หมวดหมู่: การลงทุน

เรื่องทั่วไป ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุน

  • เปิดบัญชีเทรดหุ้นอเมริกา ต้องทำ W-8BEN ไหม คืออะไร ควรทำไหม?

    เปิดบัญชีเทรดหุ้นอเมริกา ต้องทำ W-8BEN ไหม คืออะไร ควรทำไหม?

    การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเป็นที่นิยมมากในกลุ่มนักลงทุนไทย เพราะมีบริษัทระดับโลกอย่าง Apple, Tesla, Microsoft ให้เลือกลงทุน

    นอกจากนั้นยังมีหุ้นนวัตกรรมต่างๆให้เลือกลงทุนลุ้นยาวๆอีกด้วย แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มต้น การเปิดบัญชีหุ้นสหรัฐและการจัดการเอกสาร W-8BEN เป็นขั้นตอนสำคัญที่คุณต้องรู้จัก เรามาเริ่มทำความเข้าใจไปพร้อมกัน!

    การเปิดบัญชีหุ้นสหรัฐสามารถทำได้ผ่านโบรกเกอร์ที่มีบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ อย่างที่กำลังมาแรงตอนนี้ก็ Liberator ซึ่งอยู่ภาพใต้การกำกับดูแลของทางการ (กลต.) ซึ่งยังมีอีกหลายโบรกเกอร์ ทั้งไทยและเทศ

    แต่เน้นว่าควรเลือกโบร๊คที่ ค่าธรรมเนียมเป็นธรรม (ตย. Liberator คิดแค่ 0.1% ของมูลค่าเทรด ละก็มีแบบเหมาจ่าย 999 บาท เทรดได้ไม่เกิน 100,000 เหรียญ/ เดือน) มีความน่าเชื่อถือ และมีแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายๆ มีระบบแปลงเงิน บาท เป็น USD ที่ง่ายตรงไปตรงมา(ไม่กิน spread) ส่วนเอกสารเปิดบัญชีส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างกันจะเป็น

    เมื่อบัญชีได้รับการอนุมัติ คุณก็พร้อมที่จะเริ่มซื้อขายหุ้นได้แล้ว! แต่ช้าก่อน เพื่อความ perfect คุณต้องทำเอกสาร W-8BEN ด้วย (ไม่มีก็เทรดได้นะ แต่ ย้ำว่า ควรมีก่อน)

    W-8BEN คือ Certificate of Foreign Status of Beneficial Owner for United States Tax Withholding and Reporting หรือเป็นเอกสารที่ใช้ยืนยันสถานะของคุณว่าเป็น บุคคลต่างชาติ” (Non-U.S. Resident) เพื่อให้คุณได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษี ภายใต้สนธิสัญญาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐ

    กรอก W-8BEN ยากไหม? ไม่ยากเลย! โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะมีแบบฟอร์ม W-8BEN แบบออนไลน์ให้กรอก โดยมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุ ได้แก่:

    1. ชื่อ-นามสกุล: ต้องตรงกับเอกสารระบุตัวตน
    2. ประเทศที่พำนัก: ระบุว่าเป็น “Thailand”
    3. ที่อยู่ถาวร: ต้องตรงกับเอกสารแสดงที่อยู่
    4. Taxpayer Identification Number (TIN): หากคุณเป็นคนไทย สามารถใส่เลขบัตรประชาชนแทนได้
    5. ลายเซ็น: ลงนามและระบุวันที่

    หลังจากกรอกเสร็จ โบรกเกอร์จะตรวจสอบเอกสาร แล้วนำส่งสหรัฐนั่นเอง โดยเจ้าเอกสารนี้มักจะมีอายุ 3 ปี (หลังจากหมดอายุ คุณต้องกรอกใหม่) แล้วค่อยมากรอกใหม่ หวังว่าตอนนั้นพอร์ตคุณจะโตๆไปแล้วนะ อิอิ

    ประโยชน์ของ W-8BEN สำหรับนักลงทุนไทยมีอะไรบ้าง การกรอก W-8BEN จะช่วย “ลดภาระภาษี” ที่คุณต้องจ่ายจากรายได้ที่ได้จากหุ้นในสหรัฐ ตัวอย่างเช่น:

    • เงินปันผล (Dividend) : หากไม่ได้กรอก W-8BEN คุณจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายถึง 30% แต่ถ้ากรอก คุณจะถูกหักเพียง 15% เท่านั้น ตามสนธิสัญญาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐ
    • กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gains) : ในปัจจุบัน ไทยไม่มีการเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้นในสหรัฐ ดังนั้นคุณจะไม่ต้องเสียภาษีส่วนนี้ด้วย แจ๋วไหมล่ะ

    เมื่อคุณเสร็จสิ้นกระบวนการนี้แล้ว การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐจะแสนง่าย ได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น ขอให้สนุกกับการลงทุนนะครับ! 😊

  • Quantum Computer คืออะไร เข้าใจง่ายๆ ใน 3 นาที

    Quantum Computer คืออะไร เข้าใจง่ายๆ ใน 3 นาที

    ช่วงนี้กระแส Quantum กำลังมา เรามาอธิบายกันต่อนะ คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer) เป็นเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลที่ล้ำยุคกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป โดยใช้หลักการ “กลศาสตร์ควอนตัม” ซึ่งแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ 4 เรื่องที่เราต้องเข้าใจ มีดังนี้


    1. บิต (Bit) vs คิวบิต (Qubit)

    • คอมพิวเตอร์ทั่วไป ใช้ “บิต” (Bit) ในการเก็บข้อมูล ซึ่งมีค่าได้แค่ 0 หรือ 1 เท่านั้น
    • คอมพิวเตอร์ควอนตัม ใช้ “คิวบิต” (Qubit) ซึ่งสามารถเป็น 0, 1 และสถานะซ้อนทับ (Superposition) ที่ทั้ง 0 และ 1 พร้อมกันได้

    ตัวอย่าง:

    • คอมพิวเตอร์ปกติทำได้แค่เลือกทางเดียว เช่น เปิดหรือปิดสวิตช์
    • คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถเปิดและปิดสวิตช์ได้พร้อมกันในเวลาเดียว สุดยอดมั้ยล่ะ

    2. การทำงานแบบขนาน (Parallelism)

    ด้วยความสามารถของ “สถานะซ้อนทับ” คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถประมวลผลข้อมูล “หลายทางพร้อมกันได้” นี่แหล่ะเลยทำให้แก้ปัญหาซับซ้อนได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปหลายเท่า

    ตัวอย่าง:

    • การค้นหาข้อมูลในกองเอกสารล้านแผ่น คอมพิวเตอร์ปกติอ่านทีละแผ่น
    • แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมอ่านได้พร้อมกันทุกแผ่น ทำให้หาคำตอบได้เร็วขึ้นมาก นี่เลยทำให้เค้าเร็วกว่าเพื่อน

    3. การพัวพันควอนตัม (Quantum Entanglement)

    คิวบิตสามารถเชื่อมโยงกันได้ผ่าน “การพัวพันควอนตัม” ทำให้การเปลี่ยนแปลงของคิวบิตหนึ่งส่งผลต่ออีกคิวบิตได้ทันที ช่วยเพิ่มความเร็วและความสามารถในการคำนวณอีกด้วย โหดแสรดด


    4. คอมพิวเตอร์ควอนตัมทำอะไรได้บ้าง?

    • การถอดรหัสข้อมูล: ทำลายการเข้ารหัสที่ปลอดภัยในปัจจุบัน สายขุดเหมือง crypto อาจมี disrupt นะแบบนี้
    • การจำลองโมเลกุล: ช่วยในการพัฒนายาและวัสดุใหม่ สุดยอดมาก
    • การคาดการณ์ทางการเงิน: วิเคราะห์ความเสี่ยงและการลงทุนที่ซับซ้อน พวก derivative ซับซ้อน ไม่น่าเหลือบ่ากว่าแรงแล้ว
    • AI และ Machine Learning: เพิ่มความเร็วในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ คราวนี้มันจะเจอในชีวิตประจำวันได้ละ

    สรุป

    คอมพิวเตอร์ควอนตัมเป็นเทคโนโลยีที่สามารถประมวลผลได้เร็วและทรงพลังกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป เพราะใช้ “คิวบิต” ที่มีสถานะซ้อนทับและการพัวพันควอนตัม ช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ในเวลาสั้นลง ซึ่งอาจพลิกโฉมโลกเทคโนโลยี การแพทย์ การเงิน และวิทยาศาสตร์ในอนาคต

    หรือเข้าใจได้ง่ายๆ ภาษาบ้านๆก็คือ คอมพิวเตอร์ควอนตัมทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้เหมือน “คนหลายคนช่วยกันทำงาน” แทนที่จะทำทีละขั้นตอนเหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไปนั่นเองจ้า

  • Google จุดระเบิดหุ้น Quantum Computing พุ่งกระจาย

    Google จุดระเบิดหุ้น Quantum Computing พุ่งกระจาย

    Quantum Computing กลายเป็นหัวข้อที่ร้อนแรงในวงการเทคโนโลยีโลก เมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมเปิดประตูไปสู่การประมวลผลระดับที่โลกเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ และเมื่อไม่นานมานี้ Google ได้จุดกระแสความตื่นเต้นด้วยความสำเร็จครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนอนาคตของวงการนี้ไปตลอดกาล

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Google เปิดตัวชิปควอนตัมรุ่นใหม่ชื่อ “Willow” ที่มาพร้อมความสามารถอันน่าทึ่ง ด้วย 105 คิวบิต (qubits) ที่สามารถประมวลผลปัญหาซับซ้อนในเวลาเพียง 5 นาที ในขณะที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาถึง 10 เซปติลเลียนปี! ว่ากันว่ายาวนานกว่าอายุจักรวาล!! ที่สำคัญ ชิปนี้ยังลดอัตราความผิดพลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการเชื่อมโยงคิวบิตแบบใหม่ ทำให้การแก้ไขข้อผิดพลาดทำได้แบบเรียลไทม์

    นวัตกรรมนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ Quantum Computing ขยับใกล้การใช้งานในเชิงพาณิชย์ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าอาจเกิดขึ้นได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้

    ไหนแล้ว เราก็มาดักหุ้นเด่นในวงการ Quantum Computing กันดีกว่า ซึ่งหากคุณสนใจลงทุนใน Quantum Technology นี่คือรายชื่อ 4 หุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจควอนตัมในตลาดหุ้นสหรัฐ เอาไปศึกษากันต่อนะ

    1. Quantum Computing Inc. (QUBT)

    • ธุรกิจ: พัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับการประมวลผลควอนตัม
    • ผลการดำเนินงาน: รายได้เติบโตอย่างน่าประทับใจ โดยเพิ่มขึ้น 63.39% ในไตรมาสล่าสุด แต่ยังขาดทุนสุทธิเนื่องจากอัตรากำไรจากการดำเนินงานติดลบสูงถึง -7686.17%

    2. D-Wave Quantum Inc. (QBTS)

    • ธุรกิจ: บริษัทแรกที่นำคอมพิวเตอร์ควอนตัมมาใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยเน้นโซลูชันด้านการหลอม
    • ผลการดำเนินงาน: รายได้เพิ่มขึ้น 41% ในไตรมาสล่าสุด พร้อมยอดจองที่เติบโต 58% แม้ว่าจะยังขาดทุน แต่ขาดทุนสุทธิลดลงจากการเพิ่มกำไรขั้นต้นและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

    3. Rigetti Computing (RGTI)

    • ธุรกิจ: พัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมสำหรับใช้งานทั่วไป โดยเน้นการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ที่สามารถใช้งานได้จริง
    • ผลการดำเนินงาน: แม้จะมีความท้าทายในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ Rigetti ยังคงเป็นหุ้นที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก

    4. IonQ (IONQ)

    • ธุรกิจ: มุ่งเน้นการพัฒนาและจำหน่ายฮาร์ดแวร์ควอนตัม โดยใช้เทคโนโลยีควอนตัมไอออนดักต์
    • ผลการดำเนินงาน: มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเริ่มทำกำไรได้ในอนาคตอันใกล้
    IONQ

    ความสำเร็จของ Google และการเติบโตของบริษัทในวงการ Quantum Computing ทำให้เราเห็นภาพของโลกอนาคตที่เทคโนโลยีนี้จะมีบทบาทสำคัญ ตั้งแต่การพัฒนา AI ไปจนถึงการค้นคว้าด้านวัสดุใหม่ การลงทุนในหุ้นควอนตัมในวันนี้อาจเปรียบเสมือนการลงทุนในยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตเมื่อ 20 ปีก่อน – เสี่ยงแต่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูง

    Quantum Technology ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีที่เราประมวลผลข้อมูล แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่เรามองโลกแห่งความเป็นไปได้ ใครจะรู้? ในอนาคต คุณอาจได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้นะ! อาจจะมีมือถือ Quantum ก็ได้ โอ้วววว

  • อยากร่วมโครงการแก้หนี้ “คุณสู้เราช่วย” ต้องทำไง? ใครกระทบบ้าง?

    อยากร่วมโครงการแก้หนี้ “คุณสู้เราช่วย” ต้องทำไง? ใครกระทบบ้าง?

    ในที่สุดแบ้งก์ชาติ ก.คลัง และ ธนาคารพาณิชย์ ก็ได้ข้อสรุปโครงการแก้หนี้ครัวเรือนกองมหึมาของประเทศแล้ว วันนี้ 11 ธ.ค. ได้มีการแถลงรายละเอียดโครงการ “คุณสู้ เราช่วย ปิดหนี้ได้ไว ไปต่อได้เร็ว” ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 โครงการย่อยดังนี้

    1. “จ่ายตรง คงทรัพย์” รายละเอียดคือ

    จะลดค่างวดให้ 3 ปี โดยปีที่ 1 จ่ายเพียง 50% ของค่างวด , ปีที่ 2 จ่าย 70% และ ปีที่ 3 จ่าย 90% ซึ่งค่างวดทั้งหมดที่จ่าย จะหักต้นล้วนๆเลย เพราะ 3 ปีนี้จะ waive ดอกเบี้ยให้ด้วย

    หนี้อะไรใช้ได้บ้าง?

    • สินเชื่อบ้าน มีภาระคงเหลือไม่เกิน 5 ล้าน
    • สินเชื่อรถ ไม่เกิน 8 แสน
    • สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ 5 หมื่น
    • สินเชื่อธุรกิจ SMEs ไม่เกิน 5 ล้าน
    • สินเชื่อบัตรเครดิต และ Personal loan (วงเงินเอาไปรวมกับทั้ง 4 ด้านบน)

    เงื่อนไขที่จะเข้าร่วมโครงการได้คือ

    1. หนี้เหล่านี้ต้องมาก่อน 1 ม.ค. 67 พูดง่ายๆ หนี้ที่เพิ่งเกิดปีนี้เอามาร่วมโครงการไม่ได้
    2. ณ 31 ตุลาคม 2567 ต้องอยู่ในภาวะ ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 365 วัน / หรือ ไม่ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่เคยปรับโครงสร้างหนี้แล้ว คล้ายๆปรับโครงสร้างแล้วก็ยังผ่อนไม่ไหว

    ** แต่มีอีกเงื่อนไขสำคัญ คือ คนเข้าโครงการ ห้ามก่อหนี้ใหม่ใน 12 เดือนแรก ซึ่งคนเข้าโครงการจะถูกบันทึกในระบบ NCB ว่าร่วมโครงการอยู่นะ **

    2. “จ่าย-ปิด-จบ”

    หนี้อะไรใช้ได้บ้าง

    • ทุกประเภทเลย ทั้งมีหลักประกัน และ ไม่มีหลีักประกัน แต่มีเงื่อนไขคือ ยอดคงค้าง(รวมดอกเบี้ย) ต้องไม่เกิน 5,000 บาท/ บัญชี และ ณ 31 ต.ค. 2567 อยู่ในสถานะค้างชำระเกิน 90 วัน

    ลูกหนี้ – Happy แน่นอน โครงการแรก เหมือนเป็นการจูงใจคนที่ยังผ่อนพอจะไหว ว่าให้สู้นะ 3 ปีนี้ เพราะคุณจะลดเงินต้นได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะปลดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น แต่เงื่อนไขคือ คุณต้องมีวินัยนะ งดก่อหนี้ใหม่ 12 เดือนข้างหน้า

    สถาบันการเงิน – อันนี้ต้องวัดดวง เพราะรัฐอนุโลมให้ลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ลง 50% เพื่อมีทุนมา absorb การที่ต้องเฉือนเนื้ออดได้ดอกเบี้ยรับ 3 ปี ดังนั้น หากมีคนมีสมัครร่วมโครงการเยอะ จนธนาคารเสียรายได้ดอกเบี้ยรับ มากกว่า เงินนำส่ง FIDF ถ้าออกมาแบบนี้ธนาคารจะเจ็บตัว (ว่ากันว่ามีลูกหนี้ราว 1.9 ล้านคน) ดังนั้นกว่าจะรู้ว่าเจ็บไม่เจ็บ ก็ต้องรอจนกว่าจะเห็นตัวเลขสุดท้ายของการลงทะเบียนที่เสร็จในวันที่ 28 ก.พ. 2568

    อีกประเด็นหนึ่งคือ แม้จะมีข้อดีคือครั้งนี้ เสมือนการ break ไม่ให้ NPL เกิดเพิ่มได้แล้ว แต่ก็ยังต้องวัดใจว่า ธนาคารจะกล้ากลับมาปล่อยสินเชื่อตามปกติไหม? เพราะคนกลุ่มนี้ถูกห้ามก่อหนี้ใหม่ 12 เดือน ซึ่งถ้าธนาคารยังอิดออดปล่อยสินเชื่อใหม่จากลูกค้ากลุ่มอื่น สิ่งที่จะเห็นในปีหน้าคือ Loan จะไม่ Growth นั่นเอง ซึ่งไม่ดีต่อหุ้นธนาคาร เพราะตลาดอยากเห็นว่ามาตรการนี้ หยุด NPL ได้ และสินเชื่อกลับมาหมุนมาโตปกติ

    สรุปคือ ธนาคาร คงเจ็บบ้างเพราะรายได้ดอกเบี้ยรับหาย แต่ไม่น่ามากเพราะลดเงินนำส่ง FIDF 50% มาช่วยได้บ้าง ซึ่งจะบรรเทาได้อีก ก็ต้องกล้ากลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้ง(อย่างระมัดระวัง ไม่เข้มจนเกินเหตุ) นั่นเอง

    non bank – อันนี้ยังไม่ชัด ทางการจะศึกษาอีกที แต่อาจดีในทางอ้อม จากกำลังซื้อ กำลังผ่อนที่ฟื้นของลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ ส่วนฝั่งบริหารสินทรัพย์(เก็บหนี้) 2 โครงการนี้ทำให้ NPL จะหยุดเพิ่มได้ ทำให้ NPA (สินทรัพย์รอการขาย) จะไม่ออกมาให้เหล่า AMC ได้ซื้อไปบริหารมากนัก ส่วนฝั่งหนี้ไม่มีหลักประกัน(บัตรเครดิต, P-loan)อาการคล้ายๆกัน แต่คิดว่าผู้ประกอบการ AMC ที่เน้น Unsecured Loan ก็ไม่ได้อยากซื้อหนี้สักเท่าไหร่นะช่วงนี้ อ่วมอยู่(ฮา)

  • จัดพอร์ตลงทุนยังไง ให้รอดตายในระยะยาว

    จัดพอร์ตลงทุนยังไง ให้รอดตายในระยะยาว

    ปัญหาที่เจออย่างหนึ่งของนักลงทุนคือจัดพอร์ตไม่เป็น ก็เรื่องอย่าเอาไข่ใบเดียวใส่ในตระกร้า ส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันถึงเรื่องกระจายความเสี่ยงอยู่แล้ว

    แต่การออกแบบพอร์ตให้รอดในระยะยาว เป็นศิลปะที่สำคัญมาก บางทีมันมากกว่าการเลือกตัวหุ้นเสียอีก เพราะถ้าจัดได้ดี วิ่งมาราธอนครั้งนี้ก็จะไปกันได้ยาวๆ แต่ถ้าจัดไม่ดี 100 เมตรแรกพอร์ตอาจโตดี แต่ผ่านไป 1 กิโลเมตร อาจพังได้

    วันนี้เลยจะมาเล่า concept ง่ายๆ คือ การจัดพอร์ตแบบผสมผสานระหว่าง ความมั่นคง และ การเติบโต

    คือ มั่นคงไปด้วย โตไปด้วยก็ได้

    ในวงการจัดการลงทุนเค้าเรียกกว่า core พอร์ต + sattelite พอร์ต นั่นเอง

    กล่าวคือในพอร์ต จะแบ่งหุ้นออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มมั่นคง เราจะเรียกมันว่า core port กลุ่มนี้เปรียบเสมือนหัวใจ แกนลำตัว ที่ห้ามตาย! ดังนั้น สินทรัพย์ลงทุนในกลุ่มนี้ จะต้องเป็นอะไรที่มั่นใจมาก ชัวร์มาก และยิ่งมีผลตอบแทนสม่ำเสมออย่างปันผล จะดีมากๆ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นพอร์ตหุ้น เราจะใส่หุ้น defensive ที่มี dividend สูงๆ ราคาไม่ผันผวน กำไรสม่ำเสมอทนทานกับภาวะเศรษฐกิจ เช่น พวกหุ้น น้ำประปา ทางด่วน ธนาคาร หรืออาจเป็น กอง REIT ท่องเที่ยว-อุตสาหกรรม หรือ Infra fund โทรคมนาคม ที่มาอายุสัญญาคงเหลือยาวนาน

    ส่วน satellite พอร์ต ก็เปรียบเสมือนแขนขาของร่างกาย โดยเราจะเน้นใส่หุ้นที่เล่นเป็น theme ด้าน growth ระยะสั้นๆ-กลางๆ-ยาวๆ เพื่อเอามาช่วยดันพอร์ตให้วิ่งเร็วมากขึ้น ซึ่งขึ้นชื่อว่า growth ก็แปลว่ามันจะมีความคาดหวังสูง

    high risk, high return คือ คุณลักษณะของ satellite พอร์ต ดังนั้นจะลด risk ได้ ก็ต้องทำการบ้านศึกษา theme นั้นเยอะๆให้แม่นยำ สิ่งที่ต้องระวังมากๆคือ theme นั้นชาวบ้านรู้กันหมดหรือยัง เราอาจเป็นคนสุดท้ายที่เข้าไปดอยได้

    จุดที่นักลงทุนพลาดบ่อยคือ เอาหุ้น satellite หรือ หุ้นตีม ไปเป็น core port ซึ่งอันตรายมาก เพราะความคาดหวังสูง เวลาพลาด มันจะตกแรงมาก

    เพื่อนๆคงเคยเห็นหุ้นสหรัฐ วันเดียวลงกัน 30-60% ก็ยังมี ถ้าเอาไปเป็น core port นี่ตื่นมาอาจช๊อคตายได้ หรือ หุ้นไทยบางตัวเจอปัญหาช่อโกง ก็ลงติด floor ได้เช่นกัน

    ตัวอย่างที่ผมแนะนำเพื่อนๆเสมอเวลาจัดพอร์ตคือปุ๋ยสูตร 60-20-20

    core port 60% เป็นหุ้นไทย defensive ที่มีปันผลสูง และไม่อยู่ในอุตสาหกรรมขาลง

    satellite ไทย 20% หา theme หุ้นไทยในปีนั้นๆเค้าเล่นอะไรกัน อ่านให้ขาด ฟาดเข้าไป เพื่อนรู้ไหมในปี 2024 มีหุ้นไทยวิ่งกันระดับ 50-300% เกือบ 30 ตัว หาไม่ยาก เล่นกับ theme ทั้งนั้น

    satellite สหรัฐ 20% เน้นไปที่หุ้น mega trend โดยเฉพาะหุ้นเบอร์ 1 หรือ 2 ของเทรนด์นั้นๆ

    เพียงจัดพอร์ตแบบนี้ คุณก็พร้อมสู้ทุกศึกแล้วล่ะ แขนขามีถลอกบ้างบางเวลา แต่หัวใจยังแข็งแรงไปได้เรื่อยๆ สู้กันยาวๆได้ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะ

    ปล. ลืมบอกว่า จัดแล้ว ก็เข้าศูนย์ เช็คสภาพเรื่อยๆนะ ทุกไตรมาสก็ยังดีครับ