ผู้เขียน: น้าแดง

  • ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผล คิดยังไง ยื่นภาษียังไง ยื่นไม่ยื่นดี?

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่ได้รับจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเงินปันผลถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของบุคคล และในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย กำหนดให้เงินปันผลต้องเสียภาษีด้วยนะห้ามเบี้ยว

    อัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทย

    สำหรับอัตราภาษีเงินปันผลในประเทศไทยมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเกี่ยวข้องกับภาษี 2 แบบ ดังนี้:

    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของจำนวนเงินปันผลที่ได้รับ และนำส่งกรมสรรพากรโดยบริษัทที่จ่ายเงินปันผล จะเห็นว่ามันหักไปเรียบร้อยแล้วนะ
    2. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผล สามารถเลือกได้ 2 วิธีในยื่นการเสียภาษี
      • ทางแรก คือ นำมูลค่าเงินปันผลตามหน้าเช็คที่ได้รับ(ปัจจุบัน e-dividend) ไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นๆ แล้วใช้สิทธิขอเครดิตภาษี (Tax Credit) คืนในลำดับถัดไปได้
      • เลือกไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น และเสียภาษีเฉพาะ 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็ง่ายดี

    วิธีการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผล

    1. สำหรับ “บริษัท” ผู้จ่ายเงินปันผล
      • ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ก่อนจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น นำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปผ่านแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 50 หรือ ภ.ง.ด. 1 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) จากนั้นก็ออกเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น
    2. สำหรับ “ผู้ถือหุ้น” ที่ได้รับเงินปันผล
      • หากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องพิจารณาว่าจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีหรือไม่ ซึ่งหากตัดสินใจว่าจะเอาไปรวมคำนวน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเคลมภาษีดังต่อไปนี้ครับ

    การเคลมภาษีเงินปันผลคืออะไร

    การเคลมภาษีเงินปันผลหมายถึงการขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว หรือการใช้สิทธิเครดิตภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีของบุคคลธรรมดาที่เลือกนำเงินปันผลมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น โดยสามารถขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วตามอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจริง

    ขั้นตอนการขอเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณเงินได้รวมทั้งหมด รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับ
    2. ใช้สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลตามหลักการ “Gross-up” ซึ่งจะคิดภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วกลับมาเป็นฐานรายได้ก่อนหักภาษี
    3. คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหักออก
    4. ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91) ภายในกำหนดเวลาเพื่อขอคืนภาษีหากมีภาษีที่ชำระเกิน

    ตัวอย่างการเคลมภาษีเงินปันผล

    นายสมชายได้รับเงินปันผลจากบริษัท A เป็นจำนวน 100,000 บาท โดยบริษัท A หักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% หรือ 10,000 บาท

    วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล

    1. คำนวณฐานภาษีก่อนหักเครดิต (Gross-up) ฐานภาษีเงินปันผล=(เงินปันผลที่ได้รับ/90)∗100ฐานภาษีเงินปันผล = (เงินปันผลที่ได้รับ / 90) * 100 ฐานภาษี=(100,000/90)∗100=111,111บาทฐานภาษี = (100,000 / 90) * 100 = 111,111 บาท
    2. คำนวณภาษีที่ต้องชำระตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
      • สมมติว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายสมชายอยู่ที่ 20%
      • ภาษีที่ต้องชำระ = 111,111 * 20% = 22,222 บาท
    3. หักเครดิตภาษีเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว
      • ภาษีที่ต้องชำระสุทธิ = 22,222 – 11,111 = 11,111 บาท
    4. หากภาษีที่นายสมชายได้ชำระผ่านการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง นายสมชายสามารถขอคืนภาษีส่วนเกินได้
      • กรณีนี้ นายสมชายสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลไปหักลดภาษีที่ต้องเสีย หรือขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร

    ผลลัพธ์ของการเลือกวิธีเสียภาษี

    • หากเลือก นำเงินปันผลไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะสามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อลดภาระภาษีได้ แต่ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงขึ้นหากมีเงินได้อื่นมากอยู่แล้ว
    • หากเลือก ไม่รวมคำนวณกับเงินได้อื่น จะเสียภาษีเพียง 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและอาจคุ้มกว่าสำหรับผู้ที่มีรายได้รวมสูงและอยู่ในฐานภาษีที่สูงกว่า 10%

    ดังนั้น คนที่มีรายได้สูงๆ และมีฐานภาษีเกิน 10% จึงไม่ควรเอาเงินปันผลไปรวมคำนวนเพื่อยื่นภาษี เพราะอาจทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น สู้ยอมให้หักไปเลย 10% จบตรงนั้นจะดีกว่า

    สรุปเรื่องปันผล และ ภาษี

    ภาษีเงินปันผลเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้จากเงินปันผล โดยมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษี 2 แบบ หากเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อาจสามารถขอเครดิตภาษีและขอคืนภาษีส่วนเกินได้(แต่ไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ)

    แถม เงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ BOI ต้องยื่นภาษีหรือไม่?

    สำหรับนักลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับ สิทธิประโยชน์ BOI (Board of Investment) ควรเข้าใจว่าเงินปันผลที่ได้รับอาจมี ผลทางภาษีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของกำไรที่บริษัทใช้ในการจ่ายปันผล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก

    1. เงินปันผลจากกำไรที่ได้รับการยกเว้นภาษี (BOI)

    หากบริษัทที่จ่ายเงินปันผล อยู่ในช่วงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก BOI กำไรที่เกิดขึ้นจากกิจการ BOI จะได้รับสิทธิ ไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้ก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย กล่าวคือ …

    ไม่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น ❌ ไม่ได้รับเครดิตภาษี เพราะกำไรนี้ไม่เคยถูกหักภาษี ณ แหล่งที่มา

    2. เงินปันผลจากกำไรที่ต้องเสียภาษี (นอก BOI)

    หากบริษัทมีรายได้จากกิจการที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้ BOI และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรส่วนนี้จะต้องเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรนะครับ

    💡 ข้อควรระวัง:
    บางบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลจากทั้ง 2 แหล่ง (BOI และนอก BOI) ควรตรวจสอบ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ว่าระบุประเภทเงินปันผลอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างเหมาะสมนะครับ

  • ธีมหุ้นเวียดนาม ปี 2025: การเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets

    ธีมหุ้นเวียดนาม ปี 2025: การเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets

    หนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดหุ้นเวียดนามในปี 2025 คือการถูกบรรจุเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกเลื่อนมาหลายครั้ง แต่ในครั้งนี้มีความเชื่อมั่นว่าน่าจะเกิดขึ้นได้สำเร็จ

    การเข้าร่วมดัชนีนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่าง ๆ ที่อ้างอิงการลงทุนตามดัชนีดังกล่าว ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น

    เม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนาม

    • หากตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการบรรจุเข้า FTSE Emerging Markets คาดว่าจะมีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 2.5% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่ราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • หากตลาดสามารถรักษาสถานะนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวอาจมีเงินทุนไหลเข้าสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าระยะแรกถึง 10 เท่าตัว

    เงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ FTSE Emerging Markets

    หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ FTSE คือ ระบบการชำระเงิน (Cash Settlement System) โดยในอดีต นักลงทุนต่างชาติต้องโอนเงินเข้าพอร์ต ล่วงหน้า 1-2 วัน (Pre-Funding) ก่อนจะสามารถซื้อหุ้นเวียดนามได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในโลกการลงทุนที่ข้อมูลเคลื่อนไหวรวดเร็ว 

    ล่าสุด เวียดนามได้ปรับระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยอนุญาตให้ โอนเงินเข้าระหว่างวันและซื้อหุ้นได้ทันที (Buy First, Sell Later) ซึ่งคล้ายกับระบบ Net Settlement ที่ใช้ในตลาดหุ้นไทย ระบบใหม่นี้ถูกนำมาทดลองใช้แล้ว และเป็นก้าวสำคัญต่อการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนาม

    นอกจากนี้ FTSE Russell ได้หารือกับตลาดเวียดนามเกี่ยวกับข้อกำหนดใหม่ สำหรับหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า 120,000 ล้านดอง (ประมาณ 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 160 ล้านบาท) จะต้องทำรายงานเป็น ภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน

    กำหนดการสำคัญ

    • มีนาคม 2025: ตลาดหุ้นเวียดนามจะถูกบรรจุใน Waiting List ของ FTSE
    • กันยายน 2025: ย้ายจาก Frontier Market ไปสู่ Tier 2 ของ Emerging Markets (EM) และคาดว่าจะได้รับการยกระดับสู่ EM อย่างเต็มตัว

    ผลกระทบเชิงบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

    1. ลดต้นทุนการลงทุนของต่างชาติ: ค่า Premium ที่นักลงทุนต่างชาติต้องจ่ายเมื่อซื้อหุ้นเวียดนาม (ปัจจุบันอยู่ที่ 2-7%) จะลดลง ทำให้การลงทุนในเวียดนามถูกลง
    2. การ Rerating ของหุ้น: ด้วยเงินลงทุนที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์อาจปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น ทำให้ P/E Ratio ของตลาดปรับตัวสูงขึ้น
    3. ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น: นักลงทุนสถาบันและกองทุนต่าง ๆ จะให้ความสนใจมากขึ้น
    4. เพิ่มสภาพคล่องในตลาด: การซื้อขายจะคึกคักขึ้น ส่งผลดีต่อนักลงทุนรายย่อย กองทุน และนักลงทุนต่างชาติ
    5. เกิดกองทุนและ ETF ใหม่: จะมีการตั้งกองทุนและ ETF ที่อ้างอิงตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น ทำให้ตลาดเป็นที่นิยมมากขึ้น
    6. ลดช่องว่าง Valuation กับตลาดอื่นในอาเซียน: ปัจจุบัน P/E Ratio ตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 11.5 เท่า เทียบกับ ไทย (15.8 เท่า) และมาเลเซีย (14.3 เท่า) ทำให้มีโอกาสที่ Valuation Gap จะลดลง หากเศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่ง

    สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดหุ้นเวียดนาม

    ดัชนี VN30 อยู่ที่ 1,337 จุด ซึ่งห่างจากจุดสูงสุดเพียง 16% คาดว่าหากแนวโน้มการเข้าดัชนี FTSE Emerging Markets เป็นไปตามแผน ตลาดหุ้นเวียดนามอาจสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ไม่ยาก

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือเวียดนามต้องสามารถรับมือกับกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ได้ ซึ่งการผูกกับห่วงโซ่อุปทานจีนทำให้มีความกังวลไม่น้อย

    สรุป

    ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ FTSE Emerging Markets ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดในปี 2025 หากสามารถผ่านเกณฑ์ทั้งหมดได้สำเร็จ จะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าอย่างมหาศาล ส่งผลให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น ลดต้นทุนการลงทุนของต่างชาติ และเพิ่มสภาพคล่องในตลาด ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามสามารถเติบโตไปในระดับเดียวกับตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ ได้ในอนาคต และเป็นอีกทางเลือกของนักลงทุนไทยได้นะครับ

  • FiveM : แพลตฟอร์มเกม GTA V ดัดแปลงที่กำลังกลายเป็นปัญหาระดับชาติ!!

    FiveM : แพลตฟอร์มเกม GTA V ดัดแปลงที่กำลังกลายเป็นปัญหาระดับชาติ!!

    ความเป็นมา

    FiveM เป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาโดย CitizenFX Collective ซึ่งเป็นกลุ่มนักพัฒนาที่ต้องการให้ผู้เล่น Grand Theft Auto V (GTA V) มีอิสระมากขึ้นในการสร้างเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ที่ปรับแต่งเอง โดย FiveM เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผู้เล่นกว่า 250,000 คนต่อวัน และมีเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์หลายพันแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่มีวัฒนธรรมเกมที่แข็งแกร่ง เช่น สหรัฐอเมริกา บราซิล และไทย

    FiveM คืออะไร?

    FiveM เป็นม็อด (mod) หรือแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถสร้างเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ของตัวเองภายใน GTA V ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎของ Rockstar Games ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาเกมต้นฉบับ หลายเซิร์ฟเวอร์ใน FiveM ได้รับการพัฒนาให้เป็นเกมแนว Roleplay (RP) ที่ผู้เล่นสามารถสวมบทบาทเป็นตำรวจ, โจร, นักธุรกิจ หรืออาชีพอื่น ๆ ได้อย่างอิสระ

    วิธีเล่น FiveM

    หากต้องการเล่น FiveM ผู้เล่นต้องมี GTA V เวอร์ชันแท้ ที่ซื้อผ่านแพลตฟอร์ม Steam หรือ Rockstar Launcher จากนั้นสามารถติดตั้ง FiveM ผ่านเว็บไซต์หลักของ FiveM ได้ฟรี โดยดาวน์โหลดและติดตั้ง FiveM Client จาก เว็บไซต์ FiveM และเชื่อมต่อบัญชี Steam หรือ Rockstar Social Club เพื่อยืนยันว่ามี GTA V แท้

    หลังจากนั้นผู้เล่นสามารถเลือกเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการเล่นผ่านเมนูใน FiveM ซึ่งแต่ละเซิร์ฟเวอร์จะมีกฎและระบบเกมที่แตกต่างกัน โดย FiveM สามารถเล่นได้เฉพาะบน PC (Windows) เท่านั้น และไม่สามารถเล่นบน คอนโซล (PlayStation หรือ Xbox) ได้

    FiveM เสียเงินไหม?

    FiveM ดาวน์โหลดและเล่นได้ฟรี แต่บางเซิร์ฟเวอร์มีระบบ donation หรือ VIP membership ซึ่งให้สิทธิพิเศษแก่ผู้เล่นที่จ่ายเงิน เช่น ได้รถพิเศษหรือเงินในเกมเพิ่มขึ้น

    จุดอ่อนของ FiveM

    แม้จะได้รับความนิยม แต่ FiveM ก็มีข้อเสียที่ชัดเจนหลายประการ เช่น ความขัดแย้งกับ Rockstar Games ซึ่งไม่สนับสนุน FiveM และเคยสั่งแบนบัญชีผู้เล่นที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มนี้

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านความปลอดภัยและการโกงเกม เนื่องจาก FiveM ไม่มีระบบป้องกันโกงที่เข้มงวดเหมือน GTA Online ทำให้หลายเซิร์ฟเวอร์พบปัญหาผู้เล่นใช้ cheats หรือ mod เพื่อให้ได้เปรียบ

    อีกทั้งคุณภาพของเซิร์ฟเวอร์ไม่เท่ากันเพราะแต่ละเซิร์ฟเวอร์บริหารโดยบุคคลหรือกลุ่มที่แตกต่างกัน บางเซิร์ฟเวอร์จึงมีปัญหาการล่ม ระบบเกมไม่เสถียร หรือแอดมินที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ

    FiveM สร้างปัญหาให้สังคมอย่างไร?

    เนื่องจาก FiveM เป็นเกมที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสร้างสังคมจำลองได้อย่างอิสระ จึงมีบางเซิร์ฟเวอร์ที่มีเนื้อหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น การจำลองพฤติกรรมผิดกฎหมาย เช่น ค้ายาเสพติด ปล้น และความรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้เล่นบางคนเลียนแบบพฤติกรรมเหล่านี้ในชีวิตจริง

    นอกจากนี้ ยังพบปัญหา Cyberbullying และ Toxic Community เนื่องจากบางเซิร์ฟเวอร์มีกฎที่ไม่เคร่งครัด ทำให้เกิดการใช้คำพูดเหยียดเชื้อชาติ เพศ หรือการกลั่นแกล้งกันทางออนไลน์

    ปัญหาการเสพติดเกมก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่ากังวล จากข้อมูลของบางเซิร์ฟเวอร์ พบว่าผู้เล่นบางรายใช้เวลา มากกว่า 6-10 ชั่วโมงต่อวัน อยู่ในเกม ทำให้เกิดปัญหากับการเรียนหรือการทำงาน อีกทั้งยังมีการใช้เงินจริงซื้อของในเกม

    บางเซิร์ฟเวอร์ขายเงินในเกมหรือไอเท็มพิเศษด้วยเงินจริง ซึ่งบางครั้งอาจเข้าข่ายเป็นการพนันออนไลน์

    และล่าสุดเริ่มลามไปยังชีวิตจริง เช่น การไปเจาะข้อมูลส่วนบุคคล แล้วเอาไปคุกคามซึ่งกันและกัน และล่าสุดเริ่มลามปามเจาะทะเบียนราษฏร์ แล้วเอาไปเป็นการก่ออาชญากรรมกับฝ่ายตรงข้ามแล้วอีกด้วย

    FiveM มีข้อดีหรือไม่?

    แม้ว่าจะมีปัญหาหลายอย่าง แต่ FiveM ก็มีข้อดีที่ทำให้ยังคงได้รับความนิยม เช่น การเพิ่มความสนุกให้กับ GTA V โดยผู้เล่นสามารถสร้างสรรค์เซิร์ฟเวอร์ของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ Roleplay, แข่งรถ หรือซอมบี้เอาตัวรอด

    นอกจากนี้ บางเซิร์ฟเวอร์ยังเป็นสังคมที่มีคุณภาพและบริหารจัดการที่ดี ทำให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์ Roleplay ที่สมจริง FiveM ยังเป็นช่องทางสร้างรายได้สำหรับสตรีมเมอร์และนักสร้างคอนเทนต์ที่สามารถทำเงินผ่านแพลตฟอร์มเช่น Twitch หรือ YouTube

    อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการพัฒนาโปรแกรมมิ่งและการเขียนโค้ด เพราะนักพัฒนาเกมสามารถใช้ FiveM เป็นสนามทดลองสำหรับการเขียนสคริปต์หรือพัฒนาเกมของตนเอง

    บทสรุปของเรื่องนี้

    FiveM เป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้ GTA V กลายเป็นเกมที่มีอิสระมากขึ้น แต่ก็มีปัญหาด้านความปลอดภัย กฎหมาย และผลกระทบต่อสังคมที่ต้องพิจารณา แม้ว่ามันจะมีข้อเสีย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันช่วยสร้างชุมชนเกมที่น่าสนใจและเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ หากจะเล่น FiveM ควรเลือกเซิร์ฟเวอร์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี และไม่สนับสนุนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากเกมนี้

    ยังไงใครจะเล่น ก็ระมัดระวังตัวกันอีกๆนะ อะไรที่ดูสุ่มเสี่ยง ก็จงถอยมันออกมา

  • Deepseek คืออะไร กับ chatgpt ใครเก่งกว่ากัน?

    Deepseek คืออะไร กับ chatgpt ใครเก่งกว่ากัน?

    เมื่อคืนนี้เหมือนโลกจะแตก หุ้นชิปในสหรัฐ แทบจะชิบหายกันหมด หลัง Startup จีน เปิดตัวโมเดล AI ใหม่ DeepSeek ผมรวบรวม 4 ประเด็นสำคัญมาให้ก่อนดังนี้นะ

    1. สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนในตลาดหุ้น

    เมื่อคืนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ประสบกับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะหุ้นของบริษัทผู้ผลิตชิป เช่น Nvidia, Broadcom, และ Marvell Technology ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปิดตัวโมเดล AI ใหม่จากจีนชื่อ “DeepSeek” ที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำกว่าโมเดลที่มีอยู่ในปัจจุบัน

    ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของหุ้น:

    • Nvidia (NVDA): ราคาหุ้นลดลง 16.9% ปิดที่ 118.42 ดอลลาร์สหรัฐ
    • Broadcom (AVGO): ราคาหุ้นลดลง 17.3% ปิดที่ 202.13 ดอลลาร์สหรัฐ
    • Marvell Technology (MRVL): ราคาหุ้นลดลง 19.2% ปิดที่ 100.33 ดอลลาร์สหรัฐ

    การลดลงนี้สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาด AI

    2. DeepSeek คืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร

    DeepSeek เป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์จากประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 โดยคุณเหลียง เหวินเฟิง ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน High-Flyer บริษัทนี้มุ่งเน้นการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ที่มีประสิทธิภาพสูงและเปิดให้ใช้งานแบบโอเพ่นซอร์ส

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 DeepSeek ได้เปิดตัวโมเดล “DeepSeek-R1” ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่มีความสามารถในการประมวลผลภาษาและการให้เหตุผลที่มีประสิทธิภาพสูง โมเดลนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเนื่องจากมีต้นทุนการพัฒนาที่ต่ำกว่าโมเดลอื่น ๆ ในตลาด

    3. DeepSeek แตกต่างกับ ChatGPT อย่างไร

    ความสามารถ:

    • DeepSeek-R1: มีความสามารถในการประมวลผลภาษา การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และการเขียนโปรแกรมโดยมีความแม่นยำสูงถึง 97% ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์
    • ChatGPT: เน้นการสนทนาและการสร้างข้อความที่เป็นธรรมชาติ แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านการให้เหตุผลและการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

    ต้นทุน:

    • DeepSeek-R1: ใช้ต้นทุนการพัฒนาประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าโมเดลอื่น ๆ อย่างมาก
    • ChatGPT: มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาที่สูงกว่า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการใช้งานสูงขึ้น

    ความต้องการขององค์ประกอบ:

    • DeepSeek-R1: ใช้โครงสร้างที่ประหยัดพลังงานและไม่ต้องพึ่งพาชิปประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง
    • ChatGPT: ต้องการชิปประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น GPU จาก Nvidia เพื่อประมวลผลโมเดล

    4. หุ้นในสหรัฐที่ได้รับผลกระทบและไม่กระทบจาก DeepSeek

    ได้รับผลกระทบ:

    • Nvidia (NVDA): เนื่องจาก DeepSeek-R1 ไม่ต้องพึ่งพาชิปประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง ความต้องการชิปจาก Nvidia อาจลดลง
    • Broadcom (AVGO) และ Marvell Technology (MRVL): ผู้ผลิตชิปเหล่านี้อาจเผชิญกับความต้องการที่ลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างพื้นฐาน AI

    ไม่ได้รับผลกระทบหรือได้รับประโยชน์:

    • Apple (AAPL): ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 1.44% เนื่องจากบริษัทไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยี AI ในระดับเดียวกับบริษัทอื่น ๆ
    • บริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาแอปพลิเคชัน AI: อาจได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงโมเดล AI ที่มีต้นทุนต่ำลง เช่น DeepSeek-R1

    การเปิดตัวของ DeepSeek-R1 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในตลาด AI และส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งในสหรัฐฯนักลงทุนควรติดตามการพัฒนานี้อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบในระยะยาวกันอยู่ครับ

  • เงินเฟ้อ คือ อัลไร?

    เงินเฟ้อ คือ อัลไร?

    ลองนึกภาพว่าคุณมีธนบัตร 100 บาทอยู่ในกระเป๋า วันนี้มันอาจซื้อข้าวมันไก่ได้ 2 กล่อง แต่พอเวลาผ่านไป กลับซื้อได้แค่กล่องเดียว! นี่แหละคือ “เงินเฟ้อ” หรือในภาษาชาวบ้าน “ค่าของเงินลดลง ของแพงขึ้น” นั่นเอง

    เงินเฟ้อเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

    ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น : น้ำมันแพงขึ้น คนขับรถส่งของขอขึ้นค่าแรง ของที่คุณซื้อก็ต้องแพงตาม

    ความต้องการซื้อทะลุเพดาน: คนอยากได้ของชิ้นนั้นกันหมด แต่สินค้ามีจำกัด ทำให้คนจ่ายสูงกว่าก็จะได้สินค้าไป เหล่านี้ทำให้ราคาสินค้าพุ่งจนกระเป๋าฉีกได้

    ความน่ากลัวของเงินเฟ้อที่เราควรกลัว

    1. เงินออมละลายหายไป : เงินที่ฝากไว้ในธนาคาร 1 แสนบาท อาจซื้อของได้น้อยลงในปีหน้า แม้คุณจะไม่แตะต้องมันเลย เพราะกำลังซื้อเราลดลงเพราะเงินเฟ้อมันพุ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากนั่นเอง

    2. ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด: จากที่เคยกินข้าวมื้อละ 50 บาท อาจต้องจ่าย 70-80 บาท คุณจะใช้เงินได้แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป หากเงินเดือนคุณพอๆเดิม แปลว่าคุณจะจนลง

    3. เศรษฐกิจปั่นป่วน: เงินเฟ้อทำให้กำลังซื้อหด ยอดขายไม่ดี ซึ่งถ้ามันรุนแรงมากๆ บริษัทต่างๆก็ต้องลดค่าใช้จ่าย และอาจทำให้คนตกงานเพิ่มได้ ธุรกิจล้มละลาย และประเทศอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ

    ตัวอย่างน่ากลัว: เวเนซุเอลาเคยเผชิญกับเงินเฟ้อระดับที่คนต้องแบกกระสอบเงินไปซื้อขนมปัง 1 ก้อน!

    วิธีเอาชนะเงินเฟ้อแบบนักลงทุนมือโปร

    1. หาที่หลบภัยเงินเฟ้อ

    ทองคำ: ทองคำเปรียบเหมือน “เสื้อกันหนาว” ที่ช่วยปกป้องคุณในช่วงเงินเฟ้อได้ ตลาดเชื่อว่าทองคำ คือ hedging inflation asset

    อสังหาริมทรัพย์: ราคาที่ดินมักโตตามเงินเฟ้อ แถมยังมีรายได้จากค่าเช่าอีกด้วย แต่ก็ต้องที่ดินดีๆ นะ ถ้าไปอยู่ในที่ห่างไกล อันนี้ก็ไม่ใช่นะ

    หุ้นกลุ่มสินค้าจำเป็น: ธุรกิจที่ขายของที่คนต้องซื้อ เช่น ของกิน ของใช้

    2. ลงทุนในพันธบัตรที่สู้กับเงินเฟ้อได้

    พันธบัตรรัฐบาลแบบพิเศษที่ผลตอบแทนโตตามอัตราเงินเฟ้อ (Inflation-linked Bonds) เหมือนเกราะป้องกันเงินออมของคุณได้

    3. กระจายความเสี่ยง

    อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไว้ที่เดียว ลองแบ่งลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น หุ้น พันธบัตร ทองคำ หรือแม้แต่คริปโต (ถ้าคุณกล้าพอ!)

    4. ติดตามนโยบายการเงิน

    ธนาคารกลางปรับดอกเบี้ยขึ้นหรือลง คุณต้องรู้ทัน เพราะนี่จะกระทบตลาดการเงินทั้งระบบ

    5. เรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ

    อ่านข่าวเศรษฐกิจและหาความรู้เรื่องการลงทุนให้ทันสมัย เพราะ “ความรู้คืออาวุธ” ในการสู้กับเงินเฟ้อ

    นักลงทุนต้องอยู่รอดยังไงในช่วงเงินเฟ้อ?

    1. วางแผนพอร์ตการลงทุน

    กระจายความเสี่ยง เลือกสินทรัพย์ที่โตสวนกระแสเงินเฟ้อ เช่น หุ้นในกลุ่มพลังงานหรือสินค้าอุปโภคบริโภค

    2. มองหาหุ้นที่ชนะเงินเฟ้อ

    ธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการที่ผู้คนต้องใช้ เช่น อาหาร น้ำมัน และสินค้าในชีวิตประจำวัน

    3. ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

    เลือกกินข้าวบ้านแทนร้านอาหารแพง ๆ หรือเลื่อนการซื้อของใหญ่ เช่น รถใหม่ไปก่อนนะ

    4. สร้างรายได้เสริม

    ถ้ารายได้ปัจจุบันไม่พอ ลองหาโอกาสเพิ่ม เช่น งานฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ หรือเรียนทักษะใหม่ ๆ ยิ่งเรามีแหล่งหลายได้หลายทาง มันก็จะช่วยได้นะ

    สรุป : เงินเฟ้อเปรียบเสมือน “มังกรไฟ” ที่เผาเงินในกระเป๋าคุณ แต่ถ้าคุณรู้จัก “เสริมเกราะ” ด้วยการลงทุนอย่างชาญฉลาด ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว! เตรียมพร้อมสู้และอยู่รอดในทุกสถานการณ์เศรษฐกิจ!

  • หุ้นกู้คงค้าง เช็คที่นี่

    หุ้นกู้คงค้าง เช็คที่นี่

    วันนั้นใน #หุ้นกระแส เล่าเรื่อง บ้านเพื่อคนไทย แล้วลากไปหาตราสารหนี้เอกชน high yield อสังหาฯ ที่ต้องจับตา เลยมีเพื่อนๆถามกันเยอะว่าเวลาเช็คว่า หุ้นกู้บริษัท ก. จะมีคืนชำระปีไหนบ้าง ขนาดเท่าไหร่ ดูได้ที่ไหน น้าหามาให้ละคับ ด้านล่างเป็นหน้าเว๊บของ กลต. เอาไว้เช็ครายบริษัทได้เลยนะครับ ลองเล่นดู 😇

    เช็คหุ้นกู้ที่นี่ Link