หมวดหมู่: การออม เงินฝาก

เคล็ดลับในการเลือกการฝากเงิน ออมเงิน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  • #5เรื่องต้องรู้ก่อนเกษียณ #ฉบับใช้งานจริง

    #5เรื่องต้องรู้ก่อนเกษียณ #ฉบับใช้งานจริง

    จัดให้ตามคำขอ แผนนี้ครอบครัว 3 คนพ่อแม่ลูก ม.3 ซึ่งน้าเลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ตอนอายุ 4x ขวบ เอาจริงๆแผนนี้จะพร้อมใน 2 ปีข้างหน้า แต่อะไรก็เกิดขึ้นเร็วกว่าคาดได้ ทว่าแผนมันก็ดีพอเอาตัวรอดมาได้ ลองดูนะ

    เริ่มเตรียมแผนจริงจังเมื่อ 5 ปีก่อน เพราะอุตสาหกรรมหลักทรัพย์จะอ่อนแอเรื่อยๆ จบยุคมนุษย์ทองคำเหลือแต่คนเงินเดือนสูงๆที่ทำหนักมาก..แต่ร่างกายพัง เวลาไม่มี สุดท้ายถูกถีบออกในที่สุด

    เพื่อให้เห็น base ว่าคุณก็ทำได้ ของน้าก็คือ ไม่ได้มีมรดกอะไร พ่อแม่ให้การศึกษาเลี้ยงดูถึง ป.ตรี จากนั้นก็ตะลุยทำงาน เก็บเงินเรียน ป.โทไปด้วย แล้วเข้าวงการหลักทรัพย์ ในเวลา 20 ปี เปลี่ยน บล. 4 ครั้งเป็นการ challenge ไปทำงานยากขึ้นทุกรอบ อยากเก่งขึ้นไม่ได้เน้นเงิน

    👉เอาล่ะ เตรียมแผนยังไง? วางเป็น 5 บท

    1️⃣เตรียมรับมือค่าใช้จ่าย

    – ค่าเทอมลูก จองซื้อ IPO กอง REIT อายุ 25 ปี ยีลด์ 7%+ ตัวนึง โดยขนาดซื้อใหญ่พอให้ปันผล = ค่าเทอมแต่ละปี ซึ่งตอนซื้อลูกเหลือเวลาเรียนอีก 10 ปีถึงจะจบตรี ทำให้วันนั้น REIT จะเหลืออายุ 15 ปี แปลว่า REIT ตัวนี้น่าจะส่งลูกเรียนฟรีโดยเงินต้นไม่ลดได้**แค่ระวังตอนดอกเบี้ยกลับเป็นขาขึ้น ซึ่งยังอีกนาน (REIT แบบ Leasehold ห้ามถือตัวที่อายุต่ำกว่า 10 ปี พวกนั้นยิ่งปันผลราคาจะยิ่งลง!)

    – ค่าไฟ เกษียนอยู่บ้านยิ่งใช้เยอะ เลยติด Solar Rooftop แบบ On-grid ขนาด 6.9Kw บ้านเดี่ยว แต่ไม่ได้ติดแบตเตอรี่เพราะ 3 ปีก่อนยังแพงอยู่ (ตอนนี้ราคาลงมากว่า 30% แล้วถูกมาก) ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นแบบ TOU เพื่อรีดค่าไฟลงอีกในช่วง Off-peak (กลางคืน+วันหยุด) สรุปประหยัดไป 30-40% ค่าไฟตกเดือนละ 2,000 บาท +/- จาก 3,000-9,000 บาท แล้วแต่ฤดูกาล **แนะใช้แอร์ Inverter ช่วยได้เยอะ

    – ค่าน้ำมัน เกษียณแล้วยังมีธุระนะ ไปเที่ยว ไปจ่ายตลาด ดูทีวีอยู่บ้านไม่น่าใช่ คำตอบของคนเกษียณ คือ รถไฟฟ้า EV น้าประหยัดค่าน้ำมันไปเดือนละ 7,000-9,000 บาท ส่วนค่าบำรุงรักษาถูกจนจำไม่ได้ปีละ 1,000 บาทมั้ง ไม่ต้องกังวลซื้อแล้วติดดอย เพราะเราซื้อมาใช้ 10-15 ปี ก่อนเกษียณแนะหาจังหวะเปลี่ยนรถน้ำมันเป็น EV นะยิ่งเข้าคู่กับ Solar Rooftop โคตรเริ่ด!

    – ค่าใช้จ่ายรายเดือน น้าใช้กอง REIT (อีกละ) ซื้อในจังหวะต่ำๆปลอดภัยๆ ในปริมาณที่ปันผลรายเดือน cover รายจ่ายรายเดือน ส่วน Capital gain เอาจริงๆไม่หวัง ขอแค่ซื้อแล้วไม่ลงก็ ok เพราะเราหวัง cash flow จากปันผลมากกว่า ถ้าเราซื้อในจุดที่ปลอดภัย + ผลการดำเนินงานไม่ได้แย่ + อุตสาหกรรมไม่ได้เป็นขาลง ก็ถือต่อไปได้ แต่ก็ย้ำอีก duration ของสัญญาเช่าต้องยาวกว่า 15-20 ปี จะถือสบายใจ

    2️⃣ รายได้ใหม่ก็ยังต้องมีนะ นอนเฉยๆไม่ได้นา

    ถ้าเราไม่มี cash flow เข้า จะเครียดแน่นอน แม้บางคนจะสะสมเงินนอนเล่นได้ 15 ปีก็จริง แต่การเห็น wealth ลดลงทุกเดือน ชีวิตจะมีแต่ความกังวล ไม่กล้าใช้ชีวิต กลัวเกิดเหตุสุดวิสัย ดังนั้นต้องหารายได้มาเติมนะ

    ถ้าเติมได้ดีจน net ออกมาเป็นบวกทุกเดือนอันนี้สุดยอด หรือถ้า net ออกมาไม่ลดลง ก็ดีงามแล้ว ตัวอย่างที่น้าทำ คือ

    – ทำสิ่งที่ชอบ/คุ้นเคยให้เป็นรายได้ คุณจะไม่เหนื่อย แม้มันจะไม่ได้มากเท่าเงินเดือน แต่ทุกบาทมันคือความสนุก ไม่ใช่ความต้องรับผิดชอบในหน้าที่ อย่างน้าก็จัด Live ทุกเช้า เพราะก็ลงทุนหาข้อมูลอยู่แล้ว ก็เอาไอเดียมาแบ่งปันเพื่อนๆ ได้ลับสมอง ลับฝีปาก เพื่อนๆได้ประโยชน์ มันก็ดีนะ

    ซึ่งรายการ Talad WHY ก็สร้างรายได้กลับมามากกว่าที่คิดเสียอีก เพื่อนๆลองดูตัวเองนะชอบทำอะไร นั่นแหล่ะ เอามาทำเป็นรายได้สิ

    – Trick สำหรับงานหลังเกษียณคือ ควรเป็นงานที่ “เบาลง” จากงานประจำ ห้ามหนักเท่าเดิม แต่ให้เราใช้ประสบการณ์/connection ไป Leverage ให้มันทำน้อยๆ แต่ได้ผลเยอะๆ ซ้ำๆ และทวีคูณ ยิ่งทำเยอะแม้ได้เงินเพิ่มแต่ยิ่งเหนื่อยอันนี้ไม่เหมาะเป็นงานเกษียณ

    ตัวอย่างง่ายๆ ทำ Live เสร็จ ก็ตัดคลิปแยกแล้วโพสซ้ำเป็นต้น หรือโพสแล้วเอาไปใช้พูดซ้ำใน Live หรือ Live ทุกวัน วีคนี้มี 1 sponsor สัปดาห์หน้า 2 sponsor แต่ก็ยังทำงานเท่าเดิม จะเห็นว่ามันเป็นการ “เหนื่อย 1 ที” แต่ได้ผลหลายรอบ เสร็จ Live แล้วก็พักแบบที่คนเกษียณควรได้พัก(ฮา) อย่าไปตรากตรำเกิน

    – ลงทุนหากำไรส่วนเพิ่ม อันนี้ต่างกับข้อ 1 ที่จะเป็นการลงทุนเพื่อหา cash flow มาชนค่าใช้จ่าย (เรียกว่า Core port ก็ได้) ซึ่งเมื่อ core port พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายหลักได้แล้ว ในข้อนี้ก็เหมือนเป็นการสร้างโบนัส รายได้เสริม รางวัลแห่งความพยายามที่มากขึ้นอีกนิด (เรียกว่า Satellite port)

    ซึ่งมันก็เป็นผลลัพธ์มาจากกิจวัตรหาข้อมูลในการทำ Live ทุกเช้า ยิ่งเรารอบรู้ทุกตลาด ทุกสินทรัพย์ เราจะทำ asset allocation หาจังหวะทำตังค์ได้ไม่ยาก

    แต่ข้อนี้เน้นว่า คุณควรมีฐานเงินลงทุนที่ใหญ่พอนะ เป็นหัวใจเลย ผลตอบแทน 1% หาไม่ยากนะ ทว่า 1% บน 10,000 บาท กับ 1% บน 1,000,000 บาท มันต่างกันมากๆในแง่ impact ต่อชีวิต ดังนั้นคุณต้องมีการออมที่ดีมาแล้วก่อนหน้า (จะแนะนำในข้อสุดท้าย)

    – รายได้อื่นๆ พวกค่าเช่าบ้าน/คอนโดฯ ถ้ามีก็ดีนะ แต่ถ้าไม่ถนัดก็อย่ามีดีกว่า(ฮา) ไปทำในสิ่งที่เราถนัดน่าจะดีกว่า รายได้ส่วนนี้ของน้าไม่ได้-ไม่เสีย(รายได้เท่ากับเงินผ่อน) แต่เสียเวลา รู้งี้ไม่ยุ่งอสังหาฯดีกว่า ไม่เหมาะกับคนใจอ่อนแบบเรา(ฮา) นี่กำลังหาทางขายอยู่ ถือเป็นบทเรียน…. แต่ใครถนัดด้านนี้ก็เดินต่อได้นะครับ

    3️⃣ จัดการหนี้สินให้เรียบร้อย

    อย่าไว้ใจว่าจะได้เกษียนตอน 60 ขวบ โลกใบนี้มันเร็วมาก 50 ขวบก็โดนได้ และไม่รู้จะเร็วขึ้นหรือเปล่า สิ่งที่น้าทำคือ พอรายได้เริ่มหนาขึ้นในช่วงท้ายๆการทำงาน เช่น ค่ากินใช้รายเดือน 30% ของรายได้ ก็จะเก็บเงินสดไว้ 20% แล้วอีก 50% เน้นโป๊ะหนี้อย่างเดียว

    ขณะที่ปีไหนมีโบนัส ก็จะกัน 10% ให้ครอบครัวเป็นรางวัลพวกเค้า อีก 90% ก็ฟาดโป๊ะหนี้ไปเลย นี่คือหน้าที่ของโบนัส ยิ่งคุณปิดหนี้ได้ไว คุณจะได้ออมถึงเดือนละ 70% ช่วยเร่งให้มีฐานเงินที่ใหญ่สำหรับสร้าง Core port และ Satellite port ยิ่งฐานใหญ่ คุณยิ่งจัดการง่าย

    อีกเรื่องของข้อนี้คือการมี fixed asset (สินทรัพย์ถาวร) เท่าที่จำเป็นต้องใช้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ มีแค่ได้ใช้ก็พอ เอาเงินไปไว้ที่สินทรัพย์ลงทุนดีกว่า น้ามีอย่างละ 50 : 50 หวังว่าสินทรัพย์ลงทุนจะแซงไปไกลๆ สาธุ

    4️⃣ หลักประกันห้ามขาด แต่ต้องมีแบบฉลาด

    อะไรก็เกิดขึ้นได้ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เป็นสิ่งที่ต้องมี แต่เชื่อไหม ถ้าไม่ได้ออกจากงานนะ น้าก็ไม่รู้ว่าพอร์ตประกันเละเทะมาก

    น้ามีกรมธรรม์ถึง 7 ฉบับ!! ซื้อเพราะรู้ว่ามันดี แต่ลืมดูความคุ้มค่า คราวนี้พอกำลังจะออกจากงาน ก็เอากรมธรรม์มานั่งเรียงดูก็พบว่า ค่าใช้จ่ายเบี้ยประกันกลายเป็นรายจ่ายสูงสุดของตัวเอง งานเข้าสิ!

    วานน้องตัวแทนประกัน analyze ให้ดูหน่อยว่าไอ่ 7 เล่ม มันซ้อนทับ เกินจำเป็นอะไรยังไง ซึ่งผลออกมาคือ ตัดออกได้ 4 เล่ม โดยไม่ได้ทำให้ชีวิตแย่ลง!!

    เจ็บแล้ว ก็ศึกษาต่อ ก็ได้เรียนรู้ว่า ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ในยุคนี้ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีเลย vs ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit link) เอาง่ายๆ ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ให้ผลตอบแทน 1-2% ต่อปีตลอดสัญญา 10-20 ปี แพ้เงินเฟ้อ และโดนค่าเสียโอกาสมหาศาล

    แต่ Unit link ด้วยเงินก้อนเดียวกัน ถ้าเราเอาความรู้ด้านการลงทุนที่มีไปใช้ ผลตอบแทน 7-10% ต่อปี ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เลือกให้เป็น จัดให้ถูกแค่นั้นเอง

    Unit link เลยเป็นอาวุธชั้นดีของยุคนี้ เพราะได้ความคุ้มครองขนาดใหญ่ ได้ลงทุนไปด้วยไม่เสียโอกาส แถมส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างดี โคตรเริ่ด เดี๋ยววิชาน้าแก่กล้าจะทำเป็น session เรื่องนี้ใน Live เลย มันดีมาก อยากให้รู้จัก

    5️⃣ Mind set

    ทั้ง 4 ข้อข้างต้น จะเดินไม่ได้เลยถ้าความคิดเริ่มต้นเราไม่ถูก ซึ่งสูตรที่ตลาดหลักทรัพย์ฯให้น้าไปสอนเด็กๆในต่างจังหวัดเมื่อก่อน คือ “หลัก 4 รู้”

    รู้หา – หารายได้เสริมหลายทาง

    รู้ใช้ – ไม่ฟุ่มเฟือย เพื่อการออมที่มากขึ้น

    รู้เก็บ – ออมก่อนใช้

    รู้ขยายดอกผล – ฉลาดลงทุน

    ซึ่งน้าก็ใช้เป็นหลักมานานแล้ว ข้อที่สำคัญสุด คิดว่าเป็น “รู้เก็บ” เพราะเมื่อไรที่คุณหัด “ออมก่อนใช้” ก็ถือว่าคุณก็เริ่มนับ 1 ของการวางแผนเกษียณแล้วล่ะ

    พอคุณทำข้อ 5 ได้ดี ข้อ 1-2-3-4 ก็คือขนม แนะอาจไปเน้นแก้หนี้ข้อ 3 ก่อนแล้วกระจายๆกันทำข้ออื่นๆเมื่อโอกาสมาเยือนนะครับ สู้ๆนะ

    ปล. อันนี้คือ แผนดิบๆที่ใช้จริงนะ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกๆคน เริ่มต้นเร็วยิ่งปลอดภัย แต่ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะ เอาไปปรับใช้ตามสถานการณ์ของเพื่อนๆดูนะครับ❤️

    #น้าแดงxนักลงทุน

    #RetireFun

  • 10 เรื่องต้องรู้ เพราะเกษียนจะมาไว แต่ค่าไฟมาทุกเดือน

    10 เรื่องต้องรู้ เพราะเกษียนจะมาไว แต่ค่าไฟมาทุกเดือน

    เตรียมรับมือด้วยสิ่งที่ อิลอน มัสก์ บอกว่าชัวร์ที่สุด

    #ชีวิตเกษียนเมื่อรายได้ลดลง ค่าใช้จ่ายพื้นฐานคือปัจจัย 4 แต่ยุคนี้ “ปัจจัย 5” คือ ไฟฟ้า ก็ขาดไม่ได้ เพราะทุกอย่างผูกกับไฟหมด แอร์ ตู้เย็น เน็ตที่ช่วยเราทำงานออนไลน์ มือถือก็ยังต้องชาร์จ ดังนั้นถ้าเพื่อนๆกำลังจะเกษียณ หรือกำลังเตรียมตัวเพื่อเกษียณที่อาจมาเร็วกว่าคาด น้าแนะว่า “ของจำเป็นชิ้นแรก” ที่ควรมี ที่จะช่วยลดต้นทุนชีวิตระยะยาวได้จริงนั่นก็คือ โซล่าร์รูฟ

    สัปดาห์ก่อนน้าเจอ คุณบอย วิศวกรไฟฟ้าของ บจก.กรีน แอปโซลูท พาวเวอร์ ที่หน้างานติดตั้งให้บ้านแห่งหนึ่งแถวๆรัชดา ได้พูดคุยเรื่องโซล่าร์รูฟ (Solar Roof) หลายเรื่อง ก็พบว่าเฮ้ย! มันไม่ใช่แค่ “ติดประหยัดแล้วจบ” จริงๆมันมีรายละเอียดเยอะ ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้ลงรายละเอียด เลยทำให้ประหยัดไฟฟ้าไม่ได้มากเท่าที่ควรเป็น วันนี้เลยสรุป Q&A สำคัญๆให้ฟังนะ

    1. #ราคาโซล่าร์รูฟ วันนี้ถูกลง 30% จากเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนั้นน้าแดงติดไป 6.9kw ไม่มีแบตเตอร์รี่ (เรียกว่าระบบ on grid) บ้านเดี่ยวอยู่ 3 คน ก็โดนไป 2 แสนต้นๆ เรียกว่า ติดก่อนประหยัดก่อน แต่ดอยก่อน(ฮา)

    2. #ประสิทธิภาพแผงโซล่าร์ และ Invertor (ตัวแปลงไฟ+คุมแรงดัน+ความถี่) พัฒนาไปไกลมาก ทำให้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดีกว่าเดิมเยอะ เมื่อก่อนเราพูดกันที่จุดคุ้มทุนติดตั้ง 7 ปี แต่ปัจจุบันมันคือ 5 ปีกว่าๆแล้ว

    3. #พฤติกรรมใช้ไฟ เป็นข้อมูลที่ช่วยให้วิศวกรออกแบบได้ดียิ่งขึ้น เมื่อก่อนสูตรสำเร็จคือติดแผงหันทิศใต้จะได้แดดนานที่สุด แต่ในความเป็นจริงวิศวกรต้องการรู้ว่าใช้ไฟใช้ไฟตอนไหนมากกว่ากัน ถ้าใช้ไฟช่วงบ่ายเยอะ ก็จะปรับเติมแผงโซล่าร์ไปในทิศตะวันตกมากขึ้นเป็นต้น ดังนั้นใครจะติดควรเล่าพฤติกรรมใช้ไฟ้ด้วยนะ

    4. #Hybrid_Inverter เป็นเทรนด์ที่มาแรง จะรับไฟจาก 3 แหล่ง คือ โซล่าร์-การไฟฟ้า-แบตเตอรี่ ถ้ามีแหล่งไฟ 2 ใน 3 แหล่ง ก็จะทำงานจ่ายไฟสบายๆ คุณจะมีไฟใช้ตลอด 24 ชั่วโมงแน่ๆถ้าติดแบตฯในปริมาณเหมาะสม Interter แบบนี้เลยทำงานทั้งระบบ on-grid และ off-grid นั่นเอง ขณะที่ Invertor ดั้งเดิม(แบบของน้า) ถ้าไฟฟ้าไฟดับไฟที่บ้านก็จะดับด้วยแม้จะมีแผงโซล่าร์ก็ตาม เพราะ Inverter ดั้งเดิมต้องการไฟเลี้ยงจากการไฟฟ้าตลอดเวลา เค้าถึงเรียกว่าระบบ on grid นั่นเอง

    5.#แบตเตอรี่ ถูกใช้กับ Hybrid inverter ซึ่งหลักของการเลือกขนาดแบตฯก็คือ 1 : 2 คือ ถ้าติดแผงไว้ 5kw ก็ควรเลือกแบต 10kw เพื่อให้เวลาเราใช้ไฟจากโซล่าร์ไม่ถึง 5kw ไฟที่เหลือก็จะเข้าไปเก็บในแบตฯเอาไว้ใช้ตอนกลางคืนได้นั่นเอง แต่ก็ขึ้นกับพฤติกรรมการใช้นะ ถ้ากลางคืนใช้ไฟเยอะมากๆ ก็อาจมากกว่า 2 เท่าก็ได้ อย่างไรก็ดีหากงบจำกัด ก็ไม่ต้องติดแบตเตอรี่ก็ได้ แต่ใช้มิเตอร์ TOU ลดค่าไฟฟ้าในตอนกลางคืน (off-peak) แบบบ้านน้าได้

    6. #เกรดอุปกรณ์ ตอนนี้มีหลายเกรด คุณบอยแนะว่าควรใช้เกรด tier 1 เป็นหลัก อย่าเห็นแต่ของถูกเกินไป มันไม่คุ้มกับความเสียหายถ้าติดตั้งไม่ดี ซึ่งใน tier 1 ก็มีหลายแบรนด์หลายราคาให้เลือก ลูกค้าปรึกษาวิศวกรได้ตาม budget ที่มี Inverter ฮิตๆก็ Huawei กับ Deye ส่วนแผงก็ JA ส่วนแบตเตอรี่ก็ Topsun เป็นต้น ตอนนี้ถือว่าเป็นสวรรค์ของผู้ติด มีของให้เลือกเยอะ

    7. #ติดกับไฟ 1 เฟส หรือ 3 เฟส อันนี้แตกต่างกันนะ 3 เฟสจะมีรายละเอียดมากกว่า ซึ่งการติด 3 เฟสที่ดีต้องทำการ balance load ก่อนเพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการผลิตไฟของแผง เพื่อจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งบางคนไม่ได้ทำ balance ที่ดีพอ ทำให้ประหยัดไฟได้น้อยกว่าที่คาดได้ ส่วนบ้านธรรมดา 1 เฟสติดง่ายไม่ซับซ้อน ประหยัดไฟ 30-50% ได้ไม่ยาก แล้วแต่การออกแบบและพฤติกรรมใช้ไฟ

    8. #รถEV กับ solar roof ซื้ออะไรก่อนดี คุณบอยแนะนำจริงใจว่า ซื้อรถ EV ก่อนนะ เพื่อดูการใช้รถ ขนาดแบตเตอรี่รถ EV และเวลาการชาร์จไฟ เหล่านี้จะช่วยให้ออกแบบได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่างเคสน้าแดง ดันไปติดโซล่าร์ก่อน EV ทำให้ตอนชาร์จรถไฟฟ้าพุ่งไป 9kw เกินกว่ากำลังการผลิตติดตั้งที่ 6.9kw ทำให้ส่วนที่ขาด 2.1kw ต้องไปใช้ไฟจากการไฟฟ้าแพงๆ ซึ่งถ้าเรารู้พฤติกรรมการใช้ก่อน แล้วติดให้ครอบคลุม ก็จะยิ่งประหยัดได้มากๆ

    9. #ตลาดโซล่าร์รูฟ โตต่อเนื่อง มีผู้เล่นเข้ามาเยอะ มีการตัดราคากันบ้าง แต่แนะนำให้เน้นคุณภาพเป็นสำคัญ อุปกรณ์ต้องเกรด A ติดตั้งต้องเกรด A อุปกรณ์ต่อเชื่อมต่างๆ สายไฟเกรด A เหล่านี้สำคัญมากๆอย่าละเลย อย่าเห็นแต่ของถูก มันต้องอยู่กับเราไปอีกนาน

    10. #การรับประกัน มาตรฐาน Invertor 10 ปี แผงโซล่า 12/30 ปี (12 ปีเคลมแผง, 30 ปี ประกันปริมาณไฟ) แบตเตอรี่ 7 ปี ของคุณบอย มีประกันติดตั้งอีก 3 ปี อันนี้สำคัญ เพราะนอกจากจะเข้าไปแผงปีละ 1 ครั้งแล้ว ก็จะมีตรวจเช็คระบบไฟฟ้า และ เช็คปัญหารั่วซึมหลังจากการติดตั้งแผงให้ด้วย

    อีลอน มัสก์ ได้พูดบนเวที World Economic Forum ว่า “So it’s really all about the sun.” คือ ถ้าจะมองทั้งระบบสุริยะ แหล่งพลังงานที่ “ใหญ่สุด” และ “ยืนระยะสุด” ก็คือดวงอาทิตย์นี่แหละต่อให้ AI ฉลาดแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องกินไฟ และไฟราคาถูก-กระจายตัวได้ คือหัวใจของโลกยุคใหม่

    โลกกำลังเปลี่ยนเร็วแบบที่หลายคนยังประมาท โดยเฉพาะเรื่องงานและรายได้ในอนาคต เจ้า AI ไม่ได้มาแทนเฉพาะงานซ้ำ ๆ แต่มันเริ่มไล่มาถึงงานที่คุณเคยคิดว่า “ปลอดภัย” ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ทำงานได้เร็วกว่า และไม่เหนื่อยไม่บ่น นั่นแปลว่า “วัยเกษียณ” อาจไม่ได้มาแบบเราค่อย ๆ เตรียมตัว แต่บางคนอาจถูกบีบให้เกษียณเร็วกว่าที่คิดก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเตรียมตัวด้วยนะครับ เกษียนมายังมีไฟฟ้าใช้ ก็ยังทำอะไรได้อีกเยอะ 😊

    ตัวอย่างร้านโซล่าร์ https://s.shopee.co.th/60LmGs7MfI

    #น้าแดงxนักลงทุน#RetireFun#Solar#โซล่าร์บนหลังคา#โซล่ารูฟ

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • เทคนิคบริหาร Provident Fund เก่าคงค้าง

    เทคนิคบริหาร Provident Fund เก่าคงค้าง

    ❗️เพิ่งรู้ว่า PVD ที่ค้างในบริษัทเก่าจะสลับกองได้เพียงเฉพาะกรอบนโยบายที่บริษัทเก่ากำหนดไว้(ซึ่งน้อย 10 กอง แถมกฏหมายกำหนดสัดส่วนลงทุนบางอย่างไม่เกิน 15% อีกด้วย ตย. กองทุนทองคำ กฏหมายห้ามเกิน 15%)

    👉ทางแก้คือ โอนย้าย PVD ที่พักค้างไว้ไป RMF for PVD ซึ่งจะมี RMF ที่ยืดหยุ่นหลายหลาย 38 กองให้เลือกจิ้มสลับกองฉ่ำๆไปเลย แต่เงื่อนไขตามเดิมนะ 55 ขวบถอนได้ไม่เสียภาษี

    ขอบคุณทีมงาน #Eastspring_RMF_for_PVDเมื่อวานบริการคุณน้าอธิบายดีมากครับ 😘🎉

  • หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    #เป็นคำถามที่ดี เลยนำมาแชร์แบ่งปันครับ ถามโดยพี่ FC ท่านนึงของรายการ LIB Talks ว่า “หุ้นที่ปันผล ปีละ 1 หรือ 2 (ครึ่งปีจ่ายปี) หรือ 4 ครั้ง(ไตรมาสละที) มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนไหม?”

    👉ตอบว่ามีผลนะ ถ้าสมมติว่ามีหุ้น 3 ตัว จ่ายปันผลตามข้างต้นที่ยอดรวมปีละ 1.00 บาท ซึ่งถ้าความเสี่ยงธุรกิจพอๆกัน การเติบโตพอๆกัน ตัวที่จ่าย 4 ครั้งจะเป็นตัวเลือกแรก เพราะ…

    ไตรมาส 1 จ่าย 0.25 บาท เราสามารถเอาเงินก้อนนี้ ไปซื้อหุ้นตัวเดิมนี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จำนวนหุ้นนี้ในพอร์ตก็จะเยอะขึ้น

    พอไตรมาส 2 จ่ายอีก 0.25 บาท เราก็จะยิ่งได้เงินเยอะขึ้น เพราะหุ้นเราเยอะขึ้นมากจากเอาเงินปันผลไตรมาส 1 มาซื้อหุ้นเพิ่มไง

    อันนี้แหล่ะเค้าเรียกว่า มหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น(ในรูปแบบเงินปันผล)นั่นเองครับ

    ส่วนตัวที่จ่ายปันผลแบบป๋าๆทุกเดือน (12 ครั้ง) แล้วถ้าธุรกิจดี ความเสี่ยงต่ำ แล้วเราเอาปันผลมาวนๆซื้อหุ้นเติมไป ก็ยิ่งบังเกิดผลดีกับพอร์ตการออมการลงทุนของเพื่อนๆครับ 😀

    แต่ย้ำอีกครั้ง เลือกหุ้นปันผล อย่าเริ่มที่ Dividend yield นะครับ เริ่มที่ธุรกิจก่อนนะ ไปฟังย้อนหลังในรายการ หรือ คลิปตัดแยกให้ช่องสีแดงของ Liberator Securities นะครับ 💙

  • หัวใจของธนาคารนอกจากดอกเบี้ย ก็คือ CASA ??

    หัวใจของธนาคารนอกจากดอกเบี้ย ก็คือ CASA ??

    โลกของธนาคารพาณิชย์ นอกจากส่วนต่างดอกเบี้ยแล้ว หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจมากๆ คือ “CASA” ซึ่งย่อมาจาก Current Account – Savings Account ซึ่งก็คือ บัญชีกระแสรายวัน และบัญชีออมทรัพย์ แม้จะเป็นบัญชีพื้นฐานของลูกค้า แต่ CASA มีความหมายที่ลึกซึ้งต่อประสิทธิภาพทางการเงินของธนาคารอย่างมากๆ

    CASA คืออะไร?

    CASA หมายถึง เงินฝากในรูปแบบกระแสรายวัน และออมทรัพย์ ซึ่งโดยทั่วไป เงินฝากรูปแบบนี้ บัญชีออมทรัพย์จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆๆๆๆ 0.125-0.20% หรือแทบไม่มีเลย เช่น บัญชีกระแสรายวันจึงถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับธนาคาร

    ความสำคัญของ CASA

    CASA มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสามารถในการทำกำไรของธนาคารในหลายๆมิติ เช่น :

    • ช่วยลดต้นทุนเงินทุน (Cost of Funds) ได้อย่างมากๆ
    • เพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin – NIM)
    • สะท้อนความภักดีและความผูกพันของลูกค้า โดยเฉพาะในยุคที่ Mobile Banking เป็นเครื่องมือหลักในการใช้บริการธนาคาร ธนาคารใดที่ทำ Mobile Banking ดี คนจะนิยมเอาเงินมาพักไว้เยอะ และนั่นหมายความว่าโอกาสที่จะมี CASA เยอะนั่นเอง

    CASA ไม่ใช่แค่บัญชีเงินฝากราคาถูก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการที่ธนาคารสามารถดึงลูกค้าให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    ในอุตสาหกรรมธนาคารไทย CASA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่แสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างธนาคารขนาดใหญ่และขนาดเล็ก :

    ธนาคารขนาดใหญ่มักได้เปรียบ: เช่น BBL, SCB และ KBANK มักมีสัดส่วน CASA อยู่ในระดับสูง 60-80% ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานลูกค้ารายย่อยและองค์กร ความเชื่อมั่นในระบบบริการ รวมถึง Digital Platform ที่ทรงพลัง

    ธนาคารขนาดเล็กดูจะเสียเปรียบ: ธนาคารอย่าง KKP, TISCO และ CIMB TH มักพึ่งพาเงินฝากประจำ(ดอกเบี้ยสูง) หรือการระดมทุนจากตลาดตราสารหนี้มากกว่า ส่งผลให้ต้นทุนเงินทุนสูง และอาจไม่มีพื้นที่ในการแข่งขันด้านดอกเบี้ยเท่าธนาคารขนาดใหญ่

    ตัวอย่างข้อมูล CASA (Q1/2025) ลองดู SCB เป็นตัวอย่างแรกครับ

    ที่มา : MD&A SCB งวด 1Q25

    จะเห็นว่ามีคนเอาเงินมาฝากกระแสรายวัน 129,655 ล้านบาท มีคนฝากในออมทรัพย์ 1,788,382 ล้านบาท จับมัดรวมกันแล้วหารด้วยเงินรับฝากทั้งหมด 2,471,357 ล้านบาท จะได้ CASA ratio 77.6% ถือว่ากระฉูดมาก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า SCB Easy เป็นเครื่องมือสำคัญ ผนวกกับความเก่าแก่และความเชื่อมั่นสูงของธนาคาร

    ส่วน CASA ratio ของธนาคารใหญ่อื่นๆที่แกะจาก MD&A มาให้ดู เช่น KBANK 80.4%, BBL 61.7%

    แต่ถ้าใน MD&A ไม่แตกตัวเลขมาให้คำนวน เราก็สามารถไปดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินได้เช่นกัน เช่น TISCO มี CASA ratio เพียง 13.9%

    ดังนั้น CASA เป็นมากกว่าตัวเลขในงบดุล แต่คือแกนหลักสำหรับการวางยุทธศาสตร์ธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ผู้ใช้งานมีบทบาทอย่างมาก

    โครงสร้างในฝันของธนาคารคือ CASA เยอะๆ Loan growth สูง NPL น้อยๆ ธรรมเนียมเยอะๆ และสร้าง ROE ได้สูงๆ ใครที่ทำส่วนผสมนี้ได้ดี Valuation Premium อย่างแน่นอนจากนักลงทุน

    ซึ่งจุดเริ่มอยู่ที่การสามารถดึงดูด CASA ได้สูงจะมีต้นทุนที่ต่ำ สามารถแข่งขันด้านดอกเบี้ยได้ และมีความมั่นคงทางการเงินสูงกว่าในระยะยาว

    ดังนั้น การติดตาม CASA Ratio จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนและผู้สนใจในหุ้นกลุ่มธนาคารไม่ควรมองข้ามด้วยนะครับ