หมวดหมู่: การลงทุน

  • Boeing โกยแหลกกับ Reciprocal Traiff

    Boeing โกยแหลกกับ Reciprocal Traiff

    ✈️🇺🇸 เพื่อนๆสงสัยมั๊ยทำไม “ทรัมป์ไปไหน” Boeing มักได้ออเดอร์กลับมาตลอด? ดูในกราฟสิหุ้น BA (Boeing) ปรับตัวขึ้น +57% ในเวลา 1 เดือน!! ทะลุทะลวงวันคุณทรัมป์ประกาศ Reciprocal tariff 2 เม.ย. ไปแล้ว และล่าสุด Qatar ซึ่งสั่งซื้อ Boeing ล๊อตประวัติศาสาตร์ 210 ลำ วันนี้มาดูเหตุผลกันว่าทำไมต้อง Boeing

    ภาพที่เห็นบ่อยช่วงหลังๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศของ “ทรัมป์” หรือการพบปะผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ ก็มักมีข่าวตามมา เช่น…

    ✅ Qatar Airways สั่งซื้อเครื่องบิน Boeing

    ✅ อินเดียประกาศขยายฝูงบิน Boeing

    ✅ ญี่ปุ่น, อินโดฯ, ซาอุ ฯลฯ มีคำสั่งซื้อใหม่

    ทำไม “ต้องเป็น Boeing”? เค้าว่ากันว่า “มันคือการเมือง + การค้า + ภาพลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์รวมกัน”

    1️⃣ Boeing คือ “ตัวแทนความเป็นอเมริกา”

    เพราะ Boeing ไม่ใช่แค่บริษัทผลิตเครื่องบิน แต่คือ “สินค้าส่งออกอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ” และเป็นหนึ่งในตัวชูโรงของเศรษฐกิจอเมริกัน ทรัมป์หรือผู้นำสหรัฐฯ หลายคนจึงใช้ Boeing เป็นเครื่องมือทางการทูต

    2️⃣ ใช้ปิดดีลการค้า/การเมืองแบบ win-win

    เวลาบางประเทศอยากได้ดีลพิเศษจากสหรัฐฯ เช่น ขอเปิดตลาด, ขอผ่อนคลายภาษี, ขอซื้ออาวุธ ฯลฯ 🇺🇸 ฝั่งสหรัฐฯ ก็ขอกลับว่า “ถ้าคุณซื้อสินค้าจากเราบ้าง เช่น เครื่องบิน Boeing เราก็ช่วยเจรจาให้ง่ายขึ้น”

    ที่มา : Business Today

    3️⃣ สะท้อนแนวคิด “America First”

    Boeing มีโรงงานในรัฐสำคัญ เช่น Washington, Missouri, South Carolina เวลามีออเดอร์ใหญ่ แปลว่ามีงานเกิด แน่นอนว่าฐานเสียงของทรัมป์ยิ้มกว้าง ดังนั้นการผลักดัน Boeing จึงเป็นการดันเศรษฐกิจสหรัฐแบบรูปธรรมให้เห็น

    4️⃣ ถ้าไม่ซื้อ Boeing ก็ต้องซื้อ Airbus (ยุโรป)

    ทางเลือกในตลาดมีแค่ 2 เจ้าใหญ่:

    ✈️ Boeing (สหรัฐฯ)

    ✈️ Airbus (ยุโรป)

    เวลาเจรจากับสหรัฐฯ การเลือกซื้อ Boeing จึง “ส่งสัญญาณ” ความเป็นมิตรต่ออเมริกานั่นเอง

    5️⃣ ภาพลักษณ์ระดับโลก

    ทรัมป์เป็นนักสร้างภาพ (ในเชิงการตลาด)

    การได้เห็นภาพ “ผู้นำประเทศนั้น ๆ ยืนจับมือกับเขา พร้อมประกาศซื้อ Boeing 100+ ลำ” คือ ภาพแห่งชัยชนะของการเจรจาเชิงการค้าที่เขานำมาใช้ตอกย้ำความสำเร็จนั่นเอง

    สรุปคือ Boeing ไม่ได้ขายแค่เครื่องบิน แต่ขาย “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” หลายดีลไม่ได้เกิดจากความจำเป็นล้วน ๆ แต่เกิดจาก “ยุทธศาสตร์ด้านภาพลักษณ์-การเมือง-เศรษฐกิจ” ที่โยงกันลึกกว่าที่คิดนั่นเองค้าบบบบบบบบบบบบ ! 😆

    อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "Boeing Company (The)• 1D·NYSE 3 0207.35 H208.60 L205.4 C206.24 +1.52 0.74%) USD 210.00 206.24 Post 206.00 190.00 180.00 Boeing Company (lhe) 172.57 170:00 Tnah Ml unlh 1% Sep Oct 160.00 Nov 150.00 Dec 140.00 2025 nnu Feb Mar 130.00 Apr 120.00 May Jun 9.58M 110:90 Jul"
    ที่มา : TradingView 15 May 2025

  • หัวใจของธนาคารนอกจากดอกเบี้ย ก็คือ CASA ??

    หัวใจของธนาคารนอกจากดอกเบี้ย ก็คือ CASA ??

    โลกของธนาคารพาณิชย์ นอกจากส่วนต่างดอกเบี้ยแล้ว หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจมากๆ คือ “CASA” ซึ่งย่อมาจาก Current Account – Savings Account ซึ่งก็คือ บัญชีกระแสรายวัน และบัญชีออมทรัพย์ แม้จะเป็นบัญชีพื้นฐานของลูกค้า แต่ CASA มีความหมายที่ลึกซึ้งต่อประสิทธิภาพทางการเงินของธนาคารอย่างมากๆ

    CASA คืออะไร?

    CASA หมายถึง เงินฝากในรูปแบบกระแสรายวัน และออมทรัพย์ ซึ่งโดยทั่วไป เงินฝากรูปแบบนี้ บัญชีออมทรัพย์จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆๆๆๆ 0.125-0.20% หรือแทบไม่มีเลย เช่น บัญชีกระแสรายวันจึงถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับธนาคาร

    ความสำคัญของ CASA

    CASA มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสามารถในการทำกำไรของธนาคารในหลายๆมิติ เช่น :

    • ช่วยลดต้นทุนเงินทุน (Cost of Funds) ได้อย่างมากๆ
    • เพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin – NIM)
    • สะท้อนความภักดีและความผูกพันของลูกค้า โดยเฉพาะในยุคที่ Mobile Banking เป็นเครื่องมือหลักในการใช้บริการธนาคาร ธนาคารใดที่ทำ Mobile Banking ดี คนจะนิยมเอาเงินมาพักไว้เยอะ และนั่นหมายความว่าโอกาสที่จะมี CASA เยอะนั่นเอง

    CASA ไม่ใช่แค่บัญชีเงินฝากราคาถูก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการที่ธนาคารสามารถดึงลูกค้าให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    ในอุตสาหกรรมธนาคารไทย CASA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่แสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างธนาคารขนาดใหญ่และขนาดเล็ก :

    ธนาคารขนาดใหญ่มักได้เปรียบ: เช่น BBL, SCB และ KBANK มักมีสัดส่วน CASA อยู่ในระดับสูง 60-80% ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานลูกค้ารายย่อยและองค์กร ความเชื่อมั่นในระบบบริการ รวมถึง Digital Platform ที่ทรงพลัง

    ธนาคารขนาดเล็กดูจะเสียเปรียบ: ธนาคารอย่าง KKP, TISCO และ CIMB TH มักพึ่งพาเงินฝากประจำ(ดอกเบี้ยสูง) หรือการระดมทุนจากตลาดตราสารหนี้มากกว่า ส่งผลให้ต้นทุนเงินทุนสูง และอาจไม่มีพื้นที่ในการแข่งขันด้านดอกเบี้ยเท่าธนาคารขนาดใหญ่

    ตัวอย่างข้อมูล CASA (Q1/2025) ลองดู SCB เป็นตัวอย่างแรกครับ

    ที่มา : MD&A SCB งวด 1Q25

    จะเห็นว่ามีคนเอาเงินมาฝากกระแสรายวัน 129,655 ล้านบาท มีคนฝากในออมทรัพย์ 1,788,382 ล้านบาท จับมัดรวมกันแล้วหารด้วยเงินรับฝากทั้งหมด 2,471,357 ล้านบาท จะได้ CASA ratio 77.6% ถือว่ากระฉูดมาก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า SCB Easy เป็นเครื่องมือสำคัญ ผนวกกับความเก่าแก่และความเชื่อมั่นสูงของธนาคาร

    ส่วน CASA ratio ของธนาคารใหญ่อื่นๆที่แกะจาก MD&A มาให้ดู เช่น KBANK 80.4%, BBL 61.7%

    แต่ถ้าใน MD&A ไม่แตกตัวเลขมาให้คำนวน เราก็สามารถไปดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินได้เช่นกัน เช่น TISCO มี CASA ratio เพียง 13.9%

    ดังนั้น CASA เป็นมากกว่าตัวเลขในงบดุล แต่คือแกนหลักสำหรับการวางยุทธศาสตร์ธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ผู้ใช้งานมีบทบาทอย่างมาก

    โครงสร้างในฝันของธนาคารคือ CASA เยอะๆ Loan growth สูง NPL น้อยๆ ธรรมเนียมเยอะๆ และสร้าง ROE ได้สูงๆ ใครที่ทำส่วนผสมนี้ได้ดี Valuation Premium อย่างแน่นอนจากนักลงทุน

    ซึ่งจุดเริ่มอยู่ที่การสามารถดึงดูด CASA ได้สูงจะมีต้นทุนที่ต่ำ สามารถแข่งขันด้านดอกเบี้ยได้ และมีความมั่นคงทางการเงินสูงกว่าในระยะยาว

    ดังนั้น การติดตาม CASA Ratio จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนและผู้สนใจในหุ้นกลุ่มธนาคารไม่ควรมองข้ามด้วยนะครับ

  • รู้จักธุรกิจ Streaming มาเงียบๆแต่เฉียบขาด มาตรฐานใหม่ชาวโลก

    รู้จักธุรกิจ Streaming มาเงียบๆแต่เฉียบขาด มาตรฐานใหม่ชาวโลก

    ทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยี Streaming เข้ามาปฏิวัติวงการทีวีทั่วโลก โดยเข้ามาแทนที่การรับชมผ่านระบบดาวเทียม (Satellite TV) อย่างต่อเนื่อง

    สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การดูคอนเทนต์แบบออนดีมานด์ (On-Demand) ก็คือ อยากดูเมื่อไหร่ก็ได้ดู ดูย้อนหลังก็ได้ ประกอบกับต้นทุนที่ต่ำกว่า ความสะดวกในการเข้าถึง และความสามารถของเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว Streaming จึงกลายเป็นโครงสร้างหลักของอุตสาหกรรมบันเทิงในยุคปัจจุบัน

    ช่วงต้นปี 2025 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 กลุ่มสื่อและบันเทิงปรับตัวลดลงกว่า 4% แต่หุ้นของ Netflix กลับสวนทาง

    โดย Netflix ปรับตัวขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี และสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เหนือระดับ $1,150 ต่อหุ้นหน้าตาเฉย

    แม้จะมีข่าวการประกาศภาษี 100% สำหรับภาพยนตร์ที่ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้หุ้น Netflix ร่วงลงถึง 4% ระหว่างวัน แต่สุดท้ายราคาหุ้นก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    ความแข็งแกร่งของ Netflix สะท้อนผ่านผลกำไรที่ดีงามเหนือความคาดหมายใน 1Q25 มีรายได้รวม $10.5 พันล้าน เพิ่มขึ้น +13% y-y กำไรสุทธิอยู่ที่ $2.9 พันล้าน +24% y-y และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ $6.61 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ $5.67

    นอกจากนี้ Netflix ยังมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 31.7% ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้าจะขยายได้อีก โดยกลยุทธ์การเพิ่มรายได้จากโฆษณา (Advertising) ทำให้โฆษณาของบริษัทเติบโต 65-70% ต่อไตรมาสในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา หน่วยธุรกิจนี้น่าสนใจ ยิ่งคนดูเยอะ สมาชิกเยอะ eyeballs ยิ่งเยอะ ยิ่งขายโฆษณาได้ง่าย ได้แพงยิ่งขึ้น

    แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษี แต่ Netflix ยังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่อง Streaming กันครับ

    เทคโนโลยี Streaming ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากระบบการบีบอัดข้อมูล (Compression) ที่ทันสมัย โดยมาตรฐานล่าสุดอย่าง H.265 หรือ HEVC สามารถลดขนาดไฟล์วิดีโอ 4K ที่ความเร็ว 60 เฟรม/ วินาที ให้สามารถรับชมได้ด้วยความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียง 15-25 Mbps เท่านั้น

    ในขณะที่ระบบ CDN (Content Delivery Network) ช่วยกระจายคอนเทนต์ไปยังผู้ชมทั่วโลกผ่านเครือข่าย Edge Servers ที่ใกล้ที่สุด ลดความล่าช้า (latency) ลงจนสามารถดูวิดีโอแบบเรียลไทม์ได้ แม้ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุด ดังนั้นที่ไหนมี Data center ที่ดีๆ มี Internet ที่พอใช้ได้ คุณก็สามารถเสพความบันเทิงดีๆได้

    ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่พัฒนาแล้วมากที่สุดด้านนี้ มีผู้ใช้งานบริการ Streaming รวมกันมากกว่า 225 ล้านบัญชี โดย penetration rate อยู่ที่กว่า 80% ของครัวเรือนทั้งหมด Netflix มีค่าสมัครราว $15.49/เดือน สำหรับแพ็กเกจมาตรฐาน

    ขณะที่ Hulu และ Peacock มีแพ็กเกจแบบมีโฆษณา (AVOD) เริ่มต้นที่ $7.99/เดือน ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย โดย AVOD สามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาได้อย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่

    ในญี่ปุ่น แม้จะเข้าสู่ตลาดช้ากว่าสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันมี penetration rate อยู่ที่ประมาณ 50% โดย Netflix มีผู้ใช้งานราว 8 ล้านบัญชี และ Amazon Prime Video ครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด โดยค่าบริการ Prime อยู่ที่ 500 เยน/เดือน (ประมาณ 3.3 ดอลลาร์สหรัฐ) ความนิยมในประเทศนี้ยังรวมถึงแพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง U-NEXT และ AbemaTV ที่ผสมผสานการให้บริการแบบ Live และ On-Demand ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการหลากหลายของผู้ชม

    เกาหลีใต้เป็นอีกตลาดหนึ่งที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย โดยมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้งาน Streaming สูงถึง 20% ต่อปี และมี penetration rate ประมาณ 70% ของครัวเรือน แพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง TVING และ Wavve แข่งขันกับ Netflix อย่างสูสี โดยเน้นการผลิต Original Content ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ค่าบริการโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000-10,000 วอน/เดือน (ประมาณ 6-8 ดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้โมเดลแบบ AVOD ยังไม่เติบโตมากนักในเกาหลี เนื่องจากผู้บริโภคยังนิยมรับชมแบบไม่มีโฆษณามากกว่า

    ขอบคุณรูปจาก : kapanlagi.com

    ในอินเดีย ตลาดมีผู้ชมออนไลน์มากกว่า 400 ล้านคน แต่รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU) ยังต่ำ ทำให้โมเดล AVOD ได้รับความนิยมสูงมาก แพลตฟอร์มอย่าง Hotstar (Disney+) และ JioCinema เสนอคอนเทนต์ฟรีพร้อมโฆษณาเป็นหลัก ค่าบริการหากเลือกแบบไม่มีโฆษณาจะอยู่ที่ราว 299 รูปี/เดือน (ประมาณ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐ) penetration rate โดยรวมยังต่ำกว่า 40% แต่แนวโน้มการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานมือถือในเมืองระดับ Tier 2-3

    สำหรับไทย ผู้ใช้งาน Netflix อยู่ที่ราว 2.3 ล้านบัญชีในปี 2024 คิดเป็น penetration rate ราว 25-30% ของครัวเรือน โดยผู้ให้บริการอื่นเช่น YouTube, TrueID และ AIS Play ยังมีบทบาทสูงในกลุ่มโมเดลแบบ AVOD และ Freemium

    ค่าบริการ Netflix แพ็กเกจมาตรฐานอยู่ที่ 349 บาท/เดือน ขณะที่ผู้เล่น Local อย่าง MonoMAX ก็กำลังถูกจับตาอย่างมาก หลังจับมือกับ JAS เตรียมถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษในฤดูกาลหน้า

    ด้าน AVOD อย่าง YouTube และ Line TV ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มผู้ชมที่ไม่ต้องการจ่ายเงิน การเติบโตของตลาดขึ้นอยู่กับคุณภาพอินเทอร์เน็ตและการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจในประเทศ

    แนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรม Streaming คือการมุ่งไปสู่ความละเอียดสูงยิ่งขึ้น เช่น 8K การใช้ AI เพื่อแนะนำคอนเทนต์แบบเฉพาะบุคคล รวมถึงการผสานกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น VR, AR และ Cloud Gaming ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบของการบริโภคสื่อให้มีความโต้ตอบ (interactive) และหลากหลายยิ่งขึ้น

    ดังนั้น Streaming ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกของการรับชมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลก โดยมีเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นรองรับพฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ตอนนี้ธุรกิจ Streaming เลยกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของคนทั้งโลกนั่นเอง

  • เข้าใจ “Technical Recession” แบบง่ายๆ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

    เข้าใจ “Technical Recession” แบบง่ายๆ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

    Technical Recession หรือ ภาวะถดถอยทางเทคนิค คือ ภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส

    โดยพิจารณาจากอัตราการเติบโตของ GDP (Gross Domestic Product) ที่ ติดลบในรูปแบบ QoQ หรือ Quarter-on-Quarter แต่ต้องเป็นการวัดแบบ “ปรับฤดูกาล” (Seasonally Adjusted หรือ SA) แล้วเท่านั้น เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกเบี่ยงเบนจากปัจจัยชั่วคราว เช่น เทศกาล ท่องเที่ยว หรือฤดูเก็บเกี่ยวเป็นต้น

    ขณะที่ Recession หรือ ภาวะถดถอย คือ ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโดยรวม จะดูจากหลายปัจจัยไม่ใช่แค่ GDP โดยอาจดูถึง แรงงาน, รายได้, ผลผลิตอุตสาหกรรม, ยอดค้าปลีก เป็นต้น

    โดยการจะเข้าสู่ภาวะ Recession นั้น จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการโดยหน่วยงานอิสระ อย่างที่สหรัฐ เค้าจะประกาศโดย National Bureau of Economic Research (NBER) โดยคณะกรรมการชื่อ Business Cycle Dating Committee

    ส่วนในไทยนั้น ไม่มีหน่วยงานเฉพาะแบบนี้ แต่เข้าใจกันว่าน่าจะเป็น สภาพัฒน์ฯ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : สศช.) ซึ่งเป็นผู้รายงาน GDP เป็นประจำอยู่แล้ว

    ก่อนไปต่อ ทบทวนอีกทีนะ ระหว่างความแตกต่างของ QoQ และ YoY

    • QoQ (Quarter-on-Quarter): เปรียบเทียบ GDP ไตรมาสล่าสุดกับไตรมาสก่อนหน้า
      ➤ เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการพิจารณา Technical Recession
      ➤ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จะใช้ค่าที่ “ปรับฤดูกาลแล้ว (SA)” เพื่อสะท้อนภาพจริงของแนวโน้มเศรษฐกิจ

    • YoY (Year-on-Year): เปรียบเทียบ GDP กับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
      ➤ นิยมใช้ดูแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว ดูพัฒนาการการเติบโต ความเก่งขึ้นเป็นต้น
      ➤ ไม่สามารถใช้วัด Technical Recession ได้โดยตรง

    ตัวอย่างการเข้าสู่ Technical Recession เพื่อความเข้าใจ

    ไตรมาสGDP Growth
    (QoQ SA)
    ผลที่เกิดขึ้น
    Q1-0.4%หดตัวครั้งที่ 1
    Q2-0.2%หดตัวครั้งที่ 2 → Technical Recession
    Q3+0.3%เริ่มฟื้นตัว

    ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าเศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส แม้จะไม่รุนแรง แต่ก็เข้าเกณฑ์ “Technical Recession” แล้วตามนิยาม

    ว่าแต่ แล้วทำไมต้องสนใจ Technical Recession?

    แม้จะเป็นเพียงคำนิยามเชิงสถิติ แต่การเกิด Technical Recession มักสะท้อนถึง ความอ่อนแอของเศรษฐกิจโดยรวม เป็นสัญญาณที่ต้องเริ่มระมัดระวัง เพราะมันมักจะมาจาก :

    • การบริโภคและการใช้จ่ายชะลอตัว (C)
    • การส่งออกลดลง (X)
    • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง (Confidence)
    • การจ้างงานและรายได้ชะลอตัว (Income)
    • ภัยพิบัติชั่วคราวจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (Surprise)

    ผลกระทบต่อตลาดหุ้น และนักลงทุน

    • ตลาดหุ้นอาจเกิดแรงขายจากความไม่มั่นใจ กังวลว่าจะลากยาวเป็น Recession จริงๆ
    • เงินบาทอาจอ่อนค่า ต่างชาติอาจเริ่มลดการลงทุนทั้งทางตรง(FDI) และการลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารทุน
    • นักลงทุนอาจเน้นถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้สภาพคล่องหาย เงินจะเริ่มฝืด
    • แต่ในบางกรณี หุ้นพื้นฐานดี ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น พวกสัมปทาน พวก defensive ก็อาจกลายเป็นโอกาสสะสมหากราคาย่อตัวได้นะ

    นักลงทุนควรระวังอะไร?

    อย่าตื่นตระหนก: การหดตัว 2 ไตรมาสไม่ใช่วิกฤตเสมอไปนะ
    มองภาพรวม: ดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น PMI, ดัชนีบริโภค, นโยบายรัฐ
    กระจายความเสี่ยง: ถือสินทรัพย์หลากหลาย และเตรียมรับมือความผันผวนอยู่เสมอนะ อันนี้เป็น basic ที่ควรมีตลอด ควรมีเงินเก็บพร้อมอยู่ได้อย่างน้อย 6-12 เดือน เสมอ
    ติดตามนโยบายเศรษฐกิจ: เช่น การลดดอกเบี้ย หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะออกมาแก้ไขได้รุนแรงขนาดไหน เช่น เมกกะโปรเจ็ค เป็นต้น

    📌 สรุป: Technical Recession เป็นสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองข้าม นักลงทุนควรใช้โอกาสนี้ประเมินพอร์ตลงทุนของตนเองอยู่เสมอ และติดตามภาพรวมเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยนะครับ สรุปคือ อย่าประมาทนั่นเอง

  • ธุรกิจประกันภัย เบื้องต้นที่ควรรู้

    ธุรกิจประกันภัย เบื้องต้นที่ควรรู้

    ธุรกิจประกันภัยถือเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพราะเป็นกลไกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับทั้งบุคคล และบริษัทต่างๆ

    อีกทั้งยังมีรูปแบบรายได้ที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะในส่วนของ “รายได้จากการลงทุน” ที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

    เดี๋ยววันนี้จะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับพื้นฐานเบื้องต้นของธุรกิจประกันภัย, วิธีวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้ และเรื่องของทิศทางดอกเบี้ยต่อแนวโน้มผลประกอบการกันครับ

    พื้นฐานของธุรกิจประกันภัย

    ธุรกิจประกันภัย ง่ายๆก็คือ ธุรกิจที่รับความเสี่ยงแทนลูกค้า โดยลูกค้าจะจ่าย “เบี้ยประกันภัย” เพื่อให้บริษัทรับความเสี่ยงนั้นไว้แทน หากเกิดเหตุการณ์ที่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ บริษัทก็จะจ่ายค่าสินไหมชดเชยให้ตามที่ตกลงไว้

    ธุรกิจนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่:

    1. ประกันชีวิต (Life Insurance): ให้ความคุ้มครองชีวิต และมักมีส่วนผสมของการออมเงิน หรือการลงทุนด้วย ตัวอย่างบริษัทในตลาดหุ้นไทย เช่น BLA (กรุงเทพประกันชีวิต), TLI (ไทยประกันชีวิต), และ THREL (ไทยรี – บริษัทประกันภัยต่อ ที่รับประกันจากบริษัทประกันชีวิตอื่น) เป็นต้น
    2. ประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance): คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน อุบัติเหตุ สุขภาพ รถยนต์ ฯลฯ เช่น TIPH (ทิพย กรุ๊ป), BKI (กรุงเทพประกันภัย), NSI, SMK, และ THRE เป็นต้น
    3. นายหน้าประกันภัย (Broker) : จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยขายประกัน ทำช่องทางการขาย เพื่อส่งเบี้ยประกันให้บริษัทประกันภัย บริษัทพวกนี้จะไม่รับความเสี่ยงไว้ แต่จะมีรายได้จากส่วนแบ่งในเบี้ยประกันภัยในอัตราที่แน่นอน เช่น TQM, JMT, ASN เป็นต้น

    วิเคราะห์หุ้นประกันภัยต้องดูอะไรบ้าง?

    การวิเคราะห์หุ้นประกันภัยมีความเฉพาะตัวพอสมควร เพราะรายได้ และต้นทุนไม่ได้เหมือนธุรกิจทั่วๆ ไป โดยอัตราส่วนทางการเงิน และตัวเลขสำคัญๆที่ใช้ดูกันก็เช่น :

    • เบี้ยประกันภัยรับ (Premium Income): ใช้ดูการเติบโตของธุรกิจ เช่น TIPH และ BKI มีการเติบโตของเบี้ยรับประมาณ 5-10% ต่อปีหลังโควิด-19 ส่วนใหญ่ระดับ 3-5% ก็ถือเป็น normal growth แล้วสำหรับไทย
    • อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio): วัดว่าบริษัทต้องจ่ายเคลมมากน้อยแค่ไหน เทียบกับเบี้ยประกันที่รับเข้ามา โดยทั่วไปอยู่ที่ 55-65% เช่น TIPH อยู่ที่ 57% ในปี 2023 สรุป คือ ถ้าตัวเลขนี้เยอะ หรือมากกว่าอุตสาหกรรม แปลว่าไม่ดี
    • อัตราค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Expense Ratio): ใช้ดูประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน เฉลี่ยอยู่ที่ 20-30% เช่น BKI อยู่ที่ประมาณ 23% ค่าใช้จ่ายมักวิ่งๆไปมาๆกับกิจกรรมด้านการตลาด
    • Combined Ratio: นำ Loss Ratio และ Expense Ratio มารวมกัน ถ้าค่ารวมต่ำกว่า 100% แสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรจากธุรกิจประกันได้ ซึ่งโดยทั่วไปบริษัทที่แข็งแรงจะมีค่ารวมอยู่ในช่วง 85-95% แต่ถ้าเกิน 100% อันนี้ก็ต้องไปพึ่งรายได้จากข้อถัดไป
    • รายได้จากการลงทุน (Investment Income): ถือเป็นรายได้อีกช่องทางสำคัญของบริษัทประกัน ซึ่งมันก็จะเป็นบางจังหวะในบางปีด้วยนะ เช่น TIPH มีรายได้จากการลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท หรือกว่า 40% ของกำไรสุทธิในปี 2023 ซึ่งรายได้ช่องทางนี้จะใช้ skill จากฟันด์เมเนเจอร์ ผสมกับภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยด้วยนะ
    • มาตรฐานบัญชีและการตั้งสำรอง: โดยเฉพาะมาตรฐานใหม่อย่าง TFRS 17 ที่ส่งผลต่อวิธีการรับรู้รายได้และสำรองความเสี่ยง อาจทำให้ผลประกอบการผันผวนมากขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
    • แนวโน้มเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากร: เช่น สังคมสูงวัยและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้บริษัทประกันต้องปรับตัว ทั้งเรื่องช่องทางขายและรูปแบบผลิตภัณฑ์

    ทำความเข้าใจรายได้จากการลงทุน : อีก 1 เสาหลักของรายได้ในธุรกิจประกันภัย

    สำหรับบริษัทประกัน รายได้จากการลงทุนอาจคิดเป็น 30-50% ของกำไรสุทธิต่อปี เพราะเงินเบี้ยประกันที่เก็บจากลูกค้ายังไม่ต้องจ่ายออกทันที บริษัทจึงนำไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นสามัญ กองทุนรวม หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์

    คราวนี้รายได้จากธุรกิจนี้ มักจะมีความสอดคล้องกับทิศทางภาวะดอกเบี้ยในตลาด เนื่องจากสินทรัพย์ลงทุนหลักส่วนใหญ่จะเป็นตราสารหนี้ และ พันธบัตร

    Source : Bloomberg.com

    คราวนี้ ถ้าดอกเบี้ยขาขึ้น มันจะส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตล่ะ? จะเกิดผลใน 2 ด้าน

    • รายได้จากการลงทุนใน “สินทรัพย์ใหม่” เพิ่มขึ้น เพราะได้ลงทุนในอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่สูงขึ้น
    • แต่ มูลค่า “สินทรัพย์เดิม” อาจลดลง ให้นึกภาพง่ายๆ ดอกเบี้ยขึ้น ราคาตารางหนี้ หรือหุ้นกู้จะลดลง ดังนั้นพอร์ตลงทุนอาจต้องรับรู้ขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss)

    กล่าวคือ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เป็นเหมือนดาบสองคม ในระยะสั้นอาจทำให้มูลค่าตราสารหนี้ที่ถืออยู่ลดลง (กระทบงบการเงิน) แต่ในระยะยาวถือว่าเป็นบวก เพราะลงทุนใหม่ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดังนั้นต้องเข้าไปดูโครงสร้างพอร์ตว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

    บริษัทที่มีพอร์ตใหม่มากๆ ได้เปรียบในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะได้ลงทุนในอัตราดอกเบี้ยใหม่

    บริษัทที่ถือพันธบัตรเดิมเยอะๆ อาจเสียเปรียบในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะต้องบันทึกขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง

    อันนี้ก็คือพื้นฐานเบื้องต้นที่ควรรู้ครับ

    คราวนี้มาดูเรื่อง Valuation กันต่อ หุ้นกลุ่มประกันภัยมีโครงสร้างรายได้และต้นทุนที่ไม่เหมือนธุรกิจทั่วไป ดังนั้นการประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) จึงต้องใช้วิธีเฉพาะให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละบริษัท

    ซึ่งมีทั้งรายได้จากเบี้ยประกัน และรายได้จากการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง วิธีที่นิยมใช้มีดังนี้:

    • Price to Book Value (P/BV): เป็นวิธีที่นิยมที่สุดในตลาดหุ้นไทย เหมาะกับบริษัทที่มีฐานทุนมั่นคง เช่น TIPH หรือ BKI มักเทรดอยู่ในช่วง P/BV 1.2–2.0 เท่า หาก P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า อาจสะท้อนโอกาสสำหรับการลงทุน แต่ก็อาจหมายถึงว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องจับตาหรือไม่
    • Price to Earnings Ratio (P/E): ใช้ในกรณีที่กำไรสม่ำเสมอ แต่ต้องระวังเพราะกำไรของบริษัทประกันอาจผันผวนจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ อาจจะไม่เหมาะช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนเทรนด์นะ แต่ถ้าเทรนด์ชัดๆ วิธีนี้ก็น่าจะดี
    • Embedded Value (EV) และ Value of New Business (VNB): อัตราส่วน EV/ VNB เป็นวิธีที่นิยมในต่างประเทศ เหมาะกับบริษัทประกันชีวิต เช่น TLI โดย EV คือ มูลค่ารวมของพอร์ตกรมธรรม์ปัจจุบัน + ทุนผู้ถือหุ้น ส่วน VNB สะท้อนศักยภาพการเติบโตจากกรมธรรม์ใหม่ที่ขายได้ในแต่ละปี แต่วิธีนี้ในไทยไม่ค่อยนิยมนักเพราะซับซ้อน ยากต่อการเข้าใจ
    • Discounted Cash Flow (DCF): เหมาะกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้สม่ำเสมอ ใช้ได้เมื่อสามารถประมาณการกระแสเงินสดได้แม่นยำ และต้องอาศัยสมมติฐานที่เหมาะสม เช่น อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนเงินทุน ใช่ครับ ในช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศจะใช้ยากมาก

    ดังนั้น การเลือกวิธีประเมินขึ้นอยู่กับประเภทของบริษัทประกันและความเสถียรของผลประกอบการ เช่น ถ้าเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีเบี้ยรับต่อเนื่องและการเติบโตระยะยาว ควรใช้ EV/VNB

    แต่ถ้าเป็นบริษัทประกันวินาศภัยทั่วไป ทิศทางดอกเบี้ยไม่ได้ผันผวนอะไรมาก พวก P/BV และ P/E ก็เพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบในอุตสาหกรรมแล้วครับ

  • Dynamic Price Band เครื่องมือควบคุมความผันผวนใหม่ เตรียมโชว์ฟอร์มรับมือตลาดผันผวนจาก Tariff

    Dynamic Price Band เครื่องมือควบคุมความผันผวนใหม่ เตรียมโชว์ฟอร์มรับมือตลาดผันผวนจาก Tariff

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ประกาศใช้มาตรการชั่วคราวเพื่อรับมือตลาดผันผวนจากประเด็น Reciprocal Tariff ระหว่าง 8-11 เมษายน 2568 โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปรับปรุงเกณฑ์ Dynamic Price Band จากเดิม ±10% ให้แคบลงเหลือเพียง ±5% เพื่อควบคุมความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ในภาวะตลาดที่ผันผวนสูง

    Dynamic Price Band คืออะไร?

    Dynamic Price Band (DPB) คือ กรอบราคาระหว่างวันของหลักทรัพย์ที่กำหนดขึ้นโดยอ้างอิงจากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น ๆ ไม่ใช่ราคาปิดของวันก่อนหน้าเหมือน Static Price Limit

    การกำหนดกรอบนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ราคาขยับขึ้นหรือลงเกินกว่าระดับที่กำหนดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

    เมื่อมีการซื้อขายเกิดขึ้น ราคาล่าสุดจะถูกใช้ในการคำนวณกรอบใหม่ทันที ทำให้ DPB เป็นกลไกที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของราคาได้แบบ Real-time

    ตัวอย่างการคำนวณ Dynamic Price Band

    สมมติว่าหุ้น A มีการซื้อขายล่าสุดที่ราคา 10.00 บาท ในช่วงที่ DPB ใช้เกณฑ์ ±5% กรอบราคาจะอยู่ที่ 9.50 – 10.50 บาท หากมีการซื้อขายที่ 10.30 บาท ต่อมา ระบบจะคำนวณกรอบใหม่เป็น 9.79 – 10.82 บาททันที จะเห็นว่ากรอบมันจะวิ่งไปเรื่อยๆ

    แต่หากนักลงทุนพยายามส่งคำสั่งซื้อหรือขายนอกกรอบนี้ เช่น จะซื้อที่ 11.00 บาท (มักเกิดจากพวกขาใหญ่ ไม้ใหญ่ตูมๆ) ซึ่งจะเห็นว่าเป็นคำสั่งที่หลุดกรอบบน 10.82 บาท ล่าสุด

    คำสั่งจะไม่ถูกส่งเข้าระบบ และตลาดจะทำการหยุดรับคำสั่งซื้อขายของหลักทรัพย์นั้น ๆ ชั่วคราวเป็นเวลา 2 นาที เพื่อให้มีเวลาปรับกรอบราคาใหม่และลดความผันผวนที่เกิดขึ้นฉับพลัน

    ประโยชน์ของ Dynamic Price Band

    1. ลดความเสี่ยงจากคำสั่งผิดพลาด (Fat Finger): การจำกัดกรอบราคาแบบ Dynamic ช่วยกรองคำสั่งที่ผิดปกติหรือผิดพลาดจากผู้ลงทุน อารมณ์ว่า IC คีย์ผิด (ฮา)
    2. ป้องกันการปั่นราคา: นักลงทุนที่พยายามดันราคาขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วจะถูกจำกัดด้วยกรอบราคา จะทำให้ไล่หุ้นขึ้นเร็วๆไม่ได้ แตะปั๊บ มีเบรคหายใจ 2 นาที ให้ นักลงทุนได้ตั้งสติกัน
    3. เพิ่มเสถียรภาพของตลาด: โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวสารหรืออารมณ์ตลาดรุนแรง การมีกรอบราคาแบบ DPB ทำให้ตลาดเคลื่อนไหวอย่างมีเหตุผลมากขึ้น หุ้นจะเคลื่อนช้าลง(ทั้งขึ้น และ ลง)
    4. ให้เวลานักลงทุนในการวิเคราะห์ข้อมูล: เมื่อราคาขยับไม่รวดเร็วเกินไป นักลงทุนจะมีเวลามากขึ้นในการประเมินและตัดสินใจ

    ดังนั้นสรุปได้ว่า

    Dynamic Price Band เป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลความเป็นระเบียบและเสถียรภาพของตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตลาดผันผวน

    การที่ SET ปรับเกณฑ์แคบลงในช่วงเวลาสั้น ๆ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการควบคุมความเสี่ยงและปกป้องผู้ลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม

    เพื่อนๆนักลงทุนควรทำความเข้าใจและติดตามกรอบราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งคำสั่งซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากที่สุดนะครับ

    ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์ฯ
    ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์ฯ

    ฟังคลิปอธิบายจาก ตลท. ที่นี่ ครับ