บ้านใร่กาแฟ เคยเป็นชื่อที่คอกาแฟไทยต่างรู้จักกันดี เมื่อ 20 ปีก่อน (เกิดทันใช่ไหม) จุดเริ่มจาก คุณสายชล เพยาว์น้อย ขายทาวน์เฮ้าส์ได้เงิน 300,000 บาท เอามาเปิดร้านกาแฟสดสาขาแรกในปั๊มน้ำมัน ปตท. แถวรังสิต–องครักษ์ ใช้ชื่อแรกว่า “กาแฟร้านแรก สาขา 9” เมื่อ 21 ธ.ค. 2540 และต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านใร่กาแฟ” ** ใช้ไม้ม้วนนะ เจ้าของตั้งใจให้มันดูเก๋ดี
ตอนแรกๆแกจับตลาดคนเดินทางที่เบื่อกาแฟกระป๋อง ต่อมากลายเป็นการฉีกกฏว่า ร้านกาแฟสดดีๆ คนไทยก็ทำได้ ไม่ต้องอยู่ในห้างฯ คนไทยก็มีกาแฟสดดีๆอยู่ใกล้ๆบ้าน ยอดขายวันแรก 38 แก้ว ช่วงแรกๆกำไรเดือนละ 7-8 พันบาท ไม่เลวเลยนะ

บ้านใร่กาแฟ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก เนื่องจากรสชาติ และบรรยากาศของร้านที่ร่มรื่นและมีสไตล์ (คุณสายชล จบสถาปัตย์จุฬา จบมาทำงาน LH ถึงปี 2542) ที่คุณสายชล ออกแบบร้านเก๋ๆแนวซุ้มไม้ ทรงสามเหลี่ยมติดแอร์เย็น
บ้านใร่กาแฟเติบโตรวดเร็ว ขยายสาขาไปจนถึง 110 สาขาในช่วงจุดสูงสุด ซึ่งตอนนั้นมีร้านในปั๊ม JET ราว 80 สาขา และมีใน PTT ด้วย บ้านใร่กาแฟทำยอดขายทะลุ 140 ล้านบาทในปี 2549 ทำให้บ้านใร่กาแฟครองตลาดเป็นอันดับ 2 รองจาก Starbucks ในยุคนั้น
จุดหักเห ที่ทำให้บ้านใร่กาแฟต้องจบลงอย่างเงียบ ๆ
บ้านใร่กาแฟ มีความได้เปรียบจากโลเคชั่นในปั๊มน้ำมันหน้าบ้าน พูดง่ายๆว่าสามารถดักลูกค้าคอกาแฟไม่ต้องไปซื้อที่ห้างฯได้ คิดถึงกาแฟเมื่อไหร่ ก็มองหาปั๊ม JET หรือ PTT ก็มีกาแฟดีๆให้กิน ไม่ต้องกลั้นใจไปกาแฟตู้กดในร้านสะดวกซื้อ แต่โชคชะตากลับหันหลังให้ เพราะ 2 เรื่องนี้….
- คู่แข่งรายใหญ่ตามเข้ามา เสียทำเลทอง :
หลัง PTT ซื้อปั๊ม JET ในปี 2550 ก็เริ่มได้เห็นถึงศักยภาพของบ้านใร่กาแฟ และก็เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจกาแฟปั๊มน้ำมันว่ามันน่าจะดีมากในอนาคต เลยตั้ง “คาเฟ่ อเมซอน” ขึ้นในปี 2554 มาโดยใช้ปั๊มน้ำมันของตนเองเป็นฐาน และพอสัญญาเช่าพื้นที่กับบ้านใร่กาแฟหมดลง บ้านใร่กาแฟก็ทยอยถูกแทนที่ด้วย คาเฟ่ อเมซอน ทำให้บ้านใร่กาแฟสูญเสียทำเลทองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ - ราคา ภาพลักษณ์ เริ่มไม่ตอบโจทย์ :
บ้านใร่กาแฟ วางตัวเองในระดับมิด-ไฮเอนด์ โดยมีราคาเข้าหากับ Starbucks แต่เมื่อผู้บริโภคเริ่มได้ลองกาแฟไทยคุณภาพสูงเจ้าอื่นๆ แต่กดราคาลงมาอย่างมีนัยสำคัญอย่าง “คาเฟ่ อเมซอน” ของ PTT(OR) ตามมาด้วย “พันธุ์ไทย” ของ PTG ยังไม่พอ ยังมี “อินทนิล” ของ BCP อีก ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันไปทานแบรนด์อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปั๊มน้ำมันทั้ง 3 นี้ ก็มีส่วนแบ่งตลาดน้ำมันปลีกกว่า 86% (ณ ไตรมาส 3/67 : PTT 34%, BCP+ESSO 30%, PTG 22%) ใช่ครับ ไม่มีที่ว่างให้บ้านใร่กาแฟอีกต่อไป
จาก website ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผลการดำเนินงานของ บ้านไร่กาแฟ หรือ บริษัท ออกแบบ ไร่นา (ประเทศไทย) ก็ถอยต่ำมาเรื่อยๆนับจากนั้น โดยในปี 2558 มีรายได้รวมเหลือเพียง 33.4 ล้านบาท ขาดทุนไป 9.3 ล้านบาท
แต่ความโชคร้ายยังไม่จบ โรงคั่วกาแฟของบ้านใร่กาแฟ เกิดไฟไหม้อีกในปี 2560 และนั่นก็เป็นปีสุดท้ายที่ คุณสายชล ส่งงบแก่ทางการด้วยการขาดทุน 6.6 ล้านบาท ขณะที่บนงบดุล ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบถึง 76 ล้านบาท และนั่นก็คือเจ๊ง…
บ้านใร่กาแฟ จดทะเบียนเลิกกิจการเมื่อ 27 พ.ค. 2565 ปิดตำนานร้านกาแฟสดของหนุ่ม จ.สระบุรี ในที่สุด ซึ่งมีข่าวว่า คุณสายชลต้องขายที่ดิน 24 ไร่ในสระบุรีเพื่อระบายหนี้สินที่สูงถึง 30 ล้านบาท
เปรียบเทียบตัวเลข สงครามกาแฟ
บ้านใร่กาแฟ ดำเนินธุรกิจภายใต้บริษัท ออกแบบ ไร่นา (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยคุณสายชล เพยาว์น้อย และเป็นนิติบุคคลที่บริหารแบรนด์บ้านใร่กาแฟมาตลอด
| แบรนด์ | สาขา | ยอดขาย |
|---|---|---|
| บ้านใร่กาแฟ | เคยสูงสุด 110 สาขา | สูงสุด 140 ล้านบาท ในปี 2549 |
| คาเฟ่ อเมซอน (OR) | 4,430 สาขาในไทย | 402 ล้านแก้วในไตรมาส 4/67 ลองคูณ 40 บาท ก็ราว 16,000 ล้านบาท ในปี 2567 |
| พันธุ์ไทย (PTG) | 1,126 สาขา (ก.ย. 67) | 1,540 ล้านบาท +75.1% y-y ในงวด 9 เดือนปี 2567 |
| อินทนิล (BCP) | 1,028 สาขา (ปี 2567) | ไม่เปิดเผย |
ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, OR, PTG, BCP presentation
บ้านใร่กาแฟ ในยุครุ่งเรืองเปรียบเสมือนดาราระดับตำนานที่เคยส่องแสง แต่เมื่อเวลาผ่านไป คู่ค้า กลายเป็น คู่แข่ง แถมมีการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ที่มุ่งเน้นความเป็นไทย และราคาย่อมเยา ก็เลยสามารถเอาชนะและแย่งตลาดไปได้ในที่สุด
ทุกวันนี้ PTT(OR) และ PTG ก็ยังขยายสาขาร้านกาแฟของตนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ BCP ซึ่งเพิ่งเข้าซื้อ ESSO จนทำให้ส่วนแบ่งตลาดน้ำมันขึ้นมาจ่อ PTT แล้ว ก็ตั้งเป้าขยายร้านกาแฟอินทนิลอีกเท่าตัวเป็น 2,400 สาขาในปี 2573 เพื่อเติมเข้าไปในปั๊มที่ได้มาใหม่อีกด้วย
สงครามกาแฟครั้งนี้ยังไม่จบสำหรับทั้ง 3 แต่จบแล้วสำหรับบ้านใร่กาแฟ
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากบ้านใร่กาแฟ
ธุรกิจของคนตัวเล็ก หากทำดีจนเข้าตารายใหญ่ ก็อาจกลายเป็นภัยได้ เพราะการเป็นเจ้าของที่ หรือ Landlord หากอยู่ในทำเลที่ดี ยังไงก็ได้เปรียบวันยังค่ำ
เค้าสามารถปรับตัวผันตัว ฝึกชงกาแฟเองก็ได้ ถ้ามันคุ้มที่จะทำ และยิ่งเค้ามีทุนหนามหาศาล เครือข่ายครอบคลุม ก็สามารถเร่ง scale สาขาเพื่อกินประโยชน์จาก economies of scale ได้โดยง่ายและรวดเร็วอีกด้วย เพื่อนๆท่านใดอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกันนี้ โปรดจงระวัง
เพราะไม่มีคำว่าปรานี หรือเห็นใจในโลกธุรกิจ เราตัวเล็กยิ่งต้องปรับตัวให้ไวต่อความต้องการผู้บริโภค ต้องรีบสร้างอำนาจต่อรองให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าขืนไม่ไหว ทำไงถึงจะมีส่วนร่วมเกาะไปกับคนตัวใหญ่แล้วไปด้วยกัน….
ยังไงก็ระลึกถึง บ้านใร่กาแฟ นะครับ ร้านที่หลายๆคนเคยเข้าไปจิบกาแฟดีๆฝีมือคนไทยตัวเล็กๆ ผมว่า คุณสายชล น่าจะเรียกได้ว่าเป็น start-up รุ่น 1 ของไทยได้เลย แม้ว่าจะยืนสู้ทุนใหญ่ไม่ไหวก็ตาม แต่แกก็สร้างแรงบันดาลใจให้คนตัวเล็กหลายๆคน

ปัจจุบัน คุณสายชล ผันมาทำพิพิธภัณฑ์ตลาดโรงคั่วบ้านใร่กาแฟ ที่ตำบลหนองควายโซ อ.หนองแซง สระบุรี มีขายวัตถุดิบกาแฟและชาแก่ผู้มาเยือน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบอกเล่าตำนาน บ้านใร่กาแฟ ให้คนรุ่นหลัง โดยพิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการ จ-ศ 08.00-16.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ 08.00-17.00 น. เชิญไปเยี่ยมกันได้นะครับ


พิมพ์ข้อความได้ที่นี่