หมวดหมู่: การลงทุน

เรื่องทั่วไป ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุน

  • Fear & Greed Index คืออะไร?

    Fear & Greed Index คืออะไร?

    #FearAndGreedIndex ทุกๆครั้งที่ตลาดหุ้นเหวี่ยงแรงๆ ส่วนใหญ่มันก็ขับเคลื่อนด้วย “กลัวจัด” หรือ “โลภสุดๆ” โลกตลาดทุนก็เลยพยายามเปลี่ยนอารมณ์เหล่านี้เป็นตัวเลขเพื่อสะท้อนอารมณ์เหล่านั้น ซึ่งก็นำมาซึ่งการสร้าง Fear & Greed Index สร้างสรรค์โดย CNN ครับ

    ที่มา CNN

    Fear & Greed Index คือดัชนีที่ CNN พัฒนาขึ้นมาวัด “อารมณ์ในภาพรวม” ของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ว่าตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ฝั่งกลัว (Fear) หรือฝั่งโลภ (Greed) ขนาดไหนใช้สเกลง่ายๆ 0–100

    คะแนน

    0–24 = Extreme Fear (กลัวขั้นสุด)

    25–44 = Fear (กลัว)

    45–55 = Neutral (กลางๆ)

    56–75 = Greed (เริ่มโลภ)

    76–100 = Extreme Greed (โลภจัด)

    แต่ตัวเลขนี้ มันคือ “อุณหภูมิอารมณ์ตลาด” ณ ตอนนั้น ไม่ใช่ค่าทำนายอนาคตนะว่าตลาดจะขึ้นต่อ หรือลงต่อ

    คราวนี้ไอ่ 0–100 : มันคิดมาจากอะไรบ้าง?

    คำตอบคือ CNN เอา 7 indicators ในตลาดจริงๆ มาคิดเป็นคะแนน แล้วแปลงแต่ละตัวให้เป็นสเกล 0–100 เช่นกัน ก่อนที่เอามาเฉลี่ยกันทั้ง 7 ตัว

    7 มีดังนี้ :

    1. Stock price momentum – โดยจะดูว่าดัชนี S&P 500 ตอนนี้อยู่เหนือหรือต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 125 วัน แค่ไหน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก = ตลาดกำลัง “มั่นใจจัด” → เอนไปทาง Greed แต่ถ้า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเยอะ = ตลาด “เครียดละ” → ก็คือเอนไปทาง Fear

    2. Stock price strength – จะนับจำนวนหุ้นที่ทำ New High 52 สัปดาห์ เทียบกับ New Low 52 สัปดาห์ ถ้า High เยอะกว่า Low มากๆ = ภาวะ risk-on คนมั่นใจ → Greed ในทางตรงข้าม Low ท่วม High = ตลาดท้อใจ → Fear

    3. Stock price breadth – เค้าจะดูว่า ปริมาณซื้อของหุ้นที่ขึ้น เทียบกับ ปริมาณขายของหุ้นที่ลง มันเป็นยังไง ถ้า Volume ไหลเข้าหุ้นขาขึ้น = ตลาดพร้อมเสี่ยง → Greed และในทางตรงข้าม Volume ไปกองฝั่งหุ้นลง = ตลาดหนีความเสี่ยง → Fear

    4. Put/Call Options – ก็ดูสัดส่วนปริมาณซื้อ Put vs Call options ง่ายๆคือ

    คนแห่ซื้อ put (ประกันขาลง) เยอะ = กลัว

    คนเน้น call (เก็งขาขึ้น) เยอะ = โลภ

    5. Market volatility (VIX) – ใช้ดัชนี VIX ซึ่งสะท้อนความผันผวนคาดการณ์ของ S&P 500 ซึ่งถ้า VIX พุ่งๆสูงผิดปกติเทียบอดีต = กลัว ส่วนเมื่อ VIX ต่ำๆนอนๆ = ตลาดสงบชิลๆเกินเหตุ ไม่ค่อยกลัว = โลภ

    6. Safe haven demand – เอาผลตอบแทน หุ้น vs พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ถ้าเงินไหลเข้าพันธบัตร (ของปลอดภัย) มากกว่าหุ้น = นักลงทุนกำลังกลัว และถ้าเงินไหลเข้า equity มากกว่าบอนด์ = ก็เริ่มมั่นใจ → Greed

    7. Junk bond demand – เค้าจะเอาส่วนต่างยีลด์ของ High-yield (junk) bond เทียบกับ Treasury สเปรดแคบ = คนยอมเสี่ยงไปซื้อพันธบัตรเครดิตต่ำๆ → เท่ากับ Greed ส่วนถ้าสเปรดกว้าง = นักลงทุนไม่เอาความเสี่ยงเลย ยีลด์ดีแค่ไหนก็ไม่เอา → เท่ากับ Fear นั่นเอง

    จากนั้น CNN จะเอาทั้ง 7 ตัวนี้มาทำคะแนนเป็น 0–100 แล้วเฉลี่ย กลายเป็นค่า Fear & Greed index ที่เราเห็นบนหน้าเว็บวันต่อวันนั่นเองฮะ

    ดู Fear & Greed Index ได้จากที่ไหน? ก็เว๊บนว CNN Business ค่านี้อัปเดตรายวันตามข้อมูลตลาดจริงเลยครัช ส่วนบางเจ้า เช่น MacroMicro, Finhacker จะเอาค่าจาก CNN มาทำกราฟยาวๆ ไว้ดูสถิติย้อนหลังด้วย จะได้เห็น เช่น ช่วงวิกฤตโควิด 2020 หรือช่วง panic ใหญ่ๆ ว่าดัชนีลงไปต่ำแค่ไหน

    เวลาอ่านค่า นำไปใช้

    Extreme Fear – บ่อยครั้งตลาดจะลงแรง คนแห่หนี เสียงในตลาดจะเต็มไปด้วยข่าวร้าย ก็อาจสะท้อนว่า “ส่วนหนึ่ง” ของความเสี่ยงถูกสะท้อนไปในราคาแล้ว ชาวสวนถือเป็นโอกาสเริ่มทยอยสะสม ถ้าพื้นฐานยังดีอยู่

    Extreme Greed – อาจสะท้อนว่าราคาอาจวิ่งแรงกว่าพื้นฐาน คนเริ่มพูดแต่เรื่องรวยเร็ว FOMO หนัก กาวกันยับๆ อันนี้ก็ใช้เป็นธงเตือนว่า “อย่าลืมถามตัวเองว่าตลาดไปไกลเกินพื้นฐานหรือยัง”

    แต่จุดสำคัญที่ต้องย้ำ คือ Fear & Greed Index เป็นเหมือน “ภาพถ่ายอารมณ์วันนี้” ไม่ใช่สัญญาณเข้าออกนะจ๊ะ!!

    น้าว่า ถ้าให้ใช้แบบมีประสิทธิภาพ ควรเอาพวก Valuation และพื้นฐานมาประกอบดูด้วย ที่สำคัญระวังเรื่อง leverage ด้วยนะ ถ้าตลาดกำลัง Greed หนักๆ ขณะที่เราใช้ Leverage เยอะๆ ถ้าตลาดเริ่มแตก พอร์ตก็ระเบิดได้เลยนะ ดังนั้นเราก็อาจเอาดัชนีพวกนี้ใช้ในการวางแผน money mangement ก็ไม่เลวนะครับ 😊

  • #สรุปดีลออมสุชาร์ ใครแพ้ ใครชนะในโลกการเงิน เราได้บทเรียนอะไรบ้าง?

    #สรุปดีลออมสุชาร์ ใครแพ้ ใครชนะในโลกการเงิน เราได้บทเรียนอะไรบ้าง?

    สรุปออมจ่าย 25 ล้านบาท และกับหุ้นซื้อหุ้น 48% ของแบรนด์เครื่องสำอาง Fleen Beauty ที่ถือโดย พ. แลกกับการถอนฟ้องกันทุกคดี หลังไกล่เกลี่ยในศาล 9 ชั่วโมง ทำให้ออมกลายเป็นผู้ถือหุ้น 100% หลังก่อนหน้าจ่ายเงิน 2.5 ล้านบาทสำหรับหุ้น 4% ให้ผู้จัดการเก่า

    #วิเคราะห์

    Fleen Beauty ปี 2566 มีกำไร 4 ลบ. ถ้าสมมติให้โต +15% ตามอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง กำไร 2567 น่าจะอยู่ราวๆ 4.6 ลบ. แปลว่า P/E ซื้อ(อิงราคา พ.) จะอยู่ที่ 11.4 เท่า (=25 ลบ.หารด้วยกำไรส่วน พ. 48%*4.6 ลบ.) ** การซื้อกิจการคือการมองข้างหน้า เลยมอง Forward P/E **

    เทียบกับ Forward P/E หุ้นในตลาด KAMART 13.5 เท่า, KISS 12.7 เท่า ดูเหมือนว่าออมจะซื้อถูกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม -13% ดูเหมือนออมจะชนะ

    แต่จริงๆ หุ้นนอกตลาดอย่าง Fleen Beauty นั้น สภาพคล่องน้อย ไม่มีกระดานซื้อขาย ขณะที่ Brand Awareness เอาจิงๆยังห่างจากเพื่อนมากๆ สะท้อนจากกำไร เช่น KAMART กำไรปีละ 650+ ลบ. KISS 160+ ลบ. ส่วน Fleen เพิ่งมีกำไร +4 ลบ.

    ดังนั้น P/E ที่ซื้อขาย 11.4x มีส่วนลด -13% ผมมองว่าส่วนลดน้อยไป คหสต. ควรสัก -30% ขึ้นไปถึงจะเหมาะสม แปลว่า พ. ควรได้ตังค์เต็มที่ไม่เกิน 20 ลบ. (จาก P/E 9.4 เท่า) และอย่างที่เคยเล่าว่า value ของ Fleen คือ ออม ส่วนลดมากกว่า 30% ก็ไม่ผิดนะ เพราะคนซื้อ(ออม)เป็นเจ้าของ value นี้ ไม่ใช่ พ.

    #ผู้ชนะ

    ดังนั้น คนชนะเกมส์การเงินนี้คือ พ. ที่ขายได้แพงมาก! เหลือเชื่อ แต่ที่แซบสุดคือ อดีต ผจก. ไม่ต้องช้ำอะไรมาก ลงเงิน 1 แสน ได้กลับมา 2.5 ล้านบาท ตีเป็น P/E 13.9x แปลว่าขายได้แพงสุด แอบตลกที่บอกว่าเหมือนโดนหลอกขายถูกๆ ถถถถถถถถถถ

    คิดอีกท่านะ ลงเงิน 1 แสน ได้กลับมา 2.5 ล้าน กำไร 25 เท่า ในเวลา 20 เดือน เป็นสุดยอด investment ในสากลโลกเลย วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังอาย น่าไปเปิดคอร์สสอนลงทุนต่อ อดีต ผจก.คือผู้ชนะตัวจริง!!

    #ผู้แพ้

    ออมเป็นผู้แพ้ไหม? ตอบยากส์นะ เพราะราคาทางใจที่ออมมอง Fleen มันคงสูงมาก เธอถึงกล้าจ่าย อย่างน้อยเธอได้ความสบายใจ, บริหารคล่องตัว แต่ที่สำคัญคนไทยสัก 20 ล้านคนคงได้รู้จักชื่อ Fleen Beauty แน่ๆ (ผมก็เพิ่งรู้) ออมได้ทำการตลาดไปแล้วในตัว

    เชื่อว่าคะแนนเห็นใจสงสารถูกรังแกคงมาแบบถาโถม ไม่แน่นะ Fleen อาจขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หักล้างสิ่งที่จ่ายไปได้เลยใน 6-12 เดือน เผลอๆเดินหน้า IPO เข้าตลาดหุ้นแบบบริษัทของแฟนซึ่งถนัดด้านตลาดทุนอยู่แล้ว

    แพ้วันนี้ อาจกลายเป็นผู้ชนะในวันหน้าได้ ถ้ามีพี่เลี้ยงที่ดี, ผลิตภัณฑ์ที่ดี, มี mindset ที่ดี และ จริงใจต่อลูกค้า

    ซึ่งอย่างน้อยประชาชนได้เห็นอย่างนึงแล้วว่า ออม รักและทุ่มเทกับ Fleen มาก เค้าคงไม่ทำให้พังคามือแน่ๆ มีเท่าไหร่คงใส่หมดทั้งแรงทั้งใจ

    เครดิตรูป Fleen

    #เราได้เรียนรู้อะไร

    การจัดสรรหุ้นแรกเริ่มสำคัญมาก Unity of command สำคัญ บริษัทต้องมีคนฟันธงคนเดียว, อย่าไว้ใจใครเกินไป ยิ่งไม่ใช่สายเลือด ร้อยพ่อพันแม่ยิ่งต้องระวัง, จะซื้อขายหุ้นอะไร จงถามผู้มีความรู้ความเข้าใจธุรกิจจริงๆก่อน พวกทนาย หรือ นักอาชญวิทยา เค้าไม่ได้รู้ทุกเรื่อง เวลาเราจะเลือกฟัง หรือ

    จะเชื่ออะไร จงดูลักษณะความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันของคนเหล่านั้นด้วยว่าเค้าจะให้ comment ที่แม่นยำจริงไหม

    จบป่ะ

    ปล. ตัวเลขข้างต้นอาจเปลี่ยนแปลงได้นะ พอดีงบ 2567 ยังไม่เห็น คำนวนเร็วๆตามประสบเกินมาให้เข้าใจกันครับ TGIF

  • Big jump!! อีกครั้งของ Soft power เกาหลี

    Big jump!! อีกครั้งของ Soft power เกาหลี

    K-POP 🇰🇷 ก้าวไปอีกขั้นแล้ว! ระหว่างเรากำลังตามหา soft power เจ้าแม่พลังละมุนตัวจริง เกาหลีใต้ กำลังก้าวกระโดดอีกครั้งแบบยิ่งใหญ่มาก วันนี้น้าแดงจะอธิบายให้ฟังครับ

    จุดเริ่มต้นของความปังมาจากอนิเมชั่นชื่อ K-Pop Demon Hunters ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง Sony กับ Netflix เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อ 20 มิ.ย. 2025 (ตอนนี้ฉายในไทยด้วย)

    ในหนังเล่าเรื่องของเกิร์ลกรุ๊ปชื่อ Huntr/x (อ่านว่า Huntrix) ที่กลางวันจะเป็นไอดอลโชว์พลังเสียงบนเวทีให้แฟนๆ แต่กลางคืนต้องเป็นฮีโร่ต่อสู้กับปีศาจที่จะกลืนกินวิญญาณมนุษย์โดยเฉพาะแฟนเพลง (plot เรื่องเก๋ดี)

    เครดิตรูป YouTube

    ใช่! มันต้องมีตัวร้าย ซึ่งในเรื่องก็คือ Saja Boys บอยแบนด์สุดฮอตที่จริง ๆ แล้วคือปีศาจในคราบมนุษย์ เนื้อหาจึงตีคู่ทั้งให้ความเป็น K-Pop เป็นฮีโร่ และเสียดสีวงการบันเทิงเกาหลีในเวลาเดียวกัน (บ้านเค้ามีสงครามระหว่าง SM vs YG Entertainment ที่ Blackpink สังกัด ส่วนบ้านเราสมัยก่อนก็ Grammy vs RS นั่นเอง)

    หนังเรื่องนี้ไม่ได้ดังแค่ในหมู่วัยรุ่น แต่เป็นหนังที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ Netflix ด้วยยอดวิวกว่า 236 ล้านครั้ง ภายในเวลาไม่นาน (หุ้น Netflix ใช้เวลา 7 วันจากหนังฉาย พุ่งทำ new record high ไปเลยที่ $1,331 ในวันที่ 30 มิ.ย. 2025)

    ไม่แค่หนัง แต่เพลงประกอบ “Golden” ก็ทะยานขึ้นอันดับ 1 ทั้ง Billboard Global 200 และ Billboard Hot 100 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ซาวด์แทร็กอนิเมชันขึ้นชาร์ตได้สูงขนาดนี้

    นอกจากนี้ เพลงจากหนังยังติด Top 10 ของ Billboard Hot 100 ถึง 4 เพลงพร้อมกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับซาวด์แทร็กภาพยนตร์มาก่อน

    ด้วยความเป็นหนังอนิเมชั่น ก็เลยไม่เห็นหน้าคนร้อง คนก็เลยสงสัยกันว่าใครเป็นคนร้องเพลง “Golden” เพราะนอกจากเพลงจะเพราะมากๆแล้ว พลังเสียงแบบว่าโหดมากกกก จนลือกันว่าใช้ AI ช่วยร้อง?!?!?

    จนในที่สุดต้องมาเฉลยว่ามันเป็นเสียงของคนพากษ์เสียงสมาชิกวง Huntr/x นั่นเอง ซึ่งเบื้องหลังจริงๆ พวกเธอก็คือศิลปิน 3 คน ประกอบด้วย

    Ejae (Kim Eun-jae) ร้องเป็นตัวละคร Rumi ที่เป็น main vocal ของวง Huntr/x นอกจากนี้ Ejae ยังเป็นหนึ่งในคนแต่งเพลง Golden ด้วย เธอเล่าติดตลกว่าทำนองเพลงนี้ผุดขึ้นในหัวระหว่างเธอไปหาหมอฟัน! นอกจากนี้ก็มี Audrey Nuna ร้องให้เสียงเป็น Mira และ Rei Ami เป็น Zoey

    เครดิตรูป Korea Portal

    Ejae วัย 33 ปี มีประวัติน่าสนใจ เธอเคยเป็นเด็กฝึกหัดของ SM Entertaiment แต่สุดท้ายไม่ได้เดบิวเนื่องจากอายุเยอะไปสำหรับ Girl group ตอนนั้น เธอเลยไปตามความฝันต่อด้วยการไปเรียนดนตรีที่ Ney York University Tisch School of the Arts ที่สหรัฐ และได้เป็นเบื้องหลังเพลงดังๆหลายเพลงที่เกาหลีตอนเธอกลับมา เธอให้สัมภาษณ์กว่า เธอร้องไห้ทั้งวันเมื่อรู้ว่าเพลง Golden ติด Billboard เธอบอกว่าความฝันในเส้นทางดนตรีของเด็กคนนึงในที่สุดก็สำเร็จแล้ว

    “Golden” ไม่ได้เป็นเพียงเพลงประกอบที่ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย แต่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางดนตรี เพราะเสียงร้องอันทรงพลังผสานเมโลดี้ติดหูที่มีกลิ่นอาย K-pop และโลกตะวันตก ทำให้เพลงนี้โด่งดังไปทั่วโลก TikTok, ฟานอาร์ต, แฟนแคมต่าง ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

    ในด้านรายได้ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อเวอร์ชัน sing-along (มีเนื้อเพลงบนจอ) พอเข้าฉายในโรง ก็ทำเงินเกือบ 19 ล้านดอลลาร์ ภายใน 2 วันแรก ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับอนิเมชั่นเอเชีย แถมยังดันให้ K-Pop Demon Hunters เตรียมมีภาค 2 รวมถึงเป็นซีรีส์ยาวอีกด้วย

    ว่ากันว่าครั้งนี้เป็นการผสมผสาน K-Pop กับแฟนตาซีแบบไม่เคยมีใครทำมาก่อน อีกทั้งเนื้อเพลงที่ไม่ได้แค่ประกอบเรื่องแต่ยังเป็นเพลงที่ปังในชีวิตจริงของคนหลายคนอีกด้วย ประโยคฮุคคนฟัง เช่น

    I was a ghost, I was alone ….. คนเราก็มีด้านเลวๆ แบบเหงาๆ

    I lived two lives, tried to play both sides …… ชีวิตด้านมืด ด้านสว่าง มีกันทุกคน

    I’m done hidin’, now I’m shinin’ ….. พอละ กุจะฉายแสงแล้ว

    Gonna be, gonna be golden ….. ชั้นก็คือทองแท้นะโว้ย

    Put these patterns all in the past now ….. ลืมอดีตของกุซะนะ กุจะไปละ

    No more hiding, I’ll be shining… Like I’m born to be

    …. กุจะไม่ซ่อนตัวอีกแล้ว กุเป็นตัวของกุนี่แหล่ะ ใครจะทำไม

    ตัวอย่างเหล่านี้เลยกลายเป็นซาวด์แทร็กชีวิตจริงของคนทั้งโลกได้

    นอกจากนี้ ความดังของ “Golden” ทำให้เกิดการ cover เพลงนี้มากมายทั่วโลก และ version ที่ว่ากันว่าดีที่สุดเป็นของ Park Dahye ร้องโชว์พลังเสียงไปเมื่อ 1 เดือนที่แล้วก็ฟาดไป 14 ล้านวิว และยังมีนักร้อง cover ตะวันตกอีกมากมาย

    เครดิตรูป YouTube

    ประเด็นที่อยากชี้ให้เห็นคือเพลง K-pop นั้นเริ่มใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักได้แล้วอย่างกลมกล่อม โดยเพลง “Golden” เขียนด้วยคำทั้งหมด 124 คำ ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษ 117 คำ หรือ 94% ของทั้งเพลง ที่เหลือ 6% เป็นภาษาเกาหลี

    นอกจากเนื้อหาของหนัง เพลงภาษาอังกฤษได้พา K-pop เข้าสู่ตลาดโลกได้เต็มตัวแบบไร้พรมแดนแล้ว นี่ไม่กล้าคิดเลยว่า soft power เหล่านี้จะสร้างเงินมหาศาลให้กับเกาหลีใต้ได้อีกเท่าไหร่

    เกาหลีใต้สร้างเงินด้วยศิลปะ ความรักชอบ อิ่มอกอิ่มใจ สันติภาพ แถมไม่ต้องใช้อาวุธ หรือ กำแพงภาษี Tariff แม้แต่น้อย ช่างน่าอิจฉาจริงๆ

    บทความโดย #น้าแดงคุยกับนักลงทุน😊

    อาทิตย์ 7 กันยายน 2568 เวลา 01.38 น.

    ปล. คลิปที่น่าสนใจ

    Cover โดย Dahye https://www.youtube.com/watch?v=uSAPVDS2LUo…

    KPop Demon Hunters https://www.youtube.com/watch?v=AzCAwdp1uIQ

  • แนวโน้มดอลล่าร์ในปี 2026

    แนวโน้มดอลล่าร์ในปี 2026

    เมื่อคืนนี้(8 ส.ค. 2025)มีเรื่องน่าสนใจที่สหรัฐ นักลงทุนสายทองคำ หุ้นเทคฯ หรือ forex ควรรู้ เพราะมันจะส่งผลต่อแนวโน้มดอลล่าร์เป็นเทรนด์ได้นะ มาดูกันครับ

    🎯 Fed จะได้สมาชิกใหม่ “Stephen Miran” เชื่อจะเปลี่ยนสมดุลการโหวตดอกเบี้ย

    เมื่อคืนนี้ ทรัมป์ เสนอชื่อ Stephen Miran ให้เข้าไปนั่งเก้าอี้ คณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed Board of Governors) แทนที่ Adriana Kugler ที่ลาออก โดย Miran จะอยู่จนครบวาระเดิมถึง 31 ม.ค. 2026

    🧩รียนรู้โครงสร้างโหวตใน FOMC ก่อนเด้อ

    การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยโดย FOMC (Federal Open Market Committee) จะมีผู้โหวต 12 เสียง คือ

    • กรรมการ Fed Board of Governors สูงสุด 7 คน (รวมประธานและรองประธาน) — มีสิทธิ์โหวตถาวร

    • ประธาน Fed สาขานิวยอร์ก 1 คน — โหวตถาวรเช่นกัน

    • ประธาน Fed สาขาอื่น ๆ อีก 4 คน — หมุนเวียนกันทุกๆปี

    ดังนั้น Miran ในฐานะสมาชิก Board of Governors จะมีสิทธิ์โหวตทันทีเหมือนกรรมการคนอื่นทุกประการ แม้จะอยู่เพียงชั่วคราวก็ตาม

    📌 แล้ว Miran คือใคร แกจะโหวตทางไหน?

    Stephen Miran ปัจจุบันเป็นประธานคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว (CEA) และเคยทำงานด้านการเงินการลงทุนมาก่อน

    แม้ในอดีตจะเคยสนับสนุนการคงดอกเบี้ยสูงเพื่อสู้เงินเฟ้อ แต่รอบนี้นักวิเคราะห์หลายฝ่าย โดยเฉพาะ JPMorgan มองว่า Miran เอียงไปทางนโยบาย ผ่อนคลาย (dovish) และการเข้ามาของเขาอาจช่วยให้ Fed “กล้าลดดอกเบี้ย” เร็วขึ้น

    ล่าสุด JPMorgan ถึงกับปรับคาดการณ์ใหม่ว่าปีนี้อาจลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง เลยทีเดียว โดยจะเริ่มกันตั้งแต่กันยายน

    ที่มา ; CME Fedwatch

    โดยสัปดาห์น้ามีตัวเลขเงินเฟ้อออกมา ถ้าต่ำกว่าคาด ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น

    ส่วนเก้าอี้ประธาน Fed นั้น วาระของ Jerome Powell จะหมดใน พ.ค. 2026 และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่กว่า น่าสนใจมาก ซึ่งทรัมป์คงเตรียมเสนอชื่อคนที่คิดเหมือนตนเข้าไป

    ซึ่งดอกเบี้ยที่ลง จะนำมาซึ่งดอลล่าร์อ่อนค่าได้ แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเศรษฐกิจฟื้นได้แรง (ต้องไม่ลืมว่าทรัมป์ก็กระตุ้นเศรษฐกิจแบบสุดโต่งด้วยนะ) มันก็จะหักล้างการอ่อนค่าได้เช่นกัน น่าติดตามมากๆครับ

    ทองคำและหุ้นเทคโนโลยี อาจจะไม่ได้ลงง่ายๆอีกพักใหญ่ เว้นแต่จะทรัมป์เกิดสะดุดอะไรสักอย่าง จนทำไม่ได้ตามแผนที่วางไว้

  • วิธีมองราคาหุ้น กับ ราคาบนกระดาน

    วิธีมองราคาหุ้น กับ ราคาบนกระดาน

    บ่ายวันศุกร์นั่งสงบใจจากสงคราม ส่องข้อมูลใน Bloomberg มีเรื่องมาแชร์เผื่อเป็นไอเดียกัน

    1. หุ้นใน SET ที่ลงทุนได้มี 694 ตัว

    2. หุ้น 235 ตัว มีนักวิเคราะห์ส่งคำแนะนำเข้าไปในระบบ คิดเป็น 33.8%

    3. ในนั้นมีหุ้นอยู่ 21 ตัว ที่ ราคาหุ้น “สูงกว่า” ราคาเหมาะสมเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนได้หลายมุม

    3.1 คิดแบบซื่อๆ คือ มันแพง

    3.2 คิดลึกหน่อย หุ้นขึ้นมาเร็ว แล้วนักวิเคราะห์ปรับประมาณการไม่ทัน

    3.3 คิดมากไป คือ หุ้นมันแค่เด้งกับข่าว เดี๋ยวก็ลงมา

    หุ้นทั้ง 21 คือ DELTA THG M KCE HENG DOHOME RCL AOT PSL PSH SCC TOP BAM ASK GLOBAL SAPPE TISCO KKP VGI LPN AH

    4. มองแบบเฉลี่ยหุ้นในตลาดไทย มี upside เฉลี่ย 26.9%

    ****************

    สิ่งที่ควรเข้าใจคือ บางทีราคา(บนกระดาน)มันนำความคิดคน(ราคาเหมาะสม) แต่ในบางที ถ้าเราคิดได้ก่อนเห็นก่อน ราคาเหมาะสมก็นำราคาในกระดานได้ บริบทหุ้นแต่ละตัวมันต่างกัน

    ดังนั้นเวลาเราเห็น ราคาบนกระดาน ราคาเหมาะสม เราก็ต้องมาตะหนักคิดว่าตอนนี้หุ้นมันอยู่ใน phase อะไร? หุ้นม้ามืด หรือ หุ้นคนรู้แล้วทั้งตำบล..

    ขอบคุณรูปจาก Golf monthly

    โปรบอกว่า ทุกๆการหวดตี คุณต้องมี pre-shot routine นะ เช่น ส่องหลังลูก จับไม้ จัดมือ ตั้งท่า บลาๆ ในหุ้นก็คงเหมือนกัน

    เพื่อนๆควรตั้ง process ในการคิดตัดสินใจเป็นระบบ ลองทำซ้ำทุกครั้งก่อนซื้อ แล้วจากนั้นก็เอาผลลัพธ์มาทบทวนว่า process เหล่านี้ขาดเหลือต้องแก้อะไร คุณก็จะได้ pre-short routine ในหุ้นของคุณครับ 😊

  • AI  x  Gaming: 6 หุ้นสหรัฐฯ ที่ “เกมส์” เปลี่ยนเป็น “เกมส์ AI”

    AI  x  Gaming: 6 หุ้นสหรัฐฯ ที่ “เกมส์” เปลี่ยนเป็น “เกมส์ AI”

    ตลาดเกมทั่วโลกกำลังเข้าสู่จังหวะเปลี่ยนถ่ายครั้งใหญ่ไม่ใช่แค่กราฟิกสวยขึ้น แต่ “สมอง” ของเกมเองก็ฉลาดขึ้นด้วย Generative AI, NPC Agent และเครื่องมือ Dev อัตโนมัติ 

    ต่อไปนี้คือ 6 บริษัทอเมริกันที่ยืนตำแหน่งต่างกันในอีโคซิสเต็ม แต่เหมือนกันตรงที่ AI พร้อมเพิ่ม Upside ให้รายได้และกำไรใน 1‑3 ปีข้างหน้า


    1. Electronic Arts (NASDAQ: EA) – เจ้าพ่อกีฬาเตรียมสร้าง “สนามไร้ที่สิ้นสุด”

    EA โชว์ต้นแบบ generative level building และระบบ AI play‑testing บนเวที GDC 2025 ทำให้ทีมพัฒนาปั้นสนามแข่งใหม่‑ทดสอบบั๊กได้แบบเรียลไทม์ ลดเวลารอบ Dev Cycle ไปหลายสัปดาห์ พร้อมเปิดให้สตูดิโอภายในอื่น ๆ ใช้เทคโนโลยีเดียวกันในแฟรนไชส์ FIFA (ปัจจุบันชื่อ EA Sports FC), Madden และ Skate ภาคใหม่ หากโมเดลนี้เวิร์กอัตรากำไรของ EA อาจขยับอีกอย่างน่าสนใจตามสเกลคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้น และการประหยัดของต้นทุน

    ที่มา : Yahoo Sports

    2. Take‑Two Interactive (NASDAQ: TTWO) – GTA 6 กับ NPC ที่เรียนรู้ผู้เล่นได้เอง

    TTWO เพิ่งจดสิทธิบัตร 7 ฉบับว่าด้วย “AI‑Driven NPC & Real‑Time Animation” ครอบคลุมพฤติกรรมเดิน‑วิ่ง‑หลบ‑ขับรถ และปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมจริงทุกเฟรม นักวิเคราะห์คาดว่าฟีเจอร์นี้จะถูกใส่ใน Grand Theft Auto 6 ซึ่งเท่ากับยกระดับ “โลกเปิด” ให้โต้ตอบกับผู้เล่นได้หลากหลายขึ้น และเพิ่มโอกาสขาย DLC / ไมโครทรานแซกชันระยะยาวอีกด้วย 

    ที่มา : Quartr

    3. Roblox (NYSE: RBLX) – แพลตฟอร์ม UGC ที่เปิดโมเดล Cube 3D ให้ใช้ฟรี

    Roblox เปิดโอเพ่นซอร์ส Cube 3D foundation model ช่วย Dev สร้าง 3D Mesh จากข้อความ, ภาพนิ่ง หรือวิดีโอสั้น ๆ พร้อม API ให้ใช้ใน Roblox Studio แบบเบต้า ทีมผู้บริหารชี้ว่าการลดเวลา Asset Creation ลงเหลือหลักวินาทีจะดึงครีเอเตอร์ใหม่ ๆ เข้าแพลตฟอร์ม และขยายฐาน MAU จาก 300 ล้านรายขึ้นไปได้อีก ผลตรงคือรายได้ Marketplace กับ Robux แลกเปลี่ยนสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว 

    ที่มา : Roblox

    4. Unity Software (NYSE: U) – Muse & Sentis “ขายพลั่วยุคตื่นทอง AI”

    Unity ปล่อย Muse (ผู้ช่วย Gen‑AI สร้างโมเดล‑เท็กซ์เจอร์) และ Sentis (รันโมเดลเล็ก ๆ บน GPU มือถือ‑คอนโซลได้ทันที) ตั้งแต่ปลาย 2024 และเร่งอัปฟีเจอร์ตลอด 2025 เมื่อผู้ใช้ระดับอินดี้‑AAA ย้ายมาอยู่บนแพลตฟอร์ม Subscription ใหม่นี้มากขึ้น ARPU ฝั่ง Create Solutions จึงมีแนวโน้มเร่งตัวชัด ขณะที่ต้นทุน Cloud inferencing ถูกผลักเป็นรายได้ให้พาร์ตเนอร์โฮสต์แทน 

    ที่มา : MarektBeat

    5. Nvidia (NASDAQ: NVDA) – ACE “Autonomous Characters Engine” ตัวละครคิดเองได้

    ACE ของ Nvidia เป็น Stack AI ที่เปลี่ยน NPC ให้ “คุย / วางกลยุทธ์ / ตอบโต้” ผู้เล่นในเวลาไม่กี่มิลลิวินาทีแบบรัน on‑device เกมเรือธงแรกที่ประกาศใช้คือ NARAKA: BLADEPOINT เวอร์ชัน PC และ Mobile ภายใน 2025 หากฟีเจอร์นี้ได้รับการยอมรับ ยอดขาย RTX และ Grace‑Hopper สำหรับสตูดิโอเกมจะเป็นอีก S‑Curve นอกเหนือจาก Data Center AI 

    ที่มา : Nvidia

    6. Microsoft (NASDAQ: MSFT) – Copilot for Game Dev บุกทุกสตูดิโอ First‑Party

    ไมโครซอฟท์เปิดโมเดล Muse ที่สร้างฉากเกมและ Gameplay ได้จากข้อมูล 3D พร้อมดึง GitHub Copilot มาเร่ง “Inner Loop” ให้ Dev เขียนโค้ด‑บิลด์‑ทดสอบบน Azure เร็วขึ้น และจะโชว์โร้ดแมปต่อที่ Gamescom 2025 ประเด็นนี้สำคัญเพราะ Xbox Game Studios กว่า 20 ทีมสามารถแชร์ Toolchain เดียวกัน ช่วยลดเวลาพัฒนาและต้นทุน Port เกมลงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ทันที 

    ที่มา : Allkeyshop

    แล้ว AppLovin (NASDAQ: APP) ล่ะ?

    แม้ไม่ผลิตเกมเอง แต่ AppDiscovery ของ APP ใช้ AI Predictive UA ช่วยยิงโฆษณาให้เกมมือถือลด Cost Per Purchase ลง ~20 % นานต่อเนื่อง ในฐานะ “คนขายกระสุน” ช่วงการแข่งขันผู้เล่นใหม่ APP จึงน่าจับตาเป็นตัวเสริมพอร์ตสำหรับสาย Growth FinTech‑AdTech ในเกม 

    ที่มา : applovin

    Checklist ก่อนตัดสินใจลงทุน

    1. โมเดลสร้างรายได้ – AI ลด CapEx/เวลาพัฒนาได้จริงแค่ไหน? ดูการขยาย Operating Margin และ Retention ของเกม / แพลตฟอร์ม
    2. R&D แรงได้กี่ปี – บริษัทที่เงินถัง (MSFT, NVDA) อึดกว่า Unity ที่ต้องพิสูจน์โมเดล SaaS ใหม่
    3. Regulatory & Talent Risk – ดราม่าปลดทีม Dev เป็นจุดอ่อน (MSFT, EA) แต่ก็สะท้อนการ “Lean” ค่าใช้จ่าย
    4. จังหวะคอนโซล‑พีซี Gen ใหม่ – ถ้า Xbox/PlayStation ใส่ AI Co‑Processor จริง NVDA กับ MSFT จะเป็นตัวเตะตา
    5. สิทธิบัตรกับ Ecosystem Lock‑in – TTWO มี “รั้ว” NPC AI ส่วน Roblox เลือกสายโอเพ่นซอร์ส ขยายฐาน Dev

    หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เลือก “เลเวล” การลงทุนในธีม AI‑Gaming ได้ชัดขึ้น โชคดีในการลุยเควสต์ตลาดครับ!