ผู้เขียน: น้าแดง

  • Boeing โกยแหลกกับ Reciprocal Traiff

    Boeing โกยแหลกกับ Reciprocal Traiff

    ✈️🇺🇸 เพื่อนๆสงสัยมั๊ยทำไม “ทรัมป์ไปไหน” Boeing มักได้ออเดอร์กลับมาตลอด? ดูในกราฟสิหุ้น BA (Boeing) ปรับตัวขึ้น +57% ในเวลา 1 เดือน!! ทะลุทะลวงวันคุณทรัมป์ประกาศ Reciprocal tariff 2 เม.ย. ไปแล้ว และล่าสุด Qatar ซึ่งสั่งซื้อ Boeing ล๊อตประวัติศาสาตร์ 210 ลำ วันนี้มาดูเหตุผลกันว่าทำไมต้อง Boeing

    ภาพที่เห็นบ่อยช่วงหลังๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศของ “ทรัมป์” หรือการพบปะผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ ก็มักมีข่าวตามมา เช่น…

    ✅ Qatar Airways สั่งซื้อเครื่องบิน Boeing

    ✅ อินเดียประกาศขยายฝูงบิน Boeing

    ✅ ญี่ปุ่น, อินโดฯ, ซาอุ ฯลฯ มีคำสั่งซื้อใหม่

    ทำไม “ต้องเป็น Boeing”? เค้าว่ากันว่า “มันคือการเมือง + การค้า + ภาพลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์รวมกัน”

    1️⃣ Boeing คือ “ตัวแทนความเป็นอเมริกา”

    เพราะ Boeing ไม่ใช่แค่บริษัทผลิตเครื่องบิน แต่คือ “สินค้าส่งออกอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ” และเป็นหนึ่งในตัวชูโรงของเศรษฐกิจอเมริกัน ทรัมป์หรือผู้นำสหรัฐฯ หลายคนจึงใช้ Boeing เป็นเครื่องมือทางการทูต

    2️⃣ ใช้ปิดดีลการค้า/การเมืองแบบ win-win

    เวลาบางประเทศอยากได้ดีลพิเศษจากสหรัฐฯ เช่น ขอเปิดตลาด, ขอผ่อนคลายภาษี, ขอซื้ออาวุธ ฯลฯ 🇺🇸 ฝั่งสหรัฐฯ ก็ขอกลับว่า “ถ้าคุณซื้อสินค้าจากเราบ้าง เช่น เครื่องบิน Boeing เราก็ช่วยเจรจาให้ง่ายขึ้น”

    ที่มา : Business Today

    3️⃣ สะท้อนแนวคิด “America First”

    Boeing มีโรงงานในรัฐสำคัญ เช่น Washington, Missouri, South Carolina เวลามีออเดอร์ใหญ่ แปลว่ามีงานเกิด แน่นอนว่าฐานเสียงของทรัมป์ยิ้มกว้าง ดังนั้นการผลักดัน Boeing จึงเป็นการดันเศรษฐกิจสหรัฐแบบรูปธรรมให้เห็น

    4️⃣ ถ้าไม่ซื้อ Boeing ก็ต้องซื้อ Airbus (ยุโรป)

    ทางเลือกในตลาดมีแค่ 2 เจ้าใหญ่:

    ✈️ Boeing (สหรัฐฯ)

    ✈️ Airbus (ยุโรป)

    เวลาเจรจากับสหรัฐฯ การเลือกซื้อ Boeing จึง “ส่งสัญญาณ” ความเป็นมิตรต่ออเมริกานั่นเอง

    5️⃣ ภาพลักษณ์ระดับโลก

    ทรัมป์เป็นนักสร้างภาพ (ในเชิงการตลาด)

    การได้เห็นภาพ “ผู้นำประเทศนั้น ๆ ยืนจับมือกับเขา พร้อมประกาศซื้อ Boeing 100+ ลำ” คือ ภาพแห่งชัยชนะของการเจรจาเชิงการค้าที่เขานำมาใช้ตอกย้ำความสำเร็จนั่นเอง

    สรุปคือ Boeing ไม่ได้ขายแค่เครื่องบิน แต่ขาย “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” หลายดีลไม่ได้เกิดจากความจำเป็นล้วน ๆ แต่เกิดจาก “ยุทธศาสตร์ด้านภาพลักษณ์-การเมือง-เศรษฐกิจ” ที่โยงกันลึกกว่าที่คิดนั่นเองค้าบบบบบบบบบบบบ ! 😆

    อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "Boeing Company (The)• 1D·NYSE 3 0207.35 H208.60 L205.4 C206.24 +1.52 0.74%) USD 210.00 206.24 Post 206.00 190.00 180.00 Boeing Company (lhe) 172.57 170:00 Tnah Ml unlh 1% Sep Oct 160.00 Nov 150.00 Dec 140.00 2025 nnu Feb Mar 130.00 Apr 120.00 May Jun 9.58M 110:90 Jul"
    ที่มา : TradingView 15 May 2025

  • หัวใจของธนาคารนอกจากดอกเบี้ย ก็คือ CASA ??

    หัวใจของธนาคารนอกจากดอกเบี้ย ก็คือ CASA ??

    โลกของธนาคารพาณิชย์ นอกจากส่วนต่างดอกเบี้ยแล้ว หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจมากๆ คือ “CASA” ซึ่งย่อมาจาก Current Account – Savings Account ซึ่งก็คือ บัญชีกระแสรายวัน และบัญชีออมทรัพย์ แม้จะเป็นบัญชีพื้นฐานของลูกค้า แต่ CASA มีความหมายที่ลึกซึ้งต่อประสิทธิภาพทางการเงินของธนาคารอย่างมากๆ

    CASA คืออะไร?

    CASA หมายถึง เงินฝากในรูปแบบกระแสรายวัน และออมทรัพย์ ซึ่งโดยทั่วไป เงินฝากรูปแบบนี้ บัญชีออมทรัพย์จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆๆๆๆ 0.125-0.20% หรือแทบไม่มีเลย เช่น บัญชีกระแสรายวันจึงถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับธนาคาร

    ความสำคัญของ CASA

    CASA มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสามารถในการทำกำไรของธนาคารในหลายๆมิติ เช่น :

    • ช่วยลดต้นทุนเงินทุน (Cost of Funds) ได้อย่างมากๆ
    • เพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin – NIM)
    • สะท้อนความภักดีและความผูกพันของลูกค้า โดยเฉพาะในยุคที่ Mobile Banking เป็นเครื่องมือหลักในการใช้บริการธนาคาร ธนาคารใดที่ทำ Mobile Banking ดี คนจะนิยมเอาเงินมาพักไว้เยอะ และนั่นหมายความว่าโอกาสที่จะมี CASA เยอะนั่นเอง

    CASA ไม่ใช่แค่บัญชีเงินฝากราคาถูก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการที่ธนาคารสามารถดึงลูกค้าให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    ในอุตสาหกรรมธนาคารไทย CASA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่แสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างธนาคารขนาดใหญ่และขนาดเล็ก :

    ธนาคารขนาดใหญ่มักได้เปรียบ: เช่น BBL, SCB และ KBANK มักมีสัดส่วน CASA อยู่ในระดับสูง 60-80% ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานลูกค้ารายย่อยและองค์กร ความเชื่อมั่นในระบบบริการ รวมถึง Digital Platform ที่ทรงพลัง

    ธนาคารขนาดเล็กดูจะเสียเปรียบ: ธนาคารอย่าง KKP, TISCO และ CIMB TH มักพึ่งพาเงินฝากประจำ(ดอกเบี้ยสูง) หรือการระดมทุนจากตลาดตราสารหนี้มากกว่า ส่งผลให้ต้นทุนเงินทุนสูง และอาจไม่มีพื้นที่ในการแข่งขันด้านดอกเบี้ยเท่าธนาคารขนาดใหญ่

    ตัวอย่างข้อมูล CASA (Q1/2025) ลองดู SCB เป็นตัวอย่างแรกครับ

    ที่มา : MD&A SCB งวด 1Q25

    จะเห็นว่ามีคนเอาเงินมาฝากกระแสรายวัน 129,655 ล้านบาท มีคนฝากในออมทรัพย์ 1,788,382 ล้านบาท จับมัดรวมกันแล้วหารด้วยเงินรับฝากทั้งหมด 2,471,357 ล้านบาท จะได้ CASA ratio 77.6% ถือว่ากระฉูดมาก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า SCB Easy เป็นเครื่องมือสำคัญ ผนวกกับความเก่าแก่และความเชื่อมั่นสูงของธนาคาร

    ส่วน CASA ratio ของธนาคารใหญ่อื่นๆที่แกะจาก MD&A มาให้ดู เช่น KBANK 80.4%, BBL 61.7%

    แต่ถ้าใน MD&A ไม่แตกตัวเลขมาให้คำนวน เราก็สามารถไปดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินได้เช่นกัน เช่น TISCO มี CASA ratio เพียง 13.9%

    ดังนั้น CASA เป็นมากกว่าตัวเลขในงบดุล แต่คือแกนหลักสำหรับการวางยุทธศาสตร์ธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ผู้ใช้งานมีบทบาทอย่างมาก

    โครงสร้างในฝันของธนาคารคือ CASA เยอะๆ Loan growth สูง NPL น้อยๆ ธรรมเนียมเยอะๆ และสร้าง ROE ได้สูงๆ ใครที่ทำส่วนผสมนี้ได้ดี Valuation Premium อย่างแน่นอนจากนักลงทุน

    ซึ่งจุดเริ่มอยู่ที่การสามารถดึงดูด CASA ได้สูงจะมีต้นทุนที่ต่ำ สามารถแข่งขันด้านดอกเบี้ยได้ และมีความมั่นคงทางการเงินสูงกว่าในระยะยาว

    ดังนั้น การติดตาม CASA Ratio จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนและผู้สนใจในหุ้นกลุ่มธนาคารไม่ควรมองข้ามด้วยนะครับ

  • รู้จักธุรกิจ Streaming มาเงียบๆแต่เฉียบขาด มาตรฐานใหม่ชาวโลก

    รู้จักธุรกิจ Streaming มาเงียบๆแต่เฉียบขาด มาตรฐานใหม่ชาวโลก

    ทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยี Streaming เข้ามาปฏิวัติวงการทีวีทั่วโลก โดยเข้ามาแทนที่การรับชมผ่านระบบดาวเทียม (Satellite TV) อย่างต่อเนื่อง

    สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การดูคอนเทนต์แบบออนดีมานด์ (On-Demand) ก็คือ อยากดูเมื่อไหร่ก็ได้ดู ดูย้อนหลังก็ได้ ประกอบกับต้นทุนที่ต่ำกว่า ความสะดวกในการเข้าถึง และความสามารถของเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว Streaming จึงกลายเป็นโครงสร้างหลักของอุตสาหกรรมบันเทิงในยุคปัจจุบัน

    ช่วงต้นปี 2025 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 กลุ่มสื่อและบันเทิงปรับตัวลดลงกว่า 4% แต่หุ้นของ Netflix กลับสวนทาง

    โดย Netflix ปรับตัวขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี และสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เหนือระดับ $1,150 ต่อหุ้นหน้าตาเฉย

    แม้จะมีข่าวการประกาศภาษี 100% สำหรับภาพยนตร์ที่ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้หุ้น Netflix ร่วงลงถึง 4% ระหว่างวัน แต่สุดท้ายราคาหุ้นก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    ความแข็งแกร่งของ Netflix สะท้อนผ่านผลกำไรที่ดีงามเหนือความคาดหมายใน 1Q25 มีรายได้รวม $10.5 พันล้าน เพิ่มขึ้น +13% y-y กำไรสุทธิอยู่ที่ $2.9 พันล้าน +24% y-y และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ $6.61 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ $5.67

    นอกจากนี้ Netflix ยังมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 31.7% ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้าจะขยายได้อีก โดยกลยุทธ์การเพิ่มรายได้จากโฆษณา (Advertising) ทำให้โฆษณาของบริษัทเติบโต 65-70% ต่อไตรมาสในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา หน่วยธุรกิจนี้น่าสนใจ ยิ่งคนดูเยอะ สมาชิกเยอะ eyeballs ยิ่งเยอะ ยิ่งขายโฆษณาได้ง่าย ได้แพงยิ่งขึ้น

    แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษี แต่ Netflix ยังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่อง Streaming กันครับ

    เทคโนโลยี Streaming ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากระบบการบีบอัดข้อมูล (Compression) ที่ทันสมัย โดยมาตรฐานล่าสุดอย่าง H.265 หรือ HEVC สามารถลดขนาดไฟล์วิดีโอ 4K ที่ความเร็ว 60 เฟรม/ วินาที ให้สามารถรับชมได้ด้วยความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียง 15-25 Mbps เท่านั้น

    ในขณะที่ระบบ CDN (Content Delivery Network) ช่วยกระจายคอนเทนต์ไปยังผู้ชมทั่วโลกผ่านเครือข่าย Edge Servers ที่ใกล้ที่สุด ลดความล่าช้า (latency) ลงจนสามารถดูวิดีโอแบบเรียลไทม์ได้ แม้ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุด ดังนั้นที่ไหนมี Data center ที่ดีๆ มี Internet ที่พอใช้ได้ คุณก็สามารถเสพความบันเทิงดีๆได้

    ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่พัฒนาแล้วมากที่สุดด้านนี้ มีผู้ใช้งานบริการ Streaming รวมกันมากกว่า 225 ล้านบัญชี โดย penetration rate อยู่ที่กว่า 80% ของครัวเรือนทั้งหมด Netflix มีค่าสมัครราว $15.49/เดือน สำหรับแพ็กเกจมาตรฐาน

    ขณะที่ Hulu และ Peacock มีแพ็กเกจแบบมีโฆษณา (AVOD) เริ่มต้นที่ $7.99/เดือน ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย โดย AVOD สามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาได้อย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่

    ในญี่ปุ่น แม้จะเข้าสู่ตลาดช้ากว่าสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันมี penetration rate อยู่ที่ประมาณ 50% โดย Netflix มีผู้ใช้งานราว 8 ล้านบัญชี และ Amazon Prime Video ครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด โดยค่าบริการ Prime อยู่ที่ 500 เยน/เดือน (ประมาณ 3.3 ดอลลาร์สหรัฐ) ความนิยมในประเทศนี้ยังรวมถึงแพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง U-NEXT และ AbemaTV ที่ผสมผสานการให้บริการแบบ Live และ On-Demand ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการหลากหลายของผู้ชม

    เกาหลีใต้เป็นอีกตลาดหนึ่งที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย โดยมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้งาน Streaming สูงถึง 20% ต่อปี และมี penetration rate ประมาณ 70% ของครัวเรือน แพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง TVING และ Wavve แข่งขันกับ Netflix อย่างสูสี โดยเน้นการผลิต Original Content ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ค่าบริการโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000-10,000 วอน/เดือน (ประมาณ 6-8 ดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้โมเดลแบบ AVOD ยังไม่เติบโตมากนักในเกาหลี เนื่องจากผู้บริโภคยังนิยมรับชมแบบไม่มีโฆษณามากกว่า

    ขอบคุณรูปจาก : kapanlagi.com

    ในอินเดีย ตลาดมีผู้ชมออนไลน์มากกว่า 400 ล้านคน แต่รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU) ยังต่ำ ทำให้โมเดล AVOD ได้รับความนิยมสูงมาก แพลตฟอร์มอย่าง Hotstar (Disney+) และ JioCinema เสนอคอนเทนต์ฟรีพร้อมโฆษณาเป็นหลัก ค่าบริการหากเลือกแบบไม่มีโฆษณาจะอยู่ที่ราว 299 รูปี/เดือน (ประมาณ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐ) penetration rate โดยรวมยังต่ำกว่า 40% แต่แนวโน้มการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานมือถือในเมืองระดับ Tier 2-3

    สำหรับไทย ผู้ใช้งาน Netflix อยู่ที่ราว 2.3 ล้านบัญชีในปี 2024 คิดเป็น penetration rate ราว 25-30% ของครัวเรือน โดยผู้ให้บริการอื่นเช่น YouTube, TrueID และ AIS Play ยังมีบทบาทสูงในกลุ่มโมเดลแบบ AVOD และ Freemium

    ค่าบริการ Netflix แพ็กเกจมาตรฐานอยู่ที่ 349 บาท/เดือน ขณะที่ผู้เล่น Local อย่าง MonoMAX ก็กำลังถูกจับตาอย่างมาก หลังจับมือกับ JAS เตรียมถ่ายทอดฟุตบอลอังกฤษในฤดูกาลหน้า

    ด้าน AVOD อย่าง YouTube และ Line TV ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มผู้ชมที่ไม่ต้องการจ่ายเงิน การเติบโตของตลาดขึ้นอยู่กับคุณภาพอินเทอร์เน็ตและการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจในประเทศ

    แนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรม Streaming คือการมุ่งไปสู่ความละเอียดสูงยิ่งขึ้น เช่น 8K การใช้ AI เพื่อแนะนำคอนเทนต์แบบเฉพาะบุคคล รวมถึงการผสานกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น VR, AR และ Cloud Gaming ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบของการบริโภคสื่อให้มีความโต้ตอบ (interactive) และหลากหลายยิ่งขึ้น

    ดังนั้น Streaming ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกของการรับชมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลก โดยมีเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นรองรับพฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ตอนนี้ธุรกิจ Streaming เลยกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของคนทั้งโลกนั่นเอง

  • ดอกเบี้ยขาลง เก็บเงินที่ไหนดี? รวม 5 ทางเลือกออมเงิน ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ย และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

    ดอกเบี้ยขาลง เก็บเงินที่ไหนดี? รวม 5 ทางเลือกออมเงิน ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ย และไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

    ในช่วงที่ดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มปรับตัวลง หลายคนเริ่มมีคำถามว่า “ควรเก็บเงินไว้ที่ไหนดี?” ให้ปลอดภัย ได้ดอกเบี้ยพอสมควรกับความเสี่ยง และที่สำคัญ ต้องไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงที่กำลังระบาดอยู่ในยุคนี้

    เลยไปสำรวจ 5 ทางเลือกการออมเงินที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมตัวอย่างผลตอบแทนแบบเข้าใจง่ายๆ เผื่อช่วยให้เพื่อนๆพิจารณากัน

    ทางเลือกแรกที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยคือ การฝากออมทรัพย์ หรือฝากประจำแบบดั้งเดิม จุดเด่นคือความเสี่ยงต่ำมาก เงินฝากได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากสูงสุดถึง 1 ล้านบาท/ บัญชี

    แต่ข้อเสียคือดอกเบี้ยต่ำมาก โดยบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปให้ดอกเบี้ยเฉลี่ยราว 0.25% – 1.5% ต่อปี ส่วนฝากประจำ 3 เดือนอาจได้ราว 1.75% – 2.25% ซึ่งในภาวะดอกเบี้ยขาลง ตัวเลขเหล่านี้มีแนวโน้มจะลดลงอีก การฝากประเภทนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องสูง และไม่อยากจะเสี่ยงเลย

    อีกทางเลือกที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นคือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งถือว่าเป็นการพักเงินแบบที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากแบงก์เล็กน้อย โดยกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นหรือเงินฝากสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง

    ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีของกองทุนกลุ่มนี้อยู่ในช่วงประมาณ 1.8% – 2.4% ต่อปี แม้จะไม่การันตีผลตอบแทน แต่ถือว่าเสมือนมีความเสี่ยงต่ำมาก แนะนำให้ซื้อผ่านแอปหรือโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพนะ

    เซียนบอกว่าวิธีนี้ป้องกันมิจฉาชีพได้ด้วยนะ เพราะเวลาถอนเงินมันจะวิ่งไปหาบัญชีชื่อของเราที่ฝากไว้เท่านั้น บัญชีม้าหมดสิทธิ เพียงแต่ว่ามันจะมี lag time ประมาณ 1 วันในการถอน เราก็แค่วางแผนดีๆก็ง่ายละครับ

    สำหรับสายดิจิทัลที่อยากได้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากออมทรัพย์ แต่ยังต้องการความยืดหยุ่นในการถอนเงิน บัญชีเงินฝากดิจิทัล (Digital Savings) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เช่น SCB Easy Saving ที่ให้ดอกเบี้ยถึง 2%, K-eSavings 1.5%, หรือ ttb All Free ที่ให้สูงสุด 1.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานควรระวังการใช้งานผ่านแอปหรือเว็บไซต์ปลอม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้ช่องทางทางการของธนาคารเท่านั้นนะ!!

    หากคุณมีเงินเย็น และไม่รีบร้อนใช้ การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล หรือสลากออมสินก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสูง เพราะมีรัฐค้ำประกัน พันธบัตรบางรุ่นให้ดอกเบี้ยคงที่ราว 2.4% – 3.0% ต่อปี ขึ้นกับระยะเวลาถือ ส่วนสลากออมสินแม้ให้ดอกเบี้ยน้อยกว่าราว 0.5% – 1.5% แต่ได้สิทธิ์ลุ้นรางวัลทุกเดือน เหมาะสำหรับคนที่อยากออมเงินระยะกลางถึงยาว และชอบความมั่นคง แถมว่ากันว่าได้บุญด้วยนะ เงินของเราจะเป็นเครื่องมือให้ธนาคารรัฐแห่งนี้เอาไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้าได้อีกด้วย

    จุดสำคัญข้อนี้คือ ต้องมั่นใจว่าเงินเราเย็นจริง เย็นกี่เดือน กี่ปี จะได้เลือก tenor การฝากได้ตรงกัน เช่น เงินเย็นก้อนนี้ 2 ปี ก็เลือกออมในธนบัตรอายุ 2 ปี ให้มัน match กันนะ

    ส่วนใครที่อยากเพิ่มผลตอบแทนขึ้นอีกเล็กน้อย โดยยังอยู่ในขอบเขตความเสี่ยงที่พอรับได้ ตราสารหนี้เอกชนเกรดลงทุน (Investment Grade Bonds) หรือ หุ้นกู้ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ หากเลือกบริษัทที่มีเครดิตดี เช่น Rating A ขึ้นไป จะมีโอกาสได้รับดอกเบี้ยราว 3.0% – 4.5% ต่อปี แต่ทั้งนี้ควรตรวจสอบข้อมูลบริษัทผู้ออก และข้อมูลกองทุนกับ ก.ล.ต. เสมอก่อนลงทุนด้วยนะ

    ผมแนะอีกนิดว่า ให้ดูแนวโน้มธุรกิจของบริษัทที่ขายหุ้นกู้ด้วยนะ ผู้ออกควรมีกระแสเงินสดเป็นบวก “อย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้เหวี่ยงมากเกินไป” อีกจุดที่ควรดูคือ D/E ratio ไม่ควรสูงเกินไป (<2 เท่า กำลังพอรับได้) นอกจากนั้นธรรมาภิบาลของ ผบห.ในการทำธุรกิจก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาจใช้ google เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบที่ดี โดยการ search คำง่ายๆ เช่น “บริษัท ….. โกง” “บริษัท…. เบี้ยว ผิดนัด” “บริษัท… ปัญหา” เหล่านี้พอช่วยได้

    แต่ย้ำว่า CG score นั้นไม่ได้เป็นตัวการันตีนะ ย้ำ!

    อีกอันที่กำลังมาแรงคือ บัญชีเงินฝาก FCD (ฝากในสกุลต่างประเทศ) อันนี้ดอกเบี้ยแรงได้ใจ 4-5% แต่คุณต้องวัดกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ต้องหาจังหวะ THB แข็งๆ เข้าแนวรับสำคัญแล้วค่อยเข้าไปฝากนะ แม้ดอกเบี้ยจะเป็นขาลง แต่ผลตอบแทนยังสูงมาก หากไม่เจ๊งค่าเงินเสียก่อน(ฮา)

    โดยสรุป หากคุณไม่อยากเสี่ยง และเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก การเลือกใช้หลายเครื่องมือผสมกันก็เป็นแนวทางที่ดี เช่น เงินที่ใช้จ่ายประจำวันอาจเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีดิจิทัล เงินที่รอจังหวะลงทุนอาจพักในกองทุนตลาดเงิน หรือฝากประจำ ส่วนเงินระยะยาวอาจพิจารณาพันธบัตรหรือแม้แต่ตราสารหนี้เกรดดีครับ

    และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าเพื่อนๆจะออมด้วยวิธีไหน ต้องระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยควรตรวจสอบชื่อกองทุนหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนกับเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ที่ www.checkfirst.sec.or.th อย่ากดลิงก์จาก SMS หรือไลน์ที่ไม่รู้จัก

    และถ้ามีใครบอกว่าลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน “การันตี” เว่อร์ๆแบบ 20% ต่อปี อันนี้ให้สงสัยไว้ก่อนเสมอเลยว่า ไอ่นี้โกงแน่ๆ ให้จำไว้ว่า ของดีง่ายๆ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงแบบนี้มันไม่ตกถึงมือเม่าอย่างเราๆหรอก

    การออมเงินในช่วงดอกเบี้ยขาลงอาจดูน่าเบื่อ แต่ถ้าทำถูกทางและไม่ถูกหลอก เงินของคุณจะยังคงเติบโตอย่างมั่นคง และรอจังหวะใหม่ของการลงทุนได้อย่างปลอดภัยจ้า

    และสุดท้ายครับ อย่าเอาไข่ทุกใบใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวนะครับ กระจายความเสี่ยงด้วยล่ะ

  • Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับทรัมป์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ทำคะแนนนิยม (Approval Rating) ได้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นในรอบ 80 ปี

    โดยมีคะแนนพึงพอใจเฉลี่ยเพียง 39-45% เท่านั้น สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนอย่างชัดเจนในช่วงต้นวาระดำรงตำแหน่ง

    ที่มา : ABC News

    และสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจเรื่อง “Approval Rate” กันมากขึ้นว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

    Approval Rate คืออะไร? Approval Rate หรือตัวชี้วัดความนิยม เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่า “พอใจ” หรือ “ไม่พอใจ” ต่อผู้นำประเทศ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยปกติแล้วการสำรวจนี้จะทำเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อผลงานของผู้นำนั้นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ หรือการจัดการเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น วิกฤตโรคระบาดหรือสงคราม

    การวัด Approval Rate เริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสำนัก Gallup ได้ทำการสำรวจเพื่อวัดความนิยมในตัว Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น หลังจากนั้น การวัดคะแนนนิยมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ เพื่อจับชีพจรความพึงพอใจของสาธารณชนต่องานของรัฐบาล

    แล้ว Approval Rate สำคัญอย่างไร?

    • ด้านการเมือง: Approval Rate เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน ถ้าคะแนนต่ำอย่างต่อเนื่อง ผู้นำอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายตัวเอง เช่น การต่อต้านนโยบาย หรือการเรียกร้องให้ปรับคณะรัฐมนตรี
    • การเลือกตั้ง: คะแนนนิยมเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งในระดับกลางเทอม (Midterm Elections) และระดับประธานาธิบดี หากคะแนนต่ำ พรรคของผู้นำมักเสียที่นั่งในสภาคองเกรส

    หาก Approval Rate ต่ำ จะเกิดอะไรขึ้น?

    • เสถียรภาพทางการเมืองลดลง: ความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งภายในพรรค หรือแม้แต่การถูกร้องขอลาออกในบางกรณี
    • นโยบายอาจหยุดชะงัก: การผ่านกฎหมายสำคัญทำได้ยากขึ้น เพราะสมาชิกสภาอาจไม่กล้าเสี่ยงสนับสนุนนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม เพราะหากโหวตให้ มันก็จะทิ่มแทงตัวเองกลับมา
    • โอกาสของฝ่ายค้าน: ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะใช้คะแนนต่ำเป็นเครื่องมือโจมตีเพื่อช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    จากรูปด้านล่างจะเห็นว่า ประชาชน 72% เชื่อว่านโยบายทรัมป์ จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งไม่มี ปธน.คนไหนอยากให้เกิดในสมัยของเค้า จุดนี้สำคัญ ทรัมป์ควรต้องกลับมาคิดให้มากขึ้นว่าถ้าดึงดันต่อไป American อาจไม่ Great again ซึ่งจะนำมาซึ่ง Republican เตรียมแพ้เลือกตั้งสมัยหน้าได้เลยยาวๆ

    นักวิเคราะห์บอกว่า ถ้ายังดำดิ่งแบบนี้ Mid term Election ปีหน้า อาจเสียที่นั่งใน Swing stage และทำให้การขับเคลื่อนนโยบายยิ่งลำบาก หุ้นสหรัฐกลางปีหน้าอาจเหนื่อยอีกรอบ

    ที่มา : ABC News

    Approval Rate กับตลาดหุ้น

    • ความเชื่อมั่นนักลงทุน: นักลงทุนใช้ Approval Rate เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเสี่ยงทางการเมือง ถ้าคะแนนนิยมต่ำมาก อาจแปลว่านโยบายเศรษฐกิจมีโอกาสถูกขัดขวางหรือล่าช้า
    • ความไม่แน่นอน (Uncertainty): ตลาดหุ้นไม่ชอบความไม่แน่นอน หากคะแนนนิยมต่ำต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดความเสี่ยง โดยการขายหุ้นในกลุ่มที่พึ่งพานโยบายรัฐบาล เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และพลังงาน
    • ตัวอย่างในอดีต: ในปี 2018 ช่วงที่คะแนนนิยมทรัมป์ตก ตลาด S&P 500 ปรับตัวลดลงแรงในไตรมาสสุดท้าย เพราะความกังวลเรื่องสงครามการค้า และเสถียรภาพของรัฐบาล

    Approval Rate เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ถ้าคะแนนสูง มักนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นใจในตลาด แต่ถ้าคะแนนต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเสมอ

    สำหรับบ้านเรา การทำโพลไทย อาจคล้าย Approval Rate อเมริกาในทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติต้องดูคุณภาพ และที่มาของโพลเป็นหลัก เพราะมาตรฐานความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน นั่นเลยทำให้ โพลไทย กับ Approval Rate จึงต่างกันมาก เพราะ…

    1. ความเป็นกลางของผู้จัดทำ:

    • สหรัฐฯ มีสำนักโพลเก่าแก่และมีมาตรฐานสูง เช่น Gallup, Pew Research, Ipsos ซึ่งถูกตรวจสอบโดยสื่อ และมหาวิทยาลัยตลอดเวลา
    • ไทยมีสำนักโพลหลายแห่ง แต่ บางแห่งถูกมองว่ามีอคติทางการเมือง หรือมีการทำ “โพลจัดตั้ง” เพื่อสร้างกระแส (manipulate perception)

    2. วิธีการสุ่มตัวอย่าง (Sampling):

    • สหรัฐฯ ใช้ การสุ่มแบบสุ่มจริง ๆ (random sampling) ตามประชากรศาสตร์ (อายุ, เพศ, รายได้, ศาสนา, ภูมิภาค) เพื่อให้ได้ภาพรวมที่แท้จริง
    • ไทยบางครั้งยังใช้ การสำรวจเฉพาะกลุ่ม (เช่น โทรศัพท์, ออนไลน์, หรือในพื้นที่เฉพาะ) ซึ่งอาจ “เบ้” ได้ง่ายมากๆ

    3. ขนาดตัวอย่าง (Sample Size):

    • สหรัฐฯ มักใช้กลุ่มตัวอย่าง 1,000–2,000 คนขึ้นไป เพื่อให้มี Margin of Error ต่ำ (~±3%)
    • ไทยบางโพลใช้แค่หลักร้อย หรือทำในกลุ่มที่คัดเลือกมาแล้ว ทำให้ตัวเลขไม่นิ่ง

    4. บริบทการแสดงความคิดเห็น:

    • สหรัฐฯ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระแม้ไม่พอใจรัฐบาล
    • ไทยในบางยุคสมัย อาจมี self-censorship หรือความกังวลต่อการแสดงความเห็นทางการเมือง เห็นได้จากการตั้งคำถาม บางทีจะเป็นการชี้นำก็มี

    อย่างไรก็ดี มีโพล ก็ยังดีกว่าไม่มีนะ เพียงแต่เสพด้วยความระมัดระวังครับ

  • เข้าใจ “Technical Recession” แบบง่ายๆ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

    เข้าใจ “Technical Recession” แบบง่ายๆ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

    Technical Recession หรือ ภาวะถดถอยทางเทคนิค คือ ภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส

    โดยพิจารณาจากอัตราการเติบโตของ GDP (Gross Domestic Product) ที่ ติดลบในรูปแบบ QoQ หรือ Quarter-on-Quarter แต่ต้องเป็นการวัดแบบ “ปรับฤดูกาล” (Seasonally Adjusted หรือ SA) แล้วเท่านั้น เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกเบี่ยงเบนจากปัจจัยชั่วคราว เช่น เทศกาล ท่องเที่ยว หรือฤดูเก็บเกี่ยวเป็นต้น

    ขณะที่ Recession หรือ ภาวะถดถอย คือ ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโดยรวม จะดูจากหลายปัจจัยไม่ใช่แค่ GDP โดยอาจดูถึง แรงงาน, รายได้, ผลผลิตอุตสาหกรรม, ยอดค้าปลีก เป็นต้น

    โดยการจะเข้าสู่ภาวะ Recession นั้น จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการโดยหน่วยงานอิสระ อย่างที่สหรัฐ เค้าจะประกาศโดย National Bureau of Economic Research (NBER) โดยคณะกรรมการชื่อ Business Cycle Dating Committee

    ส่วนในไทยนั้น ไม่มีหน่วยงานเฉพาะแบบนี้ แต่เข้าใจกันว่าน่าจะเป็น สภาพัฒน์ฯ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : สศช.) ซึ่งเป็นผู้รายงาน GDP เป็นประจำอยู่แล้ว

    ก่อนไปต่อ ทบทวนอีกทีนะ ระหว่างความแตกต่างของ QoQ และ YoY

    • QoQ (Quarter-on-Quarter): เปรียบเทียบ GDP ไตรมาสล่าสุดกับไตรมาสก่อนหน้า
      ➤ เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการพิจารณา Technical Recession
      ➤ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จะใช้ค่าที่ “ปรับฤดูกาลแล้ว (SA)” เพื่อสะท้อนภาพจริงของแนวโน้มเศรษฐกิจ

    • YoY (Year-on-Year): เปรียบเทียบ GDP กับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
      ➤ นิยมใช้ดูแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว ดูพัฒนาการการเติบโต ความเก่งขึ้นเป็นต้น
      ➤ ไม่สามารถใช้วัด Technical Recession ได้โดยตรง

    ตัวอย่างการเข้าสู่ Technical Recession เพื่อความเข้าใจ

    ไตรมาสGDP Growth
    (QoQ SA)
    ผลที่เกิดขึ้น
    Q1-0.4%หดตัวครั้งที่ 1
    Q2-0.2%หดตัวครั้งที่ 2 → Technical Recession
    Q3+0.3%เริ่มฟื้นตัว

    ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าเศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส แม้จะไม่รุนแรง แต่ก็เข้าเกณฑ์ “Technical Recession” แล้วตามนิยาม

    ว่าแต่ แล้วทำไมต้องสนใจ Technical Recession?

    แม้จะเป็นเพียงคำนิยามเชิงสถิติ แต่การเกิด Technical Recession มักสะท้อนถึง ความอ่อนแอของเศรษฐกิจโดยรวม เป็นสัญญาณที่ต้องเริ่มระมัดระวัง เพราะมันมักจะมาจาก :

    • การบริโภคและการใช้จ่ายชะลอตัว (C)
    • การส่งออกลดลง (X)
    • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง (Confidence)
    • การจ้างงานและรายได้ชะลอตัว (Income)
    • ภัยพิบัติชั่วคราวจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (Surprise)

    ผลกระทบต่อตลาดหุ้น และนักลงทุน

    • ตลาดหุ้นอาจเกิดแรงขายจากความไม่มั่นใจ กังวลว่าจะลากยาวเป็น Recession จริงๆ
    • เงินบาทอาจอ่อนค่า ต่างชาติอาจเริ่มลดการลงทุนทั้งทางตรง(FDI) และการลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารทุน
    • นักลงทุนอาจเน้นถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้สภาพคล่องหาย เงินจะเริ่มฝืด
    • แต่ในบางกรณี หุ้นพื้นฐานดี ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น พวกสัมปทาน พวก defensive ก็อาจกลายเป็นโอกาสสะสมหากราคาย่อตัวได้นะ

    นักลงทุนควรระวังอะไร?

    อย่าตื่นตระหนก: การหดตัว 2 ไตรมาสไม่ใช่วิกฤตเสมอไปนะ
    มองภาพรวม: ดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น PMI, ดัชนีบริโภค, นโยบายรัฐ
    กระจายความเสี่ยง: ถือสินทรัพย์หลากหลาย และเตรียมรับมือความผันผวนอยู่เสมอนะ อันนี้เป็น basic ที่ควรมีตลอด ควรมีเงินเก็บพร้อมอยู่ได้อย่างน้อย 6-12 เดือน เสมอ
    ติดตามนโยบายเศรษฐกิจ: เช่น การลดดอกเบี้ย หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะออกมาแก้ไขได้รุนแรงขนาดไหน เช่น เมกกะโปรเจ็ค เป็นต้น

    📌 สรุป: Technical Recession เป็นสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองข้าม นักลงทุนควรใช้โอกาสนี้ประเมินพอร์ตลงทุนของตนเองอยู่เสมอ และติดตามภาพรวมเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยนะครับ สรุปคือ อย่าประมาทนั่นเอง