หนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดหุ้นเวียดนามในปี 2025 คือการถูกบรรจุเข้าสู่ดัชนี FTSE Emerging Markets ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกเลื่อนมาหลายครั้ง แต่ในครั้งนี้มีความเชื่อมั่นว่าน่าจะเกิดขึ้นได้สำเร็จ
การเข้าร่วมดัชนีนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่าง ๆ ที่อ้างอิงการลงทุนตามดัชนีดังกล่าว ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น
เม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนาม
- หากตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการบรรจุเข้า FTSE Emerging Markets คาดว่าจะมีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 2.5% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่ราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- หากตลาดสามารถรักษาสถานะนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวอาจมีเงินทุนไหลเข้าสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าระยะแรกถึง 10 เท่าตัว
เงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ FTSE Emerging Markets
หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ FTSE คือ ระบบการชำระเงิน (Cash Settlement System) โดยในอดีต นักลงทุนต่างชาติต้องโอนเงินเข้าพอร์ต ล่วงหน้า 1-2 วัน (Pre-Funding) ก่อนจะสามารถซื้อหุ้นเวียดนามได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในโลกการลงทุนที่ข้อมูลเคลื่อนไหวรวดเร็ว
ล่าสุด เวียดนามได้ปรับระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยอนุญาตให้ โอนเงินเข้าระหว่างวันและซื้อหุ้นได้ทันที (Buy First, Sell Later) ซึ่งคล้ายกับระบบ Net Settlement ที่ใช้ในตลาดหุ้นไทย ระบบใหม่นี้ถูกนำมาทดลองใช้แล้ว และเป็นก้าวสำคัญต่อการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนาม
นอกจากนี้ FTSE Russell ได้หารือกับตลาดเวียดนามเกี่ยวกับข้อกำหนดใหม่ สำหรับหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า 120,000 ล้านดอง (ประมาณ 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 160 ล้านบาท) จะต้องทำรายงานเป็น ภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน
กำหนดการสำคัญ
- มีนาคม 2025: ตลาดหุ้นเวียดนามจะถูกบรรจุใน Waiting List ของ FTSE
- กันยายน 2025: ย้ายจาก Frontier Market ไปสู่ Tier 2 ของ Emerging Markets (EM) และคาดว่าจะได้รับการยกระดับสู่ EM อย่างเต็มตัว
ผลกระทบเชิงบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
- ลดต้นทุนการลงทุนของต่างชาติ: ค่า Premium ที่นักลงทุนต่างชาติต้องจ่ายเมื่อซื้อหุ้นเวียดนาม (ปัจจุบันอยู่ที่ 2-7%) จะลดลง ทำให้การลงทุนในเวียดนามถูกลง
- การ Rerating ของหุ้น: ด้วยเงินลงทุนที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์อาจปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น ทำให้ P/E Ratio ของตลาดปรับตัวสูงขึ้น
- ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น: นักลงทุนสถาบันและกองทุนต่าง ๆ จะให้ความสนใจมากขึ้น
- เพิ่มสภาพคล่องในตลาด: การซื้อขายจะคึกคักขึ้น ส่งผลดีต่อนักลงทุนรายย่อย กองทุน และนักลงทุนต่างชาติ
- เกิดกองทุนและ ETF ใหม่: จะมีการตั้งกองทุนและ ETF ที่อ้างอิงตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้น ทำให้ตลาดเป็นที่นิยมมากขึ้น
- ลดช่องว่าง Valuation กับตลาดอื่นในอาเซียน: ปัจจุบัน P/E Ratio ตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ที่ 11.5 เท่า เทียบกับ ไทย (15.8 เท่า) และมาเลเซีย (14.3 เท่า) ทำให้มีโอกาสที่ Valuation Gap จะลดลง หากเศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่ง
สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดหุ้นเวียดนาม
ดัชนี VN30 อยู่ที่ 1,337 จุด ซึ่งห่างจากจุดสูงสุดเพียง 16% คาดว่าหากแนวโน้มการเข้าดัชนี FTSE Emerging Markets เป็นไปตามแผน ตลาดหุ้นเวียดนามอาจสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ไม่ยาก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือเวียดนามต้องสามารถรับมือกับกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ได้ ซึ่งการผูกกับห่วงโซ่อุปทานจีนทำให้มีความกังวลไม่น้อย
สรุป
ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ FTSE Emerging Markets ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดในปี 2025 หากสามารถผ่านเกณฑ์ทั้งหมดได้สำเร็จ จะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าอย่างมหาศาล ส่งผลให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น ลดต้นทุนการลงทุนของต่างชาติ และเพิ่มสภาพคล่องในตลาด ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามสามารถเติบโตไปในระดับเดียวกับตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ ได้ในอนาคต และเป็นอีกทางเลือกของนักลงทุนไทยได้นะครับ


พิมพ์ข้อความได้ที่นี่