ผู้เขียน: น้าแดง

  • Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    Approval Rate (คะแนนความนิยม) กับ ตลาดหุ้นสหรัฐ

    ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับทรัมป์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักข่าวใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ทำคะแนนนิยม (Approval Rating) ได้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นในรอบ 80 ปี

    โดยมีคะแนนพึงพอใจเฉลี่ยเพียง 39-45% เท่านั้น สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนอย่างชัดเจนในช่วงต้นวาระดำรงตำแหน่ง

    ที่มา : ABC News

    และสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจเรื่อง “Approval Rate” กันมากขึ้นว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

    Approval Rate คืออะไร? Approval Rate หรือตัวชี้วัดความนิยม เป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่า “พอใจ” หรือ “ไม่พอใจ” ต่อผู้นำประเทศ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยปกติแล้วการสำรวจนี้จะทำเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อผลงานของผู้นำนั้นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ หรือการจัดการเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น วิกฤตโรคระบาดหรือสงคราม

    การวัด Approval Rate เริ่มได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสำนัก Gallup ได้ทำการสำรวจเพื่อวัดความนิยมในตัว Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น หลังจากนั้น การวัดคะแนนนิยมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ เพื่อจับชีพจรความพึงพอใจของสาธารณชนต่องานของรัฐบาล

    แล้ว Approval Rate สำคัญอย่างไร?

    • ด้านการเมือง: Approval Rate เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน ถ้าคะแนนต่ำอย่างต่อเนื่อง ผู้นำอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายตัวเอง เช่น การต่อต้านนโยบาย หรือการเรียกร้องให้ปรับคณะรัฐมนตรี
    • การเลือกตั้ง: คะแนนนิยมเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งในระดับกลางเทอม (Midterm Elections) และระดับประธานาธิบดี หากคะแนนต่ำ พรรคของผู้นำมักเสียที่นั่งในสภาคองเกรส

    หาก Approval Rate ต่ำ จะเกิดอะไรขึ้น?

    • เสถียรภาพทางการเมืองลดลง: ความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งภายในพรรค หรือแม้แต่การถูกร้องขอลาออกในบางกรณี
    • นโยบายอาจหยุดชะงัก: การผ่านกฎหมายสำคัญทำได้ยากขึ้น เพราะสมาชิกสภาอาจไม่กล้าเสี่ยงสนับสนุนนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม เพราะหากโหวตให้ มันก็จะทิ่มแทงตัวเองกลับมา
    • โอกาสของฝ่ายค้าน: ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะใช้คะแนนต่ำเป็นเครื่องมือโจมตีเพื่อช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    จากรูปด้านล่างจะเห็นว่า ประชาชน 72% เชื่อว่านโยบายทรัมป์ จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งไม่มี ปธน.คนไหนอยากให้เกิดในสมัยของเค้า จุดนี้สำคัญ ทรัมป์ควรต้องกลับมาคิดให้มากขึ้นว่าถ้าดึงดันต่อไป American อาจไม่ Great again ซึ่งจะนำมาซึ่ง Republican เตรียมแพ้เลือกตั้งสมัยหน้าได้เลยยาวๆ

    นักวิเคราะห์บอกว่า ถ้ายังดำดิ่งแบบนี้ Mid term Election ปีหน้า อาจเสียที่นั่งใน Swing stage และทำให้การขับเคลื่อนนโยบายยิ่งลำบาก หุ้นสหรัฐกลางปีหน้าอาจเหนื่อยอีกรอบ

    ที่มา : ABC News

    Approval Rate กับตลาดหุ้น

    • ความเชื่อมั่นนักลงทุน: นักลงทุนใช้ Approval Rate เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเสี่ยงทางการเมือง ถ้าคะแนนนิยมต่ำมาก อาจแปลว่านโยบายเศรษฐกิจมีโอกาสถูกขัดขวางหรือล่าช้า
    • ความไม่แน่นอน (Uncertainty): ตลาดหุ้นไม่ชอบความไม่แน่นอน หากคะแนนนิยมต่ำต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดความเสี่ยง โดยการขายหุ้นในกลุ่มที่พึ่งพานโยบายรัฐบาล เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และพลังงาน
    • ตัวอย่างในอดีต: ในปี 2018 ช่วงที่คะแนนนิยมทรัมป์ตก ตลาด S&P 500 ปรับตัวลดลงแรงในไตรมาสสุดท้าย เพราะความกังวลเรื่องสงครามการค้า และเสถียรภาพของรัฐบาล

    Approval Rate เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ถ้าคะแนนสูง มักนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นใจในตลาด แต่ถ้าคะแนนต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเสมอ

    สำหรับบ้านเรา การทำโพลไทย อาจคล้าย Approval Rate อเมริกาในทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติต้องดูคุณภาพ และที่มาของโพลเป็นหลัก เพราะมาตรฐานความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน นั่นเลยทำให้ โพลไทย กับ Approval Rate จึงต่างกันมาก เพราะ…

    1. ความเป็นกลางของผู้จัดทำ:

    • สหรัฐฯ มีสำนักโพลเก่าแก่และมีมาตรฐานสูง เช่น Gallup, Pew Research, Ipsos ซึ่งถูกตรวจสอบโดยสื่อ และมหาวิทยาลัยตลอดเวลา
    • ไทยมีสำนักโพลหลายแห่ง แต่ บางแห่งถูกมองว่ามีอคติทางการเมือง หรือมีการทำ “โพลจัดตั้ง” เพื่อสร้างกระแส (manipulate perception)

    2. วิธีการสุ่มตัวอย่าง (Sampling):

    • สหรัฐฯ ใช้ การสุ่มแบบสุ่มจริง ๆ (random sampling) ตามประชากรศาสตร์ (อายุ, เพศ, รายได้, ศาสนา, ภูมิภาค) เพื่อให้ได้ภาพรวมที่แท้จริง
    • ไทยบางครั้งยังใช้ การสำรวจเฉพาะกลุ่ม (เช่น โทรศัพท์, ออนไลน์, หรือในพื้นที่เฉพาะ) ซึ่งอาจ “เบ้” ได้ง่ายมากๆ

    3. ขนาดตัวอย่าง (Sample Size):

    • สหรัฐฯ มักใช้กลุ่มตัวอย่าง 1,000–2,000 คนขึ้นไป เพื่อให้มี Margin of Error ต่ำ (~±3%)
    • ไทยบางโพลใช้แค่หลักร้อย หรือทำในกลุ่มที่คัดเลือกมาแล้ว ทำให้ตัวเลขไม่นิ่ง

    4. บริบทการแสดงความคิดเห็น:

    • สหรัฐฯ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระแม้ไม่พอใจรัฐบาล
    • ไทยในบางยุคสมัย อาจมี self-censorship หรือความกังวลต่อการแสดงความเห็นทางการเมือง เห็นได้จากการตั้งคำถาม บางทีจะเป็นการชี้นำก็มี

    อย่างไรก็ดี มีโพล ก็ยังดีกว่าไม่มีนะ เพียงแต่เสพด้วยความระมัดระวังครับ

  • เข้าใจ “Technical Recession” แบบง่ายๆ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

    เข้าใจ “Technical Recession” แบบง่ายๆ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

    Technical Recession หรือ ภาวะถดถอยทางเทคนิค คือ ภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส

    โดยพิจารณาจากอัตราการเติบโตของ GDP (Gross Domestic Product) ที่ ติดลบในรูปแบบ QoQ หรือ Quarter-on-Quarter แต่ต้องเป็นการวัดแบบ “ปรับฤดูกาล” (Seasonally Adjusted หรือ SA) แล้วเท่านั้น เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกเบี่ยงเบนจากปัจจัยชั่วคราว เช่น เทศกาล ท่องเที่ยว หรือฤดูเก็บเกี่ยวเป็นต้น

    ขณะที่ Recession หรือ ภาวะถดถอย คือ ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโดยรวม จะดูจากหลายปัจจัยไม่ใช่แค่ GDP โดยอาจดูถึง แรงงาน, รายได้, ผลผลิตอุตสาหกรรม, ยอดค้าปลีก เป็นต้น

    โดยการจะเข้าสู่ภาวะ Recession นั้น จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการโดยหน่วยงานอิสระ อย่างที่สหรัฐ เค้าจะประกาศโดย National Bureau of Economic Research (NBER) โดยคณะกรรมการชื่อ Business Cycle Dating Committee

    ส่วนในไทยนั้น ไม่มีหน่วยงานเฉพาะแบบนี้ แต่เข้าใจกันว่าน่าจะเป็น สภาพัฒน์ฯ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : สศช.) ซึ่งเป็นผู้รายงาน GDP เป็นประจำอยู่แล้ว

    ก่อนไปต่อ ทบทวนอีกทีนะ ระหว่างความแตกต่างของ QoQ และ YoY

    • QoQ (Quarter-on-Quarter): เปรียบเทียบ GDP ไตรมาสล่าสุดกับไตรมาสก่อนหน้า
      ➤ เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการพิจารณา Technical Recession
      ➤ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จะใช้ค่าที่ “ปรับฤดูกาลแล้ว (SA)” เพื่อสะท้อนภาพจริงของแนวโน้มเศรษฐกิจ

    • YoY (Year-on-Year): เปรียบเทียบ GDP กับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
      ➤ นิยมใช้ดูแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว ดูพัฒนาการการเติบโต ความเก่งขึ้นเป็นต้น
      ➤ ไม่สามารถใช้วัด Technical Recession ได้โดยตรง

    ตัวอย่างการเข้าสู่ Technical Recession เพื่อความเข้าใจ

    ไตรมาสGDP Growth
    (QoQ SA)
    ผลที่เกิดขึ้น
    Q1-0.4%หดตัวครั้งที่ 1
    Q2-0.2%หดตัวครั้งที่ 2 → Technical Recession
    Q3+0.3%เริ่มฟื้นตัว

    ในตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าเศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส แม้จะไม่รุนแรง แต่ก็เข้าเกณฑ์ “Technical Recession” แล้วตามนิยาม

    ว่าแต่ แล้วทำไมต้องสนใจ Technical Recession?

    แม้จะเป็นเพียงคำนิยามเชิงสถิติ แต่การเกิด Technical Recession มักสะท้อนถึง ความอ่อนแอของเศรษฐกิจโดยรวม เป็นสัญญาณที่ต้องเริ่มระมัดระวัง เพราะมันมักจะมาจาก :

    • การบริโภคและการใช้จ่ายชะลอตัว (C)
    • การส่งออกลดลง (X)
    • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง (Confidence)
    • การจ้างงานและรายได้ชะลอตัว (Income)
    • ภัยพิบัติชั่วคราวจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (Surprise)

    ผลกระทบต่อตลาดหุ้น และนักลงทุน

    • ตลาดหุ้นอาจเกิดแรงขายจากความไม่มั่นใจ กังวลว่าจะลากยาวเป็น Recession จริงๆ
    • เงินบาทอาจอ่อนค่า ต่างชาติอาจเริ่มลดการลงทุนทั้งทางตรง(FDI) และการลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารทุน
    • นักลงทุนอาจเน้นถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้สภาพคล่องหาย เงินจะเริ่มฝืด
    • แต่ในบางกรณี หุ้นพื้นฐานดี ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น พวกสัมปทาน พวก defensive ก็อาจกลายเป็นโอกาสสะสมหากราคาย่อตัวได้นะ

    นักลงทุนควรระวังอะไร?

    อย่าตื่นตระหนก: การหดตัว 2 ไตรมาสไม่ใช่วิกฤตเสมอไปนะ
    มองภาพรวม: ดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น PMI, ดัชนีบริโภค, นโยบายรัฐ
    กระจายความเสี่ยง: ถือสินทรัพย์หลากหลาย และเตรียมรับมือความผันผวนอยู่เสมอนะ อันนี้เป็น basic ที่ควรมีตลอด ควรมีเงินเก็บพร้อมอยู่ได้อย่างน้อย 6-12 เดือน เสมอ
    ติดตามนโยบายเศรษฐกิจ: เช่น การลดดอกเบี้ย หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะออกมาแก้ไขได้รุนแรงขนาดไหน เช่น เมกกะโปรเจ็ค เป็นต้น

    📌 สรุป: Technical Recession เป็นสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองข้าม นักลงทุนควรใช้โอกาสนี้ประเมินพอร์ตลงทุนของตนเองอยู่เสมอ และติดตามภาพรวมเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยนะครับ สรุปคือ อย่าประมาทนั่นเอง

  • ธุรกิจประกันภัย เบื้องต้นที่ควรรู้

    ธุรกิจประกันภัย เบื้องต้นที่ควรรู้

    ธุรกิจประกันภัยถือเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพราะเป็นกลไกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับทั้งบุคคล และบริษัทต่างๆ

    อีกทั้งยังมีรูปแบบรายได้ที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะในส่วนของ “รายได้จากการลงทุน” ที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

    เดี๋ยววันนี้จะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับพื้นฐานเบื้องต้นของธุรกิจประกันภัย, วิธีวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้ และเรื่องของทิศทางดอกเบี้ยต่อแนวโน้มผลประกอบการกันครับ

    พื้นฐานของธุรกิจประกันภัย

    ธุรกิจประกันภัย ง่ายๆก็คือ ธุรกิจที่รับความเสี่ยงแทนลูกค้า โดยลูกค้าจะจ่าย “เบี้ยประกันภัย” เพื่อให้บริษัทรับความเสี่ยงนั้นไว้แทน หากเกิดเหตุการณ์ที่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ บริษัทก็จะจ่ายค่าสินไหมชดเชยให้ตามที่ตกลงไว้

    ธุรกิจนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่:

    1. ประกันชีวิต (Life Insurance): ให้ความคุ้มครองชีวิต และมักมีส่วนผสมของการออมเงิน หรือการลงทุนด้วย ตัวอย่างบริษัทในตลาดหุ้นไทย เช่น BLA (กรุงเทพประกันชีวิต), TLI (ไทยประกันชีวิต), และ THREL (ไทยรี – บริษัทประกันภัยต่อ ที่รับประกันจากบริษัทประกันชีวิตอื่น) เป็นต้น
    2. ประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance): คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน อุบัติเหตุ สุขภาพ รถยนต์ ฯลฯ เช่น TIPH (ทิพย กรุ๊ป), BKI (กรุงเทพประกันภัย), NSI, SMK, และ THRE เป็นต้น
    3. นายหน้าประกันภัย (Broker) : จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยขายประกัน ทำช่องทางการขาย เพื่อส่งเบี้ยประกันให้บริษัทประกันภัย บริษัทพวกนี้จะไม่รับความเสี่ยงไว้ แต่จะมีรายได้จากส่วนแบ่งในเบี้ยประกันภัยในอัตราที่แน่นอน เช่น TQM, JMT, ASN เป็นต้น

    วิเคราะห์หุ้นประกันภัยต้องดูอะไรบ้าง?

    การวิเคราะห์หุ้นประกันภัยมีความเฉพาะตัวพอสมควร เพราะรายได้ และต้นทุนไม่ได้เหมือนธุรกิจทั่วๆ ไป โดยอัตราส่วนทางการเงิน และตัวเลขสำคัญๆที่ใช้ดูกันก็เช่น :

    • เบี้ยประกันภัยรับ (Premium Income): ใช้ดูการเติบโตของธุรกิจ เช่น TIPH และ BKI มีการเติบโตของเบี้ยรับประมาณ 5-10% ต่อปีหลังโควิด-19 ส่วนใหญ่ระดับ 3-5% ก็ถือเป็น normal growth แล้วสำหรับไทย
    • อัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio): วัดว่าบริษัทต้องจ่ายเคลมมากน้อยแค่ไหน เทียบกับเบี้ยประกันที่รับเข้ามา โดยทั่วไปอยู่ที่ 55-65% เช่น TIPH อยู่ที่ 57% ในปี 2023 สรุป คือ ถ้าตัวเลขนี้เยอะ หรือมากกว่าอุตสาหกรรม แปลว่าไม่ดี
    • อัตราค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Expense Ratio): ใช้ดูประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน เฉลี่ยอยู่ที่ 20-30% เช่น BKI อยู่ที่ประมาณ 23% ค่าใช้จ่ายมักวิ่งๆไปมาๆกับกิจกรรมด้านการตลาด
    • Combined Ratio: นำ Loss Ratio และ Expense Ratio มารวมกัน ถ้าค่ารวมต่ำกว่า 100% แสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรจากธุรกิจประกันได้ ซึ่งโดยทั่วไปบริษัทที่แข็งแรงจะมีค่ารวมอยู่ในช่วง 85-95% แต่ถ้าเกิน 100% อันนี้ก็ต้องไปพึ่งรายได้จากข้อถัดไป
    • รายได้จากการลงทุน (Investment Income): ถือเป็นรายได้อีกช่องทางสำคัญของบริษัทประกัน ซึ่งมันก็จะเป็นบางจังหวะในบางปีด้วยนะ เช่น TIPH มีรายได้จากการลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท หรือกว่า 40% ของกำไรสุทธิในปี 2023 ซึ่งรายได้ช่องทางนี้จะใช้ skill จากฟันด์เมเนเจอร์ ผสมกับภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยด้วยนะ
    • มาตรฐานบัญชีและการตั้งสำรอง: โดยเฉพาะมาตรฐานใหม่อย่าง TFRS 17 ที่ส่งผลต่อวิธีการรับรู้รายได้และสำรองความเสี่ยง อาจทำให้ผลประกอบการผันผวนมากขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
    • แนวโน้มเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากร: เช่น สังคมสูงวัยและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้บริษัทประกันต้องปรับตัว ทั้งเรื่องช่องทางขายและรูปแบบผลิตภัณฑ์

    ทำความเข้าใจรายได้จากการลงทุน : อีก 1 เสาหลักของรายได้ในธุรกิจประกันภัย

    สำหรับบริษัทประกัน รายได้จากการลงทุนอาจคิดเป็น 30-50% ของกำไรสุทธิต่อปี เพราะเงินเบี้ยประกันที่เก็บจากลูกค้ายังไม่ต้องจ่ายออกทันที บริษัทจึงนำไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นสามัญ กองทุนรวม หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์

    คราวนี้รายได้จากธุรกิจนี้ มักจะมีความสอดคล้องกับทิศทางภาวะดอกเบี้ยในตลาด เนื่องจากสินทรัพย์ลงทุนหลักส่วนใหญ่จะเป็นตราสารหนี้ และ พันธบัตร

    Source : Bloomberg.com

    คราวนี้ ถ้าดอกเบี้ยขาขึ้น มันจะส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตล่ะ? จะเกิดผลใน 2 ด้าน

    • รายได้จากการลงทุนใน “สินทรัพย์ใหม่” เพิ่มขึ้น เพราะได้ลงทุนในอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่สูงขึ้น
    • แต่ มูลค่า “สินทรัพย์เดิม” อาจลดลง ให้นึกภาพง่ายๆ ดอกเบี้ยขึ้น ราคาตารางหนี้ หรือหุ้นกู้จะลดลง ดังนั้นพอร์ตลงทุนอาจต้องรับรู้ขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss)

    กล่าวคือ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เป็นเหมือนดาบสองคม ในระยะสั้นอาจทำให้มูลค่าตราสารหนี้ที่ถืออยู่ลดลง (กระทบงบการเงิน) แต่ในระยะยาวถือว่าเป็นบวก เพราะลงทุนใหม่ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดังนั้นต้องเข้าไปดูโครงสร้างพอร์ตว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

    บริษัทที่มีพอร์ตใหม่มากๆ ได้เปรียบในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะได้ลงทุนในอัตราดอกเบี้ยใหม่

    บริษัทที่ถือพันธบัตรเดิมเยอะๆ อาจเสียเปรียบในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะต้องบันทึกขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง

    อันนี้ก็คือพื้นฐานเบื้องต้นที่ควรรู้ครับ

    คราวนี้มาดูเรื่อง Valuation กันต่อ หุ้นกลุ่มประกันภัยมีโครงสร้างรายได้และต้นทุนที่ไม่เหมือนธุรกิจทั่วไป ดังนั้นการประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) จึงต้องใช้วิธีเฉพาะให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละบริษัท

    ซึ่งมีทั้งรายได้จากเบี้ยประกัน และรายได้จากการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง วิธีที่นิยมใช้มีดังนี้:

    • Price to Book Value (P/BV): เป็นวิธีที่นิยมที่สุดในตลาดหุ้นไทย เหมาะกับบริษัทที่มีฐานทุนมั่นคง เช่น TIPH หรือ BKI มักเทรดอยู่ในช่วง P/BV 1.2–2.0 เท่า หาก P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า อาจสะท้อนโอกาสสำหรับการลงทุน แต่ก็อาจหมายถึงว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องจับตาหรือไม่
    • Price to Earnings Ratio (P/E): ใช้ในกรณีที่กำไรสม่ำเสมอ แต่ต้องระวังเพราะกำไรของบริษัทประกันอาจผันผวนจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ อาจจะไม่เหมาะช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนเทรนด์นะ แต่ถ้าเทรนด์ชัดๆ วิธีนี้ก็น่าจะดี
    • Embedded Value (EV) และ Value of New Business (VNB): อัตราส่วน EV/ VNB เป็นวิธีที่นิยมในต่างประเทศ เหมาะกับบริษัทประกันชีวิต เช่น TLI โดย EV คือ มูลค่ารวมของพอร์ตกรมธรรม์ปัจจุบัน + ทุนผู้ถือหุ้น ส่วน VNB สะท้อนศักยภาพการเติบโตจากกรมธรรม์ใหม่ที่ขายได้ในแต่ละปี แต่วิธีนี้ในไทยไม่ค่อยนิยมนักเพราะซับซ้อน ยากต่อการเข้าใจ
    • Discounted Cash Flow (DCF): เหมาะกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้สม่ำเสมอ ใช้ได้เมื่อสามารถประมาณการกระแสเงินสดได้แม่นยำ และต้องอาศัยสมมติฐานที่เหมาะสม เช่น อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนเงินทุน ใช่ครับ ในช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศจะใช้ยากมาก

    ดังนั้น การเลือกวิธีประเมินขึ้นอยู่กับประเภทของบริษัทประกันและความเสถียรของผลประกอบการ เช่น ถ้าเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีเบี้ยรับต่อเนื่องและการเติบโตระยะยาว ควรใช้ EV/VNB

    แต่ถ้าเป็นบริษัทประกันวินาศภัยทั่วไป ทิศทางดอกเบี้ยไม่ได้ผันผวนอะไรมาก พวก P/BV และ P/E ก็เพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบในอุตสาหกรรมแล้วครับ

  • 4 กลยุทธ์เจรจาสไตล์ โดนัลด์ ทรัมป์ ศาสตร์แห่งการปั่น และได้เป้า

    4 กลยุทธ์เจรจาสไตล์ โดนัลด์ ทรัมป์ ศาสตร์แห่งการปั่น และได้เป้า

    ถ้าจะพูดถึงนักเจรจาที่ “เล่นใหญ่ ใจถึง” ที่สุดในโลกการเมืองยุคใหม่ คงไม่มีใครโดดเด่นไปกว่า Donald J. Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ใช้ทักษะการต่อรองจากสนามธุรกิจเข้าสู่สนามการเมืองได้อย่างสุดเดือด โฉ่งฉ่างและโจ่งแจ้ง ดุดัน จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    กลยุทธ์ของ Trump ส่วนใหญ่ไม่ได้อิงมาจากการสร้างสถานการณ์แบบ win-win ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันเหมือนที่ Business School นิยมสอน แต่เฮียแกชอบเล่นแบบ Zero-Sum Game คือ “กูต้องได้ มึงต้องเสีย” ซึ่งแนวทางนี้เองที่สร้างแรงกระแทก และผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากในทางตัวเลขและในหลายกรณี เรามาดู 4 กลยุทธ์ที่ Trump ใช้บ่อยๆกัน

    1. ข้อเสนอสุดโต่ง (Anchor Extreme First)

    Trump มักเริ่มเจรจาด้วยข้อเสนอที่สูงเว่อร์ หรือต่ำเว่อร์เกินกว่าจะรับได้จริง ตัวอย่างเช่น กรณีการเก็บภาษีนำเข้าล่าสุด

    • Trump ประกาศว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศด้วยฐาน Base Tariff 10% และภาษีตอบโต้ Reciprocal Tariff ถึง 10-49% มีผลภายใน 3 วัน (ใครจะไปปรับตัวทัน)
    • ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงทันที (ใครจะไปปรับตัวทัน)
    • แต่สุดท้าย หลายๆประเทศก็เข้าเจรจาทันที ตัวอย่างที่ชัด คือ เวียดนาม ที่ยอมหมอบทันที ยอมจะเก็บ 0% จากที่เคยเก็บสหรัฐ 90% (อันนี้สหรัฐคำนวนเอง)

    2. ขู่ถอนตัว (Walk-Away Threat)

    อีกหนึ่งแท็กติกที่ Trump ใช้บ่อยคือการขู่ walk out หรือถอนตัวจากข้อตกลง ก่อนหน้านี่ก็คือ กรณี NAFTA (ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ)

    • ในปี 2017-2018 Trump เคยขู่จะถอนตัวจาก NAFTA แบบไม่มีเงื่อนไข
    • สร้างแรงกดดันให้แคนาดาและเม็กซิโกกลับเข้ามาเจรจาใหม่
    • สุดท้ายสหรัฐไม่ได้ออกจาก NAFTA แต่ได้ข้อตกลงใหม่ชื่อ USMCA ซึ่งสหรัฐฯ ได้ดีลที่ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและยานยนต์ ซึ่งหลังจากนั้น สินค้าเกษตรสหรัฐส่งไปเม็กซิโกเพิ่มขึ้น 8.5% ทันที และยอดขายรถยนต์ไปแคนาดาก็เพิ่ม 5.3%

    โดย Trump ยังคงใช้กลยุทธ์นี้อย่างต่อเนื่อง NATO และ WHA โดนกันมาหมดแล้ว

    เครดิตรูป FOX 32

    3. สร้างความโกลาหลให้คู่เจรจาปวดหัว (Chaos Strategy)

    Trump ชอบพูดหรือทำอะไรที่ดูเพี้ยนๆในมุมของนักการทูต เช่น เปลี่ยนท่าทีแบบ 180 องศา เอาจนฝ่ายตรงข้ามมึนงง ตัวเองพูดอย่าง แต่หลังบ้านให้ทีมงานไปเจรจาอีกอย่าง ทำให้คู่เจรจาคาดเดาไม่ถูก หรือบางทีก็โพสต์ทวิตแปลก ๆ ตอนตีสาม อย่างเช่นกรณี เกาหลีเหนือ

    • วันหนึ่งในปี 2017 ปธน. Trump เรียก Kim Jong-un ว่า “Little Rocket Man” และขู่ว่าจะระเบิดเกาหลีเหนือให้ราบ
    • ไม่กี่เดือนต่อมาในปี 2018 ก็จัดประชุมซัมมิทกับ Kim แถมยังภาพมีจับมือแน่นหวานปานจะกลืนกิน
    • บทสรุปคือ Kim ยอมระงับการทดสอบขีปนาวุธระยะไกล(ICBM) ชั่วคราวนานกว่า 15 เดือน (2018-2019) ส่วน Trump ก็ได้ภาพคนกลางรักสันติภาพไปซะงั้น

    4. ใช้สื่อกดดัน (Public Pressure)

    Trump มักใช้ Twitter เป็นอาวุธเจรจา เขามัก tweet ข้อความกดดันคู่ค้า (ก่อนที่แกจะมาทำ Social ของตัวเอง เพราะโดนแบน) เคสนี้ ก็เช่นกรณี การเจรจาหาทุนสร้างกำแพงสหรัฐฯ-เม็กซิโก

    • Trump โพสต์ว่า “ถ้าไม่ให้เงินสร้างกำแพง จะปิดหน่วยงานรัฐทั้งหมด”
    • ผลคือเกิด government shutdown 35 วัน (ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์)
    • แต่สุดท้ายสภาต้องผ่านงบประมาณบางส่วนเพื่อให้ระบบกลับมาเดินต่อได้ บนความเสียหายทางเศรษฐกิจจาก shutdown ประมาณ $11 พันล้านเหรียญ (แต่ Trump ได้งบสร้างกำแพงบางส่วนที่ต้องการ)

    อีกเคสนึง Trump เคยทวีตว่า “จีนไม่ซื่อสัตย์ การเจรจ จบนะ” ทำเอาหุ้นร่วง แต่จากนั้น ทวีตใหม่ว่า “จีนโทรมา อยากเจรจานะ” หุ้นก็เด้งสิ

    เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ Trump เคยใช้ ซึ่งพวกเราคงปวดหัวอีกกว่า 3 ปี ….

  • Dynamic Price Band เครื่องมือควบคุมความผันผวนใหม่ เตรียมโชว์ฟอร์มรับมือตลาดผันผวนจาก Tariff

    Dynamic Price Band เครื่องมือควบคุมความผันผวนใหม่ เตรียมโชว์ฟอร์มรับมือตลาดผันผวนจาก Tariff

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ประกาศใช้มาตรการชั่วคราวเพื่อรับมือตลาดผันผวนจากประเด็น Reciprocal Tariff ระหว่าง 8-11 เมษายน 2568 โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปรับปรุงเกณฑ์ Dynamic Price Band จากเดิม ±10% ให้แคบลงเหลือเพียง ±5% เพื่อควบคุมความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ในภาวะตลาดที่ผันผวนสูง

    Dynamic Price Band คืออะไร?

    Dynamic Price Band (DPB) คือ กรอบราคาระหว่างวันของหลักทรัพย์ที่กำหนดขึ้นโดยอ้างอิงจากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น ๆ ไม่ใช่ราคาปิดของวันก่อนหน้าเหมือน Static Price Limit

    การกำหนดกรอบนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ราคาขยับขึ้นหรือลงเกินกว่าระดับที่กำหนดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

    เมื่อมีการซื้อขายเกิดขึ้น ราคาล่าสุดจะถูกใช้ในการคำนวณกรอบใหม่ทันที ทำให้ DPB เป็นกลไกที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของราคาได้แบบ Real-time

    ตัวอย่างการคำนวณ Dynamic Price Band

    สมมติว่าหุ้น A มีการซื้อขายล่าสุดที่ราคา 10.00 บาท ในช่วงที่ DPB ใช้เกณฑ์ ±5% กรอบราคาจะอยู่ที่ 9.50 – 10.50 บาท หากมีการซื้อขายที่ 10.30 บาท ต่อมา ระบบจะคำนวณกรอบใหม่เป็น 9.79 – 10.82 บาททันที จะเห็นว่ากรอบมันจะวิ่งไปเรื่อยๆ

    แต่หากนักลงทุนพยายามส่งคำสั่งซื้อหรือขายนอกกรอบนี้ เช่น จะซื้อที่ 11.00 บาท (มักเกิดจากพวกขาใหญ่ ไม้ใหญ่ตูมๆ) ซึ่งจะเห็นว่าเป็นคำสั่งที่หลุดกรอบบน 10.82 บาท ล่าสุด

    คำสั่งจะไม่ถูกส่งเข้าระบบ และตลาดจะทำการหยุดรับคำสั่งซื้อขายของหลักทรัพย์นั้น ๆ ชั่วคราวเป็นเวลา 2 นาที เพื่อให้มีเวลาปรับกรอบราคาใหม่และลดความผันผวนที่เกิดขึ้นฉับพลัน

    ประโยชน์ของ Dynamic Price Band

    1. ลดความเสี่ยงจากคำสั่งผิดพลาด (Fat Finger): การจำกัดกรอบราคาแบบ Dynamic ช่วยกรองคำสั่งที่ผิดปกติหรือผิดพลาดจากผู้ลงทุน อารมณ์ว่า IC คีย์ผิด (ฮา)
    2. ป้องกันการปั่นราคา: นักลงทุนที่พยายามดันราคาขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วจะถูกจำกัดด้วยกรอบราคา จะทำให้ไล่หุ้นขึ้นเร็วๆไม่ได้ แตะปั๊บ มีเบรคหายใจ 2 นาที ให้ นักลงทุนได้ตั้งสติกัน
    3. เพิ่มเสถียรภาพของตลาด: โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวสารหรืออารมณ์ตลาดรุนแรง การมีกรอบราคาแบบ DPB ทำให้ตลาดเคลื่อนไหวอย่างมีเหตุผลมากขึ้น หุ้นจะเคลื่อนช้าลง(ทั้งขึ้น และ ลง)
    4. ให้เวลานักลงทุนในการวิเคราะห์ข้อมูล: เมื่อราคาขยับไม่รวดเร็วเกินไป นักลงทุนจะมีเวลามากขึ้นในการประเมินและตัดสินใจ

    ดังนั้นสรุปได้ว่า

    Dynamic Price Band เป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลความเป็นระเบียบและเสถียรภาพของตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตลาดผันผวน

    การที่ SET ปรับเกณฑ์แคบลงในช่วงเวลาสั้น ๆ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการควบคุมความเสี่ยงและปกป้องผู้ลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม

    เพื่อนๆนักลงทุนควรทำความเข้าใจและติดตามกรอบราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งคำสั่งซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากที่สุดนะครับ

    ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์ฯ
    ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์ฯ

    ฟังคลิปอธิบายจาก ตลท. ที่นี่ ครับ

  • Thailand ESG Extra Fund คลอดแล้ว! โอน LTF vs ขายแล้วไป RMF เลือกทางไหนดี?

    Thailand ESG Extra Fund คลอดแล้ว! โอน LTF vs ขายแล้วไป RMF เลือกทางไหนดี?

    รัฐบาลเพิ่งเคาะมาตรการใหม่สำหรับนักลงทุนสายลดหย่อนภาษี และคนที่ยังถือ LTF เดิมอยู่

    โดยออกแบบกองทุนรวมแบบพิเศษชื่อว่า Thai ESG Extra Fund (Thai ESGX) ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่หลังสงกรานต์ วันที่ 16 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

    กองทุนนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะส่งเสริมการลงทุนในหุ้นที่มีความยั่งยืน และในขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงขายของ LTF เดิมที่ครบกำหนด ซึ่งว่ากันว่ามีขนาดรอขายถึง 1.8 แสน ล้านบาท ถ้ามากันหมดเนี่ย 1,000 จุด ก็เอาไม่อยู่นะ

    นี่จึงถือเป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายภาษี, การพัฒนาอย่างยั่งยืนในตลาดทุน และ ประคองตลาดหุ้นไปพร้อมๆกัน

    กองทุน Thai ESGX มีเงื่อนไขสำคัญ คือ เปิดโอกาสให้ผู้ถือ LTF เดิมสามารถโอนเงินลงทุนทั้งหมดเข้าไปยังกองทุนนี้ และรับสิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท

    โดยปีภาษี 2568 จะลดหย่อนได้ 300,000 บาท และอีก 200,000 บาททยอยใช้สิทธิในช่วงปี 2569 ถึง 2572 ปีละ 50,000 บาท ทั้งนี้ ต้องถือหน่วยลงทุนในกอง Thai ESGX ไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน)

    ส่วนผู้ลงทุนรายใหม่ที่ไม่เคยถือ LTF มาก่อน ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท หากเริ่มลงทุนในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 และถือครบ 5 ปีเช่นกัน

    ที่มา : สำนักงาน กลต.

    ก่อนลงทุน เราต้องรู้ก่อนว่า กองทุนนี้จะเอาเงินเราไปลงทุนหุ้นแบบไหน?

    คำตอบคือ Thai ESGX ต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีลักษณะโดดเด่นด้านความยั่งยืน ซึ่งอาจเป็นหุ้นที่อยู่ในดัชนี ESG ของตลาดหลักทรัพย์ไทย (เช่น THSI) หรือมี ESG Rating จากสถาบันที่น่าเชื่อถืออย่าง MSCI หรือ Sustainalytics

    แต่ที่น่าสนใจคือ ไม่จำเป็นต้องมี ESG Rating เสมอไป หากกองทุนสามารถอธิบายได้ว่า บริษัทยังมีคุณสมบัติด้าน ESG ที่ชัดเจน เช่น มีแผนลดคาร์บอนอย่างจริงจัง หรือมีธรรมาภิบาลที่ดีเยี่ยม ก็สามารถนำมาลงทุนได้เช่นกัน ตัวอย่างหุ้นในข่ายนี้ เช่น TRUE เป็นต้น

    ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญที่นักลงทุนอยากรู้ คือ ถ้าเราถือ LTF เดิมอยู่ ควรจะ “โอนเข้า Thai ESGX” หรือ “ขายแล้วไปซื้อ RMF” แบบไหนดีกว่ากัน?

    คำตอบไม่ได้ตายตัว เพราะต้องดู 2 ปัจจัยหลัก ก็คือ “จำนวนเงิน LTF เดิมที่มี” และ “เป้าหมายการลงทุนของเรา”

    กรณี 1 หากถือ LTF เดิม 500,000 บาท หรือ มากกว่า การโอนเข้า Thai ESGX นั้นคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน เพราะได้ลดหย่อนภาษีจากเงินก้อนเดิมอีกครั้งแบบเต็มสิทธิ (แถมไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขาย LTF ซึ่งจะโดนหักทันที 10% แต่เอาจริงๆ เจ๊งกันหมด ไม่น่ามีใครมีกำไร ฮา..)

    แต่เคสนี้ ต้องคิดอีกนิด อย่างเพื่อนผมบางคน ลงทุนใน LTF ก้อนใหญ่มากๆ คือ ถ้ามันใหญ่กว่า 500,000 บาท มากๆ เช่นสมมติ 1 ล้านบาท การโอนย้ายไปทั้งก้อน แต่ได้สิทธิลดหย่อนเพียง 500,000 บาท บางคนก็มองว่าไม่คุ้มนะ สู้เอาไปวัดกับ RMF ดีกว่าไหม?

    ดังนั้น วิธีนี้ ต้องดูขนาดของตัวเองด้วย ถ้าปริ่มๆใกล้ 500,000 บาท หรือไม่ด้วยนะ และอีกเรื่องที่ควรดู คือ เราต้องรีบใช้เงินก้อนนี้ไหมในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะถ้ามีการขายออกก่อน ผลประโยชน์ต่างๆต้องคืนหมดนะจ๊ะ

    กรณี 2 ถ้าถือ LTF เดิมอยู่ไม่ถึง 5 แสนบาท สิ่งที่ต้องพิจารณาคือความยืดหยุ่นของเงินก้อนนั้น หากคุณอยากลงทุนในกองที่มีหลากหลายประเภทสินทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ ทองคำ หรือกองทุนผสม RMF จะให้ความอิสระมากกว่า และสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน แต่ต้องถือยาวไปถึงอายุ 55 ปี

    ดังนั้น ถ้าอายุยังน้อย หรือยังไม่แน่ใจว่าอีกกี่ปีจะถอนใช้เงิน การโอนเข้ากอง Thai ESGX ก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่เบากว่า และได้ภาษีคืนทันทีหลายหมื่นบาท ดูจะมีอิสระมากกว่า หากปีที่ 6 หรือ 7 ต้องใช้เงินก้อน

    แต่ถ้าคุณอายุ 40 ปลายๆ – 50 ปี การไปลงทุนแบบยืดหยุ่นในช่วงท้ายก่อนเกษียนก็น่าทำนะ เพราะหุ้นไทยความ sexy มันน้อยกว่าจริงๆ ในบั้นปลาย ซึ่งหากโอนหุ้นไทยมา แล้ว Thailand ESG Extra โดนทุบต่ออีกรอบนี่ ดูไม่จืดนะ

    โดยสรุป กองทุน Thai ESGX เหมาะกับคนที่ต้องการได้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนเดิมอีกครั้ง ที่มียอด LTF เดิมไม่เกิน 500,000 บาท จะให้ผลดีสุด และควรเป็นคนไม่อยากเสียภาษีกำไร และพร้อมถือยาวต่ออีก 5 ปี อีกทั้งยังต้องการมีอิสระ กองทุนนี้จึงน่าจะเหมาะกับคนอายุน้อย ส่วนการขาย LTF แล้วย้ายไป RMF น่าจะเหมาะกับคนวัย 40 ปลาย-50 ปี ที่มียอด LTF เดิมก้อนใหญ่ๆ(กว่า 500,000 บาท มากๆ) และยังพร้อมลงทุนต่ออีกระยะ แต่มีความต้องการเลือกสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่านั่นเอง

    ใครถือ LTF เดิมอยู่ ยังมีเวลาคิดและวางแผน แต่ต้องรีบตัดสินใจก่อนช่วง พฤษภาคม–มิถุนายน 2568 เพราะนั่นคือหน้าต่างเวลาที่เปิดให้ลงทุน Thai ESGX เพื่อรับสิทธิภาษีรอบใหม่นะครับ