ามด้วยนะครับ

  • ดอกเบี้ยขาลง เก็บเงินที่ไหนดี? รวม 5 ทางเลือกออมเงิน ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ย และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

    ดอกเบี้ยขาลง เก็บเงินที่ไหนดี? รวม 5 ทางเลือกออมเงิน ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ย และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

    ในช่วงที่ดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มปรับตัวลง หลายคนเริ่มมีคำถามว่า “ควรเก็บเงินไว้ที่ไหนดี?” ให้ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ยพอสมควรกับความเสี่ยง และที่สำคัญ ต้องไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงที่กำลังระบาดอยู่ในยุคนี้

    เลยไปสำรวจ 5 ทางเลือกการออมเงินที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมตัวอย่างผลตอบแทนแบบเข้าใจง่ายๆ เผื่อช่วยให้เพื่อนๆพิจารณากัน

    ทางเลือกแรกที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยคือ การฝากออมทรัพย์ หรือฝากประจำแบบดั้งเดิม จุดเด่นคือความเสี่ยงต่ำมาก เงินฝากได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากสูงสุดถึง 1 ล้านบาท/ บัญชี

    แต่ข้อเสียคือดอกเบี้ยต่ำมาก โดยบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปให้ดอกเบี้ยเฉลี่ยราว 0.25% – 1.5% ต่อปี ส่วนฝากประจำ 3 เดือนอาจได้ราว 1.75% – 2.25% ซึ่งในภาวะดอกเบี้ยขาลง ตัวเลขเหล่านี้มีแนวโน้มจะลดลงอีก การฝากประเภทนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องสูง และไม่อยากจะเสี่ยงเลย

    อีกทางเลือกที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นคือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งถือว่าเป็นการพักเงินแบบที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากแบงก์เล็กน้อย โดยกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นหรือเงินฝากสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง

    ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีของกองทุนกลุ่มนี้อยู่ในช่วงประมาณ 1.8% – 2.4% ต่อปี แม้จะไม่การันตีผลตอบแทน แต่ถือว่าเสมือนมีความเสี่ยงต่ำมาก แนะนำให้ซื้อผ่านแอปหรือโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพนะ

    เซียนบอกว่าวิธีนี้ป้องกันมิจฉาชีพได้ด้วยนะ เพราะเวลาถอนเงินมันจะวิ่งไปหาบัญชีชื่อของเราที่ฝากไว้เท่านั้น บัญชีม้าหมดสิทธิ เพียงแต่ว่ามันจะมี lag time ประมาณ 1 วันในการถอน เราก็แค่วางแผนดีๆก็ง่ายละครับ

    สำหรับสายดิจิทัลที่อยากได้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากออมทรัพย์ แต่ยังต้องการความยืดหยุ่นในการถอนเงิน บัญชีเงินฝากดิจิทัล (Digital Savings) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เช่น SCB Easy Saving ที่ให้ดอกเบี้ยถึง 2%, K-eSavings 1.5%, หรือ ttb All Free ที่ให้สูงสุด 1.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานควรระวังการใช้งานผ่านแอปหรือเว็บไซต์ปลอม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้ช่องทางทางการของธนาคารเท่านั้นนะ!!

    หากคุณมีเงินเย็น และไม่รีบร้อนใช้ การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล หรือสลากออมสินก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสูง เพราะมีรัฐค้ำประกัน พันธบัตรบางรุ่นให้ดอกเบี้ยคงที่ราว 2.4% – 3.0% ต่อปี ขึ้นกับระยะเวลาถือ ส่วนสลากออมสินแม้ให้ดอกเบี้ยน้อยกว่าราว 0.5% – 1.5% แต่ได้สิทธิ์ลุ้นรางวัลทุกเดือน เหมาะสำหรับคนที่อยากออมเงินระยะกลางถึงยาว และชอบความมั่นคง แถมว่ากันว่าได้บุญด้วยนะ เงินของเราจะเป็นเครื่องมือให้ธนาคารรัฐแห่งนี้เอาไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้าได้อีกด้วย

    จุดสำคัญข้อนี้คือ ต้องมั่นใจว่าเงินเราเย็นจริง เย็นกี่เดือน กี่ปี จะได้เลือก tenor การฝากได้ตรงกัน เช่น เงินเย็นก้อนนี้ 2 ปี ก็เลือกออมในธนบัตรอายุ 2 ปี ให้มัน match กันนะ

    ส่วนใครที่อยากเพิ่มผลตอบแทนขึ้นอีกเล็กน้อย โดยยังอยู่ในขอบเขตความเสี่ยงที่พอรับได้ ตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (Investment Grade Bonds) หรือ หุ้นกู้ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ หากเลือกบริษัทที่มีเครดิตดี เช่น Rating A ขึ้นไป จะมีโอกาสได้รับดอกเบี้ยราว 3.0% – 4.5% ต่อปี แต่ทั้งนี้ควรตรวจสอบข้อมูลบริษัทผู้ออก และข้อมูลกองทุนกับ ก.ล.ต. เสมอก่อนลงทุนด้วยนะ

    ผมแนะอีกนิดว่า ให้ดูแนวโน้มธุรกิจของบริษัทที่ขายหุ้นกู้ด้วยนะ ผู้ออกควรมีกระแสเงินสดเป็นบวก “อย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้เหวี่ยงมากเกินไป” อีกจุดที่ควรดูคือ D/E ratio ไม่ควรสูงเกินไป (<2 เท่า กำลังพอรับได้) นอกจากนั้นธรรมาภิบาลของ ผบห.ในการทำธุรกิจก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาจใช้ google เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบที่ดี โดยการ search คำง่ายๆ เช่น “บริษัท ….. โกง” “บริษัท…. เบี้ยว ผิดนัด” “บริษัท… ปัญหา” เหล่านี้พอช่วยได้

    แต่ย้ำว่า CG score นั้นไม่ได้เป็นตัวการันตีนะ ย้ำ!

    อีกอันที่กำลังมาแรงคือ บัญชีเงินฝาก FCD (ฝากในสกุลต่างประเทศ) อันนี้ดอกเบี้ยแรงได้ใจ 4-5% แต่คุณต้องวัดกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ต้องหาจังหวะ THB แข็งๆ เข้าแนวรับสำคัญแล้วค่อยเข้าไปฝากนะ แม้ดอกเบี้ยจะเป็นขาลง แต่ผลตอบแทนยังสูงมาก หากไม่เจ๊งค่าเงินเสียก่อน(ฮา)

    โดยสรุป หากคุณไม่อยากเสี่ยง และเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก การเลือกใช้หลายเครื่องมือผสมกันก็เป็นแนวทางที่ดี เช่น เงินที่ใช้จ่ายประจำวันอาจเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีดิจิทัล เงินที่รอจังหวะลงทุนอาจพักในกองทุนตลาดเงิน หรือฝากประจำ ส่วนเงินระยะยาวอาจพิจารณาพันธบัตรหรือแม้แต่ตราสารหนี้เกรดดีครับ

    และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าเพื่อนๆจะออมด้วยวิธีไหน ต้องระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยควรตรวจสอบชื่อกองทุนหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนกับเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ที่ www.checkfirst.sec.or.th อย่ากดลิงก์จาก SMS หรือไลน์ที่ไม่รู้จัก

    และถ้ามีใครบอกว่าลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน “การันตี” เว่อร์ๆแบบ 20% ต่อปี อันนี้ให้สงสัยไว้ก่อนเสมอเลยว่า ไอ่นี้โกงแน่ๆ ให้จำไว้ว่า ของดีง่ายๆ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงแบบนี้มันไม่ตกถึงมือเม่าอย่างเราๆหรอก

    การออมเงินในช่วงดอกเบี้ยขาลงอาจดูน่าเบื่อ แต่ถ้าทำถูกทางและไม่ถูกหลอก เงินของคุณจะยังคงเติบโตอย่างมั่นคง และรอจังหวะใหม่ของการลงทุนได้อย่างปลอดภัยจ้า

    และสุดท้ายครับ อย่าเอาไข่ทุกใบใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวนะครับ กระจายความเสี่ยงด้วยล่ะ

  • Thailand ESG Extra Fund คลอดแล้ว! โอน LTF vs ขายแล้วไป RMF เลือกทางไหนดี?

    Thailand ESG Extra Fund คลอดแล้ว! โอน LTF vs ขายแล้วไป RMF เลือกทางไหนดี?

    รัฐบาลเพิ่งเคาะมาตรการใหม่สำหรับนักลงทุนสายลดหย่อนภาษี และคนที่ยังถือ LTF เดิมอยู่

    โดยออกแบบกองทุนรวมแบบพิเศษชื่อว่า Thai ESG Extra Fund (Thai ESGX) ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่หลังสงกรานต์ วันที่ 16 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

    กองทุนนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะส่งเสริมการลงทุนในหุ้นที่มีความยั่งยืน และในขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงขายของ LTF เดิมที่ครบกำหนด ซึ่งว่ากันว่ามีขนาดรอขายถึง 1.8 แสน ล้านบาท ถ้ามากันหมดเนี่ย 1,000 จุด ก็เอาไม่อยู่นะ

    นี่จึงถือเป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายภาษี, การพัฒนาอย่างยั่งยืนในตลาดทุน และ ประคองตลาดหุ้นไปพร้อมๆกัน

    กองทุน Thai ESGX มีเงื่อนไขสำคัญ คือ เปิดโอกาสให้ผู้ถือ LTF เดิมสามารถโอนเงินลงทุนทั้งหมดเข้าไปยังกองทุนนี้ และรับสิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท

    โดยปีภาษี 2568 จะลดหย่อนได้ 300,000 บาท และอีก 200,000 บาททยอยใช้สิทธิในช่วงปี 2569 ถึง 2572 ปีละ 50,000 บาท ทั้งนี้ ต้องถือหน่วยลงทุนในกอง Thai ESGX ไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน)

    ส่วนผู้ลงทุนรายใหม่ที่ไม่เคยถือ LTF มาก่อน ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท หากเริ่มลงทุนในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 และถือครบ 5 ปีเช่นกัน

    ที่มา : สำนักงาน กลต.

    ก่อนลงทุน เราต้องรู้ก่อนว่า กองทุนนี้จะเอาเงินเราไปลงทุนหุ้นแบบไหน?

    คำตอบคือ Thai ESGX ต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีลักษณะโดดเด่นด้านความยั่งยืน ซึ่งอาจเป็นหุ้นที่อยู่ในดัชนี ESG ของตลาดหลักทรัพย์ไทย (เช่น THSI) หรือมี ESG Rating จากสถาบันที่น่าเชื่อถืออย่าง MSCI หรือ Sustainalytics

    แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่จำเป็นต้องมี ESG Rating เสมอไป หากกองทุนสามารถอธิบายได้ว่า บริษัทยังมีคุณสมบัติด้าน ESG ที่ชัดเจน เช่น มีแผนลดคาร์บอนอย่างจริงจัง หรือมีธรรมาภิบาลที่ดีเยี่ยม ก็สามารถนำมาลงทุนได้เช่นกัน ตัวอย่างหุ้นในข่ายนี้ เช่น TRUE เป็นต้น

    ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญที่นักลงทุนอยากรู้ คือ ถ้าเราถือ LTF เดิมอยู่ ควรจะ “โอนเข้า Thai ESGX” หรือ “ขายแล้วไปซื้อ RMF” แบบไหนดีกว่ากัน?

    คำตอบไม่ได้ตายตัว เพราะต้องดู 2 ปัจจัยหลัก ก็คือ “จำนวนเงิน LTF เดิมที่มี” และ “เป้าหมายการลงทุนของเรา”

    กรณี 1 หากถือ LTF เดิม 500,000 บาท หรือ มากกว่า การโอนเข้า Thai ESGX นั้นคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน เพราะได้ลดหย่อนภาษีจากเงินก้อนเดิมอีกครั้งแบบเต็มสิทธิ (แถมไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขาย LTF ซึ่งจะโดนหักทันที 10% แต่เอาจริงๆ เจ๊งกันหมด ไม่น่ามีใครมีกำไร ฮา..)

    แต่เคสนี้ ต้องคิดอีกนิด อย่างเพื่อนผมบางคน ลงทุนใน LTF ก้อนใหญ่มากๆ คือ ถ้ามันใหญ่กว่า 500,000 บาท มากๆ เช่นสมมติ 1 ล้านบาท การโอนย้ายไปทั้งก้อน แต่ได้สิทธิลดหย่อนเพียง 500,000 บาท บางคนก็มองว่าไม่คุ้มนะ สู้เอาไปวัดกับ RMF ดีกว่าไหม?

    ดังนั้น วิธีนี้ ต้องดูขนาดของตัวเองด้วย ถ้าปริ่มๆใกล้ 500,000 บาท หรือไม่ด้วยนะ และอีกเรื่องที่ควรดู คือ เราต้องรีบใช้เงินก้อนนี้ไหมในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะถ้ามีการขายออกก่อน ผลประโยชน์ต่างๆต้องคืนหมดนะจ๊ะ

    กรณี 2 ถ้าถือ LTF เดิมอยู่ไม่ถึง 5 แสนบาท สิ่งที่ต้องพิจารณาคือความยืดหยุ่นของเงินก้อนนั้น หากคุณอยากลงทุนในกองที่มีหลากหลายประเภทสินทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ ทองคำ หรือกองทุนผสม RMF จะให้ความอิสระมากกว่า และสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน แต่ต้องถือยาวไปถึงอายุ 55 ปี

    ดังนั้น ถ้าอายุยังน้อย หรือยังไม่แน่ใจว่าอีกกี่ปีจะถอนใช้เงิน การโอนเข้ากอง Thai ESGX ก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่เบากว่า และได้ภาษีคืนทันทีหลายหมื่นบาท ดูจะมีอิสระมากกว่า หากปีที่ 6 หรือ 7 ต้องใช้เงินก้อน

    แต่ถ้าคุณอายุ 40 ปลายๆ – 50 ปี การไปลงทุนแบบยืดหยุ่นในช่วงท้ายก่อนเกษียนก็น่าทำนะ เพราะหุ้นไทยความ sexy มันน้อยกว่าจริงๆ ในบั้นปลาย ซึ่งหากโอนหุ้นไทยมา แล้ว Thailand ESG Extra โดนทุบต่ออีกรอบนี่ ดูไม่จืดนะ

    โดยสรุป กองทุน Thai ESGX เหมาะกับคนที่ต้องการได้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนเดิมอีกครั้ง ที่มียอด LTF เดิมไม่เกิน 500,000 บาท จะให้ผลดีสุด และควรเป็นคนไม่อยากเสียภาษีกำไร และพร้อมถือยาวต่ออีก 5 ปี อีกทั้งยังต้องการมีอิสระ กองทุนนี้จึงน่าจะเหมาะกับคนอายุน้อย ส่วนการขาย LTF แล้วย้ายไป RMF น่าจะเหมาะกับคนวัย 40 ปลาย-50 ปี ที่มียอด LTF เดิมก้อนใหญ่ๆ(กว่า 500,000 บาท มากๆ) และยังพร้อมลงทุนต่ออีกระยะ แต่มีความต้องการเลือกสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่านั่นเอง

    ใครถือ LTF เดิมอยู่ ยังมีเวลาคิดและวางแผน แต่ต้องรีบตัดสินใจก่อนช่วง พฤษภาคม–มิถุนายน 2568 เพราะนั่นคือหน้าต่างเวลาที่เปิดให้ลงทุน Thai ESGX เพื่อรับสิทธิภาษีรอบใหม่นะครับ