หมวดหมู่: การลงทุน

เรื่องทั่วไป ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุน

  • ธีมหุ้นเวียดนาม ปี 2025: การเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets

    ธีมหุ้นเวียดนาม ปี 2025: การเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets

    หนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดหุ้นเวียดนามในปี 2025 คือการถูกบรรจุเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกเลื่อนมาหลายครั้ง แต่ในครั้งนี้มีความเชื่อมั่นว่าน่าจะเกิดขึ้นได้สำเร็จ

    การเข้าร่วมดัชนีนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่าง ๆ ที่อ้างอิงการลงทุนตามดัชนีดังกล่าว ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น

    เม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนาม

    • หากตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการบรรจุเข้า FTSE Emerging Markets คาดว่าจะมีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 2.5% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่ราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • หากตลาดสามารถรักษาสถานะนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวอาจมีเงินทุนไหลเข้าสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าระยะแรกถึง 10 เท่าตัว

    เงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ FTSE Emerging Markets

    หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ FTSE คือ ระบบการชำระเงิน (Cash Settlement System) โดยในอดีต นักลงทุนต่างชาติต้องโอนเงินเข้าพอร์ต ล่วงหน้า 1-2 วัน (Pre-Funding) ก่อนจะสามารถซื้อหุ้นเวียดนามได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในโลกการลงทุนที่ข้อมูลเคลื่อนไหวรวดเร็ว 

    ล่าสุด เวียดนามได้ปรับระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยอนุญาตให้ โอนเงินเข้าระหว่างวันและซื้อหุ้นได้ทันที (Buy First, Sell Later) ซึ่งคล้ายกับระบบ Net Settlement ที่ใช้ในตลาดหุ้นไทย ระบบใหม่นี้ถูกนำมาทดลองใช้แล้ว และเป็นก้าวสำคัญต่อการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนาม

    นอกจากนี้ FTSE Russell ได้หารือกับตลาดเวียดนามเกี่ยวกับข้อกำหนดใหม่ สำหรับหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า 120,000 ล้านดอง (ประมาณ 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 160 ล้านบาท) จะต้องทำรายงานเป็น ภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน

    กำหนดการสำคัญ

    • มีนาคม 2025: ตลาดหุ้นเวียดนามจะถูกบรรจุใน Waiting List ของ FTSE
    • กันยายน 2025: ย้ายจาก Frontier Market ไปสู่ Tier 2 ของ Emerging Markets (EM) และคาดว่าจะได้รับการยกระดับสู่ EM อย่างเต็มตัว

    ผลกระทบเชิงบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

    1. ลดต้นทุนการลงทุนของต่างชาติ: ค่า Premium ที่นักลงทุนต่างชาติต้องจ่ายเมื่อซื้อหุ้นเวียดนาม (ปัจจุบันอยู่ที่ 2-7%) จะลดลง ทำให้การลงทุนในเวียดนามถูกลง
    2. การ Rerating ของหุ้น: ด้วยเงินลงทุนที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์อาจปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น ทำให้ P/E Ratio ของตลาดปรับตัวสูงขึ้น
    3. ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น: นักลงทุนสถาบันและกองทุนต่าง ๆ จะให้ความสนใจมากขึ้น
    4. เพิ่มสภาพคล่องในตลาด: การซื้อขายจะคึกคักขึ้น ส่งผลดีต่อนักลงทุนรายย่อย กองทุน และนักลงทุนต่างชาติ
    5. เกิดกองทุนและ ETF ใหม่: จะมีการตั้งกองทุนและ ETF ที่อ้างอิงตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น ทำให้ตลาดเป็นที่นิยมมากขึ้น
    6. ลดช่องว่าง Valuation กับตลาดอื่นในอาเซียน: ปัจจุบัน P/E Ratio ตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 11.5 เท่า เทียบกับ ไทย (15.8 เท่า) และมาเลเซีย (14.3 เท่า) ทำให้มีโอกาสที่ Valuation Gap จะลดลง หากเศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่ง

    สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดหุ้นเวียดนาม

    ดัชนี VN30 อยู่ที่ 1,337 จุด ซึ่งห่างจากจุดสูงสุดเพียง 16% คาดว่าหากแนวโน้มการเข้าดัชนี FTSE Emerging Markets เป็นไปตามแผน ตลาดหุ้นเวียดนามอาจสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ไม่ยาก

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือเวียดนามต้องสามารถรับมือกับกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ได้ ซึ่งการผูกกับห่วงโซ่อุปทานจีนทำให้มีความกังวลไม่น้อย

    สรุป

    ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ FTSE Emerging Markets ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดในปี 2025 หากสามารถผ่านเกณฑ์ทั้งหมดได้สำเร็จ จะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าอย่างมหาศาล ส่งผลให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น ลดต้นทุนการลงทุนของต่างชาติ และเพิ่มสภาพคล่องในตลาด ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามสามารถเติบโตไปในระดับเดียวกับตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ ได้ในอนาคต และเป็นอีกทางเลือกของนักลงทุนไทยได้นะครับ

  • Deepseek คืออะไร กับ chatgpt ใครเก่งกว่ากัน?

    Deepseek คืออะไร กับ chatgpt ใครเก่งกว่ากัน?

    เมื่อคืนนี้เหมือนโลกจะแตก หุ้นชิปในสหรัฐ แทบจะชิบหายกันหมด หลัง Startup จีน เปิดตัวโมเดล AI ใหม่ DeepSeek ผมรวบรวม 4 ประเด็นสำคัญมาให้ก่อนดังนี้นะ

    1. สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนในตลาดหุ้น

    เมื่อคืนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ประสบกับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะหุ้นของบริษัทผู้ผลิตชิป เช่น Nvidia, Broadcom, และ Marvell Technology ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปิดตัวโมเดล AI ใหม่จากจีนชื่อ “DeepSeek” ที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำกว่าโมเดลที่มีอยู่ในปัจจุบัน

    ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของหุ้น:

    • Nvidia (NVDA): ราคาหุ้นลดลง 16.9% ปิดที่ 118.42 ดอลลาร์สหรัฐ
    • Broadcom (AVGO): ราคาหุ้นลดลง 17.3% ปิดที่ 202.13 ดอลลาร์สหรัฐ
    • Marvell Technology (MRVL): ราคาหุ้นลดลง 19.2% ปิดที่ 100.33 ดอลลาร์สหรัฐ

    การลดลงนี้สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาด AI

    2. DeepSeek คืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร

    DeepSeek เป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์จากประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 โดยคุณเหลียง เหวินเฟิง ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน High-Flyer บริษัทนี้มุ่งเน้นการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ที่มีประสิทธิภาพสูงและเปิดให้ใช้งานแบบโอเพ่นซอร์ส

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 DeepSeek ได้เปิดตัวโมเดล “DeepSeek-R1” ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่มีความสามารถในการประมวลผลภาษาและการให้เหตุผลที่มีประสิทธิภาพสูง โมเดลนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเนื่องจากมีต้นทุนการพัฒนาที่ต่ำกว่าโมเดลอื่น ๆ ในตลาด

    3. DeepSeek แตกต่างกับ ChatGPT อย่างไร

    ความสามารถ:

    • DeepSeek-R1: มีความสามารถในการประมวลผลภาษา การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และการเขียนโปรแกรมโดยมีความแม่นยำสูงถึง 97% ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์
    • ChatGPT: เน้นการสนทนาและการสร้างข้อความที่เป็นธรรมชาติ แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านการให้เหตุผลและการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

    ต้นทุน:

    • DeepSeek-R1: ใช้ต้นทุนการพัฒนาประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าโมเดลอื่น ๆ อย่างมาก
    • ChatGPT: มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาที่สูงกว่า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการใช้งานสูงขึ้น

    ความต้องการขององค์ประกอบ:

    • DeepSeek-R1: ใช้โครงสร้างที่ประหยัดพลังงานและไม่ต้องพึ่งพาชิปประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง
    • ChatGPT: ต้องการชิปประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น GPU จาก Nvidia เพื่อประมวลผลโมเดล

    4. หุ้นในสหรัฐที่ได้รับผลกระทบและไม่กระทบจาก DeepSeek

    ได้รับผลกระทบ:

    • Nvidia (NVDA): เนื่องจาก DeepSeek-R1 ไม่ต้องพึ่งพาชิปประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง ความต้องการชิปจาก Nvidia อาจลดลง
    • Broadcom (AVGO) และ Marvell Technology (MRVL): ผู้ผลิตชิปเหล่านี้อาจเผชิญกับความต้องการที่ลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างพื้นฐาน AI

    ไม่ได้รับผลกระทบหรือได้รับประโยชน์:

    • Apple (AAPL): ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 1.44% เนื่องจากบริษัทไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยี AI ในระดับเดียวกับบริษัทอื่น ๆ
    • บริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาแอปพลิเคชัน AI: อาจได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงโมเดล AI ที่มีต้นทุนต่ำลง เช่น DeepSeek-R1

    การเปิดตัวของ DeepSeek-R1 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในตลาด AI และส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งในสหรัฐฯนักลงทุนควรติดตามการพัฒนานี้อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบในระยะยาวกันอยู่ครับ

  • อายุหุ้นกู้ ความสำคัญที่ซ่อนอยู่ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

    อายุหุ้นกู้ ความสำคัญที่ซ่อนอยู่ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

    ✌️ ตอนแรกคนชอบคิดแต่มุมว่า อายุหุ้นกู้ ต้องสัมพันธ์กับการใช้เงินของเรา เช่น ถ้าไม่ได้จะใช้เงิน 3 ปี ก็ซื้อหุ้นกู้อายุ 3 ปีได้ แต่จริงๆแล้ว มันต้องดูอายุของ asset ที่หุ้นกู้นี้เอาไป finance ด้วยนะ

    โดยมันมีคำนึงที่เพื่อนๆซื้อหุ้นกู้ ควรรู้ คือ “mismatch funding” ผมได้เรียนรู้ตอนทำงาน corporate banking สมัยเด็กๆ หลักง่ายๆนะ อายุการใช้งานสินทรัพย์+กระบวนการ(ในแง่ของบริษัท) ควรยาวกว่าหรือเท่ากับ “อายุสินเชื่อ” ที่เราปล่อยให้ หลักนี้เป็นหลักพื้นฐานของการปล่อยสินเชื่อ และ มันคือ หลักการลงทุนในหุ้นกู้ ไม่ต่างกัน!

    เอาให้เข้าใจง่ายๆผมผูกกับเรื่องหุ้นกู้เลยจะได้เห็นภาพ

    ตย.1 สร้างโรงงาน 2000 ลบ. 3 ปีเสร็จ หุ้นกู้ที่ออกเพื่อระดมทุนไปสร้าง ก็ควร 1000 ลบ. อายุ 3 ปี (ใช้เงินตัวเองสัก 1000) พอสร้างเสร็จ โรงงานพร้อมทำงาน ก็ refinance หุ้นกู้ ด้วยเงินกู้ระยะยาว มีโรงงานเป็นหลักประกัน ผู้ถือหุ้นกู้ก็ได้เงินกลับบ้านไป แบบนี้โอเค

    ตย.2 สัมปทานโรงไฟฟ้า 20 ปี 10,000 ลบ. ออกหุ้นกู้ 20 ปีมา match คงยาก อันนี้ก็ต้องใช้เงินกู้แบ้งก์ 10+10 ปี หรือ หุ้นกู้ 5 ปีแล้ว roll-over 3 ครั้ง แต่ก็จะเสี่ยงจังหวะ roll ว่าภาวะตลาดเป็นยังไง ดอกแพงขึ้นไหม คนพร้อมซื้อไหม เคสนี้คนถือหุ้นกู้สบายใจหน่อย สินทรัพย์ทำงานได้ยาวๆ แต่เราถือหุ้นกู้อายุสั้นกว่า แหล่งรายได้มั่นคง ขออย่าเจอคนโกงเป็นใช้ได้

    ตย.3 ธุรกิจอสังหาฯ ก็พอจะใช้หุ้นกู้ได้นะ เช่น คอนโดฯ ที่มักออกหุ้นกู้ไปซื้อที่ดิน พอสร้างเสร็จ 4 ปี หุ้นกู้ที่ออก อายุก็ไม่ควรเกิน 4 ปี พอลูกบ้านโอน แบ้งค์โอนเงินให้โครงการ โครงการคืนหุ้นกู้เรา ก็แยกย้ายสบายแฮ เคสนี้เราแค่ถามให้ชัดๆว่า หุ้นกู้ที่ออกนี้ เอาไปทำโครงการ A ก็ต้อง A นะเว้ย ไม่ใช่เอาไปหมุน B เป็นเคสพี่พอทำได้ แต่ต้องระมัดระวัง

    👁️🕧 เพื่อนๆจะเห็นว่า ระยะเวลาในการ สร้าง/พัฒนา/ใช้งานสินทรัพย์ ควรมีความสัมพันธ์กับอายุหุ้นกู้

    ถ้าไม่สัมพันธ์ โดยเฉพาะกรณี อายุใช้งานสินทรัพย์ดัน “สั้นกว่า” อายุหุ้นกู้ที่ออก พอถึงกำหนดชำระคืนหุ้นกู้ แล้วภาวะตลาดไม่เอื้อให้ออกหุ้นกู้ใหม่ได้ (ออกใหม่ เอามาคืนของเดิม เรียกว่า roll-over) ความบรรลัยก็จะเกิดได้

    กรณีออกหุ้นกู้มาลงทุนซื้อ content ซึ่งจริงๆอายุใช้งานมันไม่ยาว ของเก่า outdated เชย ภาพไม่ full HD 4K คนดูน้อยลงเรื่อยๆ เลยต้องออกหุ้นกู้เรื่อยๆวนๆไป ต้องซื้อ content ใหม่เรื่อยๆ มันเลยการเป็นสะสมภาระหนี้พอกพูนไปเรื่อยๆ เพราะเริ่มสะดุด ความเสียวเลยบังเกิดนั่นเอง

    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เวลาออกหุ้นกู้ เราในฐานะคนซื้อ ต้องตอบได้ว่า เค้าเอาเงินไปทำ/พัฒนา “สินทรัพย์อะไร” สินทรัพย์นั้นมีอายุใช้งานสอดคล้องกับอายุหุ้นกู้หรือไม่อย่างไร?

  • ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540: รากเหง้าของปัญหา ผลกระทบ และบทเรียนสู่อนาคต

    ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540: รากเหง้าของปัญหา ผลกระทบ และบทเรียนสู่อนาคต

    ความเป็นมา

    วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อประเทศไทยตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อปกป้องค่าเงินบาทจากการโจมตีของนักเก็งกำไร (speculators) จนไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป

    ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่:

    1. การพึ่งพาหนี้ต่างประเทศมากเกินไป: ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ประเทศไทยเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำและเงินทุนไหลเข้ามาในรูปของเงินกู้ยืมจากต่างประเทศอย่างมหาศาล
    2. ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์: เงินทุนที่ไหลเข้าถูกนำไปลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงการขนาดใหญ่เกินกว่าความต้องการจริง ส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่
    3. การบริหารจัดการที่ผิดพลาดของภาคการเงิน: สถาบันการเงินในประเทศปล่อยสินเชื่ออย่างไม่มีความรอบคอบ ทำให้เกิดหนี้เสียสะสมในระบบ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

    การลอยตัวค่าเงินบาททำให้ค่าเงินลดลงจากประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 50 บาทในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน:

    1. ตลาดหุ้น

    • ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ลดลงจากกว่า 1,400 จุดในปี 2537 เหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541
    • มูลค่าซื้อขาย ลดลงกว่า 70% เนื่องจากนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่น
    • นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเคยเป็นกลุ่มหลักที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย เริ่มถอนตัวออก ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลงอย่างหนัก

    2. ภาคอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร

    • โครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากต้องหยุดชะงักเนื่องจากขาดแหล่งเงินทุน
    • สถาบันการเงินกว่า 56 แห่งต้องปิดกิจการ รวมถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้

    3. การว่างงานและความยากจน

    • การว่างงานพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและการผลิต
    • คนไทยจำนวนมากต้องปรับตัวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

    อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    1. อสังหาริมทรัพย์: โครงการก่อสร้างที่หยุดชะงักและราคาที่ดินที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้พัฒนาโครงการประสบปัญหาสภาพคล่อง
    2. การเงินและธนาคาร: หนี้เสีย (NPLs) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต้องปรับโครงสร้างใหม่
    3. การผลิตเพื่อส่งออก: แม้จะได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว แต่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากวัตถุดิบนำเข้าก็สร้างความลำบาก

    อุตสาหกรรมที่รอดและได้ประโยชน์

    1. การส่งออก: ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาถูกลงในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง
    2. การท่องเที่ยว: ค่าเงินที่ลดลงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเยือนประเทศไทยมากขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในปี 2541
    3. ธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ: ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศสามารถแข่งขันได้ดีกว่าในตลาดโลก

    บทเรียนจากวิกฤติ

    1. การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน: การพึ่งพาหนี้ต่างประเทศโดยไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดีส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวง
    2. ความสำคัญของเสถียรภาพระบบการเงิน: สถาบันการเงินต้องมีระบบตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
    3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน: การเติบโตทางเศรษฐกิจควรอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล ไม่ใช่การพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกมากเกินไป

    สรุป

    วิกฤติต้มยำกุ้งเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงผลกระทบของการบริหารจัดการที่ไม่รอบคอบในระดับประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่บทเรียนที่ได้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ ความท้าทายยังคงมีอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จากอดีตจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันวิกฤติในอนาคต แต่มันมีข้อสังเกตุนะ วิกฤตทางการเงินส่วนใหญ่มักจะเกิดจากหนี้ ดังนั้นการก่อหนี้แต่พอดีไม่มากเกินไป จะทำให้ไม่เกิดวิกฤตนั่นเอง…..

  • บอนด์ยีลด์ กับ ตลาดหุ้น เกี่ยวข้องกันยังไง

    บอนด์ยีลด์ กับ ตลาดหุ้น เกี่ยวข้องกันยังไง

    Bond yield หรือผลตอบแทนพันธบัตร เป็นตัวชี้วัดทางการเงินที่มีผลกระทบต่อทั้งตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงของ bond yield มักสะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอนาคต

    ซึ่งเรื่องนี้จะเล่าให้ฟังถึงถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของ bond yield ปัจจัยที่กำหนดทิศทางดังกล่าว และผลกระทบต่อทิศทางตลาดหุ้นในรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆนะ

    Bond Yield คืออะไร และมันเคลื่อนไหวอย่างไร?

    Bond yield หมายถึงผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรเอกชนในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งตัวเงินมักจะตายตัว เป็น % เทียบกับราคาหน้าตั๋ว

    สมมติราคาซื้อหน้าตั๋ว 1000 บาท ก็ coupon 5% ก็แปลว่าผลตอบแทนปันผล 50 บาท ขณะที่หากราคาตลาดลงไปเหลือ 950 บาท ปันผลเท่าเดิม 50 (อิงกับหน้าตั๋วเดือม) ผลตอบแทนที่ได้ = 50/950 = 5.3% อันนี้แหล่ะเรียกว่า Bond yield

    ซึ่งโดยปกติ bond yield จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาพันธบัตร กล่าวคือ:

    • เมื่อราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น: Bond yield จะลดลง
    • เมื่อราคาพันธบัตรลดลง: Bond yield จะเพิ่มขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงของ bond yield ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น:

    1. นโยบายการเงินของธนาคารกลาง: เมื่อธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย bond yield มักจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนของเงินเพิ่มขึ้น ที่เห็นบ่อยๆก็ Fed หรือ กนง. เป็นต้น
    2. การคาดการณ์เงินเฟ้อ: หากนักลงทุนคาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น bond yield จะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน เพื่อชดเชยการลดค่าของเงินในอนาคต ดังนั้นเวลาดอกเบี้ยขาขึ้น พันธบัตรออกใหม่ต้องให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
    3. ความต้องการพันธบัตร: หากมีความต้องการพันธบัตรสูง ราคาจะเพิ่มขึ้น ทำให้ bond yield ลดลง อันนี้เป็นเรื่อง demand & supply
    4. สถานการณ์เศรษฐกิจ: ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย นักลงทุนมักหันไปถือพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำ ทำให้ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้นและ bond yield ลดลง อันนี้เป็นเรื่อง risk management

    การเคลื่อนไหวของ Bond Yield ในช่วงที่ผ่านมา

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Bond yield มีการเคลื่อนไหวดังนี้:

    • ปี 2008: Bond yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2% เนื่องจากวิกฤตการเงินโลก นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาล
    • ปี 2013: Bond yield เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3% หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศแผนลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Taper Tantrum)
    • ปี 2020: ในช่วงการระบาดของโควิด-19 Bond yield ลดลงต่ำสุดที่ประมาณ 0.5% เนื่องจาก Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ขนานใหญ่
    • ปี 2022: Bond yield เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไปแตะระดับประมาณ 4% หลังจาก Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่สูง

    การเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลาแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากปัจจัยทั้งทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินที่ส่งผลต่อ bond yield อย่างมีนัยสำคัญ

    ความสัมพันธ์ระหว่าง Bond Yield และตลาดหุ้น

    Bond yield ค่อนข้างมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับตลาดหุ้น โดยความสัมพันธ์นี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ:

    1. ความสัมพันธ์เชิงลบ:
      • เมื่อ Bond yield เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมของบริษัทจะเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท และอาจทำให้นักลงทุนลดการถือครองหุ้น เพราะมองว่ากำไรบริษัทจะลดลง
      • Bond yield ที่สูงขึ้นทำให้พันธบัตรน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับหุ้น ซึ่งอาจดึงดูดเงินทุนออกจากตลาดหุ้นไปยังตลาดพันธบัตร พวกกอง hybrid จะทำแบบนี้
    2. ความสัมพันธ์เชิงบวก:
      • ในบางกรณี Bond yield ที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมหรือการบริโภค ก็ได้เช่นกัน จะเห็นว่า ในบางจังหวะ Bond yield ขึ้น ตลาดหุ้นก็ขึ้นได้เช่นกันนะ

    Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อตลาดหุ้นอย่างไร?

    • หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี: Bond yield ที่เพิ่มขึ้นมักส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากบริษัทในกลุ่มนี้มักพึ่งพาการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุน อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของ bond yield ยังทำให้กระแสเงินสดในอนาคตมีมูลค่าลดลงเมื่อคิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
    • หุ้นกลุ่มการเงิน: ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มธนาคารและการเงินมักได้ประโยชน์จาก bond yield ที่สูงขึ้น เนื่องจากธนาคารสามารถขยายส่วนต่างกำไรจากอัตราดอกเบี้ยกู้และอัตราดอกเบี้ยฝากได้มากขึ้น
    • หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย: หาก bond yield เพิ่มขึ้นในบริบทของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หุ้นกลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง

    Bond Yield ที่ลดลงส่งผลต่อตลาดหุ้นอย่างไร?

    • หุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stocks): Bond yield ที่ลดลงช่วยลดต้นทุนในการกู้ยืมและเพิ่มมูลค่าของกระแสเงินสดในอนาคต ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ได้รับผลบวก
    • หุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive Stocks): หุ้นในกลุ่มนี้ เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคหรือสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน มักได้รับความสนใจในช่วงที่ bond yield ลดลง เนื่องจากนักลงทุนมองหาความมั่นคง

    สรุปผลกระทบและการลงทุน

    Bond yield และตลาดหุ้นมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน และในแต่ละช่วงเวลา

    นักลงทุนควรติดตามทั้งทิศทางของ bond yield และปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อมัน เช่น นโยบายการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    การเข้าใจ Marketing thinking ของความสัมพันธ์นี้ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเน้นลงทุนในหุ้นเติบโต หุ้นปลอดภัย หรือการกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในพันธบัตรในแต่ละช่วงเวลาที่เหมาะสม

    ย้ำว่า Allocation ที่ถูกต้องจะทำให้เราอยู่รอดในตลาดได้นานแสนนานครับ การไปมุ่งแต่ Selection ถ้าถูกก็ดีไป พังก็พอร์ตแตกนะครับ

  • ติ่งเกาหลีต้องอ่าน หุ้น K-pop แตกกระเจิง จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?

    ติ่งเกาหลีต้องอ่าน หุ้น K-pop แตกกระเจิง จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?

    ช่วงที่ผ่านมา หุ้นบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ K-POP อย่าง HYBE Corporation, SM Entertainment, JYP Entertainment และ YG Entertainment ปรับตัวลงเละเทะจากจุดสูงสุดกว่า 30-50% ทำให้เกิดคำถามในใจของนักลงทุนสายติ่งถึงสาเหตุ และโอกาสฟื้นตัวของหุ้นเหล่านี้ วันนี้เรามาแกะดูรายละเอียดของแต่ละบริษัทกันดีกว่า เผื่อจะได้ช้อนหุ้นกัน? เผื่อจะมีกำไรเอาไปซื้อตั๋วคอนเสิร์ตกัน


    1. HYBE Corporation

    HYBE Corporation พึ่งพารายได้จากวง BTS เป็นหลัก แม้จะมีการเปิดตัวศิลปินใหม่ แต่ BTS ยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญ คราวนี้เมื่อสมาชิกวงเริ่มเข้ากรมทหาร (ตามกฏหมาย) ส่งผลให้รายได้และกิจกรรมลดลง นอกจากนี้ การลงทุนในแพลตฟอร์มอย่าง Weverse ที่ต้องเจอกับการแข่งขันสูงในตลาด Social Commerce และ Streaming ก็สร้างแรงกดดัน จุดสูงสุดของหุ้น HYBE อยู่ในปี 2021 ที่ประมาณ 421,500 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 48% เหลือราว 220,000 วอน (ข้อมูลล่าสุดมกราคม 2025) อย่างไรก็ตาม การกลับมาของสมาชิก BTS หลังปลดประจำการ (คาดกันว่าปลายปี 2025) การเปิดตัวศิลปินใหม่ เช่น NewJeans และการขยายธุรกิจระดับสากล เช่น การร่วมมือกับ Universal Music Group อาจช่วยให้หุ้นฟื้นตัวได้ในอนาคต

    Credit picture : Thrillist


    2. SM Entertainment

    SM Entertainment เจอกับความขัดแย้งในบริษัทระหว่างผู้บริหาร รวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารที่ล่าช้า นอกจากนี้ยังเผชิญการแข่งขันจากค่ายอื่น ๆ อย่าง HYBE และ YG จุดสูงสุดของหุ้น SM อยู่ในปี 2022 ที่ประมาณ 160,000 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 35% อยู่ที่ราว 104,000 วอน ด้วยการจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่อย่าง NCT Tokyo และการใช้เทคโนโลยี เช่น AI ในธุรกิจเพลงและคอนเสิร์ต อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวหรือเปล่า? ไม่แน่ใจ


    3. JYP Entertainment

    JYP Entertainment รายได้กระจุกตัวอยู่ที่วง TWICE และ Stray Kids ซึ่งสร้างความเสี่ยงหากวงเหล่านี้ถึงจุดอิ่มตัว นอกจากนี้ การเจาะตลาดตะวันตกก็ต้องใช้ทรัพยากรไม่น้อย จุดสูงสุดของหุ้น JYP อยู่ในปี 2023 ที่ประมาณ 80,000 วอน ปัจจุบันราคาหุ้นลดลงประมาณ 28% อยู่ที่ราว 57,500 วอน อย่างไรก็ตาม การเปิดตัววงใหม่ เช่น NiziU และ Xdinary Heroes รวมถึงการเจาะตลาดอเมริกา และยุโรป เช่น การจัดเวิลด์ทัวร์ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญได้ นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจเสริม เช่น การจัดการศิลปินในญี่ปุ่น ก็น่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

    Credit picture : US Today


    4. YG Entertainment

    YG Entertainment เผชิญปัญหาภายในบริษัท รวมถึงข่าวฉาวของศิลปินและผู้บริหาร นอกจากนี้ รายได้ส่วนใหญ่ยังพึ่งพา BLACKPINK เป็นหลัก ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนของสัญญา(ยังทำงานเป็นวงร่วมกัน แต่ส่วนตัวแยกกันทำ)เกิดขึ้นในปี 2023 ทำให้ราคาหุ้นปัจจุบัน 43,800 วอน นั้นอยู่ห่างจากจุดสูงสุดของหุ้น YG ในปี 2022 ถึงราว 40% ซึ่งการเปิดตัวศิลปินใหม่ เช่น BabyMonster ที่อัดไปด้วยคุณภาพ และการขยายตลาดในภูมิภาคใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา อาจช่วยให้บริษัทกลับมาฟื้นตัวในอนาคต ล่าสุดเริ่มมีข่าวแพลมๆว่า BLACKPINK จะกลับมาทำ WorldTour ในปี 2025 ถ้าทำได้จริงก็น่าสนใจไม่น้อย

    Credit picture : HallyuSG


    อุตสาหกรรมดูเหมือนจะอิ่มตัวแล้ว

    ความนิยม K-POP ในตลาดโลกเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ทำให้การเติบโตชะลอตัวลง ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อของแฟนคลับให้ลดลง นอกจากนี้ การแข่งขันในแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น TikTok และ YouTube ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันในอุตสาหกรรมอีกด้วย ตารางด้านล่างจะเห็นว่า 3 ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตเป็นไปอย่างแข็งแกร่งเฉลี่ย +13% ต่อปี แต่ว่าใน 9 เดือนแรกของปี 2024 พบว่า รายได้ทำได้เพียง 78% ของทั้งปี 2023 นั่นหมายความว่าปี 2024 เราอาจเห็นรายได้ K-POP โตน้อย หรือไม่โตเลยเป็นครั้งแรก!!

    ปีรายได้รวม (ล้านล้านวอน)
    20191.5
    20201.6
    20211.8
    20222.0
    20232.3
    2024 (9 เดือนแรก)1.8

    ที่มา : Allkpop, Teen Vouge, Koreaboo, Hallyukstar

    จุดกลับตัว Turnaround ที่ต้องจับตา

    อย่างไรก็ดีนะ หุ้นมีขึ้นก็มีลง เช่นกัน หุ้นของบริษัท K-POP ก็มีโอกาสฟื้นตัวได้ หากมีการปรับกลยุทธ์ที่เหมาะสม เช่น การเปิดตัวศิลปินใหม่ การขยายตลาดสากล และการบริหารจัดการที่โปร่งใสมากขึ้น นักลงทุนควรสายติ่งควรต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงในบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุนต่อไปนะจ๊ะ

    เพื่อนๆคิดเห็นอย่างไร เชิญแลกเปลี่ยนกันครับ 안녕, 안녕