หมวดหมู่: การลงทุน

เรื่องทั่วไป ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุน

  • หนังสือหุ้นยอดฮิต #ตีแตก โดย อ.นิเวศน์

    หนังสือหุ้นยอดฮิต #ตีแตก โดย อ.นิเวศน์

    ช่วงตลาดหุ้นแย่ๆ สิ้นหวัง น้าว่ามันเหมาะอย่างยิ่งกับการกลับมาเริ่มลงทุนแนว VI แบบแท้ๆนะครับ เริ่มตอนนี้โคตรได้เปรียบมาก ค่ำนี้เรามาทวนแนวคิดของอาจารย์นิเวศน์เรียกสติกันหน่อยกับหนังสือหุ้นยอดฮิต #ตีแตก

    ✍️ 5 ข้อคิดจาก “ตีแตก”

    1. มองหุ้นเป็นธุรกิจ ไม่ใช่ราคาบนกระดาน นักลงทุนที่ดีคือเจ้าของกิจการ ไม่ใช่แค่เทรดเดอร์รายวัน

    2. เลือกหุ้นดี แล้วถือยาว บริษัทที่แข็งแรงจะสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น

    3. อย่าหวั่นไหวกับราคาหุ้นระยะสั้น

    ราคาคือสิ่งที่ตลาดบอก แต่มูลค่าคือสิ่งที่ธุรกิจเป็นจริง

    4. กิจการที่ดีมักเรียบง่าย ไม่หวือหวา หุ้นที่ใช่มักไม่ต้องมี “เรื่องให้เล่า” ทุกวัน แต่อยู่รอดและโตเงียบ ๆ

    5. การลงทุนที่ดี คือการใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ ความโลภและความกลัวคือศัตรูตัวจริงของนักลงทุน

    น้าแดง —> แม้หนังสือจะเก่าแล้ว แต่เชื่อว่ายังใช้ได้ดีเพียงแต่ว่าเพื่อนๆ อาจจะต้องเสริมเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปแล้วเอามาประกอบการคิดและตัดสินใจด้วยนะครับ 😎

    👉 สำหรับใครที่กำลังหาเข็มทิศท่ามกลางความผันผวนในตลาดหุ้นไทย หยิบ “ตีแตก” ขึ้นมาอ่านฉบับเต็มๆอีกสัก 3 รอบ อาจได้แรงบันดาลใจอีกครั้งนะครับ ตอนนี้เดินหาตามร้านเริ่มยากแล้ว สั่งซื้อออนไลน์ที่ลิ้งค์ ซีเอ็ด ตรงนี้ได้เลยครับ ซื้อหนังสือตีแตก

    #ตีแตก#ดรนิเวศน์#ValueInvesting#หุ้นพื้นฐาน#ลงทุนระยะยาว

  • Nintendo Switch 2 กับ มีดโกนหนวด Gillette เหมือนกันตรงไหน?

    Nintendo Switch 2 กับ มีดโกนหนวด Gillette เหมือนกันตรงไหน?

    มีนาคม 2017 เครื่องลูกผสมพกพา-เสียบทีวีได้รุ่นแรกของ Nintendo กลายเป็น “ขวัญใจมหาชน” เพราะขนเกมส์ดังอย่าง Zelda BOTW, Mario Kart 8 Deluxe หอบไปเล่นนอกบ้านได้ทันที ตอนนั้นยอดขายสะสมตีเลขกลม ๆ ทะลุ 150 ล้านเครื่อง ภายใน 8 ปี ปูพรมให้ Nintendo กลับสู่ตำแหน่งคอนโซลเมกะแคมป์อีกครั้ง หลังเคยเป็นเจ้าพ่อจาก Famicom

    ในปีงบ FY 2018 (เมษายน 2017-มีนาคม 2018) รายได้รวมแตะ 1.056 ล้านล้านเยน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานปกติฟาดไป 177.5 พันล้านเยน หรือได้มาร์จิ้นไป 16.8 % ซึ่งถือว่าดีมากๆเพราะก่อนหน้า Nintendo ขาดทุนยับในยุค Wii U

    วันนี้มาดูกันว่า Switch 2 รอบนี้ เค้าว่ากันว่าอัด สเตียรอยด์มาเต็มหลอด มีอะไรกันบ้าง

    • จอใหญ่ 7.9 นิ้ว 1080p 120 Hz แบบ OLED ดูหนัง-เล่นเกมลื่นตา ไม่ต้องเพ่ง 6.2-นิ้วแบบเดิม
    • ชิป NVIDIA Orin-lite + DLSS ดันเฟรมได้สูงสุด 120 fps ในโหมดพกพา และอัปสเกล 4K เมื่อเสียบ Dock ให้ภาพเนียนกริบเทียบชั้นคอนโซลเจนปัจจุบัน
    • Joy-Con รีดีไซน์ เปลี่ยนเป็น Hall-effect stick ตัดปัญหา “ดริฟต์” พ่วงโหมดสไลด์เป็นเมาส์ได้—เกมเมอร์ FPS ยิ้มกริ่ม
    • เล่นตลับ-ดิจิทัลของ Switch 1 ได้ทั้งหมด ยืดอายุ “กองดอง” ให้ยังมีคุณค่า
    • แบตเตอรี่จะสั้นลงนิดนึง (สูงสุดราว 6.5 ชม.) เพราะเป็นจอใหญ่-ชิปแรง—แลก แต่ได้ความลื่นปื๊ดของภาพ

    มาดูในมุมธุรกิจกันดีกว่า

    ที่มา : Trading View วันที่ 2 ก.ค. 2025
    • ปลายรอบอายุ Switch 1 (FY 2025) รายได้รวม 1.165 ล้านล้านเยน แต่กำไรพุ่งไป 282.5 พันล้านเยน มาร์จิ้นกระโดดเป็น 24.3 % เพราะฮาร์ดแวร์ต้นทุนต่ำลง + ซอฟต์แวร์ดิจิทัลขยายตัวแรง
    • พอปีเปิดตัว Switch 2 (ประมาณการ FY 2026) บริษัทคาดรายได้จะโดดเป็น 1.9 ล้านล้านเยน (+63% จากปีก่อน) ส่วนกำไร 320 พันล้านเยน แต่มาร์จิ้นถอยกลับไปราว 16-17 %—ระดับเดียวกับปีแรกของ Switch 1 เอ๊ะ ทำไมกำไรบางลง? คำตอบคือ….
    1. ต้นทุนเพิ่ม — จอ 120 Hz OLED และชิป Orin-lite เป็นตัวหลักที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มเครื่องละหลายดอลลาร์
    2. เยนอ่อน — พอนำเข้าชิ้นส่วนดอลลาร์แพงขึ้น กดต้นทุนเฉลี่ยสูงกว่าสมัย Switch 1 นั่นเอง
    3. ภาษีทรัมป์ 10 % — ด่านนี้โหด Nintendo ก็เลยเล็งย้ายสายผลิตจากจีนไปเวียดนาม-กัมพูชา แต่ก็ยังโดนอาจโดนอยู่ดี หากไม่ใช่ฐานผลิตในสหรัฐ ซึ่งเป็นไปไม่ได้
    4. ผบห.ยอมรับว่า “Switch 2 จะมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่า Switch เดิม และคาดอัตรากำไรขั้นต้นรวมทั้งบริษัทจะ “ลดลงปีแรก”—เพราะต้องเร่งฐานติดตั้งก่อนจะไปรีดกำไรซอฟต์แวร์เกมส์ในภายหลัง

    ดังนั้น…

    เกมเมอร์ : ถ้าเน้นเล่นชิลล์ๆ-พกสะดวก Switch 1 ยังตอบโจทย์ แต่ใครอยากได้เฟรมสูง จอใหญ่ สีสด + อนาคตเกม AAA พอร์ตมาเต็ม—Switch 2 คือคำตอบ แต่ต้องฝึกแขนรับน้ำหนักเพิ่มหน่อย (ฮา)

    นักลงทุน : Nintendo กำลังวนใช้ “สูตรเดิม” – ขายเครื่องกำไรบาง กวาดหนักตรงซอฟต์แวร์เกมส์, DLC, Subscription, หาตังค์จากสวนสนุก และหนัง หรือพูดง่าย ๆ “ขายมีดโกนถูก-ขายใบมีดแพง” ถ้าฐานผู้เล่นใหม่เข้าเป้า 15 ล้านเครื่องปีแรก กำไรระยะกลาง-ยาวมีลุ้นอ้วนขึ้น แม้มาร์จิ้นฮาร์ดแวร์จะผอมลงก็ตาม

    ให้เป็นไอเดียฮะ

  • หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    หุ้นปันผล 1-2-4 ครั้งต่อปี เลือกอะไรดีนะ?

    #เป็นคำถามที่ดี เลยนำมาแชร์แบ่งปันครับ ถามโดยพี่ FC ท่านนึงของรายการ LIB Talks ว่า “หุ้นที่ปันผล ปีละ 1 หรือ 2 (ครึ่งปีจ่ายปี) หรือ 4 ครั้ง(ไตรมาสละที) มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนไหม?”

    👉ตอบว่ามีผลนะ ถ้าสมมติว่ามีหุ้น 3 ตัว จ่ายปันผลตามข้างต้นที่ยอดรวมปีละ 1.00 บาท ซึ่งถ้าความเสี่ยงธุรกิจพอๆกัน การเติบโตพอๆกัน ตัวที่จ่าย 4 ครั้งจะเป็นตัวเลือกแรก เพราะ…

    ไตรมาส 1 จ่าย 0.25 บาท เราสามารถเอาเงินก้อนนี้ ไปซื้อหุ้นตัวเดิมนี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จำนวนหุ้นนี้ในพอร์ตก็จะเยอะขึ้น

    พอไตรมาส 2 จ่ายอีก 0.25 บาท เราก็จะยิ่งได้เงินเยอะขึ้น เพราะหุ้นเราเยอะขึ้นมากจากเอาเงินปันผลไตรมาส 1 มาซื้อหุ้นเพิ่มไง

    อันนี้แหล่ะเค้าเรียกว่า มหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น(ในรูปแบบเงินปันผล)นั่นเองครับ

    ส่วนตัวที่จ่ายปันผลแบบป๋าๆทุกเดือน (12 ครั้ง) แล้วถ้าธุรกิจดี ความเสี่ยงต่ำ แล้วเราเอาปันผลมาวนๆซื้อหุ้นเติมไป ก็ยิ่งบังเกิดผลดีกับพอร์ตการออมการลงทุนของเพื่อนๆครับ 😀

    แต่ย้ำอีกครั้ง เลือกหุ้นปันผล อย่าเริ่มที่ Dividend yield นะครับ เริ่มที่ธุรกิจก่อนนะ ไปฟังย้อนหลังในรายการ หรือ คลิปตัดแยกให้ช่องสีแดงของ Liberator Securities นะครับ 💙

  • Boeing โกยแหลกกับ Reciprocal Traiff

    Boeing โกยแหลกกับ Reciprocal Traiff

    ✈️🇺🇸 เพื่อนๆสงสัยมั๊ยทำไม “ทรัมป์ไปไหน” Boeing มักได้ออเดอร์กลับมาตลอด? ดูในกราฟสิหุ้น BA (Boeing) ปรับตัวขึ้น +57% ในเวลา 1 เดือน!! ทะลุทะลวงวันคุณทรัมป์ประกาศ Reciprocal tariff 2 เม.ย. ไปแล้ว และล่าสุด Qatar ซึ่งสั่งซื้อ Boeing ล๊อตประวัติศาสาตร์ 210 ลำ วันนี้มาดูเหตุผลกันว่าทำไมต้อง Boeing

    ภาพที่เห็นบ่อยช่วงหลังๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศของ “ทรัมป์” หรือการพบปะผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ ก็มักมีข่าวตามมา เช่น…

    ✅ Qatar Airways สั่งซื้อเครื่องบิน Boeing

    ✅ อินเดียประกาศขยายฝูงบิน Boeing

    ✅ ญี่ปุ่น, อินโดฯ, ซาอุ ฯลฯ มีคำสั่งซื้อใหม่

    ทำไม “ต้องเป็น Boeing”? เค้าว่ากันว่า “มันคือการเมือง + การค้า + ภาพลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์รวมกัน”

    1️⃣ Boeing คือ “ตัวแทนความเป็นอเมริกา”

    เพราะ Boeing ไม่ใช่แค่บริษัทผลิตเครื่องบิน แต่คือ “สินค้าส่งออกอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ” และเป็นหนึ่งในตัวชูโรงของเศรษฐกิจอเมริกัน ทรัมป์หรือผู้นำสหรัฐฯ หลายคนจึงใช้ Boeing เป็นเครื่องมือทางการทูต

    2️⃣ ใช้ปิดดีลการค้า/การเมืองแบบ win-win

    เวลาบางประเทศอยากได้ดีลพิเศษจากสหรัฐฯ เช่น ขอเปิดตลาด, ขอผ่อนคลายภาษี, ขอซื้ออาวุธ ฯลฯ 🇺🇸 ฝั่งสหรัฐฯ ก็ขอกลับว่า “ถ้าคุณซื้อสินค้าจากเราบ้าง เช่น เครื่องบิน Boeing เราก็ช่วยเจรจาให้ง่ายขึ้น”

    ที่มา : Business Today

    3️⃣ สะท้อนแนวคิด “America First”

    Boeing มีโรงงานในรัฐสำคัญ เช่น Washington, Missouri, South Carolina เวลามีออเดอร์ใหญ่ แปลว่ามีงานเกิด แน่นอนว่าฐานเสียงของทรัมป์ยิ้มกว้าง ดังนั้นการผลักดัน Boeing จึงเป็นการดันเศรษฐกิจสหรัฐแบบรูปธรรมให้เห็น

    4️⃣ ถ้าไม่ซื้อ Boeing ก็ต้องซื้อ Airbus (ยุโรป)

    ทางเลือกในตลาดมีแค่ 2 เจ้าใหญ่:

    ✈️ Boeing (สหรัฐฯ)

    ✈️ Airbus (ยุโรป)

    เวลาเจรจากับสหรัฐฯ การเลือกซื้อ Boeing จึง “ส่งสัญญาณ” ความเป็นมิตรต่ออเมริกานั่นเอง

    5️⃣ ภาพลักษณ์ระดับโลก

    ทรัมป์เป็นนักสร้างภาพ (ในเชิงการตลาด)

    การได้เห็นภาพ “ผู้นำประเทศนั้น ๆ ยืนจับมือกับเขา พร้อมประกาศซื้อ Boeing 100+ ลำ” คือ ภาพแห่งชัยชนะของการเจรจาเชิงการค้าที่เขานำมาใช้ตอกย้ำความสำเร็จนั่นเอง

    สรุปคือ Boeing ไม่ได้ขายแค่เครื่องบิน แต่ขาย “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” หลายดีลไม่ได้เกิดจากความจำเป็นล้วน ๆ แต่เกิดจาก “ยุทธศาสตร์ด้านภาพลักษณ์-การเมือง-เศรษฐกิจ” ที่โยงกันลึกกว่าที่คิดนั่นเองค้าบบบบบบบบบบบบ ! 😆

    อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "Boeing Company (The)• 1D·NYSE 3 0207.35 H208.60 L205.4 C206.24 +1.52 0.74%) USD 210.00 206.24 Post 206.00 190.00 180.00 Boeing Company (lhe) 172.57 170:00 Tnah Ml unlh 1% Sep Oct 160.00 Nov 150.00 Dec 140.00 2025 nnu Feb Mar 130.00 Apr 120.00 May Jun 9.58M 110:90 Jul"
    ที่มา : TradingView 15 May 2025

  • หัวใจของธนาคารนอกจากดอกเบี้ย ก็คือ CASA ??

    หัวใจของธนาคารนอกจากดอกเบี้ย ก็คือ CASA ??

    โลกของธนาคารพาณิชย์ นอกจากส่วนต่างดอกเบี้ยแล้ว หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจมากๆ คือ “CASA” ซึ่งย่อมาจาก Current Account – Savings Account ซึ่งก็คือ บัญชีกระแสรายวัน และบัญชีออมทรัพย์ แม้จะเป็นบัญชีพื้นฐานของลูกค้า แต่ CASA มีความหมายที่ลึกซึ้งต่อประสิทธิภาพทางการเงินของธนาคารอย่างมากๆ

    CASA คืออะไร?

    CASA หมายถึง เงินฝากในรูปแบบกระแสรายวัน และออมทรัพย์ ซึ่งโดยทั่วไป เงินฝากรูปแบบนี้ บัญชีออมทรัพย์จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆๆๆๆ 0.125-0.20% หรือแทบไม่มีเลย เช่น บัญชีกระแสรายวันจึงถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับธนาคาร

    ความสำคัญของ CASA

    CASA มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสามารถในการทำกำไรของธนาคารในหลายๆมิติ เช่น :

    • ช่วยลดต้นทุนเงินทุน (Cost of Funds) ได้อย่างมากๆ
    • เพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin – NIM)
    • สะท้อนความภักดีและความผูกพันของลูกค้า โดยเฉพาะในยุคที่ Mobile Banking เป็นเครื่องมือหลักในการใช้บริการธนาคาร ธนาคารใดที่ทำ Mobile Banking ดี คนจะนิยมเอาเงินมาพักไว้เยอะ และนั่นหมายความว่าโอกาสที่จะมี CASA เยอะนั่นเอง

    CASA ไม่ใช่แค่บัญชีเงินฝากราคาถูก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการที่ธนาคารสามารถดึงลูกค้าให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    ในอุตสาหกรรมธนาคารไทย CASA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่แสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างธนาคารขนาดใหญ่และขนาดเล็ก :

    ธนาคารขนาดใหญ่มักได้เปรียบ: เช่น BBL, SCB และ KBANK มักมีสัดส่วน CASA อยู่ในระดับสูง 60-80% ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานลูกค้ารายย่อยและองค์กร ความเชื่อมั่นในระบบบริการ รวมถึง Digital Platform ที่ทรงพลัง

    ธนาคารขนาดเล็กดูจะเสียเปรียบ: ธนาคารอย่าง KKP, TISCO และ CIMB TH มักพึ่งพาเงินฝากประจำ(ดอกเบี้ยสูง) หรือการระดมทุนจากตลาดตราสารหนี้มากกว่า ส่งผลให้ต้นทุนเงินทุนสูง และอาจไม่มีพื้นที่ในการแข่งขันด้านดอกเบี้ยเท่าธนาคารขนาดใหญ่

    ตัวอย่างข้อมูล CASA (Q1/2025) ลองดู SCB เป็นตัวอย่างแรกครับ

    ที่มา : MD&A SCB งวด 1Q25

    จะเห็นว่ามีคนเอาเงินมาฝากกระแสรายวัน 129,655 ล้านบาท มีคนฝากในออมทรัพย์ 1,788,382 ล้านบาท จับมัดรวมกันแล้วหารด้วยเงินรับฝากทั้งหมด 2,471,357 ล้านบาท จะได้ CASA ratio 77.6% ถือว่ากระฉูดมาก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า SCB Easy เป็นเครื่องมือสำคัญ ผนวกกับความเก่าแก่และความเชื่อมั่นสูงของธนาคาร

    ส่วน CASA ratio ของธนาคารใหญ่อื่นๆที่แกะจาก MD&A มาให้ดู เช่น KBANK 80.4%, BBL 61.7%

    แต่ถ้าใน MD&A ไม่แตกตัวเลขมาให้คำนวน เราก็สามารถไปดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินได้เช่นกัน เช่น TISCO มี CASA ratio เพียง 13.9%

    ดังนั้น CASA เป็นมากกว่าตัวเลขในงบดุล แต่คือแกนหลักสำหรับการวางยุทธศาสตร์ธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ผู้ใช้งานมีบทบาทอย่างมาก

    โครงสร้างในฝันของธนาคารคือ CASA เยอะๆ Loan growth สูง NPL น้อยๆ ธรรมเนียมเยอะๆ และสร้าง ROE ได้สูงๆ ใครที่ทำส่วนผสมนี้ได้ดี Valuation Premium อย่างแน่นอนจากนักลงทุน

    ซึ่งจุดเริ่มอยู่ที่การสามารถดึงดูด CASA ได้สูงจะมีต้นทุนที่ต่ำ สามารถแข่งขันด้านดอกเบี้ยได้ และมีความมั่นคงทางการเงินสูงกว่าในระยะยาว

    ดังนั้น การติดตาม CASA Ratio จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนและผู้สนใจในหุ้นกลุ่มธนาคารไม่ควรมองข้ามด้วยนะครับ

  • รู้จักธุรกิจ Streaming มาเงียบๆแต่เฉียบขาด มาตรฐานใหม่ชาวโลก

    รู้จักธุรกิจ Streaming มาเงียบๆแต่เฉียบขาด มาตรฐานใหม่ชาวโลก

    ทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยี Streaming เข้ามาปฏิวัติวงการทีวีทั่วโลก โดยเข้ามาแทนที่การรับชมผ่านระบบดาวเทียม (Satellite TV) อย่างต่อเนื่อง

    สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การดูคอนเทนต์แบบออนดีมานด์ (On-Demand) ก็คือ อยากดูเมื่อไหร่ก็ได้ดู ดูย้อนหลังก็ได้ ประกอบกับต้นทุนที่ต่ำกว่า ความสะดวกในการเข้าถึง และความสามารถของเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว Streaming จึงกลายเป็นโครงสร้างหลักของอุตสาหกรรมบันเทิงในยุคปัจจุบัน

    ช่วงต้นปี 2025 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 กลุ่มสื่อและบันเทิงปรับตัวลดลงกว่า 4% แต่หุ้นของ Netflix กลับสวนทาง

    โดย Netflix ปรับตัวขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี และสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เหนือระดับ $1,150 ต่อหุ้นหน้าตาเฉย

    แม้จะมีข่าวการประกาศภาษี 100% สำหรับภาพยนตร์ที่ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้หุ้น Netflix ร่วงลงถึง 4% ระหว่างวัน แต่สุดท้ายราคาหุ้นก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    ความแข็งแกร่งของ Netflix สะท้อนผ่านผลกำไรที่ดีงามเหนือความคาดหมายใน 1Q25 มีรายได้รวม $10.5 พันล้าน เพิ่มขึ้น +13% y-y กำไรสุทธิอยู่ที่ $2.9 พันล้าน +24% y-y และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ $6.61 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ $5.67

    นอกจากนี้ Netflix ยังมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 31.7% ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้าจะขยายได้อีก โดยกลยุทธ์การเพิ่มรายได้จากโฆษณา (Advertising) ทำให้โฆษณาของบริษัทเติบโต 65-70% ต่อไตรมาสในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา หน่วยธุรกิจนี้น่าสนใจ ยิ่งคนดูเยอะ สมาชิกเยอะ eyeballs ยิ่งเยอะ ยิ่งขายโฆษณาได้ง่าย ได้แพงยิ่งขึ้น

    แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษี แต่ Netflix ยังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่อง Streaming กันครับ

    เทคโนโลยี Streaming ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากระบบการบีบอัดข้อมูล (Compression) ที่ทันสมัย โดยมาตรฐานล่าสุดอย่าง H.265 หรือ HEVC สามารถลดขนาดไฟล์วิดีโอ 4K ที่ความเร็ว 60 เฟรม/ วินาที ให้สามารถรับชมได้ด้วยความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียง 15-25 Mbps เท่านั้น

    ในขณะที่ระบบ CDN (Content Delivery Network) ช่วยกระจายคอนเทนต์ไปยังผู้ชมทั่วโลกผ่านเครือข่าย Edge Servers ที่ใกล้ที่สุด ลดความล่าช้า (latency) ลงจนสามารถดูวิดีโอแบบเรียลไทม์ได้ แม้ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุด ดังนั้นที่ไหนมี Data center ที่ดีๆ มี Internet ที่พอใช้ได้ คุณก็สามารถเสพความบันเทิงดีๆได้

    ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่พัฒนาแล้วมากที่สุดด้านนี้ มีผู้ใช้งานบริการ Streaming รวมกันมากกว่า 225 ล้านบัญชี โดย penetration rate อยู่ที่กว่า 80% ของครัวเรือนทั้งหมด Netflix มีค่าสมัครราว $15.49/เดือน สำหรับแพ็กเกจมาตรฐาน

    ขณะที่ Hulu และ Peacock มีแพ็กเกจแบบมีโฆษณา (AVOD) เริ่มต้นที่ $7.99/เดือน ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย โดย AVOD สามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาได้อย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่

    ในญี่ปุ่น แม้จะเข้าสู่ตลาดช้ากว่าสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันมี penetration rate อยู่ที่ประมาณ 50% โดย Netflix มีผู้ใช้งานราว 8 ล้านบัญชี และ Amazon Prime Video ครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด โดยค่าบริการ Prime อยู่ที่ 500 เยน/เดือน (ประมาณ 3.3 ดอลลาร์สหรัฐ) ความนิยมในประเทศนี้ยังรวมถึงแพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง U-NEXT และ AbemaTV ที่ผสมผสานการให้บริการแบบ Live และ On-Demand ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการหลากหลายของผู้ชม

    เกาหลีใต้เป็นอีกตลาดหนึ่งที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย โดยมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้งาน Streaming สูงถึง 20% ต่อปี และมี penetration rate ประมาณ 70% ของครัวเรือน แพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง TVING และ Wavve แข่งขันกับ Netflix อย่างสูสี โดยเน้นการผลิต Original Content ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ค่าบริการโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000-10,000 วอน/เดือน (ประมาณ 6-8 ดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้โมเดลแบบ AVOD ยังไม่เติบโตมากนักในเกาหลี เนื่องจากผู้บริโภคยังนิยมรับชมแบบไม่มีโฆษณามากกว่า

    ขอบคุณรูปจาก : kapanlagi.com

    ในอินเดีย ตลาดมีผู้ชมออนไลน์มากกว่า 400 ล้านคน แต่รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU) ยังต่ำ ทำให้โมเดล AVOD ได้รับความนิยมสูงมาก แพลตฟอร์มอย่าง Hotstar (Disney+) และ JioCinema เสนอคอนเทนต์ฟรีพร้อมโฆษณาเป็นหลัก ค่าบริการหากเลือกแบบไม่มีโฆษณาจะอยู่ที่ราว 299 รูปี/เดือน (ประมาณ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐ) penetration rate โดยรวมยังต่ำกว่า 40% แต่แนวโน้มการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานมือถือในเมืองระดับ Tier 2-3

    สำหรับไทย ผู้ใช้งาน Netflix อยู่ที่ราว 2.3 ล้านบัญชีในปี 2024 คิดเป็น penetration rate ราว 25-30% ของครัวเรือน โดยผู้ให้บริการอื่นเช่น YouTube, TrueID และ AIS Play ยังมีบทบาทสูงในกลุ่มโมเดลแบบ AVOD และ Freemium

    ค่าบริการ Netflix แพ็กเกจมาตรฐานอยู่ที่ 349 บาท/เดือน ขณะที่ผู้เล่น Local อย่าง MonoMAX ก็กำลังถูกจับตาอย่างมาก หลังจับมือกับ JAS เตรียมถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษในฤดูกาลหน้า

    ด้าน AVOD อย่าง YouTube และ Line TV ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มผู้ชมที่ไม่ต้องการจ่ายเงิน การเติบโตของตลาดขึ้นอยู่กับคุณภาพอินเทอร์เน็ตและการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจในประเทศ

    แนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรม Streaming คือการมุ่งไปสู่ความละเอียดสูงยิ่งขึ้น เช่น 8K การใช้ AI เพื่อแนะนำคอนเทนต์แบบเฉพาะบุคคล รวมถึงการผสานกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น VR, AR และ Cloud Gaming ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบของการบริโภคสื่อให้มีความโต้ตอบ (interactive) และหลากหลายยิ่งขึ้น

    ดังนั้น Streaming ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกของการรับชมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลก โดยมีเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นรองรับพฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ตอนนี้ธุรกิจ Streaming เลยกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของคนทั้งโลกนั่นเอง