หมวดหมู่: การลงทุน

  • Thailand ESG Extra Fund คลอดแล้ว! โอน LTF vs ขายแล้วไป RMF เลือกทางไหนดี?

    Thailand ESG Extra Fund คลอดแล้ว! โอน LTF vs ขายแล้วไป RMF เลือกทางไหนดี?

    รัฐบาลเพิ่งเคาะมาตรการใหม่สำหรับนักลงทุนสายลดหย่อนภาษี และคนที่ยังถือ LTF เดิมอยู่

    โดยออกแบบกองทุนรวมแบบพิเศษชื่อว่า Thai ESG Extra Fund (Thai ESGX) ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่หลังสงกรานต์ วันที่ 16 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

    กองทุนนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะส่งเสริมการลงทุนในหุ้นที่มีความยั่งยืน และในขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงขายของ LTF เดิมที่ครบกำหนด ซึ่งว่ากันว่ามีขนาดรอขายถึง 1.8 แสน ล้านบาท ถ้ามากันหมดเนี่ย 1,000 จุด ก็เอาไม่อยู่นะ

    นี่จึงถือเป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายภาษี, การพัฒนาอย่างยั่งยืนในตลาดทุน และ ประคองตลาดหุ้นไปพร้อมๆกัน

    กองทุน Thai ESGX มีเงื่อนไขสำคัญ คือ เปิดโอกาสให้ผู้ถือ LTF เดิมสามารถโอนเงินลงทุนทั้งหมดเข้าไปยังกองทุนนี้ และรับสิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท

    โดยปีภาษี 2568 จะลดหย่อนได้ 300,000 บาท และอีก 200,000 บาททยอยใช้สิทธิในช่วงปี 2569 ถึง 2572 ปีละ 50,000 บาท ทั้งนี้ ต้องถือหน่วยลงทุนในกอง Thai ESGX ไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน)

    ส่วนผู้ลงทุนรายใหม่ที่ไม่เคยถือ LTF มาก่อน ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท หากเริ่มลงทุนในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 และถือครบ 5 ปีเช่นกัน

    ที่มา : สำนักงาน กลต.

    ก่อนลงทุน เราต้องรู้ก่อนว่า กองทุนนี้จะเอาเงินเราไปลงทุนหุ้นแบบไหน?

    คำตอบคือ Thai ESGX ต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีลักษณะโดดเด่นด้านความยั่งยืน ซึ่งอาจเป็นหุ้นที่อยู่ในดัชนี ESG ของตลาดหลักทรัพย์ไทย (เช่น THSI) หรือมี ESG Rating จากสถาบันที่น่าเชื่อถืออย่าง MSCI หรือ Sustainalytics

    แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่จำเป็นต้องมี ESG Rating เสมอไป หากกองทุนสามารถอธิบายได้ว่า บริษัทยังมีคุณสมบัติด้าน ESG ที่ชัดเจน เช่น มีแผนลดคาร์บอนอย่างจริงจัง หรือมีธรรมาภิบาลที่ดีเยี่ยม ก็สามารถนำมาลงทุนได้เช่นกัน ตัวอย่างหุ้นในข่ายนี้ เช่น TRUE เป็นต้น

    ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญที่นักลงทุนอยากรู้ คือ ถ้าเราถือ LTF เดิมอยู่ ควรจะ “โอนเข้า Thai ESGX” หรือ “ขายแล้วไปซื้อ RMF” แบบไหนดีกว่ากัน?

    คำตอบไม่ได้ตายตัว เพราะต้องดู 2 ปัจจัยหลัก ก็คือ “จำนวนเงิน LTF เดิมที่มี” และ “เป้าหมายการลงทุนของเรา”

    กรณี 1 หากถือ LTF เดิม 500,000 บาท หรือ มากกว่า การโอนเข้า Thai ESGX นั้นคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน เพราะได้ลดหย่อนภาษีจากเงินก้อนเดิมอีกครั้งแบบเต็มสิทธิ (แถมไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขาย LTF ซึ่งจะโดนหักทันที 10% แต่เอาจริงๆ เจ๊งกันหมด ไม่น่ามีใครมีกำไร ฮา..)

    แต่เคสนี้ ต้องคิดอีกนิด อย่างเพื่อนผมบางคน ลงทุนใน LTF ก้อนใหญ่มากๆ คือ ถ้ามันใหญ่กว่า 500,000 บาท มากๆ เช่นสมมติ 1 ล้านบาท การโอนย้ายไปทั้งก้อน แต่ได้สิทธิลดหย่อนเพียง 500,000 บาท บางคนก็มองว่าไม่คุ้มนะ สู้เอาไปวัดกับ RMF ดีกว่าไหม?

    ดังนั้น วิธีนี้ ต้องดูขนาดของตัวเองด้วย ถ้าปริ่มๆใกล้ 500,000 บาท หรือไม่ด้วยนะ และอีกเรื่องที่ควรดู คือ เราต้องรีบใช้เงินก้อนนี้ไหมในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะถ้ามีการขายออกก่อน ผลประโยชน์ต่างๆต้องคืนหมดนะจ๊ะ

    กรณี 2 ถ้าถือ LTF เดิมอยู่ไม่ถึง 5 แสนบาท สิ่งที่ต้องพิจารณาคือความยืดหยุ่นของเงินก้อนนั้น หากคุณอยากลงทุนในกองที่มีหลากหลายประเภทสินทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ ทองคำ หรือกองทุนผสม RMF จะให้ความอิสระมากกว่า และสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน แต่ต้องถือยาวไปถึงอายุ 55 ปี

    ดังนั้น ถ้าอายุยังน้อย หรือยังไม่แน่ใจว่าอีกกี่ปีจะถอนใช้เงิน การโอนเข้ากอง Thai ESGX ก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่เบากว่า และได้ภาษีคืนทันทีหลายหมื่นบาท ดูจะมีอิสระมากกว่า หากปีที่ 6 หรือ 7 ต้องใช้เงินก้อน

    แต่ถ้าคุณอายุ 40 ปลายๆ – 50 ปี การไปลงทุนแบบยืดหยุ่นในช่วงท้ายก่อนเกษียนก็น่าทำนะ เพราะหุ้นไทยความ sexy มันน้อยกว่าจริงๆ ในบั้นปลาย ซึ่งหากโอนหุ้นไทยมา แล้ว Thailand ESG Extra โดนทุบต่ออีกรอบนี่ ดูไม่จืดนะ

    โดยสรุป กองทุน Thai ESGX เหมาะกับคนที่ต้องการได้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนเดิมอีกครั้ง ที่มียอด LTF เดิมไม่เกิน 500,000 บาท จะให้ผลดีสุด และควรเป็นคนไม่อยากเสียภาษีกำไร และพร้อมถือยาวต่ออีก 5 ปี อีกทั้งยังต้องการมีอิสระ กองทุนนี้จึงน่าจะเหมาะกับคนอายุน้อย ส่วนการขาย LTF แล้วย้ายไป RMF น่าจะเหมาะกับคนวัย 40 ปลาย-50 ปี ที่มียอด LTF เดิมก้อนใหญ่ๆ(กว่า 500,000 บาท มากๆ) และยังพร้อมลงทุนต่ออีกระยะ แต่มีความต้องการเลือกสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่านั่นเอง

    ใครถือ LTF เดิมอยู่ ยังมีเวลาคิดและวางแผน แต่ต้องรีบตัดสินใจก่อนช่วง พฤษภาคม–มิถุนายน 2568 เพราะนั่นคือหน้าต่างเวลาที่เปิดให้ลงทุน Thai ESGX เพื่อรับสิทธิภาษีรอบใหม่นะครับ

  • ทรัมป์จะเก็บภาษี “ภาษีแลกภาษี” 2 เมษายน : ไทยต้องกลัวไหม?

    ทรัมป์จะเก็บภาษี “ภาษีแลกภาษี” 2 เมษายน : ไทยต้องกลัวไหม?

    ใครที่ค้าขายกับต่างประเทศ หรือลงทุนในหุ้นส่งออก คงพอได้ยินข่าวว่า 2 เมษานี้ มร.โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐ เตรียมเดินหน้ามาตรการภาษีชุดใหม่ที่ชื่อว่า “Reciprocal Tariff” หรือภาษีแบบตอบโต้เท่าเทียม

    แนวคิด?

    ทรัมป์เชื่อว่าประเทศอื่นเอาเปรียบสหรัฐฯมาโดยตลอด จนสหรัฐต้องขาดดุลค้า (Trade Deficit) มายาวนาน ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ ตัวอย่าง เช่น จีน เวียดนาม เม็กซิโก ที่ส่งออกของมาขายสหรัฐเพียบ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เปิดตลาดให้สินค้าอเมริกันเข้าไปง่าย ๆ ซึ่งบริบทนี้ทรัมป์หมายถึงข้อขัดขวางด้วยภาษีการค้า ดังนั้น

    แนวคิด “Reciprocal Tariff” ก็คือ ถ้าประเทศไหนเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 20% สหรัฐก็จะเก็บสินค้าจากประเทศนั้น 20% กลับเหมือนกัน ไม่ยอมให้เก็บข้างเดียวอีกต่อไป เอาให้มันแฟร์ ๆ

    โดยหลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง สหรัฐฯ ก็เริ่มเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก และอะลูมิเนียม 25% ไปเมื่อ 12 มี.ค. 2025 แล้ว ทำให้หลายประเทศเริ่มมีมาตรการตอบโต้ เช่น EU ประกาศเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ มูลค่า 28,000 ล้านดอลลาร์ เริ่ม 1 เม.ย. ซึ่งในนั้นก็มีวิสกี้ สหรัฐก็สวนทันควันด้วยขึ้นภาษี ไวน์ แชมเปญ แก่ EU ทันที ขณะที่แคนาดาเตรียมเก็บภาษีสินค้าสหรัฐมูลค่า 20,700 ล้านดอลลาร์อีกด้วย เป็นต้น

    ประเทศไหนเสี่ยงโดนหนัก?

    เป้าหมายหลักคือประเทศที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ เยอะ และมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ สูง ได้แก่ จีน ซึ่งส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์, ญี่ปุ่นและเกาหลี ก็โดดเด่นเรื่องรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สหภาพยุโรปที่ส่งออกรถหรู ไวน์ และชีสจำนวนมาก รวมถึงเม็กซิโกที่ส่งออกทั้งรถยนต์ เบียร์ และอะโวคาโด รวมถึงแคนาดาที่เป็นซัพพลายเออร์หลักของเหล็ก อะลูมิเนียม และเครื่องดื่มให้กับสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี เพื่อนๆอย่าเพิ่งไปตระหนกมากกับเรื่องนี้ เพราะนี่คือตัวเลขสรุปการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ ตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามการค้าในปี 2018 จนถึงปี 2024 จะเห็นว่า มันจะมียุบหนักๆ 2 ปีแรก -16% แล้วก็ค่อยๆไต่ขึ้นมา แล้วไปทำ new high ไปเลยในปี 2024 ใช้เวลารวมประมาณ 4 ถึงกลับไปที่เดิม

    มูลค่าการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ (2010–2024)

    ปีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ (พันล้านเหรียญ)
    2010365.0
    2011399.4
    2012425.6
    2013440.4
    2014468.5
    2015481.9
    2016462.8
    2017505.6
    2018539.5 ← จุดเริ่มสงครามการค้า
    2019452.2 ↓ ลดลงหนัก
    2020435.4 ↓ ลดลงต่อเนื่อง
    2021506.4 ↑ ฟื้นกลับมา
    2022536.8 ↑ เกือบเท่าก่อนสงคราม
    2023501.2 ↓ สะดุดนิดหน่อย
    2024583.0 ↑ สูงสุดในประวัติการณ์

    source : Trading Economics, U.S. Census Bureau, Statista

    จะเห็นว่าการตอบโต้ด้วยภาษี อาจทำให้ volume การส่งออกชะลอได้ในระยะสั้น แต่หากสินค้าและซัพพลายยังจำเป็นสำหรับผู้บริโภค ตลาดก็จะปรับตัวหาทางกลับมาหากันจนได้นะ

    แล้วไทยเสี่ยงไหม?

    สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปี 2024 โดยไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่ารวมประมาณ 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน +15.6% ของการส่งออกทั้งหมด และยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัว +18.3% y-y สูงกว่าตลาดคาดอีกด้วย

    สินค้าหลักที่ไทยส่งไปสหรัฐ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, ยางและผลิตภัณฑ์ยาง, อาหารแปรรูป, เสื้อผ้า, และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ใช่เป้าหมายตรงของมาตรการภาษี

    แต่บางกลุ่ม เช่น อาหารแปรรูปและเสื้อผ้า อาจได้รับผลกระทบหากเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวจากสงครามการค้าในครั้งนี้

    ซึ่งก็พูดได้ว่าไทยไม่ใช่เป้าหมายโดยตรง แต่มีโอกาสโดน “ลูกหลง” ได้ใน 3 ทาง:

    1. Supply Chain กระเทือน

    หลายโรงงานในไทยผลิตชิ้นส่วนส่งให้จีนหรือญี่ปุ่น แล้วประเทศเหล่านั้นนำไปประกอบและส่งออกต่อไปยังสหรัฐ หากสหรัฐเก็บภาษีสินค้าจากจีนหรือญี่ปุ่น ก็อาจทำให้คำสั่งซื้อชิ้นส่วนจากไทยลดลง เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ หรืออิเล็กทรอนิกส์

    2. Demand โลกหด

    ถ้าสงครามการค้าบานปลาย อารมณ์การใช้จ่ายของโลกจะหดตัว ธุรกิจสหรัฐอาจชะลอการนำเข้าสินค้า เช่น อาหารแปรรูป หรือเสื้อผ้า ซึ่งไทยก็ส่งออกกลุ่มนี้ไม่น้อย

    3. แต่โอกาสก็มี!

    ในทางกลับกัน ถ้าสหรัฐเก็บภาษีจีนหนักขึ้น อเมริกาอาจหันมาซื้อสินค้าจากไทยแทน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท

    นักลงทุนไทยควรทำยังไง?

    นักลงทุนควรติดตามการตอบโต้จากแต่ละประเทศ โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และ EU ว่าจะตอบโต้กลับอย่างไร พร้อมทั้งจับตาหุ้นในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอาหาร รวมถึงมองหาโอกาสในกลุ่มที่อาจได้อานิสงส์อย่างสินค้าเกษตร หรือผู้ส่งออกอาหารไปสหรัฐ

    สงครามภาษีอาจไม่ใช่ของใหม่ แต่ถ้าทรัมป์กลับมาเดินเกมนี้จริง ไทยแม้ไม่โดนตรง ๆ ก็อาจมีสะเทือนเบา ๆ ได้เหมือนกัน ใครที่ปรับตัวได้เร็ว หรือ ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่มีปัญหา ก็น่าจะเอาตัวรอดได้ครับ

  • สรุปหุ้นสหรัฐ 14 มีนาคม 2025 + Deep valuation idea

    สรุปหุ้นสหรัฐ 14 มีนาคม 2025 + Deep valuation idea

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เด้งแรง +2.1% หลังจากร่วงต่อเนื่องหลายวัน แม้ Michigan Consumer Sentiment จะต่ำคาด ต่ำกว่าเดือน ก.พ. ก็ตาม แต่ความคืบหน้าที่พรรคเดโมแครตมีท่าทีสนับสนุนร่างกฎหมายงบประมาณของพรรครีพับลิกัน ทำให้ความเสี่ยง Government shutdown ลดลง (มีทุกปี รอดทุกปี ฮา..) ซึ่งตลาดเลือกกินข่าวนี้มากกว่า

    เลยเป็นจังหวะหุ้นกลุ่มเทคฯได้เด้งกันบ้างถ้วนหน้า NVDA +5% หรือ TSLA +4% แต่ยังต่ำกว่าปีก่อน 50% แต่ที่เด้งมันส์สุดเป็นพวก Quantum computer อย่าง RGTI บินเป็นนกกัน +28% IONQ +17%

    จุดที่น่าดูคือ “ทองคำ” ที่พุ่งทะลุไปสูดอากาศ $3,000 แล้วย่อลงมา ตอนนี้ทองคำทำหน้าที่เป็น safehaven เต็มรูปแบบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สินทรัพย์ปลอดภัย (ทอง พันธบัตร) จึงเป็นที่ต้องการมากกว่าสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น growth)

    หันมาดูหุ้นไทยเพื่อนๆจะเห็นว่าหุ้น Deep valuation และมี Dividend yield สูงๆ (ประพฤติตัวเหมือน bond) เริ่มลงยากแล้ว ใครเงินเย็นทยอยเก็บได้สบายใจ

    วิธีดู Deep valuation ก็คือ การเทียบกับในอดีตด้วย valuation ratio ต่างๆ เช่น P/E หรือ P/BV เป็นต้น หรือแม้กระทั่งเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มก็ได้เช่นกัน ยิ่งเราใช้ข้อมูลในอดีตยาวนานมากเท่าไหร่ 5 ปี 10 ปี หรือ ตั้งแต่ IPO บลาๆ จุดเปรียบเทียบเราจะหนักแน่นมากขึ้น เราจะตัดสินใจได้ดีครับ แต่จุดอ่อนคือ เราต้องเข้าใจธุรกิจ/อุตสาหกรรมด้วยนะว่า ในช่วง period นั้นๆ มันมี change อะไรแรงๆหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไร แต่ราคาหุ้นทรุดตัวลงมา นั่นแหล่ะโอกาสครับ

    สรุป ตอนนี้ยังเป็นช่วงที่ฟันด์โฟลว์กำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ trade war และ การตอบโต้ล่าสุดของคู่ต่างๆ ส่วนการ relocation มาไทย หรือไม่ ก็ต้องแข่งกันด้วยความเก่งระหว่างเศรษฐกิจแต่ละประเทศครับ ใจเย็นๆนะครับ

  • ฝรั่งมันเลือกหุ้นปันผลไทยยังไง?

    ฝรั่งมันเลือกหุ้นปันผลไทยยังไง?

    #หุ้นปันผลชั้นมหาลัย เมื่อเช้าผมเวลามีน้อย เลยขอหยิบมาอธิบายกระบวนการเลือกปันผลของฝรั่งอีกสักทีครับ คือฝรั่งเค้าจะดู swap cost ด้วย (เพราะอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันของเงิน 2 สกุล ทำให้ค่าเงินมันเลยไม่เท่ากัน)

    เช่น Fed rate 4.25-4.50% ขณะที่ ธปท. 2.25% จะเห็นว่าส่วนต่างอยู่ประมาณ 2% นั่นแหล่ะ คือต้นทุนเวลาแลกเปลี่ยนเงิน

    แปลว่า ถ้าฝรั่งขนเงินมาซื้อหุ้นปันผลไทย ตอนขากลับ พี่แกต้องโดนอีก 2% เป็นค่า swap

    ดังนั้น หุ้นที่จะดึงดูดฝรั่งได้จริงๆ มันต้องได้ dividend yield สูงมากพอ ที่จะ cover swap cost ด้วย ตัวอย่างเช่น 7% หัก swap 2% เหลือ 5% อ้า มากกว่า Fed rate 4.25% เอ้อ แบบนี้ค่อยน่าลงทุนหน่อย

    ช่วงนี้เพื่อนๆจะสังเกตุว่า หุ้นที่ไม่ได้มีตำหนิด้านผลการดำเนินงาน หรือข่าวสาร แต่ยังให้ Dividend yield ได้ระดับ 7%++ ยืนสู้ได้หมดนะครับ อาจเพราะมีเรื่องนี้เกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง

    ส่วนเราคนไทยไม่มี swap อะไร ยิ่งได้เปรียบครับ ลงมาเหอะ สายปันผลบอกกุพร้อมลุย!! 😅

  • ทำไม OKJ  ถึงปรับตัวลงแรงติด floor -30% วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    ทำไม OKJ ถึงปรับตัวลงแรงติด floor -30% วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    (1.) OKJ รายงานกำไรสุทธิงวดปี 2024 ที่ 202 ลบ. +43% y-y มันก็ดูดี สาขาเพิ่มจาก 33 เป็น 41 สาขา อัตรากำไรขั้นต้น 44.5% พอๆปีก่อน 45.2% ภาพใหญ่ดูดีมีการโต แต่ในโลกลงทุนตลาดจะ monitor งบไตรมาสด้วย ซึ่งความสำคัญคือ เพื่อดูว่า ไตรมาสที่ออกมานี้ มันสนับสนุนภาพใหญ่หรือเปล่า ซึ่งและ crack งบไตรมาส 4Q24 ออกมาดูก็พบว่า มันไม่ได้ดีเท่ากับความคาดหวัง 👉 งบปีเอาไว้มองภาพใหญ่ งบไตรมาสเอาไว้ recheck ว่าแผนใหญ่ยังเดินไปทางนั้นไหม

    (2.) งบ 4Q24 กำไรสุทธิ 39 ลบ. หดแรง -35% q-q และแน่นอน มันยังโต +7% y-y เพราะมีขยายสาขา แต่ประเด็นคืออัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 43.9% จาก 44.7% ในปีก่อน และ 45.2% ในไตรมาส 3 ซึ่งในโลกธุรกิจ การหายไประดับ 1% ก็ต้องตระหนัก และยิ่งไปดูบรรทัดสุดท้าย อัตรากำไรสุทธิ เหลือเพียงแค่ 5.6% จาก 7.4% ปีก่อน และ 6.8% ในไตรมาส 3 ส่งสัญญาณที่ไม่น่าไว้ใจ 👉 อัตรากำไรขั้นต้นที่หายไปรายไตรมาส เป็นสิ่งที่ต้องตระหนัก

    (3.) ความคาดหวังอย่างมากก่อนหน้าคือเครื่องดื่ม Oh Juice! ซึ่งเป็นน้ำผักผลไม้ราคาแพง เปิดตัวในไตรมาส 3 ซึ่งมีอัตรากำไรสูงมาก นลท.หวังว่าการเริ่มรับรู้รายได้เต็มไตรมาส 4 มันจะยิ่งทำให้อัตรากำไร 4Q24 ควรจะสวยมาก แต่มันให้ภาพตรงข้าม ซึ่งใน MD&A อธิบายว่าไตรมาสนี้เจอ ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าพนักงาน บั่นทอนกำไรออกไป ขณะที่การเปิดตัวสินค้าใหม่ในพื้นที่ใหม่อย่างอีสาน การออกแบรนด์ใหม่(Oh Juice!) มันต้องใช้ค่า start-up การตลาดที่สูงอยู่ MD&D ระบุว่ามีการใช้ Brand Admirer ด้วย ตัวเลข ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายเลยพุ่งจาก 34.6% ปีก่อน เป็น 37.1% ในปีนี้ 👉 เวลาเปิดตัวอะไรใหม่ อย่าเพิ่งไปมองโลกสวยถึงผลที่จะได้ แต่ให้มองต้นทุนในช่วงแรกๆด้วย

    (4.) ยอดขายต่อสาขาเดิม SSSG ที่ 4Q24 พลิกเป็น -1.8% แม้ยอดรวมทั้งปี +7.7% ทำให้เกิดภาพหลอน เพราะธุรกิจอาหารสิ่งสำคัญคือ การซื้อซ้ำกินซ้ำ เพื่อประคองยอดขายสาขานั้นๆ ยิ่งคนกินซ้ำ และ มีคนมากินเพิ่ม(ด้วยความชอบ หรือ ด้วยการมีสินค้าใหม่ให้ลอง) จะทำให้ SSSG นี่เป็น + ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่ง นลท.สถาบันเค้าจะดูกันมาก การเห็น SSSG ใน 4Q24 เป็น ลบ ทำให้เกิดความกังวลว่า คนหายเห่อหรือเปล่า? หรือ ศก.มันอาจแย่มากๆจนกินไม่ไหว ซึ่ง คหสต.นะ ผมว่าเค้าตั้งราคาแรงไปหน่อย GPM ระดับ 45+/-% ถ้ากดลงราคาลงมานิดให้คนเข้าถึงง่ายหน่อยน่าจะดี เพราะอาหารเพื่อสุขภาพใครๆก็ชอบ แต่ถ้ามันแพงไป ก็นานๆค่อยเจอกันที แต่ถ้าราคาลงมาให้เข้าถึงง่าย ร้านก็อาจได้ขายทำรอบต่อวันได้มากขึ้น เผลอๆ GPM แทบจะไม่ลด แต่ได้ NPM พุ่งๆก็ได้ แถมการขยายสาขาก็ง่ายด้วย คิดดูว่าอาหารแพงๆ มันจะไปจำกัดการขยายสาขาในต่างจังหวัดนะ เหมือนกับที่ After You เจออยู่ การวาง position ของสินค้าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ไม่มีใครรู้ว่าถูกผิดต้องใช้เวลาพิสูจน์ 👉 ตัวเลข SSSG สำคัญมาก เพราะมันบอกแทบจะทุกอย่างของธุรกิจบริการ ที่ต้องการการซื้อซ้ำ ซื้อเพิ่ม เมื่อไหร่ ไม่ซื้อซ้ำ ไม่ซื้อเพิ่ม เป็นสิ่งที่ต้องระวัง

    (5.) จากความคาดหวังที่สูงมาก ว่าจะโตดี โตปัง มาร์จิ้นขยาย แต่พองบไตรมาส ทำให้เอ๊ะว่า มันไม่ง่ายขนาดนั้น ความคาดหวังที่สูงจนดัน P/E25E พุ่งไปไกล 26.5x ขณะที่เพื่อนๆร้านอาหารอยู่ 17.0x (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 55%) ทำให้มีแนวโน้มที่ นวค.ต้องปรับประมาณการกำไรลง และแน่นอนว่า Valuation P/E ที่เคยสูงมาก ก็จะถูกลดทอนลงด้วยเพราะมันไม่ได้สวยงามขนาดทุ่งลาเวนเดอร์ 👉 เมื่ออะไรมันไม่สวยตามคาด P/E จะต้อง derate ลงมาหาระดับที่สมเหตุสมควร

    (6.) ฉากถัดไป ผบห.ก็ต้องมาอธิบายถึงไส้ในที่แย่กว่าคาด และแนวทางในการพามันกลับมาอยู่ในร่องในรอยของความคาดหวังก่อนหน้า นลท. ควรเฝ้าติดตามให้ดีนะครับ แต่ใจเย็นๆ หันมาดูศักยภาพของเค้า ผมก็ยังดีนะ แค่มัน missed จากที่ตลาดเคยคิด เพื่อนๆอาจใช้ floor P/E 17.0 + x เท่า ที่เพื่อนเชื่อก็ได้ว่า OKJ ยังควรมี premium จากกลุ่มเท่าไหร่ เป็นจุดรับของการลงทุนระยะยาวรอบถัดไปก็ได้ครับ รอบนี้ถือว่าได้เรียนรู้กันไป 👉 ความคาดหวังสูง เวลาผิดคาด จะโดนลงโทษแรงมาก และหุ้นจะวิ่งหาจุดที่ตลาดเชื่อว่าเหมาะสมกับความเป็นจริง ดังนั้นไม่ต้องรีบหวดก็ได้ รอแรงขายหมด ก็อาจบอกว่าตรงนั้นแหล่ะ

    คิดเห็นอย่างไร แลกเปลี่ยนไอเดียกันครับ 😊

    สมัครดูกราฟ Trading View ฟรี กดที่นี่

  • ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเงินปันผลถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของบุคคล และในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำหนดให้เงินปันผลต้องเสียภาษีด้วยนะห้ามเบี้ยว

    อัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทย

    สำหรับอัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทยมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเกี่ยวข้องกับภาษี 2 แบบ ดังนี้:

    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของจำนวนเงินปันผลที่ได้รับ และนำส่งกรมสรรพากรโดยบริษัทที่จ่ายเงินปันผล จะเห็นว่ามันหักไปเรียบร้อยแล้วนะ
    2. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผล สามารถเลือกได้ 2 วิธีในยื่นการเสียภาษี
      • ทางแรก คือ นำมูลค่าเงินปันผลตามหน้าเช็คที่ได้รับ(ปัจจุบัน e-dividend) ไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นๆ แล้วใช้สิทธิขอเครดิตภาษี (Tax Credit) คืนในลำดับถัดไปได้
      • เลือกไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น และเสียภาษีเฉพาะ 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็ง่ายดี

    วิธีการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผล

    1. สำหรับ “บริษัท” ผู้จ่ายเงินปันผล
      • ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น นำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปผ่านแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 50 หรือ ภ.ง.ด. 1 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) จากนั้นก็ออกเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น
    2. สำหรับ “ผู้ถือหุ้น” ที่ได้รับเงินปันผล
      • หากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องพิจารณาว่าจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินใจว่าจะเอาไปรวมคำนวน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเคลมภาษีดังต่อไปนี้ครับ

    การเคลมภาษีเงินปันผลคืออะไร

    การเคลมภาษีเงินปันผลหมายถึงการขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว หรือการใช้สิทธิเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีของบุคคลธรรมดาที่เลือกนำเงินปันผลมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น โดยสามารถขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วตามอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจริง

    ขั้นตอนการขอเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณเงินได้รวมทั้งหมด รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับ
    2. ใช้สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลตามหลักการ “Gross-up” ซึ่งจะคิดภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วกลับมาเป็นฐานรายได้ก่อนหักภาษี
    3. คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหักออก
    4. ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91) ภายในกำหนดเวลาเพื่อขอคืนภาษีหากมีภาษีที่ชำระเกิน

    ตัวอย่างการเคลมภาษีเงินปันผล

    นายสมชายได้รับเงินปันผลจากบริษัท A เป็นจำนวน 100,000 บาท โดยบริษัท A หักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% หรือ 10,000 บาท

    วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณฐานภาษีก่อนหักเครดิต (Gross-up) ฐานภาษีเงินปันผล=(เงินปันผลที่ได้รับ/90)∗100ฐานภาษีเงินปันผล = (เงินปันผลที่ได้รับ / 90) * 100 ฐานภาษี=(100,000/90)∗100=111,111บาทฐานภาษี = (100,000 / 90) * 100 = 111,111 บาท
    2. คำนวณภาษีที่ต้องชำระตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
      • สมมติว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายสมชายอยู่ที่ 20%
      • ภาษีที่ต้องชำระ = 111,111 * 20% = 22,222 บาท
    3. หักเครดิตภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว
      • ภาษีที่ต้องชำระสุทธิ = 22,222 – 11,111 = 11,111 บาท
    4. หากภาษีที่นายสมชายได้ชำระผ่านการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง นายสมชายสามารถขอคืนภาษีส่วนเกินได้
      • กรณีนี้ นายสมชายสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลไปหักลดภาษีที่ต้องเสีย หรือขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร

    ผลลัพธ์ของการเลือกวิธีเสียภาษี

    • หากเลือก นำเงินปันผลไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะสามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อลดภาระภาษีได้ แต่ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงขึ้นหากมีเงินได้อื่นมากอยู่แล้ว
    • หากเลือก ไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะเสียภาษีเพียง 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและอาจคุ้มกว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้รวมสูงและอยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่า 10%

    ดังนั้น คนที่มีรายได้สูงๆ และมีฐานภาษีเกิน 10% จึงไม่ควรเอาเงินปันผลไปรวมคำนวนเพื่อยื่นภาษี เพราะอาจทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น สู้ยอมให้หักไปเลย 10% จบตรงนั้นจะดีกว่า

    สรุปเรื่องปันผล และ ภาษี

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้จากเงินปันผล โดยมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษี 2 แบบ หากเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อาจสามารถขอเครดิตภาษีและขอคืนภาษีส่วนเกินได้(แต่ไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ)

    แถม เงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ BOI ต้องยื่นภาษีหรือไม่?

    สำหรับนักลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ สิทธิประโยชน์ BOI (Board of Investment) ควรเข้าใจว่าเงินปันผลที่ได้รับอาจมี ผลทางภาษีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของกำไรที่บริษัทใช้ในการจ่ายปันผล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก

    1. เงินปันผลจากกำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (BOI)

    หากบริษัทที่จ่ายเงินปันผล อยู่ในช่วงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก BOI กำไรที่เกิดขึ้นจากกิจการ BOI จะได้รับสิทธิ ไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้ก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย กล่าวคือ …

    ไม่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น ❌ ไม่ได้รับเครดิตภาษี เพราะกำไรนี้ไม่เคยถูกหักภาษี ณ แหล่งที่มา

    2. เงินปันผลจากกำไรที่ต้องเสียภาษี (นอก BOI)

    หากบริษัทมีรายได้จากกิจการที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้ BOI และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้จะต้องเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรนะครับ

    💡 ข้อควรระวัง:
    บางบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลจากทั้ง 2 แหล่ง (BOI และนอก BOI) ควรตรวจสอบ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าระบุประเภทเงินปันผลอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมนะครับ