หมวดหมู่: การลงทุน

เรื่องทั่วไป ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุน

  • ดูเทรนด์คริปโต แบบไม่ใช้กราฟ

    ดูเทรนด์คริปโต แบบไม่ใช้กราฟ

    #อีกวิธีดูคริปโต#คริปโต#BTC#สรุปเมื่อเช้าอีกที ด้วยความที่ Bitcoin (BTC) ไม่ได้สร้าง “กระแสเงินสด/กำไร/ปันผล” แบบธุรกิจทั่วไป การประเมินมูลค่าแบบโลกการเงินเดิมๆ (เช่น DCF, P/E) เลยเอามาใช้ตรง ๆ ได้ยาก หลายคนเลยใช้ Technical analysis (กราฟ) ร่วมกับ ข้อมูล on-chain เพื่อช่วยอ่านพฤติกรรมตลาด

    โดยหนึ่งในแนวคิดคลาสสิกของสายกราฟคือ “กราฟสะท้อนข้อมูลทุกสิ่ง” ไม่ว่าจะเป็นข่าว ความคาดหวัง อุปสงค์–อุปทาน ฯลฯ

    🦋แต่จะมีอีกวิธีที่เอาไว้ “วัดแรง” หรือ “จับสัญญาณเตือน” ของ BTC ตัวที่พวกมืออาชีพชอบดูคือ Bitcoin Exchange Reserve

    Exchange Reserve คือ “จำนวน BTC ที่อยู่บนกระดานซื้อขาย (Exchange)” ในภาพรวมนั่นเอง

    แนวคิดคือ ถ้าใคร “ถือยาวๆๆ” หรืออยากลดความเสี่ยงจากการฝากเหรียญไว้บนกระดาน (เช่น กลัวถูกแฮ็ก/ระบบล่ม) เขาก็มักย้ายเหรียญออกไปไว้กับตัวเองบน Hardware wallet / cold wallet ซึ่งเป็นผลให้ BTC บน Exchange(กระดาน)ลดลง

    ดังนั้นถ้าเราเห็น Reserve ลดลงต่อเนื่อง มันอาจสะท้อนว่า เหรียญถูกย้ายออกจากกระดานมากขึ้น (แรงขายแบบ “พร้อมเทโหดๆ” อาจลดลง) หรือ อาจตีความได้อีกว่า คนถือระยะยาวมีสัดส่วนมากขึ้นในช่วงนั้น

    แต่ต้องใส่ข้อแม้สำคัญ เพราะ Reserve ลดลง ไม่ได้แปลว่า คนมั่นใจเพิ่มขึ้นเสมอ เพราะอาจมีการย้ายไปฝากกับ custodian(โดยกองทุน) หรือไปซื้อขายแบบ OTC (นอกกระดาน) หรือ มีการย้ายกระเป๋าระหว่างระบบก็ได้

    (รูปที่ 1) เราจะเห็นเส้นปริมาณ BTC บน exchange ลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ราว 2.7 ล้าน BTC จาก 3.0 ล้าน BTC ปีก่อน ซึ่งบอกภาพว่าเหรียญบนกระดานลดลงต่อเนื่อง

    🧚‍♂️Reserve ช่วยดูระยะสั้นได้ด้วยนะ รูปที่ 2 จะเห็นว่า Reserve กับราคา จะไปในทิศทางตรงกันข้ามกัน เช่น เวลาราคาขึ้นแรง บางส่วนอาจเลือก “ย้ายเหรียญออกไปถือ” มากกว่าฝากไว้ขายทันที เราเลยมักเห็น Reserve ที่ลดลง ตอน BTC พุ่งขึ้น

    แต่ย้ำอีกครั้งว่า นี่ไม่ใช่กฎตายตัวนะ บางรอบราคาขึ้นแรงก็มีคนโอนเข้า exchange เพื่อรอ “ทำกำไร” ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าดูแค่ Reserve เส้นเดียวแล้วสรุปทันที

    🦜ตัวที่อ่านระยะสั้นชัดกว่า คือ Inflow / Outflow / Netflow เพราะเอาไว้ดู “รายวัน” ได้ว่าวันนี้คนเอา BTC เข้ากระดานมากขึ้นหรือน้อยลง

    Inflow (+) = โอน BTC “เข้า” exchange

    Outflow (-) = โอน BTC “ออก” exchange

    Netflow = Inflow – Outflow (สุทธิ)

    ถ้า Netflow เป็นบวกมาก ๆ ในจังหวะที่ราคา “วิ่งแรง” ก็ต้องระวังว่าอาจมีคนเอาเหรียญมาวาง “รอขายทำกำไร” เพิ่มขึ้น

    แต่ก็มีกรณีที่ inflow สูงเพราะ “ย้ายกระเป๋า/ย้ายผู้ให้บริการ/โอนผ่าน exchange ก็มี” ดังนั้นก็ไม่ได้แปลว่าขายเสมอไป

    อีกประเด็นที่ต้องรู้ก็ คือ ถ้าคนย้ายเหรียญออกจาก exchange นะ ก็อาจเป็นไปได้ว่าเอาไปทำอย่างอื่น เช่น ใช้เป็นหลักประกัน Lending/อยู่ระหว่างจะย้ายไป custody อื่น ๆ ก็ได้

    😘สรุป ก็คือ Reserve เหมาะกับการดู “โครงสร้างระยะยาว” ว่าเหรียญอยู่บนกระดานมาก–น้อยแค่ไหน ส่วน Netflow เหมาะกับการดู “ความเสี่ยงระยะสั้น” โดยเฉพาะช่วงราคาผันผวน

    โดยทั้งหมดเป็นเพียง “สัญญาณประกอบ” นะ เพื่อนๆควรอ่านร่วมกับ indicator อื่นๆ เช่น กราฟ, ETF flow, funding rate, open interest และสภาพคล่อง รวมถึข่าวสารต่างๆในตลาดด้วย

    ส่วนการขึ้นมารอบนี้ทะลุกรอบแนวต้าน $74,500 แล้วยืนได้เริ่มไปต่อ มีอีก 2-3 เหตุผล เพื่อนๆลองไป Live รายการ Talad WHY เมื่อเช้า(15 ม.ค.) ย้อนหลังเอานะครับ

    ผมแถม Link ของ CryptoQuant ให้เอาไว้ติดตาม Reserve, Netflow ดูนะครับ

    **‼️ย้ำว่า Crypto currency มีความเสี่ยงสูงมาก หากไม่มีความรู้ความเข้าใจ ไม่ควรเข้าลงทุนเด็ดขาด! วันนี้เอามาเล่าให้ฟังเพื่อประดับความรู้นะครับ ไม่ได้แนะนำให้ลงทุนแต่อย่างใด**

    #น้าแดงxนักลงทุน#จักรวาลลงทุน

  • หุ้นยา ยังเล่นได้ไหม ปี 2026 ดูอะไร

    หุ้นยา ยังเล่นได้ไหม ปี 2026 ดูอะไร

    เมื่อวานเห็นข่าว #ดีเจต้นหอม ใช้ปากกาลดน้ำหนักฉีดแล้วหุ้นเซี๊ยะ!! เลยมา update กันหน่อยว่าปี 2026 หุ้นยายังน่าเล่นอยู่ไหม?

    คำตอบคือ น่า…แต่ต้องเลือกให้เป็น แต่ก่อนจะไปต่อ เราต้องเข้าใจคำศัพท์กันก่อน (นลท.ไทยเราๆจะได้เข้าใจง่ายขึ้น)

    GLP-1 = “ยากลุ่มฮอร์โมนลำไส้” (ทำหน้าที่เลียนแบบ/กระตุ้นฮอร์โมนที่ช่วยคุมระดับน้ำตาล มีผลทำให้อิ่มนาน และลดความอยากอาหารได้) เค้าเลยเอามาใช้เป็นทั้งยาโรคเบาหวาน และ ยาลดน้ำหนัก

    Medicaid = ประกันสุขภาพของรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อย (ร่วมจ่าย/ดูแลโดยรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐ)

    Medicare = ประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางสำหรับ ผู้สูงอายุ 65+ และบางกลุ่มผู้พิการ ************** เอาล่ะไปกัน..

    ⚠️ ประเด็นปี 2026 คือ ยากลุ่ม GLP-1 กำลังถูกปรับจากเดิมที่เป็น “ยาแพง” (บ.ยาตั้งราคาไว้บนดาวอังคาร) ให้กลายเป็นยา “โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข” โดยหน่วยงาน CMS ที่คุม Medicare และกำกับ Medicaid (เอาว่าดูภาพรวมระบบละกัน) จัดให้มีโมเดลสมัครใจปรับราคายาลงมากับบริษัทยา

    โดย Medicaid เริ่มเร็วสุด พ.ค. 2026 และ Medicare ภายในเดือน ม.ค. 2027 โดยเป้าหมายคือ ให้ผู้ป่วยบางกลุ่มจ่ายเพียง $50/เดือน เพื่อยา GLP-1 แบบเข็มฉีดอย่าง Wegovy (ของ Novo Nordisk) หรือ Zepbound (ของ Eli Lilly)

    ในภาพใหญ่ = ฐานผู้ใช้โตกระจาย เข้าถึงง่าย เกิดเสถียรภาพในระยะยาว แต่โดนรัฐเข้ามาบีบราคาให้ลดลง ก็เป็นอารมณ์ว่า รายได้โตกระฉูด แต่มาร์จิ้นหดกระจาย

    นอกจากนั้นปีนี้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่การเจรจาราคายา (จาก Inflation Reduction Act สมัย ธปน.ไบเดน) เริ่มมีผล 1 ม.ค. 2026 สำหรับยาชุดแรกของ Medicare

    และอีกประเด็นสำคัญ คือ สิทธิบัตรยาหลายชนิดของบริษัทยาจะหมดกันเยอะในช่วงปี 2026–2029 ยาพวกนั้นก็ถูกผลิตแข่งลดราคาลงได้ ดังนั้นบริษัทยาไหนไม่มีของใหม่ = เสี่ยงนะ

    👉สรุปกลุ่มยา : ปีนี้ไม่ใช่สายวิ่ง 100 เมตร แต่เริ่มเป็นเกมส์แบบมาราธอนละ แพ้ชนะด้วย การมีของใหม่ + ดีลกับรัฐได้ + กำลังการผลิตเพียงพอส่งมอบได้จริง โดย Volume game จะเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นกว่า Margin game

    เท่าที่เช็คมานะ ตลาดยังเทใจให้ Eli Lilly เป็นเบอร์ 1 เพราะยอดขาย Zepbound/Mounjaro ยังนำโดดเด่นในตลาดสหรัฐ ส่วนปี 2026 กำลังเข็นยาเม็ด Orforglipron (ยาเม็ดลดอ้วน/GLP-1) มาขายรอเพียงไฟเขียวจาก FDA ช่วงเดือน มี.ค. 2026 ซึ่งถ้าทำได้ ก็จะขยายฐานคนใช้ที่ “กลัวเข็ม” ได้อีกเยอะ ก่อนที่โมเดลสมัครใจกับภาครัฐ CMS จะเริ่มในเดือน พ.ค. 2026 (อย่างเร็ว)

    ซึ่งต้องดูว่า FDA จะอนุมัติข้อบ่งใช้ Orforglipron ว่าโทนเป็นยาลดความอ้วน หรือ ยาเบาหวาน เพราะแต่ละโรคแต่ละรัฐตีความไม่เหมือนกัน Orforglipron อาจต้องลดราคาลงในบางรัฐก็ได้ในปีแรกที่ขาย?

    ตรงนี้เป็นความเสี่ยงที่รอ Orforglipron อยู่ ดังนั้น Eli Lilly จะวิ่งสปริ้นท์ หรือ ค่อยๆวิ่งยาวแบบคุม pace ก็ประมาณเดือน 5-6 น่าจะรู้กันครับ เป้าตลาดวันนี้ $1093 P/E(TTM) 52.6x คงมีรีวิวกันเร็วๆนี้ ขึ้นหรือลงดี?

    นี่หมอของขวัญก็เอาเข้ามาขายนะแต่เป็นแบบกิน Wegora วีโกร่า (6กล่อง)อาหารเสริมหมอของขวัญ ปากกาแคปซูล By Dr. Khongkwan

    #อุตสาหกรรมยา#หุ้นสหรัฐ#LLY#novonordisk#EliLilly

  • ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    ภาพใหญ่ลงทุนโลก กับ Quilt Chart

    #ภาพใหญ่ลงทุนโลก#ทองคำ#หุ้น ปลายปีนี้ Asset management(AM) จะสรุปผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์เป็นตารางสีสันสดใสที่ชื่อว่า #QuiltChart อาจแตกต่างกันบ้างแล้วแต่การยัด asset class หรือ ตลาดหุ้นเข้าไป แต่มันเป็นเครื่องมือที่ดีมากให้นักลงทุนใช้เรียกสติ ทบทวนวางแผน ปรับน้ำหนักลงทุนในปีถัดๆไป

    ที่มา : รูปตัวอย่าง Quilt Chart ของ JP Morgan Asset Management

    เวลาดู เราจะดูภาพใหญ่ 10 ปีที่ผ่านมาว่าสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ สูงเป็นลำดับเท่าไหร่ แล้วเราก็เลือกขนาดการลงทุนเข้าไปตามความเสี่ยง/ความเชื่อที่เรารับได้

    เช่น Bitcoin แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะโต +58% ต่อปี ว้าว!! แต่ถ้าเรามองว่ามันเสี่ยง เราไม่เชื่อในคริปโต เราก็อาจไม่มี BTC ในพอร์ตก็ได้ ไม่ผิดเลย

    ในทางตรงข้าม หากเรามั่นใจในหุ้นโลกว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว คนต้องกินต้องใช้มากขึ้น ทุกประเทศมุ่งที่การเติบโต ดังนั้นเราก็อาจให้น้ำหนัก 70% ในพอร์ตก็ได้เช่นกัน(ค่อยไปแบ่งจัดประเทศ หรือตีมอีกทีก็ได้) แม้หุ้นโลกอาจให้ผลตอบแทน +8% ต่อปีน้อยกว่า BTC มากๆก็ตาม แต่มันก็โตทุกปี ลงทุนได้แบบสบายใจ

    ไม่มีผิดถูก การจัดพอร์ตอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ และ ความเสี่ยงที่รับได้

    ด้านล่างผมสรุปผลตอบเฉลี่ยใน 10 ปี ของสินทรัพย์หลักเท่าที่พอจะหาได้จากหลายๆแหล่งครับ และขวาสุดเป็นผลตอบแทนถึงตอนนี้ (YTD) ดังนี้

    หุ้นสหรัฐ S&P500 +14.9% ต่อปี —> ปีนี้ +19.3%

    หุ้นโลก(MSCI World ex-US) +8.0% —> +28.0%

    พันธบัตรสหรัฐ +4.6% —> +7.3%

    REITs สหรัฐ +5.3% —> 3.6%

    ทองคำ +13.7% —> +73.0% 😎

    น้ำมัน +7% —> -20.3% 😭

    BTC +58.0% —> -6.5%

    จะเห็นว่า 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐ และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเด่นมาก แต่ปี 2025 ผู้ชนะกลับไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยง

    แต่เป็น “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(ฮา)

    การพุ่งขึ้นของทองคำปีนี้ เป็นผลของหลายแรงที่ซ้อนทับกัน ทั้ง 1.ความตึงเครียดสงคราม 2.การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินสหรัฐเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) 3.การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ดูเหมือนจงใจ 4.ธนาคารกลางทั่วโลกเลยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำแทนดอลล่าร์ 5.ความนิยมลงทุนในทองคำผ่าน ETF ต่างๆ เป็นต้น

    จุดที่คนยังไม่พูดมาก คือ รอบนี้ทองคำ ไม่ได้เป็นเพียง safe haven แบบดั้งเดิม แต่ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในห่วงโซ่เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองทองคำเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นแล้ว ****แม้ว่า PVD ไทยกำหนดว่าห้ามลงทุนคำเกิน 15% ก็ตาม… น้าเลยย้ายไป RMF for PVD แล้วจัดทองไปเต็มข้อซะเลย 😆

    ในทางกลับกัน สินทรัพย์วัฏจักรอย่าง น้ำมันดิบ กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเทรนด์ EV ซึ่งแม้ OPEC+ จะควบคุมอุปทาน แต่ก็เอาไม่อยู่

    อย่างไรก็ดีนะ ภาพที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือ สินทรัพย์ที่ชนะในระยะยาว อาจไม่ใช่ผู้ชนะในทุกปี!! ❌

    ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อโลกมีความเสี่ยงสูง ตลาดจะให้คุณค่ากับ “ความมั่นคง” มากกว่า “การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด”

    👉 บทเรียนสำคัญที่เพื่อนๆควรตระหนัก คือ การกระจายการลงทุนยังคงจำเป็นมาก เพราะสินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อในบางช่วงอาจกลายเป็นพระเอกในวันที่โลกไม่แน่นอนได้นะ

    ทองคำไม่ได้ชนะเพราะมันเปลี่ยนไป แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปนั่นเอ้งงง!! Happy weekend นะครับ 😊

  • ฟังประชานิยมอย่าเพลิน

    ฟังประชานิยมอย่าเพลิน

    #ฟังประชานิยมอย่าเพลิน เมื่อเช้าฟังข่าวแต่ละพรรคอัดประชานิยมกันดุมาก บำนาญผู้สูงอายุ รถไฟฟ้า ค่าแรงขั้นต่ำ หวยเกษียณ ค่าไฟ คนละครึ่ง พักหนี้ ทหาร/พยาบาลอาสา พักหนี้ บลาๆ คนไทยก็ตื่นเต้นเปรียบเทียบกันใครแจกเก่ง ใครให้ไว ใครให้เยอะ แบบนี้พรรคไหนจะมา? ตลาดหุ้นจะยังไง?

    😅แต่ผมฟังแล้วขนลุก เพราะจริงๆไม่ควรดูแค่ว่าแจกแล้วคนชอบไหม แต่มันควรดูว่า ประเทศเราแบกไหวไหม มี 4 ประเด็นชวนคิด คือ

    1️⃣ วินัยการคลัง — ตอนนี้ยังไม่ชนเพดาน 70% แต่ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะบอกเดือน พ.ย. เรามีหนี้สาธารณะ 12.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 65.7% ของ GDP (ที่ 18.8 ล้านล้านบาท) ยังไม่ชนเพดาน 70% แต่พื้นที่กันชนเหลือน้อยลง ซึ่งต้องไม่ลืมนะก่อน Covid-19 เพดานคือ 65% และมีการขยายให้หายใจหายคอคล่องขึ้น วันนี้ผ่านมา 6 ปีแล้ว เรายังกลับลงไปไม่ได้

    2️⃣ ระวัง GDP โตช้าทำวินัยการคลังตึง — ล่าสุด กนง.คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโต +1.5% เพิ่งปรับลงจากคาดก่อนหน้าที่ +1.6% แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า GDP โตช้าลง ทำให้ตัวหาร (GDP) โตช้านะ ซึ่งถ้ารัฐยังทำงบขาดดุลต่อเนื่อง(กู้มาบริหารประเทศ)ต่อไป อัตราส่วน หนี้ ต่อ GDP ก็อาจเร่งขึ้น โดยไม่ต้องมีวิกฤตใหญ่ก็ได้ ซึ่งจริงๆมันควรอยู่ในเทรนด์ลงได้นานแล้ว!

    3️⃣ งบขาดดุลเป็นตัวปัญหา — พรบ.งบประมาณปี 2569 ระบุขาดดุลราว 860,000 ล้านบาท (4.3% ของ GDP) เอาจริงๆก็พอเข้าใจได้ แต่ทว่ามันดันควบคู่ไปกับ GDP ที่โตต่ำ ขณะที่รายได้รัฐ(เก็บภาษี)ก็โตไม่ทันกับรายจ่าย ทำให้นโยบายต่างๆที่โม้ไว้มันจะทำได้ยากขึ้นไปอีก และเมื่อภาระหนี้ไม่ลดสักที ภาระดอกเบี้ยในการกู้ยืมมาช่วยเศรษฐกิจก็จะทบมากขึ้นไปอีก อีกหน่อยจะคิดทำโครงการอะไรก็ยากขึ้นไปอีก

    4️⃣ บาทแข็ง เป็นภัยเงียบ…– ปี 2568 บาทแข็งขึ้นเกือบ 10% จน ธปท.ต้องเปิดโต๊ะแถลงเข้าดูแลเข้มข้นเพื่อลดความผันผวน ประเด็นเรื่องนี้ คือ บาทแข็งไม่ได้ช่วยเรื่องภาระหนี้ที่ลดลงเพราะวิกฤติ 2540 ไทยหันมาใช้หนี้สกุลบาทเกือบหมดแล้ว แต่ด้วยอัตราส่วน หนี้ต่อ GDP ดันคิดในหน่วยสกุลบาท ทำให้ค่าเงินบาทที่แข็งนอกจากจะไม่ได้ช่วยลดหนี้(สกุลต่างประเทศ)ลงมา แต่มันไปกระทบกับ “รายได้ประเทศ” ภาคส่งออก/ท่องเที่ยว ดังนั้นปัญหาหลัก คือ “รายได้โตช้า(บาทแข็งกดดันส่งออก/ท่องเที่ยว) แต่ภาระผูกพันการคลังยังจะโตต่อ(งบประมาณขาดดุล)” นี่ยังไม่นับรวมเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ต่ำต้อย โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมอีกด้วย

    แล้วประชานิยมแบบไหนที่พวกเรา “พอรับได้” ไม่สร้างภาระหนักให้ประเทศ และมีน้ำหนักพอที่จะรับฟังเวลาหาเสียงจะได้ไปลงคะแนนให้ ผมว่าต้องมี 4 ข้อนี้

    1. บอกต้นทุนชัด (ปีแรกเท่าไหร่? 3-4 ปีเท่าไหร่?)

    2. บอกแหล่งเงินชัด (ขึ้นภาษี? ตัดงบไหน? กู้เพิ่ม?)

    3. มีวันสิ้นสุด (ไม่ใช่แจกแล้วต่ออายุอัตโนมัติทุกปี)

    4. วัดผลได้จริง (ตัวชี้วัด kpi, ตรวจสอบได้, เปิดข้อมูล)

    ผมว่าตอนนี้ประเทศเรายังอยู่ในจุดที่ “พอจะแจกได้” ประชานิยม รัฐสวัสดิการเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องเลือกแจกแบบฉลาด เพราะ GDP เราโตต่ำ (2569 = +1.5%) + หนี้/GDP 65.7% เข้าใกล้เพดาน 70% แล้ว + บาทแข็งภัยเงียบกดดันฝั่งรายได้อีก ถ้าแข่งกันแจกโดยไม่คิด มันจะฉิบหายต่อลูกหลานเรา ค่อยๆฟังเค้าหาเสียงนะ ใจเย็นๆค่อยๆเลือกนะเธอว์

    หนังสื่อน่าอ่าน Psychology of Money ดีงามมากครับ

    #การเมือง#เศรษฐกิจ#ประชานิยม#น้าแดง

  • Silver (เงิน) อีกโลหะที่พุ่งทะยานไปกับทองคำ แต่มัน “บ้าคลั่ง” ไปไหม?

    Silver (เงิน) อีกโลหะที่พุ่งทะยานไปกับทองคำ แต่มัน “บ้าคลั่ง” ไปไหม?

    นอกจากพี่ทองจะหล่อมาในปีนี้ +73% แล้ว น้องเงินก็เป็นอีกโลหะที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆจากวงแคบๆเริ่มเป็นวงกว้าง จนมีเพื่อนๆเริ่มถามว่า ขึ้นเพราะพื้นฐานจริงๆ หรือแค่กระแส

    ในโลกลงทุนจะมี 1 เครื่องมือที่ช่วยอ่านโจทย์นี้ได้ มันก็คือ Gold–Silver Ratio (GSR)

    GSR = จำนวนออนซ์ของ “เงิน” ที่ต้องใช้ เพื่อแลกซื้อ “ทอง” 1 ออนซ์ นั่นเองครับ วิธีคิดง่าย ๆ ก็คือ เอาราคาทอง(ต่อออนซ์) หารด้วย ราคาเงิน(ต่อออนซ์) อย่างตอนนี้ก็ 57 : 1 นะ ก่อนไปกันต่อ ก็ย้อนความกันหน่อย

    ในอดีตสหรัฐเคยกำหนด GSR คงที่ไว้ที่ 15:1 ในกฎหมาย Coinage Act of 1792 แต่พอโลกมันเชื่อมโยงกันเรื่อย ๆ ไอ่ 15:1 ก็เอาไม่อยู่ GSR ก็ต้องระเบิดและ “ลอยตัว” ไปตามราคาตลาดในที่สุด ซึ่งประเด็นที่ทำให้ GSR ขยับ จะมาจาก 2 มุม

    1. ช่วง ทองนำ ก็คือตอนโลกกลัวอะไรก็แล้วแต่ กระแสเงินไหลเข้า safe haven อย่างทองคำ ทองเลยแพงมาก GSR จะพุ่ง

    2. ช่วง เงินนำ จะเป็นช่วง risk-on และอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมแกร่ง

    ในอดีต GSR เฉลี่ยจะวิ่งแถวๆ 65:1 (จำตัวเลขนี้ไว้นะ) ตั้งแต่ยุค 1970s และเคยพุ่งสุดโต่งถึง 125:1 ในช่วงโควิดปี 2020 ซึ่งก็ชัดเจนว่าช่วงโรคระบาดนั้น ความกลัวพุ่งสุดขีด เอาความมั่งคั่งไปฝากไว้ที่ทองดีสุด GSR เลยพุ่งกระจาย ดังนั้นให้พวกเราจำไว้ว่า

    • Ratio ยิ่งต่ำ = เงินยิ่งวิ่งแรงกว่าทอง (คือเงิน “แข็ง” เปรียบเทียบกับทอง)

    • Ratio ยิ่งสูง = เงินยิ่งอ่อนกว่าทอง (เกิดตอนตลาดกลัว/เศรษฐกิจเสี่ยง)

    วันนี้ (27 ธ.ค. 2568) GSR อยู่แถว 57 เท่า (=$4,532.4 / $79.2) “บ้าคลั่ง” ไปไหม? ถ้าเอากรอบประวัติศาสตร์ที่อ้างบ่อย (เฉลี่ย ~65 และเคยสุดโต่ง ~125) ก็แปลว่า 57 เป็นโซน “เงินแข็ง” และยังห่างไกลจากโซนทะลุโลก GSR 100+ แบบในปี 2020 ที่เงินอ่อนเละเทะเมื่อเทียบกับทอง

    แสดงว่า Silver มีเรื่องที่ดีทั้ง “พื้นฐาน” และ “กระแสเงินลงทุน” ด้วยเพราะถ้าเป็นรอบกลัว (risk off)จริง ๆ ทองจะนำชัด แล้ว GSR ต้องพุ่งสูงกว่านี้ เอาล่ะมาดู Fundamental ของ Silver กันหน่อย

    👉ในฝั่งอุปสงค์ แร่เงินมี “งานหลัก” คือ โซลาร์ และ ไฟฟ้า เนื่องจากแร่เงินนำไฟฟ้าได้ดีมาก โดย LSEG บอกอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมปี 2024 มี 689 ล้านออนซ์ ซึ่ง โซลาร์ล่อไป 35% และโตแรงมากเรื่อย ๆ เทรนด์นี้ดีมาก ไปถาม OPEC+ ได้(ฮา) นั่นเลยทำให้แร่เงินผูกกับ “เศรษฐกิจจริง” มากกว่าทองคำที่มีภาคลงทุน และธนาคารกลาง อุดหนุนในอุปสงค์กว่า 40%

    👉ในฝั่งอุปทาน เค้าบอกว่าเป็นแร่ที่ไม่ได้ผลิตง่ายๆนะ เพราะมันคือผลพลอย (by-product) จากเหมืองอื่น ๆ ก็คือ เราไม่สามารถมุ่งแต่ถลุงแร่เงินได้ตามใจนะ นั่นเลยทำให้แร่เงินโคตรตึง

    ขณะที่ตลาดเก็งกำไร ก็เป็นอีกตัวเร่งให้เงินเหวี่ยงมันส์อีกแรง ดังนั้นภาพของเงินคือ พื้นฐานเป็นเชื้อไฟที่ดี (อุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมดี ส่วนอุปทานตึงเปรี๊ยะ) และมีแรงเก็งกำไรเป็นคันเร่ง ทำให้ขึ้นแรง และย่อแรงกว่าทองคำเป็นปกติ

    Investopedia สรุป GSR ให้พวกเราจำเป็น Playbook ง่ายๆว่า

    • GSR > 90–100 : ตลาดกลัวจัด/เศรษฐกิจเสียว → ทองจะนำ เงินโดนกด

    • GSR 65–75 : โซนกลาง ๆ ใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว ปกติ

    • GSR 50–60 : เงิน“แข็ง” มักสะท้อน risk-on + ธีมอุตสาหกรรมหนุน

    • GSR < 50 : โซนร้อน (เงินนำแรงมาก) ระวังความผันผวน/แรงย่อ

    วันนี้ 57 แปลว่าอยู่โซน “เงินแข็ง” ชัดเจน ห่างไกลจากช่วงสุดโต่งแบบ Tulip mania เต็มรูปแบบ(ทองพุ่ง เงินเละ) โดยรอบนี้เงินไม่ได้ตามทองคำเฉย ๆ แต่ตลาดกำลังให้ premium กับเงินมากขึ้นในเชิงเปรียบเทียบด้วย

    สรุปคือ ไปด้วยกัน ไปได้ไกลหรือเปล่าไม่รู้ เหลือบดู GSR ด้วยนะ ถ้า GSR ต่ำลงกว่า 50 มากๆ ก็ควรเริ่มระวังว่าเงินอาจกลายเป็นดอกทิวลิปได้ (ฮา)

    ที่มา : TradingView – GSR

    #gold#silver#ทอง#เงิน#GSR#PV

    รูปประกอบ : Eagle Marin เธอเป็น Silver Saint อาจารย์ของเซนต์เซย่า 😄

    โมเดลเซนต์เซย่าสวยๆคร้าบ https://s.shopee.co.th/60KuD70CbJ

  • #SOX ดัชนีที่สายหุ้นเทคฯต้องรู้จักไว้

    #SOX ดัชนีที่สายหุ้นเทคฯต้องรู้จักไว้

    SOX หรือชื่อเต็มๆ Philadelphia Semiconductor Sector Index เป็นหนึ่งในดัชนีที่ใช้วัด “อารมณ์ของหุ้นกลุ่มชิป” ในสหรัฐ โดยมันรวมบริษัทในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่ ออกแบบ ผลิต เครื่องจักร/อุปกรณ์การผลิต และขายชิป เอาใส่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน แล้วเอาไว้วัดว่าวันนี้ตลาดให้ค่าธีมเทค/AI แค่ไหน

    ในดัชนี SOX จะมีหุ้น 30 ตัว ก็จะมีเกณฑ์เลือกของเค้า และเน้นที่มีขนาดใหญ่ ตัวฮิตๆ เช่น NVIDIA, Broadcom, TSMC เป็นต้น ซึ่งจะต่างกับดัชนี Nasdaq composite (>3000 หุ้น) หรือ Nasdaq-100 (100 หุ้น) ซึ่งกว้างมาก

    อีกเรื่องที่ต่างกันคือ การ listed ของหุ้นบางตัว เช่น TSMC(ไต้หวัน) ซึ่งเค้าจะมี ADR ชื่อ TSM จดทะเบียนใน NYSE นั่นก็เลยทำให้ TSM(ADR) อยู่ใน SOX และเสมือนว่าพา TSMC ใน SOX ด้วยนั่นเอง แต่ด้วย TSM(ADR) ไม่ได้ listed อยู่ใน Nasdaq-100(หรือ composite ก็ตาม) ก็เลยทำให้ TSMC ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของ Nasdaq นะ

    อ๊ะๆ แต่ดัชนีนี้ไม่ได้ปล่อยให้ตัวใหญ่ลากจนเกินไปนะ เค้าจะใช้การถ่วงน้ำหนักเรียกว่า modified market-cap และจะแคปมันเอาไว้ ไม่ให้ใครมีอิทธิพลมากเกินไปในดัชนี

    หุ้นใหญ่สุด 3 ตัว จะให้น้ำหนักในดัชนี SOX ไม่เกิน 12% / 10% / 8% ส่วนที่เหลือเมิงเอาไปไม่เกิน 4%

    เจ้า SOX จะมีการปรับน้ำหนัก-ปรับหุ้นเข้าออกเหมือนดัชนีทั่วไป โดยการปรับน้ำหนัก (Rebalance) จะทำทุกไตรมาส มี.ค. / มิ.ย. / ก.ย. / ธ.ค.

    โดยจะใช้ข้อมูล ณ สิ้นเดือนก่อนปิดไตรมาสนั่นเอง (ก.พ./พ.ค./ส.ค./พ.ย.)

    ส่วนการปรับชื่อเข้าออก (Reconstitution) จะทำปีละครั้ง ตอนเดือนกันยายน โดยใช้ข้อมูลถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม อารมณ์จะคล้ายๆ SET50 แต่ของเราทำทุก 6 เดือน

    แล้วเราจะเอา SOX ไปใช้ประโยชน์ยังไงดี

    1. วัดอุณหภูมิ “ธีมเทค/AI” ถ้า SOX เด่นกว่าตลาด Dow Jones, S&P500 หลายวันติดๆ มักแปลว่าเงินกำลัง “กลับเข้าชิป” เราก็ร่วมขบวนแห่ไป

    2. ดูการ “risk on/ off” ของตลาดได้ วันไหน SOX “เหวี่ยงแรงกว่า” ดัชนีหลัก จะเป็นสัญญาณว่า ตลาดกำลังเสี่ยง/กลัว (risk-off) ได้ ตัวอย่างเช่น สมมติ S&P500 +2% แต่ SOX +4% อันนี้คือ นลท.กำลังกล้าเสี่ยง (risk-on) แต่ถ้า S&P500 +2% แต่ SOX -1% อันนี้อาการกลัวขี้หดตดหายละ (risk-off) มักเกิดการขาย growth stock แล้วเข้า value stock แทน เราก็ไปตะลุยพวก น้ำมัน โรงพยาบาล ค้าปลีกไปพลางๆได้

    S&P500 บอกตลาดขึ้น แต่ SOX เป็นตัวบอกว่าตลาด ‘กล้าเสี่ยง’ มากขึ้น และธีมเทค/AI กำลังนำตลาด

    3. ช่วงปรับดัชนีอาจเกิดแรงซื้อขายจากกองทุน/ETF ที่อิงดัชนี ทำให้หุ้นบางตัวจะ “แกว่งผิดปกติ” ช่วงใกล้วัน effective (หลังศุกร์ที่ 3 ของ มี.ค./มิ.ย./ก.ย./ธ.ค.) เราอาจใช้การเหวี่ยงที่ผิดปกติเป็นโอกาสช้อน/ทำกำไรได้

    วิธีดู SOX ก็ดูได้หลายที่ เช่น Yahoo Finance แต่ที่ดูไวๆง่ายๆก็ไปที่ TradingView ก็มีพิมพ์ SOX แล้วเลือก SOX — PHLX Semiconductor — index NASDAQ ก็เอาไว้จับอารมณ์ได้ ลองดูกราฟในเม้นท์นะ EMA75 วันเอาอยู่ และยังอยู่ใน trend ที่ดีครับ

    ที่มา TradingView 20 Dec 2025

    ใครอยากสมัครใช้ TradingView แบบมืออาชีพ กดตรงนี้

    พอดีวันก่อนพูด SOX ในรายการแล้วเพื่อนๆงงๆ เลยมาเล่าให้ฟังนะครับ Happy weekend ครับ 😊