ผู้เขียน: น้าแดง

  • สรุป Copayment ประกันภัย เงื่อนไข และ ผลกระทบ

    สรุป Copayment ประกันภัย เงื่อนไข และ ผลกระทบ

    ในปีนี้ ธุรกิจประกันภัยของไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยการนำระบบ “copayment” หรือการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาใช้ ระบบนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ทำประกัน โรงพยาบาลที่ให้บริการ และบริษัทประกันที่ต้องบริหารความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรตระหนักนะ

    ระบบ copayment มีกำหนดเริ่มใช้ในวันที่ 20 มีนาคม 2568 โดยจะมีผลบังคับใช้กับกรมธรรม์ใหม่ที่ออกตั้งแต่วันที่กำหนดเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ประกันภัยกลุ่ม และ กรมธรรม์ฉบับเดิมที่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาคุ้มครองจะไม่ได้รับผลกระทบจนกว่าจะมีการต่ออายุหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใหม่ โดยบริษัทประกันจะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ล่วงหน้า และอาจมีทางเลือกให้ผู้ถือกรมธรรม์สามารถปรับแผนประกันให้เหมาะสมกับความต้องการของตน

    ล่าสุด สมาคมประกันชีวิตไทยได้กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับการร่วมจ่ายในกรมธรรม์ที่ต่ออายุ โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่

    • หากผู้เอาประกันมีการเคลมโรคทั่วไปเกิน 3 ครั้งต่อปี และมีอัตราการเคลมเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัยสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาในปีถัดไป
    • ในกรณีที่อัตราการเคลมสูงกว่า 400% ของเบี้ยประกันสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาสำหรับโรคทั่วไป
    • แต่หากเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ ผู้เอาประกันจะต้องร่วมจ่าย 50% ของค่ารักษาในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม หากในปีต่อไปการเคลมลดลงจนไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ระบบ copayment ก็จะถูกยกเลิก และกรมธรรม์จะกลับสู่สถานะปกติ

    จะเห็นว่าระบบ copayment จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนจากการรักษาพยาบาล แทนที่จะให้บริษัทประกันรับผิดชอบทั้งหมด

    ข้อดีที่สำคัญคือ ช่วยลดภาระของบริษัทประกัน ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น และส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการทางการแพทย์มีความรับผิดชอบในการใช้บริการมากขึ้น ลดปัญหาการใช้สิทธิ์เกินความจำเป็น รวมถึงเป็นการป้องปรามสถานพยาบาลที่ชาร์จราคา และจ่ายยาเกินควรเกินจำเป็น

    ผมเคยไป รพ.นึง ถ้าจ่ายด้วยประกัน 100 บาท แต่ถ้าจ่ายเองฝ่ายบัญชีบอก 50 บาท ก็พอ??

    มีอีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ Mediacal Inflation ของไทยสูงถึง 14.3% ต่อปี นั่นแปลว่า ค่ายาค่าหมอเพิ่มขึ้นแรงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป 10 เท่าต่อปี copayment จึงจะเข้ามาแก้ปัญหานี้

    เรื่องของภาษี นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ทำประกันสุขภาพ OPD ยังสามารถใช้เบี้ยประกันเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ตามที่กรมสรรพากรกำหนด

    โดยสามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

    ทำให้ประกันสุขภาพกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้

    ตัวอย่างกรณีที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ระบบ copayment เช่น หากผู้ทำประกัน OPD ต้องการเข้ารับการรักษาอาการไข้หวัดในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาท และเงื่อนไข copayment กำหนดให้ผู้ป่วยต้องจ่ายเอง 20% หมายความว่าผู้ป่วยต้องจ่ายเอง 400 บาท และบริษัทประกันจะรับผิดชอบส่วนที่เหลืออีก 1,600 บาท การใช้ระบบนี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายและป้องกันการใช้สิทธิ์โดยไม่จำเป็น

    อย่างไรก็ตาม ระบบ copayment อาจเป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาเป็นประจำ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลอาจต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการจัดการระบบเรียกเก็บเงินและการรับมือกับความไม่พอใจของผู้ป่วยที่ไม่คุ้นเคยกับระบบใหม่นี้ ส่วนบริษัทประกันภัยเองก็ต้องปรับปรุงระบบบริหารจัดการ และสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้าเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

    ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าระบบนี้เป็นเรื่องที่ดีต่อภาพรวมเพราะ

    • น่าจะทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างบริษัทประกันมากขึ้นในแง่ของการให้ส่วนลดแข่งกัน
    • เบี้ยประกันสุขภาพรายปีควรจะลดลง เนื่องจากผู้บริโภคยอมจ่ายบางส่วนให้ ซึ่งจะทำให้จำนวนกรมธรรม์รองรับ OPD ควรจะมากขึ้น
    • การกำหนดราคาสูงเกินจริงของ รพ. ควรจะลดลง แม้ว่าอัตรากำไรมีแนวโน้มจะลดลง แต่อาจแลกมาด้วย volume การใช้บริการที่มากขึ้น (แต่ประเด็นหมอทำงานหนักขึ้น ก็ต้องไปเคลียร์กันเองนะ)
    • ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น เบี้ยควรถูกลง และราคาบริการการแพทย์ควรสมเหตุสมผลขึ้น

    แต่ที่แน่ๆในแง่ valuation ของกลุ่ม รพ. อาจต้อง derate ลงก่อนในช่วงแรกๆ เมื่อก่อนซื้อขาย P/E 25-35x อาจต้องถอยมา 15-25 เท่า มากน้อยแล้วแต่ว่า รพ.ใด พึ่งพิงลูกค้าประกันมาน้อยอย่างไรน่ะครับ

    เรื่องอุตสาหกรรมประกันสุขภาพ ปัจจุบัน คนไทยให้ความสำคัญกับประกันสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแบบ OPD ในโรงพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้นถึง 62.1% ในช่วงปี 2013–2020 และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    ขณะที่สัญญาเพิ่มเติมของประกันสุขภาพก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เบี้ยประกันภัยรับรวมของสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพอยู่ที่ 51,450 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 14.3% y-y แสดงให้เห็นถึงความตระหนักของประชาชนต่อความสำคัญของการมีหลักประกันด้านสุขภาพ

    ใครยังไม่มีประกันสุขภาพ แนะนำว่า รีบทำก่อน 20 มีนาคม นะครับ ของ FWD เจ้านี้ก็ไม่เลวนะ เดี๋ยวนี้มีสำหรับสายกีฬาด้วย เก๋มากๆ ลองไปส่องดูได้ ที่นี่

  • ทำไม OKJ  ถึงปรับตัวลงแรงติด floor -30% วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    ทำไม OKJ ถึงปรับตัวลงแรงติด floor -30% วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

    (1.) OKJ รายงานกำไรสุทธิงวดปี 2024 ที่ 202 ลบ. +43% y-y มันก็ดูดี สาขาเพิ่มจาก 33 เป็น 41 สาขา อัตรากำไรขั้นต้น 44.5% พอๆปีก่อน 45.2% ภาพใหญ่ดูดีมีการโต แต่ในโลกลงทุนตลาดจะ monitor งบไตรมาสด้วย ซึ่งความสำคัญคือ เพื่อดูว่า ไตรมาสที่ออกมานี้ มันสนับสนุนภาพใหญ่หรือเปล่า ซึ่งและ crack งบไตรมาส 4Q24 ออกมาดูก็พบว่า มันไม่ได้ดีเท่ากับความคาดหวัง 👉 งบปีเอาไว้มองภาพใหญ่ งบไตรมาสเอาไว้ recheck ว่าแผนใหญ่ยังเดินไปทางนั้นไหม

    (2.) งบ 4Q24 กำไรสุทธิ 39 ลบ. หดแรง -35% q-q และแน่นอน มันยังโต +7% y-y เพราะมีขยายสาขา แต่ประเด็นคืออัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 43.9% จาก 44.7% ในปีก่อน และ 45.2% ในไตรมาส 3 ซึ่งในโลกธุรกิจ การหายไประดับ 1% ก็ต้องตระหนัก และยิ่งไปดูบรรทัดสุดท้าย อัตรากำไรสุทธิ เหลือเพียงแค่ 5.6% จาก 7.4% ปีก่อน และ 6.8% ในไตรมาส 3 ส่งสัญญาณที่ไม่น่าไว้ใจ 👉 อัตรากำไรขั้นต้นที่หายไปรายไตรมาส เป็นสิ่งที่ต้องตระหนัก

    (3.) ความคาดหวังอย่างมากก่อนหน้าคือเครื่องดื่ม Oh Juice! ซึ่งเป็นน้ำผักผลไม้ราคาแพง เปิดตัวในไตรมาส 3 ซึ่งมีอัตรากำไรสูงมาก นลท.หวังว่าการเริ่มรับรู้รายได้เต็มไตรมาส 4 มันจะยิ่งทำให้อัตรากำไร 4Q24 ควรจะสวยมาก แต่มันให้ภาพตรงข้าม ซึ่งใน MD&A อธิบายว่าไตรมาสนี้เจอ ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าพนักงาน บั่นทอนกำไรออกไป ขณะที่การเปิดตัวสินค้าใหม่ในพื้นที่ใหม่อย่างอีสาน การออกแบรนด์ใหม่(Oh Juice!) มันต้องใช้ค่า start-up การตลาดที่สูงอยู่ MD&D ระบุว่ามีการใช้ Brand Admirer ด้วย ตัวเลข ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายเลยพุ่งจาก 34.6% ปีก่อน เป็น 37.1% ในปีนี้ 👉 เวลาเปิดตัวอะไรใหม่ อย่าเพิ่งไปมองโลกสวยถึงผลที่จะได้ แต่ให้มองต้นทุนในช่วงแรกๆด้วย

    (4.) ยอดขายต่อสาขาเดิม SSSG ที่ 4Q24 พลิกเป็น -1.8% แม้ยอดรวมทั้งปี +7.7% ทำให้เกิดภาพหลอน เพราะธุรกิจอาหารสิ่งสำคัญคือ การซื้อซ้ำกินซ้ำ เพื่อประคองยอดขายสาขานั้นๆ ยิ่งคนกินซ้ำ และ มีคนมากินเพิ่ม(ด้วยความชอบ หรือ ด้วยการมีสินค้าใหม่ให้ลอง) จะทำให้ SSSG นี่เป็น + ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่ง นลท.สถาบันเค้าจะดูกันมาก การเห็น SSSG ใน 4Q24 เป็น ลบ ทำให้เกิดความกังวลว่า คนหายเห่อหรือเปล่า? หรือ ศก.มันอาจแย่มากๆจนกินไม่ไหว ซึ่ง คหสต.นะ ผมว่าเค้าตั้งราคาแรงไปหน่อย GPM ระดับ 45+/-% ถ้ากดลงราคาลงมานิดให้คนเข้าถึงง่ายหน่อยน่าจะดี เพราะอาหารเพื่อสุขภาพใครๆก็ชอบ แต่ถ้ามันแพงไป ก็นานๆค่อยเจอกันที แต่ถ้าราคาลงมาให้เข้าถึงง่าย ร้านก็อาจได้ขายทำรอบต่อวันได้มากขึ้น เผลอๆ GPM แทบจะไม่ลด แต่ได้ NPM พุ่งๆก็ได้ แถมการขยายสาขาก็ง่ายด้วย คิดดูว่าอาหารแพงๆ มันจะไปจำกัดการขยายสาขาในต่างจังหวัดนะ เหมือนกับที่ After You เจออยู่ การวาง position ของสินค้าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ไม่มีใครรู้ว่าถูกผิดต้องใช้เวลาพิสูจน์ 👉 ตัวเลข SSSG สำคัญมาก เพราะมันบอกแทบจะทุกอย่างของธุรกิจบริการ ที่ต้องการการซื้อซ้ำ ซื้อเพิ่ม เมื่อไหร่ ไม่ซื้อซ้ำ ไม่ซื้อเพิ่ม เป็นสิ่งที่ต้องระวัง

    (5.) จากความคาดหวังที่สูงมาก ว่าจะโตดี โตปัง มาร์จิ้นขยาย แต่พองบไตรมาส ทำให้เอ๊ะว่า มันไม่ง่ายขนาดนั้น ความคาดหวังที่สูงจนดัน P/E25E พุ่งไปไกล 26.5x ขณะที่เพื่อนๆร้านอาหารอยู่ 17.0x (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 55%) ทำให้มีแนวโน้มที่ นวค.ต้องปรับประมาณการกำไรลง และแน่นอนว่า Valuation P/E ที่เคยสูงมาก ก็จะถูกลดทอนลงด้วยเพราะมันไม่ได้สวยงามขนาดทุ่งลาเวนเดอร์ 👉 เมื่ออะไรมันไม่สวยตามคาด P/E จะต้อง derate ลงมาหาระดับที่สมเหตุสมควร

    (6.) ฉากถัดไป ผบห.ก็ต้องมาอธิบายถึงไส้ในที่แย่กว่าคาด และแนวทางในการพามันกลับมาอยู่ในร่องในรอยของความคาดหวังก่อนหน้า นลท. ควรเฝ้าติดตามให้ดีนะครับ แต่ใจเย็นๆ หันมาดูศักยภาพของเค้า ผมก็ยังดีนะ แค่มัน missed จากที่ตลาดเคยคิด เพื่อนๆอาจใช้ floor P/E 17.0 + x เท่า ที่เพื่อนเชื่อก็ได้ว่า OKJ ยังควรมี premium จากกลุ่มเท่าไหร่ เป็นจุดรับของการลงทุนระยะยาวรอบถัดไปก็ได้ครับ รอบนี้ถือว่าได้เรียนรู้กันไป 👉 ความคาดหวังสูง เวลาผิดคาด จะโดนลงโทษแรงมาก และหุ้นจะวิ่งหาจุดที่ตลาดเชื่อว่าเหมาะสมกับความเป็นจริง ดังนั้นไม่ต้องรีบหวดก็ได้ รอแรงขายหมด ก็อาจบอกว่าตรงนั้นแหล่ะ

    คิดเห็นอย่างไร แลกเปลี่ยนไอเดียกันครับ 😊

    สมัครดูกราฟ Trading View ฟรี กดที่นี่

  • ดาบวิเศษ Executive Order ของ ทรัมป์

    ดาบวิเศษ Executive Order ของ ทรัมป์

    เราจะได้ยินตามหน้าข่าวที่ ปธน.ทรัมป์ ใช้คำสั่งบริหาร หรือ Executive Order ทันทีหลังการเข้ารับตำแหน่งที่ผ่านมา ซึ่งเราอาจงงๆว่ามันใช่มติ ครม.ไหม หรือว่า มันไม่ต้องสภาเหรอ? วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่องนี้กันครับ เพราะคิดว่าตลอด 4 ปีข้างหน้านี้ โลกเราคงเจอคำนี้อีกหลายครั้ง

    คำสั่งบริหาร (Executive Order) เป็นคำสั่งที่ออกโดยประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อจัดการการดำเนินงานของรัฐบาลกลาง ซึ่งคำสั่งเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้คล้ายกฎหมาย และโดยปกติจะถูกใช้เพื่อสั่งการหน่วยงานของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามกฎหมาย หรือนโยบายที่รัฐสภากำหนด

    คำสั่งบริหารนั้น ได้อำนาจมาจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และกฎหมายที่รัฐสภาผ่าน ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เพื่อ

    • กำหนดแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่
    • สั่งให้หน่วยงานของรัฐดำเนินงานในลักษณะเฉพาะ
    • รับมือกับเหตุฉุกเฉินหรือประเด็นเร่งด่วน

    อย่างไรก็ตาม คำสั่งบริหารก็มีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถออกกฎหมายใหม่ หรือจัดสรรงบประมาณโดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา, ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่มีอยู่ และเป็นคำสั่งที่สามารถถูกตรวจสอบได้โดยศาล และถูกยกเลิกได้หากขัดต่อกฎหมาย

    คำสั่งบริหาร ที่พบเห็นกันบ่อยๆ เช่น

    • ความมั่นคงแห่งชาติ เช่น การจัดตั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง
    • นโยบายเศรษฐกิจ เช่น การกำหนดภาษีนำเข้า หรือการคว่ำบาตรประเทศอื่น
    • สิทธิพลเมือง เช่น การออกคำสั่งยกเลิกการแบ่งแยกเชื้อชาติในกองทัพ
    • สาธารณสุข เช่น การกำหนดมาตรการกักกันโรคระบาด

    และนี่คือตัวอย่างคำสั่งบริหารล่าสุดของทรัมป์หลังการสาบานตนเมื่อ 20 มกราคม ที่ผ่านมาครับ

    1. การกำหนดภาษีนำเข้า (เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2025) โดยทรัมป์ออกคำสั่งบริหารกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากแคนาดา เม็กซิโก เป็น 25% และจีน 10%
    2. นิยามเพศในนโยบายของรัฐบาลกลาง (เมื่อ 20 มกราคม 2025) กำหนดให้ใช้คำว่า “เพศ” (sex) ตามลักษณะทางชีวภาพตั้งแต่เกิด แทนที่คำว่า “อัตลักษณ์ทางเพศ” (gender) และสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลาง ยกเลิกเอกสารและโครงการที่ส่งเสริมอุดมการณ์ทางเพศ รวมถึงยกเลิกนโยบายที่อนุญาตให้ประชาชนเลือกเพศในหนังสือเดินทางและวีซ่าเอง

    งานนี้เชื่อว่า คงมีอะไรมาให้พวกเราได้ตื่นเต้นเรื่อยๆครับ เตรียมตัวให้ดี….

  • ทำไงให้กู้บ้านผ่าน? ตอนเจอโปรโมชั่นถูกใจ

    ทำไงให้กู้บ้านผ่าน? ตอนเจอโปรโมชั่นถูกใจ

    ปัจจุบัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับปริมาณสต็อกคอนโดมิเนียม และบ้านที่สร้างเสร็จแต่ยังรอการขายจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ซึ่งตอนนี้มีสต็อกสะสมราว 230,000 หน่วย โดยพื้นที่ที่มีคอนโดมิเนียมรอการขายสูงสุด ได้แก่ เมืองสมุทรปราการ บางนา และนนทบุรี คิดเป็น 26.1% ของสต็อกคอนโดมิเนียมทั้งหมดในเขตนี้

    สถานการณ์นี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีเงินสดในมือสามารถเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในทำเลดีได้ในราคาที่น่าสนใจ!!

    ขณะที่การเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม มีข้อดีหลายอย่างเมื่อเทียบกับการเช่า เช่น การสร้างสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจากสถิติแล้วพบว่า ราคาที่ดินใน กทม. จะปรับตัวขึ้น 3-6% ต่อปี ซึ่งแม้จะดูไม่มาก แต่รู้ไหมว่าก่อน COVID-19 แพร่ระบาดนั้น ในภาวะปกติราคาที่ดินจะปรับตัวขึ้น 14.8% ต่อปี

    นอกจากนั้น การเป็นเจ้าของบ้าน หรือคอนโดฯ ก็จะมีอิสระในการปรับปรุงหรือตกแต่งตามความต้องการ และยังไม่ต้องกังวลเรื่องการย้ายที่อยู่เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดอีกด้วย

    ใครที่มีเงินสดพร้อม ไม่ได้มีภาระหนี้มากเกินไป ก็น่าจะขออนุมัติสินเชื่อจากธนาคารฉลุย ส่วนใครที่ยังไม่แน่ใจจะกู้ผ่านหรือไม่ แนะลองเอาสูตรที่ธนาคารใช้เอาไประเมินเบื้องต้นดูนะ จะได้ประเมินกำลังได้ถูก หรือเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการประเมินจริงครับ

    1. อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt-to-Income Ratio: DTI)

    • หนี้ทั้งหมดไม่ควรเกิน 40-50% ของรายได้ต่อเดือน
    • ค่างวดผ่อนบ้านควรอยู่ที่ไม่เกิน 30-40% ของรายได้ต่อเดือน
    • เช่น ถ้าคุณมีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน ควรผ่อนบ้านไม่เกิน 15,000-20,000 บาท ต่อเดือน

    2. คำนวณจากวงเงินกู้

    • ธนาคารมักให้กู้ได้ประมาณ 40-50 เท่าของรายได้ต่อเดือน
    • เช่น ถ้ามีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน วงเงินกู้ที่เป็นไปได้คือ 2-2.5 ล้านบาท

    3. เงินดาวน์ที่ควรเตรียม

    • ควรมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10-20% ของราคาบ้าน
    • เช่น หากบ้านราคา 3 ล้านบาท ควรเตรียมเงินดาวน์ 300,000-600,000 บาท

    4. ระยะเวลาการกู้

    • ระยะเวลาผ่อนที่นิยมคือ 20-30 ปี เพื่อให้ค่างวดไม่สูงเกินไป
    • โดยปกติ ถ้ากู้ระยะยาวขึ้น ค่างวดต่อเดือนจะลดลง แต่ดอกเบี้ยที่จ่ายรวมจะมากขึ้น

    5. ลองใช้สูตรคำนวณค่างวดเบื้องต้นว่าไหวไหม?

    • คำนวณแบบง่าย:
    • ตัวอย่าง: กู้ 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6% ต่อปี ระยะเวลา 30 ปี จะมีค่างวดประมาณ 18,000 บาท/เดือน เป็นต้น

    💡 สรุปแนวทางปลอดภัยในการขอเงินกู้ไว้ประมาณนี้นะ

    ✅ ผ่อนบ้าน ไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้
    ✅ หนี้สินรวมทั้งหมดทุกอย่าง (บัตรเครดิต การศึกษา รถยนต์ บ้าน) ผ่อนไม่ควรเกิน 50% ของรายได้
    ✅ เตรียมเงินดาวน์ไว้อย่างน้อย 10-20%
    ✅ เช็คอัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาการผ่อนที่เหมาะสมที่สอดคล้องกับอายุงานของเรานะ

    ตอนนี้มีโปรฯน่าสนใจอยู่อันนึงเป็นของกลุ่ม อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่ได้เปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษ “I SAY YES” ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2568 เพื่อสนับสนุนผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียม และบ้านคุณภาพในทำเลศักยภาพ โดยโปรโมชั่นนี้ประกอบด้วย

    • ส่วนลดสูงสุดถึง 4,000,000 บาท
    • ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 10 ปี (อันนี้ดีมาก ใครมีบ้านจะรู้ว่าค่าส่วนกลางเป็นภาระไม่ใช่น้อยนะ)
    • บัตรกำนัลทองคำจากห้างทองอโรร่ามูลค่าสูงสุด 450,000 บาท

    จะเห็นว่าส่วนลดนี่น่าสนใจมาก ซึ่งถือได้ว่าตอนนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อที่มีศักยภาพอย่างแท้จริงนะครับ ใครสนใจรีบเข้าไปดู ผมว่าไม่แพง จับต้องได้ แถมส่วนลดนี่สุดๆไปเลย ดูโปรฯอนันดาที่นี่

  • ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเงินปันผลถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของบุคคล และในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำหนดให้เงินปันผลต้องเสียภาษีด้วยนะห้ามเบี้ยว

    อัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทย

    สำหรับอัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทยมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเกี่ยวข้องกับภาษี 2 แบบ ดังนี้:

    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของจำนวนเงินปันผลที่ได้รับ และนำส่งกรมสรรพากรโดยบริษัทที่จ่ายเงินปันผล จะเห็นว่ามันหักไปเรียบร้อยแล้วนะ
    2. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผล สามารถเลือกได้ 2 วิธีในยื่นการเสียภาษี
      • ทางแรก คือ นำมูลค่าเงินปันผลตามหน้าเช็คที่ได้รับ(ปัจจุบัน e-dividend) ไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นๆ แล้วใช้สิทธิขอเครดิตภาษี (Tax Credit) คืนในลำดับถัดไปได้
      • เลือกไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น และเสียภาษีเฉพาะ 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็ง่ายดี

    วิธีการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผล

    1. สำหรับ “บริษัท” ผู้จ่ายเงินปันผล
      • ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น นำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปผ่านแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 50 หรือ ภ.ง.ด. 1 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) จากนั้นก็ออกเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น
    2. สำหรับ “ผู้ถือหุ้น” ที่ได้รับเงินปันผล
      • หากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องพิจารณาว่าจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินใจว่าจะเอาไปรวมคำนวน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเคลมภาษีดังต่อไปนี้ครับ

    การเคลมภาษีเงินปันผลคืออะไร

    การเคลมภาษีเงินปันผลหมายถึงการขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว หรือการใช้สิทธิเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีของบุคคลธรรมดาที่เลือกนำเงินปันผลมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น โดยสามารถขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วตามอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจริง

    ขั้นตอนการขอเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณเงินได้รวมทั้งหมด รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับ
    2. ใช้สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลตามหลักการ “Gross-up” ซึ่งจะคิดภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วกลับมาเป็นฐานรายได้ก่อนหักภาษี
    3. คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหักออก
    4. ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91) ภายในกำหนดเวลาเพื่อขอคืนภาษีหากมีภาษีที่ชำระเกิน

    ตัวอย่างการเคลมภาษีเงินปันผล

    นายสมชายได้รับเงินปันผลจากบริษัท A เป็นจำนวน 100,000 บาท โดยบริษัท A หักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% หรือ 10,000 บาท

    วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณฐานภาษีก่อนหักเครดิต (Gross-up) ฐานภาษีเงินปันผล=(เงินปันผลที่ได้รับ/90)∗100ฐานภาษีเงินปันผล = (เงินปันผลที่ได้รับ / 90) * 100 ฐานภาษี=(100,000/90)∗100=111,111บาทฐานภาษี = (100,000 / 90) * 100 = 111,111 บาท
    2. คำนวณภาษีที่ต้องชำระตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
      • สมมติว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายสมชายอยู่ที่ 20%
      • ภาษีที่ต้องชำระ = 111,111 * 20% = 22,222 บาท
    3. หักเครดิตภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว
      • ภาษีที่ต้องชำระสุทธิ = 22,222 – 11,111 = 11,111 บาท
    4. หากภาษีที่นายสมชายได้ชำระผ่านการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง นายสมชายสามารถขอคืนภาษีส่วนเกินได้
      • กรณีนี้ นายสมชายสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลไปหักลดภาษีที่ต้องเสีย หรือขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร

    ผลลัพธ์ของการเลือกวิธีเสียภาษี

    • หากเลือก นำเงินปันผลไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะสามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อลดภาระภาษีได้ แต่ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงขึ้นหากมีเงินได้อื่นมากอยู่แล้ว
    • หากเลือก ไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะเสียภาษีเพียง 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและอาจคุ้มกว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้รวมสูงและอยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่า 10%

    ดังนั้น คนที่มีรายได้สูงๆ และมีฐานภาษีเกิน 10% จึงไม่ควรเอาเงินปันผลไปรวมคำนวนเพื่อยื่นภาษี เพราะอาจทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น สู้ยอมให้หักไปเลย 10% จบตรงนั้นจะดีกว่า

    สรุปเรื่องปันผล และ ภาษี

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้จากเงินปันผล โดยมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษี 2 แบบ หากเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อาจสามารถขอเครดิตภาษีและขอคืนภาษีส่วนเกินได้(แต่ไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ)

    แถม เงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ BOI ต้องยื่นภาษีหรือไม่?

    สำหรับนักลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ สิทธิประโยชน์ BOI (Board of Investment) ควรเข้าใจว่าเงินปันผลที่ได้รับอาจมี ผลทางภาษีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของกำไรที่บริษัทใช้ในการจ่ายปันผล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก

    1. เงินปันผลจากกำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (BOI)

    หากบริษัทที่จ่ายเงินปันผล อยู่ในช่วงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก BOI กำไรที่เกิดขึ้นจากกิจการ BOI จะได้รับสิทธิ ไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้ก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย กล่าวคือ …

    ไม่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น ❌ ไม่ได้รับเครดิตภาษี เพราะกำไรนี้ไม่เคยถูกหักภาษี ณ แหล่งที่มา

    2. เงินปันผลจากกำไรที่ต้องเสียภาษี (นอก BOI)

    หากบริษัทมีรายได้จากกิจการที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้ BOI และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้จะต้องเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรนะครับ

    💡 ข้อควรระวัง:
    บางบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลจากทั้ง 2 แหล่ง (BOI และนอก BOI) ควรตรวจสอบ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าระบุประเภทเงินปันผลอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมนะครับ

  • ธีมหุ้นเวียดนาม ปี 2025: การเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets

    ธีมหุ้นเวียดนาม ปี 2025: การเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets

    หนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดหุ้นเวียดนามในปี 2025 คือการถูกบรรจุเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกเลื่อนมาหลายครั้ง แต่ในครั้งนี้มีความเชื่อมั่นว่าน่าจะเกิดขึ้นได้สำเร็จ

    การเข้าร่วมดัชนีนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่าง ๆ ที่อ้างอิงการลงทุนตามดัชนีดังกล่าว ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น

    เม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนาม

    • หากตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการบรรจุเข้า FTSE Emerging Markets คาดว่าจะมีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 2.5% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่ราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • หากตลาดสามารถรักษาสถานะนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวอาจมีเงินทุนไหลเข้าสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าระยะแรกถึง 10 เท่าตัว

    เงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ FTSE Emerging Markets

    หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ FTSE คือ ระบบการชำระเงิน (Cash Settlement System) โดยในอดีต นักลงทุนต่างชาติต้องโอนเงินเข้าพอร์ต ล่วงหน้า 1-2 วัน (Pre-Funding) ก่อนจะสามารถซื้อหุ้นเวียดนามได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในโลกการลงทุนที่ข้อมูลเคลื่อนไหวรวดเร็ว 

    ล่าสุด เวียดนามได้ปรับระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยอนุญาตให้ โอนเงินเข้าระหว่างวันและซื้อหุ้นได้ทันที (Buy First, Sell Later) ซึ่งคล้ายกับระบบ Net Settlement ที่ใช้ในตลาดหุ้นไทย ระบบใหม่นี้ถูกนำมาทดลองใช้แล้ว และเป็นก้าวสำคัญต่อการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนาม

    นอกจากนี้ FTSE Russell ได้หารือกับตลาดเวียดนามเกี่ยวกับข้อกำหนดใหม่ สำหรับหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า 120,000 ล้านดอง (ประมาณ 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 160 ล้านบาท) จะต้องทำรายงานเป็น ภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน

    กำหนดการสำคัญ

    • มีนาคม 2025: ตลาดหุ้นเวียดนามจะถูกบรรจุใน Waiting List ของ FTSE
    • กันยายน 2025: ย้ายจาก Frontier Market ไปสู่ Tier 2 ของ Emerging Markets (EM) และคาดว่าจะได้รับการยกระดับสู่ EM อย่างเต็มตัว

    ผลกระทบเชิงบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

    1. ลดต้นทุนการลงทุนของต่างชาติ: ค่า Premium ที่นักลงทุนต่างชาติต้องจ่ายเมื่อซื้อหุ้นเวียดนาม (ปัจจุบันอยู่ที่ 2-7%) จะลดลง ทำให้การลงทุนในเวียดนามถูกลง
    2. การ Rerating ของหุ้น: ด้วยเงินลงทุนที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์อาจปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น ทำให้ P/E Ratio ของตลาดปรับตัวสูงขึ้น
    3. ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น: นักลงทุนสถาบันและกองทุนต่าง ๆ จะให้ความสนใจมากขึ้น
    4. เพิ่มสภาพคล่องในตลาด: การซื้อขายจะคึกคักขึ้น ส่งผลดีต่อนักลงทุนรายย่อย กองทุน และนักลงทุนต่างชาติ
    5. เกิดกองทุนและ ETF ใหม่: จะมีการตั้งกองทุนและ ETF ที่อ้างอิงตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น ทำให้ตลาดเป็นที่นิยมมากขึ้น
    6. ลดช่องว่าง Valuation กับตลาดอื่นในอาเซียน: ปัจจุบัน P/E Ratio ตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 11.5 เท่า เทียบกับ ไทย (15.8 เท่า) และมาเลเซีย (14.3 เท่า) ทำให้มีโอกาสที่ Valuation Gap จะลดลง หากเศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่ง

    สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดหุ้นเวียดนาม

    ดัชนี VN30 อยู่ที่ 1,337 จุด ซึ่งห่างจากจุดสูงสุดเพียง 16% คาดว่าหากแนวโน้มการเข้าดัชนี FTSE Emerging Markets เป็นไปตามแผน ตลาดหุ้นเวียดนามอาจสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ไม่ยาก

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือเวียดนามต้องสามารถรับมือกับกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ได้ ซึ่งการผูกกับห่วงโซ่อุปทานจีนทำให้มีความกังวลไม่น้อย

    สรุป

    ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ FTSE Emerging Markets ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดในปี 2025 หากสามารถผ่านเกณฑ์ทั้งหมดได้สำเร็จ จะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าอย่างมหาศาล ส่งผลให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น ลดต้นทุนการลงทุนของต่างชาติ และเพิ่มสภาพคล่องในตลาด ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามสามารถเติบโตไปในระดับเดียวกับตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ ได้ในอนาคต และเป็นอีกทางเลือกของนักลงทุนไทยได้นะครับ