หมวดหมู่: การลงทุน

เรื่องทั่วไป ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุน

  • ฟังประชานิยมอย่าเพลิน

    ฟังประชานิยมอย่าเพลิน

    #ฟังประชานิยมอย่าเพลิน เมื่อเช้าฟังข่าวแต่ละพรรคอัดประชานิยมกันดุมาก บำนาญผู้สูงอายุ รถไฟฟ้า ค่าแรงขั้นต่ำ หวยเกษียณ ค่าไฟ คนละครึ่ง พักหนี้ ทหาร/พยาบาลอาสา พักหนี้ บลาๆ คนไทยก็ตื่นเต้นเปรียบเทียบกันใครแจกเก่ง ใครให้ไว ใครให้เยอะ แบบนี้พรรคไหนจะมา? ตลาดหุ้นจะยังไง?

    😅แต่ผมฟังแล้วขนลุก เพราะจริงๆไม่ควรดูแค่ว่าแจกแล้วคนชอบไหม แต่มันควรดูว่า ประเทศเราแบกไหวไหม มี 4 ประเด็นชวนคิด คือ

    1️⃣ วินัยการคลัง — ตอนนี้ยังไม่ชนเพดาน 70% แต่ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะบอกเดือน พ.ย. เรามีหนี้สาธารณะ 12.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 65.7% ของ GDP (ที่ 18.8 ล้านล้านบาท) ยังไม่ชนเพดาน 70% แต่พื้นที่กันชนเหลือน้อยลง ซึ่งต้องไม่ลืมนะก่อน Covid-19 เพดานคือ 65% และมีการขยายให้หายใจหายคอคล่องขึ้น วันนี้ผ่านมา 6 ปีแล้ว เรายังกลับลงไปไม่ได้

    2️⃣ ระวัง GDP โตช้าทำวินัยการคลังตึง — ล่าสุด กนง.คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโต +1.5% เพิ่งปรับลงจากคาดก่อนหน้าที่ +1.6% แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า GDP โตช้าลง ทำให้ตัวหาร (GDP) โตช้านะ ซึ่งถ้ารัฐยังทำงบขาดดุลต่อเนื่อง(กู้มาบริหารประเทศ)ต่อไป อัตราส่วน หนี้ ต่อ GDP ก็อาจเร่งขึ้น โดยไม่ต้องมีวิกฤตใหญ่ก็ได้ ซึ่งจริงๆมันควรอยู่ในเทรนด์ลงได้นานแล้ว!

    3️⃣ งบขาดดุลเป็นตัวปัญหา — พรบ.งบประมาณปี 2569 ระบุขาดดุลราว 860,000 ล้านบาท (4.3% ของ GDP) เอาจริงๆก็พอเข้าใจได้ แต่ทว่ามันดันควบคู่ไปกับ GDP ที่โตต่ำ ขณะที่รายได้รัฐ(เก็บภาษี)ก็โตไม่ทันกับรายจ่าย ทำให้นโยบายต่างๆที่โม้ไว้มันจะทำได้ยากขึ้นไปอีก และเมื่อภาระหนี้ไม่ลดสักที ภาระดอกเบี้ยในการกู้ยืมมาช่วยเศรษฐกิจก็จะทบมากขึ้นไปอีก อีกหน่อยจะคิดทำโครงการอะไรก็ยากขึ้นไปอีก

    4️⃣ บาทแข็ง เป็นภัยเงียบ…– ปี 2568 บาทแข็งขึ้นเกือบ 10% จน ธปท.ต้องเปิดโต๊ะแถลงเข้าดูแลเข้มข้นเพื่อลดความผันผวน ประเด็นเรื่องนี้ คือ บาทแข็งไม่ได้ช่วยเรื่องภาระหนี้ที่ลดลงเพราะวิกฤติ 2540 ไทยหันมาใช้หนี้สกุลบาทเกือบหมดแล้ว แต่ด้วยอัตราส่วน หนี้ต่อ GDP ดันคิดในหน่วยสกุลบาท ทำให้ค่าเงินบาทที่แข็งนอกจากจะไม่ได้ช่วยลดหนี้(สกุลต่างประเทศ)ลงมา แต่มันไปกระทบกับ “รายได้ประเทศ” ภาคส่งออก/ท่องเที่ยว ดังนั้นปัญหาหลัก คือ “รายได้โตช้า(บาทแข็งกดดันส่งออก/ท่องเที่ยว) แต่ภาระผูกพันการคลังยังจะโตต่อ(งบประมาณขาดดุล)” นี่ยังไม่นับรวมเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ต่ำต้อย โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมอีกด้วย

    แล้วประชานิยมแบบไหนที่พวกเรา “พอรับได้” ไม่สร้างภาระหนักให้ประเทศ และมีน้ำหนักพอที่จะรับฟังเวลาหาเสียงจะได้ไปลงคะแนนให้ ผมว่าต้องมี 4 ข้อนี้

    1. บอกต้นทุนชัด (ปีแรกเท่าไหร่? 3-4 ปีเท่าไหร่?)

    2. บอกแหล่งเงินชัด (ขึ้นภาษี? ตัดงบไหน? กู้เพิ่ม?)

    3. มีวันสิ้นสุด (ไม่ใช่แจกแล้วต่ออายุอัตโนมัติทุกปี)

    4. วัดผลได้จริง (ตัวชี้วัด kpi, ตรวจสอบได้, เปิดข้อมูล)

    ผมว่าตอนนี้ประเทศเรายังอยู่ในจุดที่ “พอจะแจกได้” ประชานิยม รัฐสวัสดิการเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องเลือกแจกแบบฉลาด เพราะ GDP เราโตต่ำ (2569 = +1.5%) + หนี้/GDP 65.7% เข้าใกล้เพดาน 70% แล้ว + บาทแข็งภัยเงียบกดดันฝั่งรายได้อีก ถ้าแข่งกันแจกโดยไม่คิด มันจะฉิบหายต่อลูกหลานเรา ค่อยๆฟังเค้าหาเสียงนะ ใจเย็นๆค่อยๆเลือกนะเธอว์

    หนังสื่อน่าอ่าน Psychology of Money ดีงามมากครับ

    #การเมือง#เศรษฐกิจ#ประชานิยม#น้าแดง

  • Silver (เงิน) อีกโลหะที่พุ่งทะยานไปกับทองคำ แต่มัน “บ้าคลั่ง” ไปไหม?

    Silver (เงิน) อีกโลหะที่พุ่งทะยานไปกับทองคำ แต่มัน “บ้าคลั่ง” ไปไหม?

    นอกจากพี่ทองจะหล่อมาในปีนี้ +73% แล้ว น้องเงินก็เป็นอีกโลหะที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆจากวงแคบๆเริ่มเป็นวงกว้าง จนมีเพื่อนๆเริ่มถามว่า ขึ้นเพราะพื้นฐานจริงๆ หรือแค่กระแส

    ในโลกลงทุนจะมี 1 เครื่องมือที่ช่วยอ่านโจทย์นี้ได้ มันก็คือ Gold–Silver Ratio (GSR)

    GSR = จำนวนออนซ์ของ “เงิน” ที่ต้องใช้ เพื่อแลกซื้อ “ทอง” 1 ออนซ์ นั่นเองครับ วิธีคิดง่าย ๆ ก็คือ เอาราคาทอง(ต่อออนซ์) หารด้วย ราคาเงิน(ต่อออนซ์) อย่างตอนนี้ก็ 57 : 1 นะ ก่อนไปกันต่อ ก็ย้อนความกันหน่อย

    ในอดีตสหรัฐเคยกำหนด GSR คงที่ไว้ที่ 15:1 ในกฎหมาย Coinage Act of 1792 แต่พอโลกมันเชื่อมโยงกันเรื่อย ๆ ไอ่ 15:1 ก็เอาไม่อยู่ GSR ก็ต้องระเบิดและ “ลอยตัว” ไปตามราคาตลาดในที่สุด ซึ่งประเด็นที่ทำให้ GSR ขยับ จะมาจาก 2 มุม

    1. ช่วง ทองนำ ก็คือตอนโลกกลัวอะไรก็แล้วแต่ กระแสเงินไหลเข้า safe haven อย่างทองคำ ทองเลยแพงมาก GSR จะพุ่ง

    2. ช่วง เงินนำ จะเป็นช่วง risk-on และอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมแกร่ง

    ในอดีต GSR เฉลี่ยจะวิ่งแถวๆ 65:1 (จำตัวเลขนี้ไว้นะ) ตั้งแต่ยุค 1970s และเคยพุ่งสุดโต่งถึง 125:1 ในช่วงโควิดปี 2020 ซึ่งก็ชัดเจนว่าช่วงโรคระบาดนั้น ความกลัวพุ่งสุดขีด เอาความมั่งคั่งไปฝากไว้ที่ทองดีสุด GSR เลยพุ่งกระจาย ดังนั้นให้พวกเราจำไว้ว่า

    • Ratio ยิ่งต่ำ = เงินยิ่งวิ่งแรงกว่าทอง (คือเงิน “แข็ง” เปรียบเทียบกับทอง)

    • Ratio ยิ่งสูง = เงินยิ่งอ่อนกว่าทอง (เกิดตอนตลาดกลัว/เศรษฐกิจเสี่ยง)

    วันนี้ (27 ธ.ค. 2568) GSR อยู่แถว 57 เท่า (=$4,532.4 / $79.2) “บ้าคลั่ง” ไปไหม? ถ้าเอากรอบประวัติศาสตร์ที่อ้างบ่อย (เฉลี่ย ~65 และเคยสุดโต่ง ~125) ก็แปลว่า 57 เป็นโซน “เงินแข็ง” และยังห่างไกลจากโซนทะลุโลก GSR 100+ แบบในปี 2020 ที่เงินอ่อนเละเทะเมื่อเทียบกับทอง

    แสดงว่า Silver มีเรื่องที่ดีทั้ง “พื้นฐาน” และ “กระแสเงินลงทุน” ด้วยเพราะถ้าเป็นรอบกลัว (risk off)จริง ๆ ทองจะนำชัด แล้ว GSR ต้องพุ่งสูงกว่านี้ เอาล่ะมาดู Fundamental ของ Silver กันหน่อย

    👉ในฝั่งอุปสงค์ แร่เงินมี “งานหลัก” คือ โซลาร์ และ ไฟฟ้า เนื่องจากแร่เงินนำไฟฟ้าได้ดีมาก โดย LSEG บอกอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมปี 2024 มี 689 ล้านออนซ์ ซึ่ง โซลาร์ล่อไป 35% และโตแรงมากเรื่อย ๆ เทรนด์นี้ดีมาก ไปถาม OPEC+ ได้(ฮา) นั่นเลยทำให้แร่เงินผูกกับ “เศรษฐกิจจริง” มากกว่าทองคำที่มีภาคลงทุน และธนาคารกลาง อุดหนุนในอุปสงค์กว่า 40%

    👉ในฝั่งอุปทาน เค้าบอกว่าเป็นแร่ที่ไม่ได้ผลิตง่ายๆนะ เพราะมันคือผลพลอย (by-product) จากเหมืองอื่น ๆ ก็คือ เราไม่สามารถมุ่งแต่ถลุงแร่เงินได้ตามใจนะ นั่นเลยทำให้แร่เงินโคตรตึง

    ขณะที่ตลาดเก็งกำไร ก็เป็นอีกตัวเร่งให้เงินเหวี่ยงมันส์อีกแรง ดังนั้นภาพของเงินคือ พื้นฐานเป็นเชื้อไฟที่ดี (อุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมดี ส่วนอุปทานตึงเปรี๊ยะ) และมีแรงเก็งกำไรเป็นคันเร่ง ทำให้ขึ้นแรง และย่อแรงกว่าทองคำเป็นปกติ

    Investopedia สรุป GSR ให้พวกเราจำเป็น Playbook ง่ายๆว่า

    • GSR > 90–100 : ตลาดกลัวจัด/เศรษฐกิจเสียว → ทองจะนำ เงินโดนกด

    • GSR 65–75 : โซนกลาง ๆ ใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว ปกติ

    • GSR 50–60 : เงิน“แข็ง” มักสะท้อน risk-on + ธีมอุตสาหกรรมหนุน

    • GSR < 50 : โซนร้อน (เงินนำแรงมาก) ระวังความผันผวน/แรงย่อ

    วันนี้ 57 แปลว่าอยู่โซน “เงินแข็ง” ชัดเจน ห่างไกลจากช่วงสุดโต่งแบบ Tulip mania เต็มรูปแบบ(ทองพุ่ง เงินเละ) โดยรอบนี้เงินไม่ได้ตามทองคำเฉย ๆ แต่ตลาดกำลังให้ premium กับเงินมากขึ้นในเชิงเปรียบเทียบด้วย

    สรุปคือ ไปด้วยกัน ไปได้ไกลหรือเปล่าไม่รู้ เหลือบดู GSR ด้วยนะ ถ้า GSR ต่ำลงกว่า 50 มากๆ ก็ควรเริ่มระวังว่าเงินอาจกลายเป็นดอกทิวลิปได้ (ฮา)

    ที่มา : TradingView – GSR

    #gold#silver#ทอง#เงิน#GSR#PV

    รูปประกอบ : Eagle Marin เธอเป็น Silver Saint อาจารย์ของเซนต์เซย่า 😄

    โมเดลเซนต์เซย่าสวยๆคร้าบ https://s.shopee.co.th/60KuD70CbJ

  • #SOX ดัชนีที่สายหุ้นเทคฯต้องรู้จักไว้

    #SOX ดัชนีที่สายหุ้นเทคฯต้องรู้จักไว้

    SOX หรือชื่อเต็มๆ Philadelphia Semiconductor Sector Index เป็นหนึ่งในดัชนีที่ใช้วัด “อารมณ์ของหุ้นกลุ่มชิป” ในสหรัฐ โดยมันรวมบริษัทในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่ ออกแบบ ผลิต เครื่องจักร/อุปกรณ์การผลิต และขายชิป เอาใส่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน แล้วเอาไว้วัดว่าวันนี้ตลาดให้ค่าธีมเทค/AI แค่ไหน

    ในดัชนี SOX จะมีหุ้น 30 ตัว ก็จะมีเกณฑ์เลือกของเค้า และเน้นที่มีขนาดใหญ่ ตัวฮิตๆ เช่น NVIDIA, Broadcom, TSMC เป็นต้น ซึ่งจะต่างกับดัชนี Nasdaq composite (>3000 หุ้น) หรือ Nasdaq-100 (100 หุ้น) ซึ่งกว้างมาก

    อีกเรื่องที่ต่างกันคือ การ listed ของหุ้นบางตัว เช่น TSMC(ไต้หวัน) ซึ่งเค้าจะมี ADR ชื่อ TSM จดทะเบียนใน NYSE นั่นก็เลยทำให้ TSM(ADR) อยู่ใน SOX และเสมือนว่าพา TSMC ใน SOX ด้วยนั่นเอง แต่ด้วย TSM(ADR) ไม่ได้ listed อยู่ใน Nasdaq-100(หรือ composite ก็ตาม) ก็เลยทำให้ TSMC ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของ Nasdaq นะ

    อ๊ะๆ แต่ดัชนีนี้ไม่ได้ปล่อยให้ตัวใหญ่ลากจนเกินไปนะ เค้าจะใช้การถ่วงน้ำหนักเรียกว่า modified market-cap และจะแคปมันเอาไว้ ไม่ให้ใครมีอิทธิพลมากเกินไปในดัชนี

    หุ้นใหญ่สุด 3 ตัว จะให้น้ำหนักในดัชนี SOX ไม่เกิน 12% / 10% / 8% ส่วนที่เหลือเมิงเอาไปไม่เกิน 4%

    เจ้า SOX จะมีการปรับน้ำหนัก-ปรับหุ้นเข้าออกเหมือนดัชนีทั่วไป โดยการปรับน้ำหนัก (Rebalance) จะทำทุกไตรมาส มี.ค. / มิ.ย. / ก.ย. / ธ.ค.

    โดยจะใช้ข้อมูล ณ สิ้นเดือนก่อนปิดไตรมาสนั่นเอง (ก.พ./พ.ค./ส.ค./พ.ย.)

    ส่วนการปรับชื่อเข้าออก (Reconstitution) จะทำปีละครั้ง ตอนเดือนกันยายน โดยใช้ข้อมูลถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม อารมณ์จะคล้ายๆ SET50 แต่ของเราทำทุก 6 เดือน

    แล้วเราจะเอา SOX ไปใช้ประโยชน์ยังไงดี

    1. วัดอุณหภูมิ “ธีมเทค/AI” ถ้า SOX เด่นกว่าตลาด Dow Jones, S&P500 หลายวันติดๆ มักแปลว่าเงินกำลัง “กลับเข้าชิป” เราก็ร่วมขบวนแห่ไป

    2. ดูการ “risk on/ off” ของตลาดได้ วันไหน SOX “เหวี่ยงแรงกว่า” ดัชนีหลัก จะเป็นสัญญาณว่า ตลาดกำลังเสี่ยง/กลัว (risk-off) ได้ ตัวอย่างเช่น สมมติ S&P500 +2% แต่ SOX +4% อันนี้คือ นลท.กำลังกล้าเสี่ยง (risk-on) แต่ถ้า S&P500 +2% แต่ SOX -1% อันนี้อาการกลัวขี้หดตดหายละ (risk-off) มักเกิดการขาย growth stock แล้วเข้า value stock แทน เราก็ไปตะลุยพวก น้ำมัน โรงพยาบาล ค้าปลีกไปพลางๆได้

    S&P500 บอกตลาดขึ้น แต่ SOX เป็นตัวบอกว่าตลาด ‘กล้าเสี่ยง’ มากขึ้น และธีมเทค/AI กำลังนำตลาด

    3. ช่วงปรับดัชนีอาจเกิดแรงซื้อขายจากกองทุน/ETF ที่อิงดัชนี ทำให้หุ้นบางตัวจะ “แกว่งผิดปกติ” ช่วงใกล้วัน effective (หลังศุกร์ที่ 3 ของ มี.ค./มิ.ย./ก.ย./ธ.ค.) เราอาจใช้การเหวี่ยงที่ผิดปกติเป็นโอกาสช้อน/ทำกำไรได้

    วิธีดู SOX ก็ดูได้หลายที่ เช่น Yahoo Finance แต่ที่ดูไวๆง่ายๆก็ไปที่ TradingView ก็มีพิมพ์ SOX แล้วเลือก SOX — PHLX Semiconductor — index NASDAQ ก็เอาไว้จับอารมณ์ได้ ลองดูกราฟในเม้นท์นะ EMA75 วันเอาอยู่ และยังอยู่ใน trend ที่ดีครับ

    ที่มา TradingView 20 Dec 2025

    ใครอยากสมัครใช้ TradingView แบบมืออาชีพ กดตรงนี้

    พอดีวันก่อนพูด SOX ในรายการแล้วเพื่อนๆงงๆ เลยมาเล่าให้ฟังนะครับ Happy weekend ครับ 😊

  • Fear & Greed Index คืออะไร?

    Fear & Greed Index คืออะไร?

    #FearAndGreedIndex ทุกๆครั้งที่ตลาดหุ้นเหวี่ยงแรงๆ ส่วนใหญ่มันก็ขับเคลื่อนด้วย “กลัวจัด” หรือ “โลภสุดๆ” โลกตลาดทุนก็เลยพยายามเปลี่ยนอารมณ์เหล่านี้เป็นตัวเลขเพื่อสะท้อนอารมณ์เหล่านั้น ซึ่งก็นำมาซึ่งการสร้าง Fear & Greed Index สร้างสรรค์โดย CNN ครับ

    ที่มา CNN

    Fear & Greed Index คือดัชนีที่ CNN พัฒนาขึ้นมาวัด “อารมณ์ในภาพรวม” ของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ว่าตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ฝั่งกลัว (Fear) หรือฝั่งโลภ (Greed) ขนาดไหนใช้สเกลง่ายๆ 0–100

    คะแนน

    0–24 = Extreme Fear (กลัวขั้นสุด)

    25–44 = Fear (กลัว)

    45–55 = Neutral (กลางๆ)

    56–75 = Greed (เริ่มโลภ)

    76–100 = Extreme Greed (โลภจัด)

    แต่ตัวเลขนี้ มันคือ “อุณหภูมิอารมณ์ตลาด” ณ ตอนนั้น ไม่ใช่ค่าทำนายอนาคตนะว่าตลาดจะขึ้นต่อ หรือลงต่อ

    คราวนี้ไอ่ 0–100 : มันคิดมาจากอะไรบ้าง?

    คำตอบคือ CNN เอา 7 indicators ในตลาดจริงๆ มาคิดเป็นคะแนน แล้วแปลงแต่ละตัวให้เป็นสเกล 0–100 เช่นกัน ก่อนที่เอามาเฉลี่ยกันทั้ง 7 ตัว

    7 มีดังนี้ :

    1. Stock price momentum – โดยจะดูว่าดัชนี S&P 500 ตอนนี้อยู่เหนือหรือต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 125 วัน แค่ไหน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก = ตลาดกำลัง “มั่นใจจัด” → เอนไปทาง Greed แต่ถ้า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเยอะ = ตลาด “เครียดละ” → ก็คือเอนไปทาง Fear

    2. Stock price strength – จะนับจำนวนหุ้นที่ทำ New High 52 สัปดาห์ เทียบกับ New Low 52 สัปดาห์ ถ้า High เยอะกว่า Low มากๆ = ภาวะ risk-on คนมั่นใจ → Greed ในทางตรงข้าม Low ท่วม High = ตลาดท้อใจ → Fear

    3. Stock price breadth – เค้าจะดูว่า ปริมาณซื้อของหุ้นที่ขึ้น เทียบกับ ปริมาณขายของหุ้นที่ลง มันเป็นยังไง ถ้า Volume ไหลเข้าหุ้นขาขึ้น = ตลาดพร้อมเสี่ยง → Greed และในทางตรงข้าม Volume ไปกองฝั่งหุ้นลง = ตลาดหนีความเสี่ยง → Fear

    4. Put/Call Options – ก็ดูสัดส่วนปริมาณซื้อ Put vs Call options ง่ายๆคือ

    คนแห่ซื้อ put (ประกันขาลง) เยอะ = กลัว

    คนเน้น call (เก็งขาขึ้น) เยอะ = โลภ

    5. Market volatility (VIX) – ใช้ดัชนี VIX ซึ่งสะท้อนความผันผวนคาดการณ์ของ S&P 500 ซึ่งถ้า VIX พุ่งๆสูงผิดปกติเทียบอดีต = กลัว ส่วนเมื่อ VIX ต่ำๆนอนๆ = ตลาดสงบชิลๆเกินเหตุ ไม่ค่อยกลัว = โลภ

    6. Safe haven demand – เอาผลตอบแทน หุ้น vs พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ถ้าเงินไหลเข้าพันธบัตร (ของปลอดภัย) มากกว่าหุ้น = นักลงทุนกำลังกลัว และถ้าเงินไหลเข้า equity มากกว่าบอนด์ = ก็เริ่มมั่นใจ → Greed

    7. Junk bond demand – เค้าจะเอาส่วนต่างยีลด์ของ High-yield (junk) bond เทียบกับ Treasury สเปรดแคบ = คนยอมเสี่ยงไปซื้อพันธบัตรเครดิตต่ำๆ → เท่ากับ Greed ส่วนถ้าสเปรดกว้าง = นักลงทุนไม่เอาความเสี่ยงเลย ยีลด์ดีแค่ไหนก็ไม่เอา → เท่ากับ Fear นั่นเอง

    จากนั้น CNN จะเอาทั้ง 7 ตัวนี้มาทำคะแนนเป็น 0–100 แล้วเฉลี่ย กลายเป็นค่า Fear & Greed index ที่เราเห็นบนหน้าเว็บวันต่อวันนั่นเองฮะ

    ดู Fear & Greed Index ได้จากที่ไหน? ก็เว๊บนว CNN Business ค่านี้อัปเดตรายวันตามข้อมูลตลาดจริงเลยครัช ส่วนบางเจ้า เช่น MacroMicro, Finhacker จะเอาค่าจาก CNN มาทำกราฟยาวๆ ไว้ดูสถิติย้อนหลังด้วย จะได้เห็น เช่น ช่วงวิกฤตโควิด 2020 หรือช่วง panic ใหญ่ๆ ว่าดัชนีลงไปต่ำแค่ไหน

    เวลาอ่านค่า นำไปใช้

    Extreme Fear – บ่อยครั้งตลาดจะลงแรง คนแห่หนี เสียงในตลาดจะเต็มไปด้วยข่าวร้าย ก็อาจสะท้อนว่า “ส่วนหนึ่ง” ของความเสี่ยงถูกสะท้อนไปในราคาแล้ว ชาวสวนถือเป็นโอกาสเริ่มทยอยสะสม ถ้าพื้นฐานยังดีอยู่

    Extreme Greed – อาจสะท้อนว่าราคาอาจวิ่งแรงกว่าพื้นฐาน คนเริ่มพูดแต่เรื่องรวยเร็ว FOMO หนัก กาวกันยับๆ อันนี้ก็ใช้เป็นธงเตือนว่า “อย่าลืมถามตัวเองว่าตลาดไปไกลเกินพื้นฐานหรือยัง”

    แต่จุดสำคัญที่ต้องย้ำ คือ Fear & Greed Index เป็นเหมือน “ภาพถ่ายอารมณ์วันนี้” ไม่ใช่สัญญาณเข้าออกนะจ๊ะ!!

    น้าว่า ถ้าให้ใช้แบบมีประสิทธิภาพ ควรเอาพวก Valuation และพื้นฐานมาประกอบดูด้วย ที่สำคัญระวังเรื่อง leverage ด้วยนะ ถ้าตลาดกำลัง Greed หนักๆ ขณะที่เราใช้ Leverage เยอะๆ ถ้าตลาดเริ่มแตก พอร์ตก็ระเบิดได้เลยนะ ดังนั้นเราก็อาจเอาดัชนีพวกนี้ใช้ในการวางแผน money mangement ก็ไม่เลวนะครับ 😊

  • #สรุปดีลออมสุชาร์ ใครแพ้ ใครชนะในโลกการเงิน เราได้บทเรียนอะไรบ้าง?

    #สรุปดีลออมสุชาร์ ใครแพ้ ใครชนะในโลกการเงิน เราได้บทเรียนอะไรบ้าง?

    สรุปออมจ่าย 25 ล้านบาท และกับหุ้นซื้อหุ้น 48% ของแบรนด์เครื่องสำอาง Fleen Beauty ที่ถือโดย พ. แลกกับการถอนฟ้องกันทุกคดี หลังไกล่เกลี่ยในศาล 9 ชั่วโมง ทำให้ออมกลายเป็นผู้ถือหุ้น 100% หลังก่อนหน้าจ่ายเงิน 2.5 ล้านบาทสำหรับหุ้น 4% ให้ผู้จัดการเก่า

    #วิเคราะห์

    Fleen Beauty ปี 2566 มีกำไร 4 ลบ. ถ้าสมมติให้โต +15% ตามอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง กำไร 2567 น่าจะอยู่ราวๆ 4.6 ลบ. แปลว่า P/E ซื้อ(อิงราคา พ.) จะอยู่ที่ 11.4 เท่า (=25 ลบ.หารด้วยกำไรส่วน พ. 48%*4.6 ลบ.) ** การซื้อกิจการคือการมองข้างหน้า เลยมอง Forward P/E **

    เทียบกับ Forward P/E หุ้นในตลาด KAMART 13.5 เท่า, KISS 12.7 เท่า ดูเหมือนว่าออมจะซื้อถูกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม -13% ดูเหมือนออมจะชนะ

    แต่จริงๆ หุ้นนอกตลาดอย่าง Fleen Beauty นั้น สภาพคล่องน้อย ไม่มีกระดานซื้อขาย ขณะที่ Brand Awareness เอาจิงๆยังห่างจากเพื่อนมากๆ สะท้อนจากกำไร เช่น KAMART กำไรปีละ 650+ ลบ. KISS 160+ ลบ. ส่วน Fleen เพิ่งมีกำไร +4 ลบ.

    ดังนั้น P/E ที่ซื้อขาย 11.4x มีส่วนลด -13% ผมมองว่าส่วนลดน้อยไป คหสต. ควรสัก -30% ขึ้นไปถึงจะเหมาะสม แปลว่า พ. ควรได้ตังค์เต็มที่ไม่เกิน 20 ลบ. (จาก P/E 9.4 เท่า) และอย่างที่เคยเล่าว่า value ของ Fleen คือ ออม ส่วนลดมากกว่า 30% ก็ไม่ผิดนะ เพราะคนซื้อ(ออม)เป็นเจ้าของ value นี้ ไม่ใช่ พ.

    #ผู้ชนะ

    ดังนั้น คนชนะเกมส์การเงินนี้คือ พ. ที่ขายได้แพงมาก! เหลือเชื่อ แต่ที่แซบสุดคือ อดีต ผจก. ไม่ต้องช้ำอะไรมาก ลงเงิน 1 แสน ได้กลับมา 2.5 ล้านบาท ตีเป็น P/E 13.9x แปลว่าขายได้แพงสุด แอบตลกที่บอกว่าเหมือนโดนหลอกขายถูกๆ ถถถถถถถถถถ

    คิดอีกท่านะ ลงเงิน 1 แสน ได้กลับมา 2.5 ล้าน กำไร 25 เท่า ในเวลา 20 เดือน เป็นสุดยอด investment ในสากลโลกเลย วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังอาย น่าไปเปิดคอร์สสอนลงทุนต่อ อดีต ผจก.คือผู้ชนะตัวจริง!!

    #ผู้แพ้

    ออมเป็นผู้แพ้ไหม? ตอบยากส์นะ เพราะราคาทางใจที่ออมมอง Fleen มันคงสูงมาก เธอถึงกล้าจ่าย อย่างน้อยเธอได้ความสบายใจ, บริหารคล่องตัว แต่ที่สำคัญคนไทยสัก 20 ล้านคนคงได้รู้จักชื่อ Fleen Beauty แน่ๆ (ผมก็เพิ่งรู้) ออมได้ทำการตลาดไปแล้วในตัว

    เชื่อว่าคะแนนเห็นใจสงสารถูกรังแกคงมาแบบถาโถม ไม่แน่นะ Fleen อาจขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หักล้างสิ่งที่จ่ายไปได้เลยใน 6-12 เดือน เผลอๆเดินหน้า IPO เข้าตลาดหุ้นแบบบริษัทของแฟนซึ่งถนัดด้านตลาดทุนอยู่แล้ว

    แพ้วันนี้ อาจกลายเป็นผู้ชนะในวันหน้าได้ ถ้ามีพี่เลี้ยงที่ดี, ผลิตภัณฑ์ที่ดี, มี mindset ที่ดี และ จริงใจต่อลูกค้า

    ซึ่งอย่างน้อยประชาชนได้เห็นอย่างนึงแล้วว่า ออม รักและทุ่มเทกับ Fleen มาก เค้าคงไม่ทำให้พังคามือแน่ๆ มีเท่าไหร่คงใส่หมดทั้งแรงทั้งใจ

    เครดิตรูป Fleen

    #เราได้เรียนรู้อะไร

    การจัดสรรหุ้นแรกเริ่มสำคัญมาก Unity of command สำคัญ บริษัทต้องมีคนฟันธงคนเดียว, อย่าไว้ใจใครเกินไป ยิ่งไม่ใช่สายเลือด ร้อยพ่อพันแม่ยิ่งต้องระวัง, จะซื้อขายหุ้นอะไร จงถามผู้มีความรู้ความเข้าใจธุรกิจจริงๆก่อน พวกทนาย หรือ นักอาชญวิทยา เค้าไม่ได้รู้ทุกเรื่อง เวลาเราจะเลือกฟัง หรือ

    จะเชื่ออะไร จงดูลักษณะความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันของคนเหล่านั้นด้วยว่าเค้าจะให้ comment ที่แม่นยำจริงไหม

    จบป่ะ

    ปล. ตัวเลขข้างต้นอาจเปลี่ยนแปลงได้นะ พอดีงบ 2567 ยังไม่เห็น คำนวนเร็วๆตามประสบเกินมาให้เข้าใจกันครับ TGIF

  • Big jump!! อีกครั้งของ Soft power เกาหลี

    Big jump!! อีกครั้งของ Soft power เกาหลี

    K-POP 🇰🇷 ก้าวไปอีกขั้นแล้ว! ระหว่างเรากำลังตามหา soft power เจ้าแม่พลังละมุนตัวจริง เกาหลีใต้ กำลังก้าวกระโดดอีกครั้งแบบยิ่งใหญ่มาก วันนี้น้าแดงจะอธิบายให้ฟังครับ

    จุดเริ่มต้นของความปังมาจากอนิเมชั่นชื่อ K-Pop Demon Hunters ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง Sony กับ Netflix เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อ 20 มิ.ย. 2025 (ตอนนี้ฉายในไทยด้วย)

    ในหนังเล่าเรื่องของเกิร์ลกรุ๊ปชื่อ Huntr/x (อ่านว่า Huntrix) ที่กลางวันจะเป็นไอดอลโชว์พลังเสียงบนเวทีให้แฟนๆ แต่กลางคืนต้องเป็นฮีโร่ต่อสู้กับปีศาจที่จะกลืนกินวิญญาณมนุษย์โดยเฉพาะแฟนเพลง (plot เรื่องเก๋ดี)

    เครดิตรูป YouTube

    ใช่! มันต้องมีตัวร้าย ซึ่งในเรื่องก็คือ Saja Boys บอยแบนด์สุดฮอตที่จริง ๆ แล้วคือปีศาจในคราบมนุษย์ เนื้อหาจึงตีคู่ทั้งให้ความเป็น K-Pop เป็นฮีโร่ และเสียดสีวงการบันเทิงเกาหลีในเวลาเดียวกัน (บ้านเค้ามีสงครามระหว่าง SM vs YG Entertainment ที่ Blackpink สังกัด ส่วนบ้านเราสมัยก่อนก็ Grammy vs RS นั่นเอง)

    หนังเรื่องนี้ไม่ได้ดังแค่ในหมู่วัยรุ่น แต่เป็นหนังที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ Netflix ด้วยยอดวิวกว่า 236 ล้านครั้ง ภายในเวลาไม่นาน (หุ้น Netflix ใช้เวลา 7 วันจากหนังฉาย พุ่งทำ new record high ไปเลยที่ $1,331 ในวันที่ 30 มิ.ย. 2025)

    ไม่แค่หนัง แต่เพลงประกอบ “Golden” ก็ทะยานขึ้นอันดับ 1 ทั้ง Billboard Global 200 และ Billboard Hot 100 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ซาวด์แทร็กอนิเมชันขึ้นชาร์ตได้สูงขนาดนี้

    นอกจากนี้ เพลงจากหนังยังติด Top 10 ของ Billboard Hot 100 ถึง 4 เพลงพร้อมกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับซาวด์แทร็กภาพยนตร์มาก่อน

    ด้วยความเป็นหนังอนิเมชั่น ก็เลยไม่เห็นหน้าคนร้อง คนก็เลยสงสัยกันว่าใครเป็นคนร้องเพลง “Golden” เพราะนอกจากเพลงจะเพราะมากๆแล้ว พลังเสียงแบบว่าโหดมากกกก จนลือกันว่าใช้ AI ช่วยร้อง?!?!?

    จนในที่สุดต้องมาเฉลยว่ามันเป็นเสียงของคนพากษ์เสียงสมาชิกวง Huntr/x นั่นเอง ซึ่งเบื้องหลังจริงๆ พวกเธอก็คือศิลปิน 3 คน ประกอบด้วย

    Ejae (Kim Eun-jae) ร้องเป็นตัวละคร Rumi ที่เป็น main vocal ของวง Huntr/x นอกจากนี้ Ejae ยังเป็นหนึ่งในคนแต่งเพลง Golden ด้วย เธอเล่าติดตลกว่าทำนองเพลงนี้ผุดขึ้นในหัวระหว่างเธอไปหาหมอฟัน! นอกจากนี้ก็มี Audrey Nuna ร้องให้เสียงเป็น Mira และ Rei Ami เป็น Zoey

    เครดิตรูป Korea Portal

    Ejae วัย 33 ปี มีประวัติน่าสนใจ เธอเคยเป็นเด็กฝึกหัดของ SM Entertaiment แต่สุดท้ายไม่ได้เดบิวเนื่องจากอายุเยอะไปสำหรับ Girl group ตอนนั้น เธอเลยไปตามความฝันต่อด้วยการไปเรียนดนตรีที่ Ney York University Tisch School of the Arts ที่สหรัฐ และได้เป็นเบื้องหลังเพลงดังๆหลายเพลงที่เกาหลีตอนเธอกลับมา เธอให้สัมภาษณ์กว่า เธอร้องไห้ทั้งวันเมื่อรู้ว่าเพลง Golden ติด Billboard เธอบอกว่าความฝันในเส้นทางดนตรีของเด็กคนนึงในที่สุดก็สำเร็จแล้ว

    “Golden” ไม่ได้เป็นเพียงเพลงประกอบที่ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย แต่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางดนตรี เพราะเสียงร้องอันทรงพลังผสานเมโลดี้ติดหูที่มีกลิ่นอาย K-pop และโลกตะวันตก ทำให้เพลงนี้โด่งดังไปทั่วโลก TikTok, ฟานอาร์ต, แฟนแคมต่าง ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

    ในด้านรายได้ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อเวอร์ชัน sing-along (มีเนื้อเพลงบนจอ) พอเข้าฉายในโรง ก็ทำเงินเกือบ 19 ล้านดอลลาร์ ภายใน 2 วันแรก ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับอนิเมชั่นเอเชีย แถมยังดันให้ K-Pop Demon Hunters เตรียมมีภาค 2 รวมถึงเป็นซีรีส์ยาวอีกด้วย

    ว่ากันว่าครั้งนี้เป็นการผสมผสาน K-Pop กับแฟนตาซีแบบไม่เคยมีใครทำมาก่อน อีกทั้งเนื้อเพลงที่ไม่ได้แค่ประกอบเรื่องแต่ยังเป็นเพลงที่ปังในชีวิตจริงของคนหลายคนอีกด้วย ประโยคฮุคคนฟัง เช่น

    I was a ghost, I was alone ….. คนเราก็มีด้านเลวๆ แบบเหงาๆ

    I lived two lives, tried to play both sides …… ชีวิตด้านมืด ด้านสว่าง มีกันทุกคน

    I’m done hidin’, now I’m shinin’ ….. พอละ กุจะฉายแสงแล้ว

    Gonna be, gonna be golden ….. ชั้นก็คือทองแท้นะโว้ย

    Put these patterns all in the past now ….. ลืมอดีตของกุซะนะ กุจะไปละ

    No more hiding, I’ll be shining… Like I’m born to be

    …. กุจะไม่ซ่อนตัวอีกแล้ว กุเป็นตัวของกุนี่แหล่ะ ใครจะทำไม

    ตัวอย่างเหล่านี้เลยกลายเป็นซาวด์แทร็กชีวิตจริงของคนทั้งโลกได้

    นอกจากนี้ ความดังของ “Golden” ทำให้เกิดการ cover เพลงนี้มากมายทั่วโลก และ version ที่ว่ากันว่าดีที่สุดเป็นของ Park Dahye ร้องโชว์พลังเสียงไปเมื่อ 1 เดือนที่แล้วก็ฟาดไป 14 ล้านวิว และยังมีนักร้อง cover ตะวันตกอีกมากมาย

    เครดิตรูป YouTube

    ประเด็นที่อยากชี้ให้เห็นคือเพลง K-pop นั้นเริ่มใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักได้แล้วอย่างกลมกล่อม โดยเพลง “Golden” เขียนด้วยคำทั้งหมด 124 คำ ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษ 117 คำ หรือ 94% ของทั้งเพลง ที่เหลือ 6% เป็นภาษาเกาหลี

    นอกจากเนื้อหาของหนัง เพลงภาษาอังกฤษได้พา K-pop เข้าสู่ตลาดโลกได้เต็มตัวแบบไร้พรมแดนแล้ว นี่ไม่กล้าคิดเลยว่า soft power เหล่านี้จะสร้างเงินมหาศาลให้กับเกาหลีใต้ได้อีกเท่าไหร่

    เกาหลีใต้สร้างเงินด้วยศิลปะ ความรักชอบ อิ่มอกอิ่มใจ สันติภาพ แถมไม่ต้องใช้อาวุธ หรือ กำแพงภาษี Tariff แม้แต่น้อย ช่างน่าอิจฉาจริงๆ

    บทความโดย #น้าแดงคุยกับนักลงทุน😊

    อาทิตย์ 7 กันยายน 2568 เวลา 01.38 น.

    ปล. คลิปที่น่าสนใจ

    Cover โดย Dahye https://www.youtube.com/watch?v=uSAPVDS2LUo…

    KPop Demon Hunters https://www.youtube.com/watch?v=AzCAwdp1uIQ